รับแอปรับแอป

ทำไมหมูยุโรปถึงมีกลิ่นสาบ แต่หมูไทยหอมกว่านุ่มกว่ากันแน่?

ภูริเดช คำทอง01-30

เปิดประเด็น: ทำไมหมูยุโรปถึงมีกลิ่นชวนวิงเวียน?

เคยมีโมเมนต์แบบนี้ไหม? ไปเที่ยวยุโรปทั้งที เห็นเมนูหมูน่ากินเลยสั่งมาลอง กัดคำแรกแล้วถึงกับชะงัก…กลิ่นบางอย่างพุ่งขึ้นจมูกแบบไม่ทันตั้งตัว

มันไม่ใช่กลิ่นหอมมันยั่วน้ำลายแบบหมูไทยบ้านเรา แต่กลับเป็นกลิ่น “สาบ” เข้มข้นระดับมหันตภัย บางคนบอกเหมือนกลิ่นชิ้งฉ่อง บางคนว่าเหมือนเหงื่อนักกล้ามหลังซ้อมเสร็จ บางคนถึงขั้นเทียบกับกลิ่นห้องน้ำ

เลยเริ่มสงสัยว่า ตกลงหมูยุโรปมันแปลก หรือเป็นที่ลิ้นกับจมูกเราเล่นใหญ่เกินไปกันแน่?

คำตอบคือ จมูกคุณปกติดี แถมอาจจะไวเป็นพิเศษด้วยซ้ำ และเบื้องหลังกลิ่นชวน “ขิต” นี้คือศึกใหญ่สามด้านระหว่าง สวัสดิภาพสัตว์, ชีวเคมี, และ พันธุกรรม ที่ซับซ้อนกว่าคำว่า “ไม่อร่อย” เยอะมาก

1. หมูยุโรปแมนจัด หมูไทยสายละมุน

จุดเริ่มต้นของกลิ่นสาบหมูไม่ได้มาจากความสกปรก แต่มาจากทั้ง “ไข่” และสารเคมีตัวแสบสองตัว คือ Androstenone กับ Skatole

ในไทย เกษตรกรส่วนใหญ่เลือกเดินสายเนื้อหมูนุ่มหอม เลยใช้วิธี “ตอน” หมูตัวผู้ตั้งแต่ยังเด็ก ตัดวงจรฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนให้จบตั้งแต่ต้นทาง

ผลลัพธ์ของการตอนหมูคือ:

  • หมูไม่ก้าวร้าว

  • ฮอร์โมนเพศไม่ไปสะสมในชั้นไขมัน

  • มีไขมันแทรกกำลังดี เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ

  • กลิ่นสาบแทบไม่มี เนื้อหมูเลยออกมาแบบ คลีน หอม นุ่มลิ้น

แลกมากับข้อเสียคือหมูโตช้ากว่า และมีไขมันมากกว่า แต่คนไทยเรายอมจ่ายเพื่อรสสัมผัสและความอร่อย

ฝั่งยุโรป โดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม EU อย่างเยอรมนี เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ กระแส Animal Welfare (สวัสดิภาพสัตว์) แรงมาก การตอนหมูโดยไม่วางยาสลบถูกมองว่าโหดร้ายเกินรับได้

ทางออกของเขาคือหันมาเลี้ยง “หมูตัวผู้แบบไม่ตอน (Entire Male Pigs)” กันเป็นเรื่องเป็นราว

แล้วใครรับกรรม? ก็คนกินนี่แหละ

เพราะเรากำลังกินหมูที่ฮอร์โมนเพศกำลังพุ่งพล่านเต็มที่ สาร Androstenone ที่สร้างจากอัณฑะจะถูกลำเลียงไปสะสมใน ไขมันหมู แบบแน่น ๆ

ยิ่งโดนความร้อน สารพวกนี้ยิ่งระเหยขึ้นมาชนจมูกเราเต็ม ๆ จนได้กลิ่นคล้ายเหงื่อหรือปัสสาวะ ผสมกับความมันของหมู กลายเป็นความทรงจำที่ยากจะลืม

ถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพแบบโหดนิด ๆ:

  • หมูไทย ยอมเสียความเป็นชาย แต่ได้เนื้ออร่อยนุ่มหอมมาแลก

  • หมูยุโรป ตายแบบชายชาตรีครบเครื่องฮอร์โมน คนกินเลยต้องเคี้ยว “กลิ่นศักดิ์ศรี” เข้าไปพร้อมกัน

2. จมูกเอเชียคือโหมด Ultra HD ของโลกเรื่องกลิ่น

คำถามต่อมาคือ แล้วทำไมฝรั่งกินได้หน้าตาเฉย?

