รับแอปรับแอป

เมื่อโลกกลายเป็น Game of Chicken: แผนต่อรองทรัมป์ในสงครามการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ใหม่

ธีรพล สุขเกษม01-30

เปิดเกม: นโยบายเศรษฐกิจทรัมป์กับโลกที่กำลังแตกขั้ว

หากมองแนวทางเศรษฐกิจของ Donald Trump ที่ยืนฝั่งตรงข้ามกับโลกาภิวัตน์ และไม่อินกับคำว่า “การค้าเสรี” เราจะเห็นภาพความตึงเครียดที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางการผงาดของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่าง Global South และ BRICS

โดยเฉพาะชุดนโยบายที่พูดชัด ๆ ว่า

  • จะตั้งกำแพงภาษีศุลกากรใหม่กับจีนและชาติพันธมิตร

  • จะใช้มาตรการภาษีชายแดนกับเม็กซิโกและประเทศอื่น ๆ

  • จะดึงสหรัฐฯ ออกจาก TPP

  • และพร้อมเปิดโต๊ะเจรจาใหม่เรื่อง NAFTA กับเม็กซิโกและแคนาดา

ฟังเผิน ๆ เหมือนพร้อมเปิดศึกการค้าเต็มรูปแบบ แต่ในโลกความจริง หากเดินเกมสุดทางตามนี้ ก็แทบไม่ต่างจากการกดปุ่มเริ่ม สงครามการค้าโลกครั้งใหญ่ ที่สั่นสะเทือนระบบเศรษฐกิจทั้งใบโลก

จากจุดนี้เอง ที่หลายฝ่ายเริ่มตีความว่า สิ่งที่ทรัมป์กำลังเล่นอยู่คือ “ทฤษฎีเกม” มากกว่าจะเป็นการลงมือทำทุกอย่างตามที่ประกาศ

Game of Chicken: เมื่อการเมืองเล่นเหมือนซิ่งรถเสี่ยงตาย

หนึ่งในโมเดลที่ถูกหยิบมาพูดถึงบ่อยมากคือ Game of Chicken หรือที่บางคนเรียก Chicken Game

เกมนี้มีโครงสร้างง่าย ๆ แต่โคตรดุเดือด คือมี

  • ผู้เล่น 2 คน

  • ตัวเลือก 2 ทาง ให้แต่ละฝ่ายตัดสินใจ

โดยสถานการณ์พื้นฐานถูกจินตนาการให้เป็นภาพว่า

ผู้เล่นทั้งสองขับรถด้วยความเร็วสูงเข้าหากัน ใคร “หักหลบ” ก่อนคนนั้นถือว่าแพ้ ถูกมองเป็น “ไก่อ่อน” ส่วนคนที่ไม่หลบถูกมองว่าแกร่งกว่า

แต่ถ้าเลวร้ายสุดคือ ทั้งสองฝ่ายไม่หักหลบ ปล่อยรถพุ่งเข้าชนกันเต็มแรง ผลลัพธ์ก็แน่นอนว่า ทุกฝ่ายเจ็บหนัก ไม่มีใครชนะจริง ๆ

เพราะฉะนั้น Game of Chicken จึงใกล้เคียงกับ

  • สงครามจิตวิทยา

  • หรือบรรยากาศแบบ สงครามเย็น ในอดีต

หัวใจของเกมนี้ไม่ใช่แค่การ “ใจถึง” แต่คือการ ส่งสัญญาณ ให้คู่แข่งเชื่อแบบสุดใจว่า

“ฉันจะไม่หลบ ไม่เปลี่ยนทาง ไม่ถอยแน่นอน”

ใครสื่อสารได้ชัดกว่า แข็งกว่ามั่นคงกว่า ก็มีโอกาสบีบให้อีกฝ่ายต้องยอมหลบ และกลายเป็นผู้ชนะในเชิงเกม

แน่นอนว่า ความเสี่ยงก็สูงมาก เพราะถ้าอีกฝ่ายคิดเหมือนกันว่า “ฉันก็ไม่หลบ” จบเลยคือ เจ็บทั้งคู่

ดังนั้น วิธีที่มักถูกมองว่าเวิร์กที่สุดใน Game of Chicken คือการ Bluff หรือ “เกทับ” ใส่กันแบบสงครามประสาทเต็มรูปแบบ

พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ ใครสื่อสารเก่งกว่า ใครทำให้อีกฝ่ายเชื่อได้มากกว่า ว่าตัวเองไม่มีวันถอย ก็มีโอกาสชนะเกมนี้

เมื่อ Game of Chicken ถูกยกไปเล่นบนเวทีสงครามการค้า

ลองหยิบโมเดล Game of Chicken มาเทียบกับสถานการณ์สงครามการค้าระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับ จีน ภาพที่ได้ก็แทบจะทับซ้อนกันอย่างน่าขนลุก

มันคือสงครามจิตวิทยาระดับรัฐชาติ เป็นสงครามเย็นยุคใหม่ในเวอร์ชันเศรษฐกิจ ที่ใช้

  • ภาษีศุลกากร

  • ข้อตกลงการค้า

  • มาตรการกีดกัน

เป็นอาวุธต่อรองแทนกระสุนและมิสไซล์

หากวิเคราะห์ทางเลือกปลายทางของการเจรจาระหว่างสองขั้วอำนาจนี้ สามารถจัดเป็น 3 รูปแบบใหญ่ ๆ ที่ผูกโยงกับทฤษฎีเกมโดยตรง

สามบทสรุปของเกม: Zero-Sum, Positive-Sum, Negative-Sum

1. Zero-Sum Game: มีคนได้ก็ต้องมีคนเสีย

ใน Zero-Sum Game ภาพง่าย ๆ คือทั้งคู่เอาเงินมากองกลาง สมมุติ 10 บาท

  • ผู้ชนะได้ 10 บาท

  • ผู้แพ้เสีย 10 บาท

เมื่อตัดสินกันเสร็จ กองกลางก็เหลือ 0 จึงเรียกว่า “เกมศูนย์” หรือ Zero-Sum Game

หัวใจของเกมแบบนี้คือ

  • มี ผู้ชนะ และ ผู้แพ้ อย่างชัดเจน

  • ผลรวมผลประโยชน์ของทุกฝ่าย ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย

มันเหมือนการพนัน ที่ไม่ได้สร้างมูลค่าใหม่ให้ใคร แค่ย้ายประโยชน์จากกระเป๋าหนึ่งไปอีกกระเป๋าหนึ่งเท่านั้น

2. Positive-Sum Game: Win-Win แบบใครได้มากได้น้อยค่อยว่ากัน

สำหรับ Positive-Sum Game ภาพที่ออกมาจะเป็นโมเดลแบบ Win-Win

  • ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์

  • แต่ใครจะ Win มาก หรือ Win น้อย ก็ขึ้นอยู่กับพลังต่อรองและความพอใจของคู่เจรจา

รูปแบบนี้คือสภาวะที่ระบบโดยรวมเติบโต ทุกฝ่ายมีส่วนแบ่งจากเค้กก้อนที่ใหญ่ขึ้น แม้บางคนจะได้ชิ้นเค้กใหญ่กว่า แต่ไม่มีใครออกจากโต๊ะมือเปล่า

3. Negative-Sum Game: เจรจาไปก็มีแต่พัง

ในทางตรงกันข้าม Negative-Sum Game คือบทสรุปที่มืดหม่นที่สุด

  • การเจรจาไม่อาจหาข้อยุติได้

  • ไม่มีฝ่ายใดยอมอ่อนข้อให้กัน

  • ท้ายที่สุด ทุกฝ่ายเสียประโยชน์ มากกว่าตอนเริ่มเกม

เพราะฉะนั้น คู่เจรจาส่วนใหญ่จึงพยายาม หลีกเลี่ยง การปล่อยให้เรื่องบานปลายไปจนเข้าสู่สภาวะแบบ Negative-Sum ให้ได้มากที่สุด

ทั้งหมดนี้คือแก่นของสิ่งที่ถูกเรียกรวม ๆ ว่า “ทฤษฎีเกม” (Game Theory) ซึ่งเป็นองค์ความรู้สาย คณิตศาสตร์ประยุกต์ ที่ถูกนำมาใช้จริงในโลกการเมือง เศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ

ทฤษฎีเกม: เมื่อการตัดสินใจไม่ใช่เรื่องของคนเดียว

แกนหลักของ ทฤษฎีเกม คือการมองโลกผ่านเลนส์ของ “การตัดสินใจที่มีเหตุมีผล” ของผู้เล่นหลายฝ่ายที่มีปฏิสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่มักเกิดขึ้นคือ

