จากซีรีส์เกาหลี สู่โลกจริงของหมอ IR
ถ้าใครเคยดูซีรีส์เกาหลีแนวแพทย์ที่ลุ้นกันแทบหยุดหายใจอย่าง “The Trauma Code ชั่วโมงโกงความตาย” บน Netflix น่าจะคุ้นเคยกับภาพห้องฉุกเฉินที่หมอหลายสาขาต้องแข่งกับเวลาเพื่อดึงคนไข้กลับมาจากเส้นแบ่งความเป็นความตาย
ในสถานการณ์จริงก็ไม่ต่างกัน การช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินต้องอาศัยทีมแพทย์หลายสหสาขา ทั้งศัลยแพทย์ แพทย์อายุรกรรม แพทย์ฉุกเฉิน รวมถึงแพทย์อีกกลุ่มหนึ่งที่หลายคนอาจไม่รู้จัก แต่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือ แพทย์รังสีร่วมรักษา (Interventional Radiologist) หรือ “หมอ IR”
หมอ IR คือหนึ่งในตัวละครหลักของห้องฉุกเฉินที่หลายครั้งไม่ได้ถูกพูดถึงในซีรีส์ แต่ในชีวิตจริง พวกเขาคือคนที่ช่วย “อุดเลือด ห้ามเลือด เปิดทางระบาย และรักษาหลากหลายโรค” ด้วยเทคนิคแผลเล็กที่อาศัยภาพนำทางจากเครื่องมือแพทย์สุดล้ำ
หมอ IR คือใคร? ทำไมถึงสำคัญกับชีวิตคนไข้ขนาดนี้
หมอ IR เป็นแพทย์เฉพาะทางที่ทำงานใกล้ชิดกับแพทย์สาขาอื่น ใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายทางการแพทย์ เช่น
เอกซเรย์ (X-ray)
อัลตราซาวด์ (Ultrasound)
เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)
เพื่อช่วยทั้งในการวินิจฉัยและการรักษา โดยอาศัยการ สอดสายสวนหรือเข็มขนาดเล็กเข้าไปในร่างกาย แทนการผ่าตัดใหญ่
เมื่อพบรอยฉีกขาดของหลอดเลือดหรือจุดที่เลือดออก หมอ IR สามารถใช้เทคนิคอย่าง
การเย็บแผลผ่านหัตถการเฉพาะทาง
การอุดหลอดเลือดแดง (Arterial Embolization) ด้วยวัสดุพิเศษที่ถูกส่งผ่านท่อเล็กๆ ไปอุดหลอดเลือด เพื่อหยุดการไหลของเลือด
วิธีการเหล่านี้ได้รับการยอมรับว่ามีความ แม่นยำสูง เจ็บตัวน้อย แผลเล็กแค่รอยเข็ม คนไข้จึงฟื้นตัวได้เร็ว กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ไวกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ไม่ใช่แค่เคสฉุกเฉิน หมอ IR รักษาอะไรได้บ้าง?
