รับแอปรับแอป

10 เทรนด์เที่ยวมาแรงปี 2026 ที่คนรักเที่ยวไทยต้องรู้ก่อนใคร

ธีรพล สุขเกษม01-30

เทรนด์ใหม่กำลังเปลี่ยนเกมท่องเที่ยวไทย

ปี 2568 การท่องเที่ยวไทยยังแรงไม่หยุด ทั้งจำนวนนักเดินทางต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มาตรการวีซ่าฟรีที่ทำให้บินเข้าไทยง่ายขึ้น และการแข่งขันของสายการบินที่ช่วยตรึงราคาตั๋ว ไม่แปลกที่ อุตสาหกรรมเที่ยวไทยยังมีโอกาสโตอีกมาก

แม้โลกจะเจอแรงสั่นสะเทือนจากการเมือง เศรษฐกิจ หรือความไม่แน่นอนรอบด้าน แต่พฤติกรรมนักท่องเที่ยวก็กำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็วเช่นกัน ใครทำธุรกิจท่องเที่ยว ถ้าจับเทรนด์ทัน มีโอกาสยกระดับบริการให้ตอบโจทย์นักเดินทางทั่วโลกได้แบบเต็มๆ

ด้านล่างคือ 10 เทรนด์ท่องเที่ยวใหม่ ที่จะปั้นอนาคตการท่องเที่ยวในปี 2026 และกลายเป็นโอกาสสำคัญของเมืองท่องเที่ยวและธุรกิจทัวร์ทั่วไทย

1. Coolcation Travel: เที่ยวหนีร้อนคือเรื่องจริงไม่ใช่แค่คำพูด

หลายประเทศทั่วโลกเจออากาศร้อนสุดขั้วมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2023 คลื่นความร้อนยาวทั้งฤดูร้อนทำให้ภาพทะเล หาดทราย แดดจัด ไม่ได้ดูดึงดูดเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป

เทรนด์ใหม่คือ หนีร้อนไปหาธรรมชาติที่อากาศเย็นกว่า

  • ป่า ภูเขา ลำธาร และพื้นที่ธรรมชาติที่อากาศบริสุทธิ์จะถูกค้นหามากขึ้น

  • เมืองหรือจังหวัดที่อากาศเย็น หรืออุณหภูมิไม่โหด จะกลายเป็นจุดหมายที่น่าจับตา

  • กิจกรรมกลางแจ้งแบบเย็นสบาย เช่น แคมป์ปิ้ง ชมทะเลหมอก เทรกกิ้งเบาๆ จะถูกพูดถึงมากขึ้น

ใครทำที่พักบนดอยหรือใกล้ป่า หากเล่าเรื่อง “หนีร้อนมาหาอากาศดี” ให้โดนใจ มีสิทธิ์ถูกปักหมุดเป็น Coolcation Destination ได้ไม่ยาก

2. Slow Travel: เที่ยวยาวๆ ซึมซับมากกว่าตะลอนเช็กอิน

ยุคทัวร์ชะโงกหัวถ่ายรูปแล้วไปต่อ กำลังค่อยๆ หลบฉาก เพราะนักท่องเที่ยวยุคใหม่อยาก ใช้เวลาอยู่กับเมืองเดียวหรือชุมชนเดียวให้นานขึ้น

พวกเขาไม่ได้มองหาทริปที่แน่นไปด้วยแลนด์มาร์ก แต่ต้องการ

  • อยู่เมืองเล็กๆ สัก 1 สัปดาห์เต็ม เพื่อซึมซับบรรยากาศและชีวิตจริงของคนในพื้นที่

  • เดินเล่น กินร้านซ้ำ ขึ้นรถสาธารณะ พูดคุยกับคนท้องถิ่น

  • ให้เวลาเป็นตัวพาความทรงจำและความรู้สึกดีๆ กลับไป

Slow Travel คือการลดความเร่งรีบ แล้วเพิ่มคุณค่าของประสบการณ์ เมืองรอง ชุมชนเล็กๆ ที่มีวิถีชีวิตชัดเจน หากจัดแพ็กเกจอยู่ยาว ทำงานได้ เที่ยวได้ มี Wi‑Fi ดี มีคาเฟ่หรือมุมทำงานสบาย จะยิ่งตอบโจทย์กลุ่มนี้

3. Solo Travel: เดินทางคนเดียว แต่หัวใจไม่เดียวดาย

การเที่ยวคนเดียวไม่ได้ดูแปลกอีกต่อไป กลับกันกำลังกลายเป็น การเดินทางแบบปลดล็อกตัวตน โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้หญิงที่เริ่มออกเดินทางลุยเดี่ยวมากขึ้น

สิ่งที่พวกเขามองหา คือ

  • อิสระในการจัดทริป อยากไปไหน เมื่อไหร่ อย่างไรก็ได้

  • สถานที่ท่องเที่ยวและที่พักที่รู้สึกปลอดภัยสำหรับผู้หญิงหรือคนเดินทางคนเดียว

  • การต้อนรับที่อบอุ่น มีข้อมูลชัดเจน ไม่ทำให้รู้สึกหลงหรือโดดเดี่ยว

ถ้าโลเคชันไหนสื่อสารได้ชัดว่า “เหมาะกับคนเที่ยวคนเดียว” มีรีวิวความปลอดภัย ระบบเดินทางง่าย และมีกิจกรรมที่ทำคนเดียวแล้วไม่เหงา โอกาสดึงดูดสาย Solo ก็ยิ่งสูงตามไปด้วย

