รับแอปรับแอป

จากลายเส้นล้อการเมืองสู่ตำนานที่ยังหายใจ: ชีวิตและสนามรบของ "ทอนส์ 79"

กรกนก พันธุ์ดี01-29

การ์ตูนการเมืองไม่ใช่แค่ขำ แต่คือกระจกของสังคม

สำหรับคนที่หลงรักการ์ตูน การ์ตูนการเมืองอาจดูเหมือนแค่ภาพล้อเลียนให้ขำ ๆ แต่สำหรับคนเขียนอย่าง สุนทร ช่วยตระกูล นามปากกา “ทอนส์ 79” นี่คือสนามรบทางความคิด และเป็น วรรณกรรมชั้นหนึ่งในการสะท้อนสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ

เขาเติบโตจากอำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ก่อนย้ายมาเรียนเพาะช่างเพราะมีน้าชายอยู่ที่กรุงเทพฯ เส้นทางการเป็นการ์ตูนนิสต์เริ่มต้นจากการจับปากกาเขียนการ์ตูนลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอย่างไทยนิวส์ จากชื่อจริงที่คนในวงการสื่ออาจไม่ค่อยคุ้น กลับกลายเป็นว่าพอพูดถึงลายเส้น “การ์ตูนล้อการเมือง” ของ “ทอนส์ 79 ดาวสยาม” ภาพในหัวคนอ่านกลับลอยมาแทบจะทันที

จุดเริ่มต้นของเด็กที่รักการ์ตูนจนกลายเป็น DNA

แรงบันดาลใจของสุนทรไม่ได้มาจากห้องเรียน แต่มาจาก หนังสือการ์ตูนที่อ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวัยเด็ก เขาเติบโตมากับนิยายภาพของสำนักพิมพ์ผ่านฟ้าวิทยา ได้รับอิทธิพลจากงานของ ราช เลอสรวง เรื่อง “สิงห์ดำ” และ จุก เบี้ยวสกุล เรื่อง “เจ้าชายผมทอง” จนถึงขั้นเอาลายเส้นเหล่านั้นมาลองวาดเองตอนเรียนมัธยม

ช่วงนั้นเขาได้มีโอกาสทำวารสารของโรงเรียน วาดรูปไปด้วย แกะหนังตะลุงไปด้วย ถึงขั้นตั้งโรงหนังตะลุงเล็ก ๆ กับเพื่อน ๆ พากย์เอง เล่นเอง ขายงานตามตลาดนัด มันคือความสนุกแบบบ้าน ๆ ที่ค่อย ๆ หล่อหลอมให้ “การ์ตูนกลายเป็นสายเลือด” โดยไม่รู้ตัว

จากหมึกอินเดียอิงก์สู่สนามการเมืองเดือด

ยุคแรกที่สุนทรเริ่มจับงานการ์ตูนการเมืองจริงจังคือปลายปี 2516 ที่หนังสือพิมพ์ไทยนิวส์รายวัน จังหวัดเชียงใหม่ เขาใช้ ปลายพู่กันกับหมึกอินเดียอิงก์ วาดภาพเสียดสีลงหน้ากระดาษ ในกระแสการเมืองที่เดือดจัดจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม

ผลงานชิ้นแรกของเขาใช้นามปากกา “เอส.ที.เชียงใหม่” เป็นภาพเสียดสีแก๊งมิจฉาชีพจับสุนัขไปทำลูกชิ้น สร้างเสียงฮือฮาไปทั้งเชียงใหม่ ก่อนที่จะเริ่มมีงานต่อเนื่องในหนังสือพิมพ์หลายฉบับทางภาคเหนือ

ไม่นานนัก เขาก็ถูกชักชวนโดย ประยุทธ์ สิทธิพันธุ์ ให้ลงมาลองสนามใหญ่ในกรุงเทพฯ เขียนการ์ตูนลงหนังสือพิมพ์ไทยเดลี่รายวันอยู่แถววัดบวรนิเวศเมื่อปี 2518 และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ชื่อ “ทอนส์” เริ่มโผล่ขึ้นมาในวงการ

