เทรนด์ใหม่กำลังเปลี่ยนเกมท่องเที่ยวไทย
ปี 2568 การท่องเที่ยวไทยยังแรงไม่หยุด ทั้งจำนวนนักเดินทางต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มาตรการวีซ่าฟรีที่ทำให้บินเข้าไทยง่ายขึ้น และการแข่งขันของสายการบินที่ช่วยตรึงราคาตั๋ว ไม่แปลกที่ อุตสาหกรรมเที่ยวไทยยังมีโอกาสโตอีกมาก
แม้โลกจะเจอแรงสั่นสะเทือนจากการเมือง เศรษฐกิจ หรือความไม่แน่นอนรอบด้าน แต่พฤติกรรมนักท่องเที่ยวก็กำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็วเช่นกัน ใครทำธุรกิจท่องเที่ยว ถ้าจับเทรนด์ทัน มีโอกาสยกระดับบริการให้ตอบโจทย์นักเดินทางทั่วโลกได้แบบเต็มๆ
ด้านล่างคือ 10 เทรนด์ท่องเที่ยวใหม่ ที่จะปั้นอนาคตการท่องเที่ยวในปี 2026 และกลายเป็นโอกาสสำคัญของเมืองท่องเที่ยวและธุรกิจทัวร์ทั่วไทย
1. Coolcation Travel: เที่ยวหนีร้อนคือเรื่องจริงไม่ใช่แค่คำพูด
หลายประเทศทั่วโลกเจออากาศร้อนสุดขั้วมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2023 คลื่นความร้อนยาวทั้งฤดูร้อนทำให้ภาพทะเล หาดทราย แดดจัด ไม่ได้ดูดึงดูดเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป
เทรนด์ใหม่คือ หนีร้อนไปหาธรรมชาติที่อากาศเย็นกว่า
ป่า ภูเขา ลำธาร และพื้นที่ธรรมชาติที่อากาศบริสุทธิ์จะถูกค้นหามากขึ้น
เมืองหรือจังหวัดที่อากาศเย็น หรืออุณหภูมิไม่โหด จะกลายเป็นจุดหมายที่น่าจับตา
กิจกรรมกลางแจ้งแบบเย็นสบาย เช่น แคมป์ปิ้ง ชมทะเลหมอก เทรกกิ้งเบาๆ จะถูกพูดถึงมากขึ้น
ใครทำที่พักบนดอยหรือใกล้ป่า หากเล่าเรื่อง “หนีร้อนมาหาอากาศดี” ให้โดนใจ มีสิทธิ์ถูกปักหมุดเป็น Coolcation Destination ได้ไม่ยาก
2. Slow Travel: เที่ยวยาวๆ ซึมซับมากกว่าตะลอนเช็กอิน
ยุคทัวร์ชะโงกหัวถ่ายรูปแล้วไปต่อ กำลังค่อยๆ หลบฉาก เพราะนักท่องเที่ยวยุคใหม่อยาก ใช้เวลาอยู่กับเมืองเดียวหรือชุมชนเดียวให้นานขึ้น
พวกเขาไม่ได้มองหาทริปที่แน่นไปด้วยแลนด์มาร์ก แต่ต้องการ
อยู่เมืองเล็กๆ สัก 1 สัปดาห์เต็ม เพื่อซึมซับบรรยากาศและชีวิตจริงของคนในพื้นที่
เดินเล่น กินร้านซ้ำ ขึ้นรถสาธารณะ พูดคุยกับคนท้องถิ่น
ให้เวลาเป็นตัวพาความทรงจำและความรู้สึกดีๆ กลับไป
Slow Travel คือการลดความเร่งรีบ แล้วเพิ่มคุณค่าของประสบการณ์ เมืองรอง ชุมชนเล็กๆ ที่มีวิถีชีวิตชัดเจน หากจัดแพ็กเกจอยู่ยาว ทำงานได้ เที่ยวได้ มี Wi‑Fi ดี มีคาเฟ่หรือมุมทำงานสบาย จะยิ่งตอบโจทย์กลุ่มนี้
3. Solo Travel: เดินทางคนเดียว แต่หัวใจไม่เดียวดาย
การเที่ยวคนเดียวไม่ได้ดูแปลกอีกต่อไป กลับกันกำลังกลายเป็น การเดินทางแบบปลดล็อกตัวตน โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้หญิงที่เริ่มออกเดินทางลุยเดี่ยวมากขึ้น
สิ่งที่พวกเขามองหา คือ
อิสระในการจัดทริป อยากไปไหน เมื่อไหร่ อย่างไรก็ได้
สถานที่ท่องเที่ยวและที่พักที่รู้สึกปลอดภัยสำหรับผู้หญิงหรือคนเดินทางคนเดียว
การต้อนรับที่อบอุ่น มีข้อมูลชัดเจน ไม่ทำให้รู้สึกหลงหรือโดดเดี่ยว
ถ้าโลเคชันไหนสื่อสารได้ชัดว่า “เหมาะกับคนเที่ยวคนเดียว” มีรีวิวความปลอดภัย ระบบเดินทางง่าย และมีกิจกรรมที่ทำคนเดียวแล้วไม่เหงา โอกาสดึงดูดสาย Solo ก็ยิ่งสูงตามไปด้วย
4. Off-Season Travel: หลบไฮซีซัน หาความสบายใจแทนความแออัด