4. Off-Season Travel: หลบไฮซีซัน หาความสบายใจแทนความแออัด

เมื่อภาพฝูงชนนักท่องเที่ยวล้นเมืองในช่วง High Season กลายเป็นเรื่องปกติ นักเดินทางจำนวนไม่น้อยจึงหันมามองช่วง Off-Season เป็นตัวเลือกใหม่

เพราะพวกเขาอยากได้

  • ความเงียบสงบ เดินเล่นแบบไม่ต้องเบียดใคร

  • ประสบการณ์ที่ได้สัมผัสเมืองหรือธรรมชาติเต็มๆ แบบไม่ต้องเร่งรีบ

  • ราคาที่พักและบริการที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม

ธุรกิจท่องเที่ยวที่วางแคมเปญ “เที่ยวโลว์แต่ฟีลลิ่งไม่โลว์” ได้ดี เช่น กิจกรรมเฉพาะช่วงหน้าฝน แพ็กเกจพิเศษช่วงคนไม่เยอะ หรือเล่าเสน่ห์เมืองในวันที่ไม่ใช่ฤดูกาลยอดฮิต จะยิ่งดึงดูดคนกลุ่มนี้

5. Foodie Travel: ไปเที่ยวเพราะของกิน และอยากลงมือทำเอง

สำหรับสายกิน การเดินทางเพื่อไปล่าเมนูเด็ดยังคงมาแรงไม่หยุด แต่จุดโฟกัสจะเปลี่ยนจากของดังทั่วไป ไปสู่ อาหารท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนมากขึ้น

เทรนด์นี้ทำให้เกิดโอกาสใหม่ๆ เช่น

  • ทริปตามหาเมนูลับประจำถิ่นที่คนพื้นที่เท่านั้นที่รู้

  • คอร์สเรียนทำอาหารพื้นบ้าน ทำขนม ทำกับข้าวด้วยมือของตัวเอง

  • การเล่าเรื่องราวเบื้องหลังวัตถุดิบ ภูมิปัญญา และวิธีการทำ

นักท่องเที่ยวไม่ได้อยากแค่ “ชิม” แต่ อยาก “มีส่วนร่วม” กับอาหารที่ตัวเองกิน ธุรกิจใดที่ทำให้เขาได้กลับบ้านพร้อมทักษะใหม่ จะยิ่งถูกจดจำได้ดี

6. Hyper-personalised Travel: ทริปที่เหมือนออกแบบมาเพื่อเราเท่านั้น

ยุคนี้นักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องรอให้เอเจนซี่มาวางแพลนให้เหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป เพราะเขาสามารถใช้ทั้งโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มรีวิว และเทคโนโลยีอย่าง Ai มาช่วยประกอบร่างทริปในฝันของตัวเองได้

สิ่งที่นักท่องเที่ยวยุคใหม่ต้องการไม่ใช่ “ตัวเลือกเยอะ” แต่คือ “ตัวเลือกที่ตรงใจ”

  • ระบบจอง ที่พัก ทัวร์ หรือกิจกรรมที่จำพฤติกรรมเดิมและเสนอสิ่งที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ได้

  • การใช้ข้อมูลลูกค้า (อย่างโปร่งใสและมีมารยาท) เพื่อออกแบบประสบการณ์เฉพาะบุคคล

  • การสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ของเมืองหรือแบรนด์ท่องเที่ยว ให้คนรู้สึกอยากมีส่วนร่วมกับเรื่องราวนั้น

ใครเข้าใจการใช้ Data เพื่อปรับบริการแบบเฉพาะบุคคลได้ดี จะยืนแถวหน้าของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอนาคต

7. Ai Fellow Travel: Ai จะกลายเป็นเพื่อนร่วมทริปตัวจริง

จากเดิมที่ Ai เป็นแค่เครื่องมือช่วยค้นหาข้อมูล ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า มันจะถูกมองเป็น เพื่อนร่วมเดินทาง ของนักท่องเที่ยวอย่างเต็มตัว

บทบาทของ Ai ในการท่องเที่ยวอาจรวมถึง

  • ช่วยวางแผนเส้นทางที่เหมาะกับสไตล์ของแต่ละคนอย่างละเอียด

  • จัดการจองที่พัก ตั๋ว การเดินทาง ให้จบในที่เดียว

  • อัปเดตข้อมูลแบบ Real-time ไม่ว่าจะเป็นความหนาแน่นของนักท่องเที่ยว สภาพอากาศ หรือสถานที่ใดควรหลีกเลี่ยง