วิทยาศาสตร์มีคำตอบตรงไปตรงมาว่า “เขากับเราไม่ได้ดมกลิ่นโลกใบเดียวกัน”

มนุษย์มียีนตัวรับกลิ่นอยู่หลายร้อยชนิด แต่ตัวที่เป็นพระเอกในดราม่าหมูยุโรปคือยีนที่ชื่อว่า OR7D4

งานวิจัยระดับโลกพบว่า:

  • คนในแถบเอเชียตะวันออก รวมถึงคนไทย มีแนวโน้มมียีน OR7D4 แบบที่ ไวต่อกลิ่น Androstenone สูงมาก

  • แค่มีสารนี้เจือจางในระดับ ppb (ส่วนในพันล้านส่วน) จมูกเราก็ฟ้องทันทีว่า “เหม็น สาบ ฉุน” ไม่มีการใจดีให้ผ่าน

ขณะที่ชาวยุโรปจำนวนไม่น้อยมียีน OR7D4 ในอีกแบบหนึ่ง ทำให้:

  • บางคน ไม่รู้สึกกลิ่นนี้เลย (Anosmic) เหมือนคนตาบอดสีที่มองไม่เห็นสีบางสี

  • บางคนหนักกว่านั้น สมองดันแปลกลิ่น Androstenone ว่าเป็นกลิ่น หอมหวานคล้ายวนิลา หรือดอกไม้ ไปอีก

ภาพเลยออกมากลายเป็นว่า:

  • คนไทยนั่งทรมานกับสเต็กหมูจานเดียวกัน น้ำตาแทบไหล

  • ฝรั่งโต๊ะข้าง ๆ นั่งเคี้ยวตุ้ย ๆ พร้อมชมว่า “หอมดีออก”

นี่ไม่ใช่เรื่องดัดจริต แต่เป็น ความต่างด้านวิวัฒนาการที่ฝังอยู่บน DNA จริง ๆ

3. หมูร้อนเมืองไทย vs หมูเย็นสาย Cold Chain ยุโรป

นอกจากเรื่องกลิ่น เนื้อสัมผัสก็เป็นอีกจุดที่คนไทยมักรู้สึกว่า “หมูยุโรปมันแอบจืดและด้าน” ซึ่งก็มีวิทยาศาสตร์หนุนหลังเหมือนกัน

หมูไทย: หมูร้อน ตลาดเช้า สายเด้งฉ่ำ

ระบบเนื้อหมูในบ้านเรา โดยเฉพาะหมูเขียงในตลาดสดคือ “หมูร้อน” เชือดช่วงเช้ามืด แล้วส่งถึงเขียงแบบแทบไม่ผ่านการแช่เย็นจัด

ข้อดีของหมูร้อนคือ:

  • เอนไซม์ในกล้ามเนื้อ (เช่นระบบ Calpain) ยังทำงานอยู่

  • กระบวนการเกร็งตัวหลังตาย (Rigor Mortis) ยังไม่สมบูรณ์ หรือคลายตัวเร็วเพราะอากาศร้อน

  • การสลายตัวของ ATP ในกล้ามเนื้อจะให้สาร Inosinic Acid ซึ่งช่วยดันรสอูมามิ (หวานกลมกล่อมตามธรรมชาติ) ให้สูงขึ้น

ผลคือเนื้อหมูไทยแบบหมูร้อน จะให้สัมผัสแบบที่คนไทยคุ้นเคย: นุ่ม เด้ง ฉ่ำ มีรสหวานในตัว โดยไม่ต้องง้อซอสเยอะ

หมูยุโรป: หมูเย็นมาตรฐาน Cold Chain 100%

ฝั่งยุโรปเล่นคนละเกม เพราะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางอาหารสูงมาก ซากหมูจะถูก ลดอุณหภูมิอย่างรวดเร็วหลังเชือด เข้าสู่ระบบ Cold Chain เต็มรูปแบบ

ข้อดี:

  • แบคทีเรียโตลำบาก ปลอดภัย สะอาด ถูกหลักสุขอนามัยสุด ๆ

แต่ก็มีข้อเสียด้านสัมผัสดังนี้:

  • กล้ามเนื้อที่โดนทำให้เย็นเร็วอาจเกิดภาวะ Cold Shortening ทำให้เส้นใยหดเกร็ง

  • ถ้าไม่ได้ผ่านการบ่มนานพอ เนื้อจะออกแนว แข็ง กระด้าง เคี้ยวแล้วรู้สึกด้าน ๆ

  • ไขมันแข็งตัวชัดเจนขึ้น เวลากินเลยไม่ให้ความรู้สึกฉ่ำแบบที่ลิ้นคนไทยโหยหา

เลยไม่แปลกที่หลายคนไปกินหมูยุโรปแล้วสรุปว่า “มันจืด มันแข็ง มันไม่ใช่หมูที่เรารู้จัก” ทั้งที่มาตรฐานเขาจริง ๆ แล้วสูงมาก แค่คาแรกเตอร์คนละสายกันเท่านั้นเอง

4. Fact & Check: ไขความลับกลิ่นสาบหมูแบบเน้น ๆ

4.1 เคมีเบื้องหลังกลิ่น Boar Taint

Fact: กลิ่นสาบหมูตัวผู้ (Boar Taint) ไม่ได้มาจากความไม่สะอาด แต่มาจากสารชีวเคมีหลัก ๆ 2 ตัวที่สะสมในไขมันหมู