แม้ภาพจำของหมอ IR ในซีรีส์หรือข่าวจะมักถูกผูกกับเคสอุบัติเหตุฉุกเฉินหรือเลือดออกเฉียบพลัน แต่ในความเป็นจริง หมอ IR สามารถรักษาโรคและภาวะผิดปกติได้หลากหลายมาก เช่น
ห้ามเลือดในกรณีเลือดออกภายใน
รักษาเนื้องอกและมะเร็ง เช่น มะเร็งตับบางระยะ ที่ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดก้อนออก
ขยายหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน และรักษาหลอดเลือดโป่งพอง
ใส่สายระบายหรือเปิดทางท่อน้ำดี / ท่อปัสสาวะที่อุดตัน
ระบายหนองหรือของเหลวที่คั่งค้างในร่างกาย
รักษาภาวะหลอดเลือดเจริญผิดปกติ
โดยเฉพาะกรณี เลือดออกเฉียบพลันในอวัยวะภายใน เช่น
กระเพาะอาหาร
ลำไส้
ปอด
อุ้งเชิงกราน
หมอ IR จะใช้เทคนิคสำคัญอย่าง การอุดหลอดเลือด (Embolization) เพื่อหยุดเลือดโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่
เทคนิคนี้ยังถูกใช้ในเคสหนักๆ เช่น
หลอดเลือดสมองแตก (ใช้ขดลวดค้ำยันและการอุดหลอดเลือดด้วยขดลวด)
เลือดออกจากก้อนมะเร็งหรือเนื้องอก
ไอเป็นเลือด
เลือดออกจากอุบัติเหตุ
เลือดออกในทางเดินอาหาร
หลอดเลือดแดงในช่องท้องแตก
ในเชิงเทคนิค หมอ IR จะ
ใช้เข็มขนาดเล็กเจาะเข้าสู่หลอดเลือด
ใส่สายสวนเพื่อนำวัสดุพิเศษเข้าไปอุดบริเวณที่มีเลือดออก
ใช้ภาพนำทางจากเครื่องเอกซเรย์ชนิดพิเศษ
ผลลัพธ์คือ ฟื้นตัวเร็ว ลดความเสี่ยงจากการผ่าตัดใหญ่ และเหมาะกับผู้ป่วยที่มีภาวะเปราะบางหรือมีโรคร่วมหลายโรค จึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวกระโดดของการแพทย์ที่ช่วยชีวิตผู้ป่วยจากภาวะเลือดออกได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
SiCIR: ศูนย์รังสีร่วมรักษาศิริราช ฐานกำลังสำคัญของวงการ IR ไทย
แม้ “หมอ IR” จะมีบทบาทสำคัญทั้งในห้องฉุกเฉินและการรักษาโรคเรื้อรัง แต่ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยยังขาดแคลนบุคลากรด้านนี้อย่างมาก โดยเฉพาะในโรงพยาบาลต่างจังหวัดที่ยังต้องการหมอ IR อีกเป็นจำนวนมาก
หนึ่งในหน่วยงานที่ลุกขึ้นมาขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจังคือ ศูนย์รังสีร่วมรักษา ศิริราช (SiCIR) ภายใต้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งเข้าร่วมเวที “SiCOE Forum 2025 x SDGs” โดยนำเสนอแนวทาง
เพิ่มโอกาสการรักษาด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม “แม่นยำ ฟื้นไว ไร้แผล”
ผลักดันให้ รังสีร่วมรักษา (IR) ถูกบรรจุเข้าในนโยบายสาธารณสุข
ขยายสิทธิ์การรักษาให้ผู้ป่วยทั่วประเทศเข้าถึงเทคโนโลยีนี้
สร้างหมอรุ่นใหม่เข้าสู่สายอาชีพ Interventional Radiologist ให้เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วย
อาจารย์แพทย์จากศูนย์รังสีร่วมรักษาศิริราช ได้เน้นย้ำว่า การรักษาด้วยหมอ IR คือเทคโนโลยีใหม่สำหรับประเทศไทย หากสามารถขยายให้ครอบคลุมภูมิภาคต่างๆ ได้ จะช่วย
ทำให้การรักษาตรงจุดมากขึ้น
ลดความเสี่ยงและการติดเชื้อของผู้ป่วย
รองรับความซับซ้อนของโรคยุคใหม่ได้ดียิ่งขึ้น
แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้จำเป็นต้อง
เพิ่มจำนวนบุคลากรแพทย์และพยาบาลที่เชี่ยวชาญการใช้เครื่องมือ IR