  • แนะนำร้านอาหาร กิจกรรม ที่เที่ยว และตัวเลือกสำรองแบบครบวงจร

ธุรกิจท่องเที่ยวที่เริ่มผสาน Ai เข้ากับบริการตั้งแต่ตอนนี้ จะยิ่งพร้อมรับนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่คุ้นชินกับการมี “ผู้ช่วยอัจฉริยะ” ติดตัวตลอดเวลา

8. Holistic Travel: เที่ยวแล้วดีต่อกาย ใจ และอารมณ์ไปพร้อมกัน

การเที่ยวสายสุขภาพหรือ Wellness มีมานานแล้ว แต่ก้าวต่อไปคือ Holistic Travel ที่ให้ความสำคัญทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์แบบครบด้าน

นักท่องเที่ยวอยากได้ทริปที่

  • ไม่ใช่แค่ไปสปาแล้วจบ แต่มีโปรแกรมที่ช่วยฟื้นฟูทั้งภายในและภายนอก

  • มีกิจกรรมอย่าง โยคะในธรรมชาติ เดินป่าแบบมีสติ ออกกำลังกายท่ามกลางวิวสวย

  • มีตัวเลือกอาหาร Healthy ที่ออกแบบให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์แต่ละคน

เมืองหรือที่พักที่จับคอนเซ็ปต์ Holistic ได้ชัด เช่น รีทรีตกลางป่า บ้านพักใกล้ธรรมชาติพร้อมคอร์สดูแลตัวเอง จะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของคนที่อยาก “พักทั้งตัวและหัวใจ” จริงๆ

9. Value Driven Travel: เที่ยวด้วยหัวใจและคุณค่าภายใน

ในโลกที่ทุกอย่างหมุนเร็วขึ้น เทคโนโลยีไล่ไม่ทัน นักท่องเที่ยวจำนวนมากเริ่มโหยหา สิ่งที่มีคุณค่าและจับต้องได้จริง

พวกเขามองหาการเดินทางที่

  • ได้สัมผัสชุมชน วิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมในแบบลึกซึ้ง

  • ไม่อยากเป็นแค่ “ผู้ชม” แต่อยากลงมือทำ มีส่วนร่วม เช่น ทำงานหัตถกรรม ช่วยกิจกรรมชุมชน ร่วมพิธีท้องถิ่น

  • สะท้อนกลับมาถามตัวเองว่า การเดินทางครั้งนี้สร้างหรือกระทบอะไรกับพื้นที่บ้าง

เที่ยวแบบมีคุณค่า จึงไม่ใช่แค่คำสวยหรู แต่คือการออกแบบทริปที่ให้ทั้งความสุข ความหมาย และรับผิดชอบต่อชุมชนเจ้าบ้านไปพร้อมกัน

10. Low-Carbon Luxury Travel: หรูได้ แต่ต้องรักษ์โลกด้วย

การท่องเที่ยวเชิงยั่งยืนไม่ใช่เทรนด์ชั่วคราว แต่กำลังถูกยกระดับไปอีกขั้น เมื่อกลุ่มนักเดินทางสาย Luxury เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ข้อมูลในช่วงที่ผ่านมาเผยให้เห็นว่า คนมีรายได้สูงกว่า 70% ยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อทางเลือกที่ยั่งยืนกว่า ทำให้เกิดภาพใหม่ของการท่องเที่ยวแบบ

  • ที่พักหรูที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดรอยเท้าคาร์บอน

  • แพ็กเกจท่องเที่ยวที่มีการระบุ carbon-tracking ชัดเจน ให้รู้ว่าทริปหนึ่งทริปใช้ทรัพยากรแค่ไหน

  • ประสบการณ์ระดับพรีเมียมที่ยังเคารพธรรมชาติและชุมชนท้องถิ่น

สำหรับเมืองท่องเที่ยวและธุรกิจโรงแรม ถ้าสามารถผสมผสานความหรูหราเข้ากับความยั่งยืนได้ดี จะกลายเป็นหมุดหมายในฝันของนักเดินทางสาย Luxury รุ่นใหม่ทันที

สรุป: เทรนด์ใหม่เปิดโอกาสใหม่ให้เที่ยวไทย

ทั้ง 10 เทรนด์นี้สะท้อนชัดว่า โลกการท่องเที่ยวกำลังเดินหน้าไปสู่ความ เฉพาะตัว ยั่งยืน และมีความหมายมากขึ้น

นักท่องเที่ยวไม่ได้อยากแค่ไป “เช็กอิน” เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ต้องการ

  • ประสบการณ์ที่ตรงกับตัวตนและไลฟ์สไตล์

  • การเดินทางที่ดีต่อโลก ชุมชน และหัวใจของตัวเอง

  • เรื่องราวที่เล่าต่อได้อย่างภูมิใจ

ใครที่อยู่ในอุตสาหกรรมเที่ยวไทย หากเริ่มจับเทรนด์เหล่านี้ไปปรับใช้ตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเมืองรอง ชุมชนเล็ก โรงแรม บริการทัวร์ หรือคาเฟ่เล็กๆ ก็มีโอกาส ยกระดับตัวเองให้กลายเป็นจุดหมายในใจนักเดินทางทั่วโลกได้ไม่ยากเลย