การ์ตูนการเมืองไม่ใช่แค่ขำ แต่คือกระจกของสังคม
สำหรับคนที่หลงรักการ์ตูน การ์ตูนการเมืองอาจดูเหมือนแค่ภาพล้อเลียนให้ขำ ๆ แต่สำหรับคนเขียนอย่าง สุนทร ช่วยตระกูล นามปากกา “ทอนส์ 79” นี่คือสนามรบทางความคิด และเป็น วรรณกรรมชั้นหนึ่งในการสะท้อนสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ
เขาเติบโตจากอำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ก่อนย้ายมาเรียนเพาะช่างเพราะมีน้าชายอยู่ที่กรุงเทพฯ เส้นทางการเป็นการ์ตูนนิสต์เริ่มต้นจากการจับปากกาเขียนการ์ตูนลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอย่างไทยนิวส์ จากชื่อจริงที่คนในวงการสื่ออาจไม่ค่อยคุ้น กลับกลายเป็นว่าพอพูดถึงลายเส้น “การ์ตูนล้อการเมือง” ของ “ทอนส์ 79 ดาวสยาม” ภาพในหัวคนอ่านกลับลอยมาแทบจะทันที
จุดเริ่มต้นของเด็กที่รักการ์ตูนจนกลายเป็น DNA

แรงบันดาลใจของสุนทรไม่ได้มาจากห้องเรียน แต่มาจาก หนังสือการ์ตูนที่อ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวัยเด็ก เขาเติบโตมากับนิยายภาพของสำนักพิมพ์ผ่านฟ้าวิทยา ได้รับอิทธิพลจากงานของ ราช เลอสรวง เรื่อง “สิงห์ดำ” และ จุก เบี้ยวสกุล เรื่อง “เจ้าชายผมทอง” จนถึงขั้นเอาลายเส้นเหล่านั้นมาลองวาดเองตอนเรียนมัธยม
ช่วงนั้นเขาได้มีโอกาสทำวารสารของโรงเรียน วาดรูปไปด้วย แกะหนังตะลุงไปด้วย ถึงขั้นตั้งโรงหนังตะลุงเล็ก ๆ กับเพื่อน ๆ พากย์เอง เล่นเอง ขายงานตามตลาดนัด มันคือความสนุกแบบบ้าน ๆ ที่ค่อย ๆ หล่อหลอมให้ “การ์ตูนกลายเป็นสายเลือด” โดยไม่รู้ตัว
จากหมึกอินเดียอิงก์สู่สนามการเมืองเดือด
ยุคแรกที่สุนทรเริ่มจับงานการ์ตูนการเมืองจริงจังคือปลายปี 2516 ที่หนังสือพิมพ์ไทยนิวส์รายวัน จังหวัดเชียงใหม่ เขาใช้ ปลายพู่กันกับหมึกอินเดียอิงก์ วาดภาพเสียดสีลงหน้ากระดาษ ในกระแสการเมืองที่เดือดจัดจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม
ผลงานชิ้นแรกของเขาใช้นามปากกา “เอส.ที.เชียงใหม่” เป็นภาพเสียดสีแก๊งมิจฉาชีพจับสุนัขไปทำลูกชิ้น สร้างเสียงฮือฮาไปทั้งเชียงใหม่ ก่อนที่จะเริ่มมีงานต่อเนื่องในหนังสือพิมพ์หลายฉบับทางภาคเหนือ
ไม่นานนัก เขาก็ถูกชักชวนโดย ประยุทธ์ สิทธิพันธุ์ ให้ลงมาลองสนามใหญ่ในกรุงเทพฯ เขียนการ์ตูนลงหนังสือพิมพ์ไทยเดลี่รายวันอยู่แถววัดบวรนิเวศเมื่อปี 2518 และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ชื่อ “ทอนส์” เริ่มโผล่ขึ้นมาในวงการ
กำเนิดนามปากกา “ทอนส์ 79” ที่ผู้อ่านจำไม่ลืม
ชีวิตในกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ดาวสยามยุค “กระแช่ เสียดสี” คือช่วงเวลาที่นามปากกาเขาถูกตีตราลงในความทรงจำของคนอ่าน เดิมทีเขาใช้ชื่อ “ทอนส์” ตัวเดียว แล้วเปลี่ยนเลขต่อท้ายไปตามปีพุทธศักราช พอเปลี่ยนถี่เกินไป คนรอบตัวเตือนว่าผู้อ่านจะงง สุดท้ายจึงหยุดที่เลขเดียว
ปีนั้นคือปี 1979 เขาเลยเลือกใช้ชื่อ “ทอนส์ 79” แล้วติดไปทั้งในหน้ากระดาษและในความทรงจำของสังคมไทยนับแต่นั้น
วาดภาพง่าย แต่หา “มุกการเมือง” ยากที่สุด
สุนทรยอมรับตรง ๆ ว่า ลายเส้นสำหรับเขาไม่ใช่ปัญหาเลย วาดง่ายมาก แต่สิ่งที่โหดกว่า คือการคิด “ประเด็น” ให้การเมืองซึ่งเต็มไปด้วยความเครียด กลายเป็นเรื่องตลกร้ายในช่องสี่เหลี่ยมรูปเดียว
ระหว่างนั่งเขียนอยู่ดาวสยาม เขามักส่งต้นฉบับเสร็จแล้วติดรถตระเวนข่าวอาชญากรรมไปกับเพื่อนนักข่าว ออกสนาม ไปโรงพัก ไปกองบังคับการตำรวจดับเพลิง ชุมนุมกันบนสโมสรชั้นบนที่มีโต๊ะสนุ้ก เป็นทั้งแหล่งข้อมูล และแหล่งมุก
เขาเล่าว่า 365 วัน = 365 ภาพ หมายความว่าแค่มีไอเดียอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีข้อมูลแน่นด้วย ภาพบางภาพไม่ต้องมีคำบรรยาย คนอ่านก็เข้าใจและขำออกมาได้เอง แต่กว่าจะได้ภาพแบบนั้น ต้องพลิกแพลงไอเดียทุกวัน ไม่ให้ซ้ำตัวเอง
เมื่อการ์ตูนขำ ๆ กลายเป็นคดีถึงขึ้นเกือบติดคุก
แม้การ์ตูนจะมาพร้อมอารมณ์ขัน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องขำเสมอไป สุนทรเคยเล่าว่า การทำการ์ตูนล้อการเมืองบางครั้งต้องจ่าย “ค่าเรียน” แพงมาก ถึงขั้นเสี่ยงขึ้นโรงขึ้นศาลเพราะผู้มีอำนาจไม่ขำด้วย
เขาเชื่อว่า
เวลาอ่านการ์ตูน ไม่ว่าการ์ตูนนั้นขำขันแค่ไหน เราควรจะหัวเราะมากกว่าโกรธเกลียด เพราะความโกรธไม่ใช่ธรรมชาติของการ์ตูน
แต่ในความจริง บางภาพก็ “ทะลุเส้น” ไปจนสร้างแรงสะเทือนทางการเมืองได้จริง ๆ เหมือนครั้งหนึ่งที่เขาเอาเหตุการณ์ตัวเงินตัวทองบุกกระทรวงพาณิชย์มาล้อเลียน จนไปแตะหน้าตารัฐมนตรีท่านหนึ่ง วาดลิ้นสองแฉกเกาะบนท่อนซุง เรื่องลุกลามใหญ่โตถึงขั้นถูกฟ้องร้อง จนผู้ใหญ่ในสังกัดต้องช่วยไปเจรจาเคลียร์
การ์ตูนการเมืองในยุคเผด็จการ: เขียนไปก็เหมือนเดินบนคมมีด
ยุคที่เขารู้สึกว่าเขียนลำบากที่สุด คือสมัยรัฐบาล ธานินทร์ กรัยวิเชียร เพราะการแสดงออกของสื่อถูกจำกัดแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นตัวหนังสือหรือภาพ หนังสือพิมพ์โดนปิดเป็นว่าเล่นด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จของรัฐ