ผลักดันให้ IR เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสาธารณสุขด้านงบประมาณ
ขยายบริการไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ
สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงเป็นการลงทุนด้านอุปกรณ์เท่านั้น แต่คือ การลงทุนระยะยาวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และลดภาระการเดินทางเข้ามารักษาในเมืองใหญ่
SiCIR: มากกว่าแค่ศูนย์รักษา แต่คือ “โรงเรียนของหมอ IR”
ศูนย์รังสีร่วมรักษาศิริราช เป็น 1 ใน 19 ศูนย์ความเป็นเลิศ (SiCOE) ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มีบทบาทหลัก 3 ด้านคือ
ให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคด้วยเทคนิค IR
ผลิตแพทย์เฉพาะทางด้านรังสีร่วมรักษา
วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ใหม่อย่างต่อเนื่อง
การรักษาจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่
ระบบประสาทและไขสันหลัง (Interventional Neuroradiology)
ระบบลำตัว (Body Interventional Radiology)
นอกจากการรักษาแล้ว ศูนย์ยังมีบทบาทสำคัญในการ
ฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางด้าน IR ด้วยหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจากแพทยสภา
เป็นศูนย์เรียนรู้ให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ทั้งในและต่างประเทศ
จัดประชุมวิชาการ และสร้างผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายใหญ่คือการเป็น ผู้นำด้านรังสีร่วมรักษาในระดับสากล โดยยึดประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางของทุกการพัฒนา
เมื่อเทคโนโลยี “ภาพนำทาง” กลายเป็นอาวุธหลักของการรักษา
หนึ่งในหัวใจของ IR คือการใช้ “ภาพนำทาง” ในการรักษาโรคให้ตรงจุดและแม่นยำ อาจารย์แพทย์ด้านรังสีวิทยาได้อธิบายว่า ปัจจุบันการรักษาด้วย IR ถือเป็น ทางเลือกการรักษายุคใหม่ ที่มาพร้อมคีย์เวิร์ดสำคัญคือ
“แม่นยำ ฟื้นไว ไร้แผล”
IR ใช้ภาพนำทางจากเครื่องมือต่างๆ เช่น
เอกซเรย์ (X-ray)
เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
อัลตราซาวด์ (Ultrasound)
เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถสอดอุปกรณ์ขนาดเล็ก ได้แก่
สายสวน (Catheter)
ลวดนำทาง (Guidewire)
เข็มเจาะ (Needle)
เข้าไปในร่างกายผ่านทางผิวหนังหรือหลอดเลือด แล้วลงมือรักษาตรงจุดที่เป็นปัญหา เช่น
อุดหลอดเลือด
ขยายหลอดเลือด
ให้ยาเคมีบำบัดเฉพาะที่
จี้ทำลายเนื้องอก
ทั้งหมดนี้อยู่ในหมวด หัตถการแผลเล็ก (Minimally Invasive) ซึ่งช่วยให้
บาดเจ็บน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเดิมมาก
ฟื้นตัวเร็วขึ้นอย่างชัดเจน
ลดภาวะแทรกซ้อนหลังการรักษา
การเลือกใช้ภาพนำทางชนิดไหน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความซับซ้อนของโรค เช่น
อัลตราซาวด์ เหมาะกับอวัยวะที่อยู่ตื้น ใกล้ผิวหนัง
CT Scan เหมาะกับการวางแผนรักษาอวัยวะภายในหรือเคสที่มีความซับซ้อนสูง
โรคอะไรบ้างที่ IR เข้ามาเปลี่ยนเกมการรักษา
ด้วยการผสานระหว่างเทคโนโลยีภาพถ่ายทางการแพทย์และหัตถการแผลเล็ก ทำให้ IR มีบทบาทในการรักษาโรคได้หลากหลาย ตั้งแต่