เมื่อภาพฝูงชนนักท่องเที่ยวล้นเมืองในช่วง High Season กลายเป็นเรื่องปกติ นักเดินทางจำนวนไม่น้อยจึงหันมามองช่วง Off-Season เป็นตัวเลือกใหม่
เพราะพวกเขาอยากได้
ความเงียบสงบ เดินเล่นแบบไม่ต้องเบียดใคร
ประสบการณ์ที่ได้สัมผัสเมืองหรือธรรมชาติเต็มๆ แบบไม่ต้องเร่งรีบ
ราคาที่พักและบริการที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม
ธุรกิจท่องเที่ยวที่วางแคมเปญ “เที่ยวโลว์แต่ฟีลลิ่งไม่โลว์” ได้ดี เช่น กิจกรรมเฉพาะช่วงหน้าฝน แพ็กเกจพิเศษช่วงคนไม่เยอะ หรือเล่าเสน่ห์เมืองในวันที่ไม่ใช่ฤดูกาลยอดฮิต จะยิ่งดึงดูดคนกลุ่มนี้
5. Foodie Travel: ไปเที่ยวเพราะของกิน และอยากลงมือทำเอง
สำหรับสายกิน การเดินทางเพื่อไปล่าเมนูเด็ดยังคงมาแรงไม่หยุด แต่จุดโฟกัสจะเปลี่ยนจากของดังทั่วไป ไปสู่ อาหารท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนมากขึ้น
เทรนด์นี้ทำให้เกิดโอกาสใหม่ๆ เช่น
ทริปตามหาเมนูลับประจำถิ่นที่คนพื้นที่เท่านั้นที่รู้
คอร์สเรียนทำอาหารพื้นบ้าน ทำขนม ทำกับข้าวด้วยมือของตัวเอง
การเล่าเรื่องราวเบื้องหลังวัตถุดิบ ภูมิปัญญา และวิธีการทำ
นักท่องเที่ยวไม่ได้อยากแค่ “ชิม” แต่ อยาก “มีส่วนร่วม” กับอาหารที่ตัวเองกิน ธุรกิจใดที่ทำให้เขาได้กลับบ้านพร้อมทักษะใหม่ จะยิ่งถูกจดจำได้ดี
6. Hyper-personalised Travel: ทริปที่เหมือนออกแบบมาเพื่อเราเท่านั้น
ยุคนี้นักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องรอให้เอเจนซี่มาวางแพลนให้เหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป เพราะเขาสามารถใช้ทั้งโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มรีวิว และเทคโนโลยีอย่าง Ai มาช่วยประกอบร่างทริปในฝันของตัวเองได้
สิ่งที่นักท่องเที่ยวยุคใหม่ต้องการไม่ใช่ “ตัวเลือกเยอะ” แต่คือ “ตัวเลือกที่ตรงใจ”
ระบบจอง ที่พัก ทัวร์ หรือกิจกรรมที่จำพฤติกรรมเดิมและเสนอสิ่งที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ได้
การใช้ข้อมูลลูกค้า (อย่างโปร่งใสและมีมารยาท) เพื่อออกแบบประสบการณ์เฉพาะบุคคล
การสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ของเมืองหรือแบรนด์ท่องเที่ยว ให้คนรู้สึกอยากมีส่วนร่วมกับเรื่องราวนั้น
ใครเข้าใจการใช้ Data เพื่อปรับบริการแบบเฉพาะบุคคลได้ดี จะยืนแถวหน้าของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอนาคต
7. Ai Fellow Travel: Ai จะกลายเป็นเพื่อนร่วมทริปตัวจริง
จากเดิมที่ Ai เป็นแค่เครื่องมือช่วยค้นหาข้อมูล ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า มันจะถูกมองเป็น เพื่อนร่วมเดินทาง ของนักท่องเที่ยวอย่างเต็มตัว
บทบาทของ Ai ในการท่องเที่ยวอาจรวมถึง
ช่วยวางแผนเส้นทางที่เหมาะกับสไตล์ของแต่ละคนอย่างละเอียด
จัดการจองที่พัก ตั๋ว การเดินทาง ให้จบในที่เดียว
อัปเดตข้อมูลแบบ Real-time ไม่ว่าจะเป็นความหนาแน่นของนักท่องเที่ยว สภาพอากาศ หรือสถานที่ใดควรหลีกเลี่ยง
แนะนำร้านอาหาร กิจกรรม ที่เที่ยว และตัวเลือกสำรองแบบครบวงจร
ธุรกิจท่องเที่ยวที่เริ่มผสาน Ai เข้ากับบริการตั้งแต่ตอนนี้ จะยิ่งพร้อมรับนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่คุ้นชินกับการมี “ผู้ช่วยอัจฉริยะ” ติดตัวตลอดเวลา