  • Androstenone: ฟีโรโมนสเตียรอยด์จากอัณฑะ กลิ่นคล้ายเหงื่อแรง ๆ หรือปัสสาวะ

  • Skatole: ตัวนี้เกิดจากแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ย่อยกรดอะมิโน Tryptophan กลิ่นไปทางมูลสัตว์หรือลูกเหม็น

Check: การตอนหมูช่วยลด Androstenone ได้เกือบ 100% และยังช่วยลด Skatole ทางอ้อม เพราะตับของหมูตอนจัดการ Skatole ได้มีประสิทธิภาพกว่าหมูที่ไม่ตอน นี่คือเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ว่าทำไม เนื้อหมูตอนถึงหอมกว่าและกินง่ายกว่า อย่างเห็นได้ชัด

4.2 พันธุกรรมกับความต่างของจมูกเราและเขา

Fact: ยีน OR7D4 บนโครโมโซมคู่ที่ 19 มีอิทธิพลราว 40% ว่าเราจะ “รู้สึก” กับกลิ่น Androstenone แบบไหน

มีงานจาก Duke University Medical Center และ Monell Chemical Senses Center ที่พบว่าแค่ความแปรผันของยีนนี้ ทำให้บางคนดมแล้วได้กลิ่นเป็น “ฉี่แรง ๆ” ในขณะที่อีกคนกลับได้กลิ่นเป็น “ไม้จันทน์ (Sandalwood)” หรือ “วนิลา” แบบหอมฟุ้ง

Check: สถิติบอกว่า

  • ผู้หญิงมักจะไวต่อกลิ่นนี้มากกว่าผู้ชาย

  • คนเอเชียมีสัดส่วนของคนที่ไวต่อกลิ่น Androstenone สูงกว่าคนยุโรปผิวขาว (Caucasian) อย่างชัดเจน

พูดง่าย ๆ คือ คนไทยไม่ใช่แค่คิดมาก แต่ เซนเซอร์เราจูนมาที่โหมดไวสุดโดยกำเนิด

4.3 สวัสดิภาพสัตว์ vs ความอร่อยบนจาน

Fact: ใน EU ยังไม่มีการออกกฎหมายแบนการตอนหมูแบบครอบคลุมทั้งทวีป แต่มีข้อตกลงร่วมชื่อ “Brussels Declaration 2010” ที่ตั้งเป้าลดและเลิกการตอนหมูโดยไม่ใช้ยาชาหรือยาสลบ

Check:

  • เยอรมนีถือว่าจริงจังมาก ออกกฎห้ามตอนหมูโดยไม่ใช้ยาชาหรือยาสลบตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา

  • เนเธอร์แลนด์ก็เดินตามแนวคิดนี้ ชาวนาเลยเบนไปเลี้ยงหมูตัวผู้แบบไม่ตอนมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนทั้งค่ายาและค่าจัดการ

ผลคือ โอกาสเจอหมูมีกลิ่นสาบในตลาดแถบนี้จะสูงกว่า เทียบกับประเทศอย่างสเปนหรืออิตาลี ที่ยังนิยมใช้หมูตอนสำหรับทำแฮมพรีเมียม ซึ่งต้องการเนื้อและไขมันคุณภาพสูงแบบกลิ่นเนียนกริบ

สรุป: หมูไทยหรือหมูยุโรป ใครอร่อยกว่ากันแน่?

ถ้าตัดสินกันด้วยลิ้นและจมูกของคนไทย:

  • หมูไทย ชนะขาดเรื่องกลิ่นและความนุ่มฉ่ำ เพราะระบบการเลี้ยง การตอน และการขายแบบหมูร้อนช่วยดันทั้งรสชาติและเนื้อสัมผัสให้ถูกใจเรา

  • หมูยุโรป อาจถูกมองว่ามีกลิ่นสาบ เนื้อด้าน และจืดกว่า แต่ในมุมของเขา นี่คือผลลัพธ์จากการให้ความสำคัญกับ สวัสดิภาพสัตว์ ความปลอดภัย และมาตรฐาน Cold Chain

สุดท้ายแล้วไม่ได้มีใครถูกใครผิด ทุกอย่างคือการเลือกสมดุลคนละแบบระหว่าง:

  • ความอร่อย

  • สวัสดิภาพสัตว์

  • วัฒนธรรมอาหาร

  • และพันธุกรรมของคนกินแต่ละภูมิภาค

ดังนั้นถ้าไปเที่ยวยุโรปแล้วเจอหมูมีกลิ่นสาบขึ้นจมูก จำไว้เลยว่า ไม่ใช่เพราะคุณเรื่องมาก แต่เพราะเซตติ้งทางพันธุกรรมและวัฒนธรรมการกินของคุณไม่เหมือนเขา

ส่วนใครที่รักหมูไทย ก็ยิ่งมีเหตุผลให้ภูมิใจได้เต็ม ๆ ว่า หมูบ้านเรานี่แหละ คือสายอร่อยละมุนที่ถูกจูนมาเข้ากับลิ้นคนไทยแบบเป๊ะ ๆ