กำเนิดนามปากกา “ทอนส์ 79” ที่ผู้อ่านจำไม่ลืม

ชีวิตในกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ดาวสยามยุค “กระแช่ เสียดสี” คือช่วงเวลาที่นามปากกาเขาถูกตีตราลงในความทรงจำของคนอ่าน เดิมทีเขาใช้ชื่อ “ทอนส์” ตัวเดียว แล้วเปลี่ยนเลขต่อท้ายไปตามปีพุทธศักราช พอเปลี่ยนถี่เกินไป คนรอบตัวเตือนว่าผู้อ่านจะงง สุดท้ายจึงหยุดที่เลขเดียว

ปีนั้นคือปี 1979 เขาเลยเลือกใช้ชื่อ “ทอนส์ 79” แล้วติดไปทั้งในหน้ากระดาษและในความทรงจำของสังคมไทยนับแต่นั้น

วาดภาพง่าย แต่หา “มุกการเมือง” ยากที่สุด

สุนทรยอมรับตรง ๆ ว่า ลายเส้นสำหรับเขาไม่ใช่ปัญหาเลย วาดง่ายมาก แต่สิ่งที่โหดกว่า คือการคิด “ประเด็น” ให้การเมืองซึ่งเต็มไปด้วยความเครียด กลายเป็นเรื่องตลกร้ายในช่องสี่เหลี่ยมรูปเดียว

ระหว่างนั่งเขียนอยู่ดาวสยาม เขามักส่งต้นฉบับเสร็จแล้วติดรถตระเวนข่าวอาชญากรรมไปกับเพื่อนนักข่าว ออกสนาม ไปโรงพัก ไปกองบังคับการตำรวจดับเพลิง ชุมนุมกันบนสโมสรชั้นบนที่มีโต๊ะสนุ้ก เป็นทั้งแหล่งข้อมูล และแหล่งมุก

เขาเล่าว่า 365 วัน = 365 ภาพ หมายความว่าแค่มีไอเดียอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีข้อมูลแน่นด้วย ภาพบางภาพไม่ต้องมีคำบรรยาย คนอ่านก็เข้าใจและขำออกมาได้เอง แต่กว่าจะได้ภาพแบบนั้น ต้องพลิกแพลงไอเดียทุกวัน ไม่ให้ซ้ำตัวเอง

เมื่อการ์ตูนขำ ๆ กลายเป็นคดีถึงขึ้นเกือบติดคุก

แม้การ์ตูนจะมาพร้อมอารมณ์ขัน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องขำเสมอไป สุนทรเคยเล่าว่า การทำการ์ตูนล้อการเมืองบางครั้งต้องจ่าย “ค่าเรียน” แพงมาก ถึงขั้นเสี่ยงขึ้นโรงขึ้นศาลเพราะผู้มีอำนาจไม่ขำด้วย

เขาเชื่อว่า

เวลาอ่านการ์ตูน ไม่ว่าการ์ตูนนั้นขำขันแค่ไหน เราควรจะหัวเราะมากกว่าโกรธเกลียด เพราะความโกรธไม่ใช่ธรรมชาติของการ์ตูน

แต่ในความจริง บางภาพก็ “ทะลุเส้น” ไปจนสร้างแรงสะเทือนทางการเมืองได้จริง ๆ เหมือนครั้งหนึ่งที่เขาเอาเหตุการณ์ตัวเงินตัวทองบุกกระทรวงพาณิชย์มาล้อเลียน จนไปแตะหน้าตารัฐมนตรีท่านหนึ่ง วาดลิ้นสองแฉกเกาะบนท่อนซุง เรื่องลุกลามใหญ่โตถึงขั้นถูกฟ้องร้อง จนผู้ใหญ่ในสังกัดต้องช่วยไปเจรจาเคลียร์

การ์ตูนการเมืองในยุคเผด็จการ: เขียนไปก็เหมือนเดินบนคมมีด

ยุคที่เขารู้สึกว่าเขียนลำบากที่สุด คือสมัยรัฐบาล ธานินทร์ กรัยวิเชียร เพราะการแสดงออกของสื่อถูกจำกัดแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นตัวหนังสือหรือภาพ หนังสือพิมพ์โดนปิดเป็นว่าเล่นด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จของรัฐ