8. Holistic Travel: เที่ยวแล้วดีต่อกาย ใจ และอารมณ์ไปพร้อมกัน
การเที่ยวสายสุขภาพหรือ Wellness มีมานานแล้ว แต่ก้าวต่อไปคือ Holistic Travel ที่ให้ความสำคัญทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์แบบครบด้าน
นักท่องเที่ยวอยากได้ทริปที่
ไม่ใช่แค่ไปสปาแล้วจบ แต่มีโปรแกรมที่ช่วยฟื้นฟูทั้งภายในและภายนอก
มีกิจกรรมอย่าง โยคะในธรรมชาติ เดินป่าแบบมีสติ ออกกำลังกายท่ามกลางวิวสวย
มีตัวเลือกอาหาร Healthy ที่ออกแบบให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์แต่ละคน
เมืองหรือที่พักที่จับคอนเซ็ปต์ Holistic ได้ชัด เช่น รีทรีตกลางป่า บ้านพักใกล้ธรรมชาติพร้อมคอร์สดูแลตัวเอง จะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของคนที่อยาก “พักทั้งตัวและหัวใจ” จริงๆ
9. Value Driven Travel: เที่ยวด้วยหัวใจและคุณค่าภายใน
ในโลกที่ทุกอย่างหมุนเร็วขึ้น เทคโนโลยีไล่ไม่ทัน นักท่องเที่ยวจำนวนมากเริ่มโหยหา สิ่งที่มีคุณค่าและจับต้องได้จริง
พวกเขามองหาการเดินทางที่
ได้สัมผัสชุมชน วิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมในแบบลึกซึ้ง
ไม่อยากเป็นแค่ “ผู้ชม” แต่อยากลงมือทำ มีส่วนร่วม เช่น ทำงานหัตถกรรม ช่วยกิจกรรมชุมชน ร่วมพิธีท้องถิ่น
สะท้อนกลับมาถามตัวเองว่า การเดินทางครั้งนี้สร้างหรือกระทบอะไรกับพื้นที่บ้าง
เที่ยวแบบมีคุณค่า จึงไม่ใช่แค่คำสวยหรู แต่คือการออกแบบทริปที่ให้ทั้งความสุข ความหมาย และรับผิดชอบต่อชุมชนเจ้าบ้านไปพร้อมกัน
10. Low-Carbon Luxury Travel: หรูได้ แต่ต้องรักษ์โลกด้วย
การท่องเที่ยวเชิงยั่งยืนไม่ใช่เทรนด์ชั่วคราว แต่กำลังถูกยกระดับไปอีกขั้น เมื่อกลุ่มนักเดินทางสาย Luxury เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ข้อมูลในช่วงที่ผ่านมาเผยให้เห็นว่า คนมีรายได้สูงกว่า 70% ยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อทางเลือกที่ยั่งยืนกว่า ทำให้เกิดภาพใหม่ของการท่องเที่ยวแบบ
ที่พักหรูที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดรอยเท้าคาร์บอน
แพ็กเกจท่องเที่ยวที่มีการระบุ carbon-tracking ชัดเจน ให้รู้ว่าทริปหนึ่งทริปใช้ทรัพยากรแค่ไหน
ประสบการณ์ระดับพรีเมียมที่ยังเคารพธรรมชาติและชุมชนท้องถิ่น
สำหรับเมืองท่องเที่ยวและธุรกิจโรงแรม ถ้าสามารถผสมผสานความหรูหราเข้ากับความยั่งยืนได้ดี จะกลายเป็นหมุดหมายในฝันของนักเดินทางสาย Luxury รุ่นใหม่ทันที
สรุป: เทรนด์ใหม่เปิดโอกาสใหม่ให้เที่ยวไทย
ทั้ง 10 เทรนด์นี้สะท้อนชัดว่า โลกการท่องเที่ยวกำลังเดินหน้าไปสู่ความ เฉพาะตัว ยั่งยืน และมีความหมายมากขึ้น
นักท่องเที่ยวไม่ได้อยากแค่ไป “เช็กอิน” เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ต้องการ
ประสบการณ์ที่ตรงกับตัวตนและไลฟ์สไตล์
การเดินทางที่ดีต่อโลก ชุมชน และหัวใจของตัวเอง
เรื่องราวที่เล่าต่อได้อย่างภูมิใจ
ใครที่อยู่ในอุตสาหกรรมเที่ยวไทย หากเริ่มจับเทรนด์เหล่านี้ไปปรับใช้ตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเมืองรอง ชุมชนเล็ก โรงแรม บริการทัวร์ หรือคาเฟ่เล็กๆ ก็มีโอกาส ยกระดับตัวเองให้กลายเป็นจุดหมายในใจนักเดินทางทั่วโลกได้ไม่ยากเลย