การ์ตูนนิสต์โดนสันติบาลเรียกเตือนอยู่บ่อย ๆ
ต้องจับตามองผู้นำแทบทุกฝีก้าว จะเขียนอะไรต้องคิดแล้วคิดอีก
มีครั้งหนึ่งวาดภาพธานินทร์ในร่างคนจีนสวมชุดขงเบ้งแต่ลากเกี๊ยะ สุดท้ายบรรณาธิการต้องสั่งเปลี่ยนกลางอากาศ เพราะกลัวหนังสือพิมพ์โดนปิด
ตรงกันข้ามกับยุค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่เขายกให้เป็นผู้นำที่แฟร์ที่สุด เขาบอกว่า จะด่าหรือเสียดสีอย่างไรก็ได้ แทบไม่เคยโกรธ เพราะเจ้าตัวเป็นคนที่มีอารมณ์ขันกว้างขวาง และมองทุกอย่างในแง่บวก
การ์ตูนการเมือง = วรรณกรรมสะท้อนสังคม
สุนทรมองว่า การ์ตูนการเมืองไม่ใช่แค่ภาพล้อเล่น ๆ แต่คือเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่มีพลังมาก
“การ์ตูนการเมืองนับเป็นวรรณกรรมประเภทหนึ่งในการสะท้อนสังคม เศรษฐกิจ การเมืองที่ล้อเลียนเสียดสี ผู้คนนิยมติดตามอ่านจำนวนมาก เพราะเข้าใจง่าย”
เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ทำให้เขารู้สึกถึงความรุนแรงของทุกด้านในสังคมอย่างจับต้องได้ ในยุคที่การเมืองเคยเปิดกว้าง นักเขียนหลายคนเขียนกันแบบตรงไปตรงมา แข็งกร้าว ไม่อ้อมค้อม ภาพของเขาเองก็สะท้อนความรู้สึกนั้นแบบไม่กลัวหน้าไหนเหมือนกัน
แต่เส้นแบ่งระหว่างเสียดสี กับการ “ล้ำเส้น” ในสายตาผู้มีอำนาจ ก็ทำให้เขาเกือบต้องแลกด้วยอิสรภาพหลายครั้ง
จากหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับ สู่อีกค่าย แล้วก็ยังมีแต่ลายเส้นไปด้วยทุกที่

เส้นทางในวงการหนังสือพิมพ์ของสุนทรไม่ได้หยุดอยู่ที่ดาวสยาม เขาโยกย้ายตามจังหวะของยุคสมัยและคนทำสื่อ
อยู่ดาวสยามราว 5 ปี ก่อนถูก สุเทพ เหมือนประสิทธิเวช หรือ “สิงโตฮึ่ม ๆ” ชวนไปร่วมบุกเบิก หนังสือพิมพ์บางกอกพิมพ์ไทย ที่สุขุมวิท 36
ร่วมงานกับบรรดาคนข่าวและคอลัมนิสต์อย่าง สมชาย ฤกษ์ดี (เบิ้ม บางเบิด), นพพร ตุงคะรักษ์, ใหญ่ ท่าไม้ ในบรรยากาศคึกคักแบบยุคนั้น
ต่อมาถูก ประสาน มีเฟื่องศาสตร์ หรือ “กระแช่” เรียกตัวกลับไปดาวสยามอีกครั้ง
แล้วตามคำชวนของ ปรีชา สามัคคีธรรม ไปทำหนังสือพิมพ์ “มหาราษฎร์” ที่แม้จะต้องปิดตัวลงในเวลาไม่นาน แต่ก็กลายเป็นอีกหนึ่งบทในเส้นทางชีวิตของเขา



ในช่วงท้าย เขาย้ายไปอยู่กับ หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย รับผิดชอบคอลัมน์สายทหาร ร่วมงานกับคนข่าวยุคนั้น เช่น สุคนธ์ ชัยอารีย์, ทำนอง ประชารักษ์, ปรีชา กุลปรีชา จนหนังสือพิมพ์ปิดตัวลงไป