  • การ์ตูนนิสต์โดนสันติบาลเรียกเตือนอยู่บ่อย ๆ

  • ต้องจับตามองผู้นำแทบทุกฝีก้าว จะเขียนอะไรต้องคิดแล้วคิดอีก

  • มีครั้งหนึ่งวาดภาพธานินทร์ในร่างคนจีนสวมชุดขงเบ้งแต่ลากเกี๊ยะ สุดท้ายบรรณาธิการต้องสั่งเปลี่ยนกลางอากาศ เพราะกลัวหนังสือพิมพ์โดนปิด

ตรงกันข้ามกับยุค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่เขายกให้เป็นผู้นำที่แฟร์ที่สุด เขาบอกว่า จะด่าหรือเสียดสีอย่างไรก็ได้ แทบไม่เคยโกรธ เพราะเจ้าตัวเป็นคนที่มีอารมณ์ขันกว้างขวาง และมองทุกอย่างในแง่บวก

การ์ตูนการเมือง = วรรณกรรมสะท้อนสังคม

สุนทรมองว่า การ์ตูนการเมืองไม่ใช่แค่ภาพล้อเล่น ๆ แต่คือเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่มีพลังมาก

“การ์ตูนการเมืองนับเป็นวรรณกรรมประเภทหนึ่งในการสะท้อนสังคม เศรษฐกิจ การเมืองที่ล้อเลียนเสียดสี ผู้คนนิยมติดตามอ่านจำนวนมาก เพราะเข้าใจง่าย”

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ทำให้เขารู้สึกถึงความรุนแรงของทุกด้านในสังคมอย่างจับต้องได้ ในยุคที่การเมืองเคยเปิดกว้าง นักเขียนหลายคนเขียนกันแบบตรงไปตรงมา แข็งกร้าว ไม่อ้อมค้อม ภาพของเขาเองก็สะท้อนความรู้สึกนั้นแบบไม่กลัวหน้าไหนเหมือนกัน

แต่เส้นแบ่งระหว่างเสียดสี กับการ “ล้ำเส้น” ในสายตาผู้มีอำนาจ ก็ทำให้เขาเกือบต้องแลกด้วยอิสรภาพหลายครั้ง

จากหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับ สู่อีกค่าย แล้วก็ยังมีแต่ลายเส้นไปด้วยทุกที่

เส้นทางในวงการหนังสือพิมพ์ของสุนทรไม่ได้หยุดอยู่ที่ดาวสยาม เขาโยกย้ายตามจังหวะของยุคสมัยและคนทำสื่อ

  • อยู่ดาวสยามราว 5 ปี ก่อนถูก สุเทพ เหมือนประสิทธิเวช หรือ “สิงโตฮึ่ม ๆ” ชวนไปร่วมบุกเบิก หนังสือพิมพ์บางกอกพิมพ์ไทย ที่สุขุมวิท 36

  • ร่วมงานกับบรรดาคนข่าวและคอลัมนิสต์อย่าง สมชาย ฤกษ์ดี (เบิ้ม บางเบิด), นพพร ตุงคะรักษ์, ใหญ่ ท่าไม้ ในบรรยากาศคึกคักแบบยุคนั้น

  • ต่อมาถูก ประสาน มีเฟื่องศาสตร์ หรือ “กระแช่” เรียกตัวกลับไปดาวสยามอีกครั้ง

  • แล้วตามคำชวนของ ปรีชา สามัคคีธรรม ไปทำหนังสือพิมพ์ “มหาราษฎร์” ที่แม้จะต้องปิดตัวลงในเวลาไม่นาน แต่ก็กลายเป็นอีกหนึ่งบทในเส้นทางชีวิตของเขา

ในช่วงท้าย เขาย้ายไปอยู่กับ หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย รับผิดชอบคอลัมน์สายทหาร ร่วมงานกับคนข่าวยุคนั้น เช่น สุคนธ์ ชัยอารีย์, ทำนอง ประชารักษ์, ปรีชา กุลปรีชา จนหนังสือพิมพ์ปิดตัวลงไป