โรคทางระบบประสาท เช่น โรคหลอดเลือดสมองอุดตันหรือแตก (Stroke)
โรคทางระบบลำตัว เช่น
การจี้รักษาเนื้องอกและมะเร็ง (มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งไต)
ภาวะต่อมไทรอยด์โตบางชนิด
ยังมีอีกหลายหัตถการที่ IR กลายเป็น “ทางเลือกใหม่” ที่ช่วยเลี่ยงการผ่าตัดใหญ่ เช่น
การรักษาต่อมลูกหมากโตด้วยการอุดหลอดเลือด (Prostate Artery Embolization – PAE)
การรักษาเนื้องอกมดลูกด้วยการอุดหลอดเลือด (Uterine Artery Embolization)
การรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยการอุดหลอดเลือดเพื่อลดอาการปวด (Genicular Artery Embolization – GAE)
การจี้เนื้องอกต่อมไทรอยด์ด้วยพลังงานความร้อน
การอุดหลอดเลือดในภาวะเลือดออกจากอุบัติเหตุและภาวะฉุกเฉินอื่นๆ
ปัญหาที่ซ่อนอยู่: IR มีศูนย์ไม่มาก หมอมีไม่พอ เครื่องมือราคาแพง
ต่อให้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าแค่ไหน แต่ถ้าคนไข้เข้าไม่ถึง ผลลัพธ์ก็ยังไม่เท่าที่ควรจะเป็น
ในมุมของการเข้าถึงบริการ IR ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดหลายด้าน เช่น
ศูนย์ IR ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในโรงพยาบาลใหญ่ในเมือง
จำนวนหมอ IR โดยเฉพาะด้านระบบลำตัว ทั่วประเทศมีเพียงราว 140 คน
เครื่องมือสำคัญอย่าง เครื่องเอกซเรย์หลอดเลือด (Digital Subtraction Angiography – DSA) มีราคาสูง ทำให้หลายโรงพยาบาลภูมิภาคยังไม่สามารถลงทุนได้ง่าย
ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยต้องเดินทางเข้ามารักษาในเมืองใหญ่ หรือบางคนอาจไม่ได้รับการรักษาด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้เลย ทั้งที่จริงๆ แล้วน่าจะช่วยให้ผลรักษาดีขึ้นและฟื้นตัวไวกว่า
ทำอย่างไรให้ “หมอ IR” ไปถึงคนไข้ทุกภูมิภาค
การผลักดันให้การรักษาด้วย IR ไปถึงผู้ป่วยทั่วประเทศ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน หากมีการขยับร่วมกันอย่างจริงจังจากหลายภาคส่วน ทั้งนโยบายรัฐ โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และภาควิชาชีพ
แนวทางสำคัญมีทั้งมิติด้าน คน งบประมาณ และระบบบริการ เช่น
สนับสนุนงบลงทุนเครื่องมือ IR ให้โรงพยาบาลต่างจังหวัด
เพิ่มจำนวนแพทย์และบุคลากรที่เชี่ยวชาญ IR ผ่านหลักสูตรเฉพาะทาง
บรรจุ IR เป็นส่วนหนึ่งของ นโยบายสาธารณสุข เพื่อให้ผู้ป่วยสิทธิ์ต่างๆ ได้เข้าถึง
สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างศูนย์ใหญ่ในเมืองกับโรงพยาบาลภูมิภาค
การทำให้ IR เข้าถึงผู้ป่วยทั่วประเทศ คือกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ ลดภาระการเดินทางของผู้ป่วย และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้ใกล้เคียงมาตรฐานการรักษาระดับโลกมากขึ้น
ในวันที่เราอินกับหมอในซีรีส์เกาหลีที่วิ่งแข่งกับนาฬิกาเพื่อยื้อชีวิตคนไข้ อย่าลืมว่าในห้องฉุกเฉินจริงของไทย ก็มีหมออีกกลุ่มหนึ่งอย่าง “หมอ IR” ที่กำลังทำภารกิจเดียวกันอยู่ เพียงแต่ไม่ค่อยได้ออกหน้าจอ แต่มีบทบาทชัดเจนในแทบจะทุกวินาทีของการรักษาชีวิตคนไข้จริงๆ