  • แต่ละฝ่ายตัดสินใจโดยมี เป้าหมายที่ชัดเจนของตัวเอง

  • พยายามเลี่ยงความผิดพลาดให้มากที่สุด หรือหากทำได้ก็ ไม่อยากพลาดเลยแม้แต่นิดเดียว

องค์ประกอบสำคัญจึงหนีไม่พ้น

  • “ผู้เล่น”

  • “ทางเลือก” หรือ “กลยุทธ์” ที่แต่ละฝ่ายมีอยู่ในมือ

ตรงนี้เองที่ทำให้ทฤษฎีเกมแตกต่างจาก ทฤษฎีการตัดสินใจ ทั่วไป เพราะ

  • ทฤษฎีการตัดสินใจ: เน้น ผู้เล่นคนเดียว เลือกทางเดินที่ดีที่สุดให้ตัวเอง

  • ทฤษฎีเกม: เน้นการตัดสินใจของ ผู้เล่นหลายคน ที่ต้องคำนึงถึงการตอบโต้ของคนอื่นร่วมด้วยเสมอ (อย่างน้อยต้องมี 2 ฝ่ายขึ้นไป)

ดังนั้น “ผู้เล่น” จึงเป็นหัวใจพื้นฐานของทฤษฎีเกม และกรอบคิดนี้มักถูกเขียนในรูปแบบเฉพาะที่เรียกว่า Characteristic Function Form เพื่ออธิบายว่า ถ้ากลุ่มผู้เล่นจับมือกัน หรือแยกขั้วกัน ผลประโยชน์จะกระจายไปอย่างไร

เมื่อหมากของทรัมป์เสี่ยงไหลไปทาง Negative-Sum

หากมองหมากการเมืองและเศรษฐกิจที่ Donald Trump กำลังเล่นอยู่ หลายฝ่ายมองว่า มีแนวโน้มเข้าเค้า Negative-Sum Game อยู่ไม่น้อย

เพราะถ้าเดินเกมกีดกันทางการค้าอย่างหนักหน่วง ปิดกั้นกันไปมาแบบไม่ถอย มีโอกาสสูงที่จะลากโลกกลับไปสู่บรรยากาศคล้ายปี ค.ศ. 1929 ที่มาตรการกีดกันการค้าทำให้เศรษฐกิจโลกทรุดตัวอย่างรุนแรง

วิกฤตครั้งนั้นเปิดช่องให้ ฮิตเลอร์ ใช้ความโกลาหลเป็นบันไดไต่สู่อำนาจ และจบลงด้วย สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ทั้งโลกต้องจ่ายราคาหนัก

แต่ในโลกยุคนี้ การปล่อยให้เกมเดินไปถึงจุดนั้นไม่ใช่เรื่องที่ใครอยากเสี่ยง ดังนั้นท่าทีแข็งกร้าว ข่มขู่ หรือการพูดให้ดูดุของทรัมป์ จึงอาจถูกอ่านได้ว่าเป็นเพียง กลยุทธ์การต่อรอง เพื่อสร้างแรงกดดันมากกว่าการคิดจะเปิดสงครามการค้าโลกจริง ๆ

พูดอีกแบบคือ ตะโกนเสียงดัง โบกหมัดแรง กีดกันพอให้คู่แข่งเจ็บ แต่ไม่ถึงขั้นทุบโต๊ะพังระบบทั้งใบ

การจัดระเบียบโลกใหม่: ถ่วงดุลจีน รัสเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี และอาเซียน

นอกเหนือจากสนามการค้า ยังมีอีกกระดานที่ต้องดูควบคู่กัน นั่นคือ ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่หลังสงครามเย็น

ภายใต้นโยบายที่มุ่งจะจัดระเบียบโลกใหม่ สหรัฐฯ พยายาม

  • ถ่วงดุล จีน และ รัสเซีย

  • ส่งสัญญาณที่ค่อนข้างคลุมเครือต่อ NATO ในสถานการณ์สงครามยูเครน–รัสเซีย

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็เปิดไพ่อีกใบด้วยการ

  • ย้ำสถานะความเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับ ญี่ปุ่น

  • รักษาความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับ เกาหลีใต้

  • และกระชับสัมพันธ์กับ อาเซียน

ทั้งหมดนี้คือการ ตลบหลังอีกชั้นหนึ่งเพื่อถ่วงดุลจีน ไม่ให้ขยายอิทธิพลจนกลายเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจนำของสหรัฐฯ

ทว่าอีกด้านหนึ่ง โลกก็จับตามองด้วยความระแวงว่า

  • ทรัมป์มีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีต่อ Vladimir Putin แห่งรัสเซีย

  • พร้อมกับแนวโน้มจะลดบทบาทของสหรัฐฯ ในหลายพื้นที่ ภายใต้ภูมิรัฐศาสตร์รูปแบบใหม่

แต่ในอีกหน้ากระดาน ทรัมป์ก็ยังคง

  • เล่นเกมถ่วงดุลจีนและรัสเซียต่อไป

  • พยายามปิดช่องทางการขยายอำนาจทั้งด้าน การทหาร (โดยเฉพาะนิวเคลียร์) และด้านเศรษฐกิจของสองประเทศนี้

พร้อมกันนั้น ยังมีแนวโน้มว่าจะ

  • หันกลับมาเป็นพันธมิตรที่แข็งแรงกับ NATO มากขึ้น เพื่อใช้เป็นเครื่องมือถ่วงดุลรัสเซีย

  • ตอกย้ำสายสัมพันธ์กับ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอาเซียน เพื่อถ่วงดุลจีนในระดับภูมิภาค

แรงสะเทือนต่อ Global South และ BRICS

ในอีกมุมหนึ่ง การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในสงครามการค้า ย่อมสั่นสะเทือนมาถึงความเข้มแข็งของ

  • Global South

  • และกลุ่ม BRICS

เพราะการจัดสมดุลอำนาจของโลกกำลังถูกเขียนใหม่ ผ่านทั้ง

  • ความเคลื่อนไหวของ NATO

  • วิกฤติการณ์ในทะเลจีนใต้

  • ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

  • และการต่อรองบทบาทของ Global South และ BRICS (ทั้งเอเชีย–แอฟริกา–ละตินอเมริกา)

ในภาพใหญ่ อาจเห็นการกลับมาใช้

  • นโยบายปราบปรามผู้ก่อการร้ายแบบเข้มข้น ควบคู่ไปกับ

  • การเจรจาการค้า

  • และการวางดีลการลงทุนร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศในกลุ่ม Global South และ BRICS

ทั้งหมดนี้ทำให้เกมยุทธศาสตร์โลกในอนาคต ไม่ได้เป็นแค่การชนกันของสองขั้ว แต่มากกว่าคือ การเล่น Game of Chicken บนกระดานหลายชั้นพร้อมกัน

บทสรุป: โลกใบนี้อยู่บนโต๊ะเกมเดียวกับทรัมป์จริงหรือไม่

เมื่อหยิบแว่น ทฤษฎีเกม มาส่องการตัดสินใจของสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี และอาเซียน เราจะเห็นว่า

  • ไม่มีใครเล่นเกมนี้แบบไร้เหตุผล

  • ทุกฝ่ายมีเป้าหมายของตัวเอง ชัดเจน และพยายามลดความผิดพลาดให้มากที่สุด

สิ่งที่น่าจับตาคือ

  • เกมนี้จะลงเอยแบบ Zero-Sum – มีคนได้มีคนเสีย

  • หรือแบบ Positive-Sum – ทุกฝ่ายยอมถอยคนละก้าวเพื่อ Win-Win

  • หรือจะไหลลงเหวไปเป็น Negative-Sum ที่ทำให้ทุกคนเจ็บตัว

ในท้ายที่สุด ไม่ใช่แค่เสียงตะโกนของทรัมป์ หรือท่าทีแข็งกร้าวของแต่ละชาติเท่านั้นที่สำคัญ แต่คือ

ใครจะสื่อสารได้ชัดกว่า สร้างความเชื่อได้มากกว่า และอ่านหมากเกมของคนอื่นขาดกว่า

เพราะบนกระดาน Game of Chicken ระดับโลกใบนี้ การไม่หลบเลยอาจดูเท่ แต่ถ้าเลือกผิดจังหวะเพียงนิดเดียว ก็มีสิทธิ์พารถของตัวเอง และทั้งโลก พุ่งชนเข้าเต็มแรงแบบไม่เหลือพื้นที่ให้เริ่มเกมใหม่อีกครั้งได้เลย