แต่สิ่งที่ยังไม่เคยปิด คือ ลายเส้นแบบไทย ๆ ของเขาที่เดินทางผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากกว่าครึ่งศตวรรษ เพื่อนร่วมยุคบางคนออกจากวงการไปแล้ว บางคนยังไม่เคยประกาศเกษียณตัวเอง เหมือนอย่างเขา ที่ยังคงแลกเปลี่ยนมุมมองกับเพื่อน ๆ ในวงการอยู่เป็นระยะ
โต๊ะกาแฟ โรงแรมเก่า กับครูที่ไม่ได้อยู่แค่ในหนังสือ


อีกด้านหนึ่งของชีวิตการ์ตูนนิสต์การเมือง คือการได้นั่งฟัง “การเมืองจริง” นอกหน้ากระดาษ สุนทรเคยได้มีโอกาสเกาะกลุ่มตาม ประยูร จรรยาวงษ์ ปรมาจารย์การ์ตูนไทยรัฐ ซึ่งเขายกให้เป็นเหมือนไอดอลในสายอาชีพ
พวกเขามักนั่งจับกลุ่มในคอฟฟี่ช็อปของโรงแรมรัตนโกสินทร์ ที่กลายเป็นเหมือนจุดนัดพบของนักการเมืองดังยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็น บัญญัติ บรรทัดฐาน, วีระ มุสิกพงศ์, อุทัย พิมพ์ใจชน, สมัคร สุนทรเวช ที่มักมานั่งเขียนต้นฉบับให้สยามรัฐในนาม “นายหมอดี” หรือจะเป็น ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ที่ขึ้นเวทีร้องเพลงสร้างสีสัน
บรรยากาศแบบนั้นทำให้เขา ซึมซับมุกเสียดสีการเมืองนอกสภา ไปใช้ในงานเขียนเกือบทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พล.ท.ประยูร ภมรมนตรี อดีตยุวชนทหาร ที่ชอบยื่นมุกใส่กระดาษให้เขาเอาไปต่อยอดในช่องการ์ตูนอยู่เสมอ
การ์ตูน การเมือง และข่าว: ทั้งหมดนี้คือสายเลือดเดียวกัน
สุนทรไม่ได้เป็นแค่การ์ตูนนิสต์ที่นั่งเขียนอยู่หน้ากระดาษ แต่เขาเป็นคนทำข่าว ลงสนามจริง เห็นเลือด เห็นน้ำตา และเห็นความไม่เป็นธรรมของสังคมมานับไม่ถ้วน จึงไม่แปลกที่ภาพของเขาจะมีทั้งความขำและความเจ็บในเวลาเดียวกัน
เขาสรุปตัวเองสั้น ๆ ว่า
“มันอยู่ในสายเลือดผมแล้ว”
ไม่ว่าจะเป็นลายเส้น หรือการทำข่าว ทุกอย่างเชื่อมกันหมด เขาใช้การ์ตูนเป็นภาษาหนึ่งในการเล่าเรื่องประเทศนี้ ให้คนอ่านได้ทั้งหัวเราะ คิด และตั้งคำถามกับอำนาจไปพร้อมกัน
บทสรุปสำหรับคนอ่านการ์ตูนยุคนี้
สำหรับคนที่รักการอ่านการ์ตูน โดยเฉพาะสายการ์ตูนการเมือง เรื่องราวของ “ทอนส์ 79” คือหลักฐานชัดเจนว่า
การ์ตูนไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่เป็น พื้นที่วิพากษ์วิจารณ์สังคมที่ทรงพลังมาก
ลายเส้นหนึ่งภาพ สามารถเล่าได้มากกว่าบทความยาวหลายหน้า
คนวาดเองก็ต้องแลกด้วยความเสี่ยง ทั้งเสียงด่า คดีความ และความกดดันทางการเมือง
แต่นั่นแหละ คือเสน่ห์ของ การ์ตูนการเมือง ที่ยังทำให้คนอย่างสุนทรจับพู่กันไม่ยอมวาง และทำให้คนอ่านอย่างเรา ยังรอภาพต่อไปอยู่เสมอ