แต่สิ่งที่ยังไม่เคยปิด คือ ลายเส้นแบบไทย ๆ ของเขาที่เดินทางผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากกว่าครึ่งศตวรรษ เพื่อนร่วมยุคบางคนออกจากวงการไปแล้ว บางคนยังไม่เคยประกาศเกษียณตัวเอง เหมือนอย่างเขา ที่ยังคงแลกเปลี่ยนมุมมองกับเพื่อน ๆ ในวงการอยู่เป็นระยะ

โต๊ะกาแฟ โรงแรมเก่า กับครูที่ไม่ได้อยู่แค่ในหนังสือ

อีกด้านหนึ่งของชีวิตการ์ตูนนิสต์การเมือง คือการได้นั่งฟัง “การเมืองจริง” นอกหน้ากระดาษ สุนทรเคยได้มีโอกาสเกาะกลุ่มตาม ประยูร จรรยาวงษ์ ปรมาจารย์การ์ตูนไทยรัฐ ซึ่งเขายกให้เป็นเหมือนไอดอลในสายอาชีพ

พวกเขามักนั่งจับกลุ่มในคอฟฟี่ช็อปของโรงแรมรัตนโกสินทร์ ที่กลายเป็นเหมือนจุดนัดพบของนักการเมืองดังยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็น บัญญัติ บรรทัดฐาน, วีระ มุสิกพงศ์, อุทัย พิมพ์ใจชน, สมัคร สุนทรเวช ที่มักมานั่งเขียนต้นฉบับให้สยามรัฐในนาม “นายหมอดี” หรือจะเป็น ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ที่ขึ้นเวทีร้องเพลงสร้างสีสัน

บรรยากาศแบบนั้นทำให้เขา ซึมซับมุกเสียดสีการเมืองนอกสภา ไปใช้ในงานเขียนเกือบทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พล.ท.ประยูร ภมรมนตรี อดีตยุวชนทหาร ที่ชอบยื่นมุกใส่กระดาษให้เขาเอาไปต่อยอดในช่องการ์ตูนอยู่เสมอ

การ์ตูน การเมือง และข่าว: ทั้งหมดนี้คือสายเลือดเดียวกัน

สุนทรไม่ได้เป็นแค่การ์ตูนนิสต์ที่นั่งเขียนอยู่หน้ากระดาษ แต่เขาเป็นคนทำข่าว ลงสนามจริง เห็นเลือด เห็นน้ำตา และเห็นความไม่เป็นธรรมของสังคมมานับไม่ถ้วน จึงไม่แปลกที่ภาพของเขาจะมีทั้งความขำและความเจ็บในเวลาเดียวกัน

เขาสรุปตัวเองสั้น ๆ ว่า

“มันอยู่ในสายเลือดผมแล้ว”

ไม่ว่าจะเป็นลายเส้น หรือการทำข่าว ทุกอย่างเชื่อมกันหมด เขาใช้การ์ตูนเป็นภาษาหนึ่งในการเล่าเรื่องประเทศนี้ ให้คนอ่านได้ทั้งหัวเราะ คิด และตั้งคำถามกับอำนาจไปพร้อมกัน

บทสรุปสำหรับคนอ่านการ์ตูนยุคนี้

สำหรับคนที่รักการอ่านการ์ตูน โดยเฉพาะสายการ์ตูนการเมือง เรื่องราวของ “ทอนส์ 79” คือหลักฐานชัดเจนว่า

  • การ์ตูนไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่เป็น พื้นที่วิพากษ์วิจารณ์สังคมที่ทรงพลังมาก

  • ลายเส้นหนึ่งภาพ สามารถเล่าได้มากกว่าบทความยาวหลายหน้า

  • คนวาดเองก็ต้องแลกด้วยความเสี่ยง ทั้งเสียงด่า คดีความ และความกดดันทางการเมือง

แต่นั่นแหละ คือเสน่ห์ของ การ์ตูนการเมือง ที่ยังทำให้คนอย่างสุนทรจับพู่กันไม่ยอมวาง และทำให้คนอ่านอย่างเรา ยังรอภาพต่อไปอยู่เสมอ