รับแอปรับแอป

จาก The Trauma Code สู่ห้องฉุกเฉินจริง: เปิดโลก “หมอ IR” เทคโนโลยีรักษาชีวิตแบบแม่นยำ ฟื้นไว ไร้แผล

พงษ์เทพ อินทรชัย01-29

จากซีรีส์เกาหลี สู่โลกจริงของหมอ IR

ถ้าใครเคยดูซีรีส์เกาหลีแนวแพทย์ที่ลุ้นกันแทบหยุดหายใจอย่าง “The Trauma Code ชั่วโมงโกงความตาย” บน Netflix น่าจะคุ้นเคยกับภาพห้องฉุกเฉินที่หมอหลายสาขาต้องแข่งกับเวลาเพื่อดึงคนไข้กลับมาจากเส้นแบ่งความเป็นความตาย

ในสถานการณ์จริงก็ไม่ต่างกัน การช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินต้องอาศัยทีมแพทย์หลายสหสาขา ทั้งศัลยแพทย์ แพทย์อายุรกรรม แพทย์ฉุกเฉิน รวมถึงแพทย์อีกกลุ่มหนึ่งที่หลายคนอาจไม่รู้จัก แต่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือ แพทย์รังสีร่วมรักษา (Interventional Radiologist) หรือ “หมอ IR”

หมอ IR คือหนึ่งในตัวละครหลักของห้องฉุกเฉินที่หลายครั้งไม่ได้ถูกพูดถึงในซีรีส์ แต่ในชีวิตจริง พวกเขาคือคนที่ช่วย “อุดเลือด ห้ามเลือด เปิดทางระบาย และรักษาหลากหลายโรค” ด้วยเทคนิคแผลเล็กที่อาศัยภาพนำทางจากเครื่องมือแพทย์สุดล้ำ

หมอ IR คือใคร? ทำไมถึงสำคัญกับชีวิตคนไข้ขนาดนี้

หมอ IR เป็นแพทย์เฉพาะทางที่ทำงานใกล้ชิดกับแพทย์สาขาอื่น ใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายทางการแพทย์ เช่น

  • เอกซเรย์ (X-ray)

  • อัลตราซาวด์ (Ultrasound)

  • เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)

เพื่อช่วยทั้งในการวินิจฉัยและการรักษา โดยอาศัยการ สอดสายสวนหรือเข็มขนาดเล็กเข้าไปในร่างกาย แทนการผ่าตัดใหญ่

เมื่อพบรอยฉีกขาดของหลอดเลือดหรือจุดที่เลือดออก หมอ IR สามารถใช้เทคนิคอย่าง

  • การเย็บแผลผ่านหัตถการเฉพาะทาง

  • การอุดหลอดเลือดแดง (Arterial Embolization) ด้วยวัสดุพิเศษที่ถูกส่งผ่านท่อเล็กๆ ไปอุดหลอดเลือด เพื่อหยุดการไหลของเลือด

วิธีการเหล่านี้ได้รับการยอมรับว่ามีความ แม่นยำสูง เจ็บตัวน้อย แผลเล็กแค่รอยเข็ม คนไข้จึงฟื้นตัวได้เร็ว กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ไวกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

ไม่ใช่แค่เคสฉุกเฉิน หมอ IR รักษาอะไรได้บ้าง?

แม้ภาพจำของหมอ IR ในซีรีส์หรือข่าวจะมักถูกผูกกับเคสอุบัติเหตุฉุกเฉินหรือเลือดออกเฉียบพลัน แต่ในความเป็นจริง หมอ IR สามารถรักษาโรคและภาวะผิดปกติได้หลากหลายมาก เช่น

  • ห้ามเลือดในกรณีเลือดออกภายใน

  • รักษาเนื้องอกและมะเร็ง เช่น มะเร็งตับบางระยะ ที่ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดก้อนออก

  • ขยายหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน และรักษาหลอดเลือดโป่งพอง

  • ใส่สายระบายหรือเปิดทางท่อน้ำดี / ท่อปัสสาวะที่อุดตัน

  • ระบายหนองหรือของเหลวที่คั่งค้างในร่างกาย

  • รักษาภาวะหลอดเลือดเจริญผิดปกติ

โดยเฉพาะกรณี เลือดออกเฉียบพลันในอวัยวะภายใน เช่น

  • กระเพาะอาหาร

  • ลำไส้

  • ปอด

  • อุ้งเชิงกราน

หมอ IR จะใช้เทคนิคสำคัญอย่าง การอุดหลอดเลือด (Embolization) เพื่อหยุดเลือดโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่

เทคนิคนี้ยังถูกใช้ในเคสหนักๆ เช่น

  • หลอดเลือดสมองแตก (ใช้ขดลวดค้ำยันและการอุดหลอดเลือดด้วยขดลวด)

  • เลือดออกจากก้อนมะเร็งหรือเนื้องอก

  • ไอเป็นเลือด

  • เลือดออกจากอุบัติเหตุ

  • เลือดออกในทางเดินอาหาร

  • หลอดเลือดแดงในช่องท้องแตก

ในเชิงเทคนิค หมอ IR จะ

  • ใช้เข็มขนาดเล็กเจาะเข้าสู่หลอดเลือด

  • ใส่สายสวนเพื่อนำวัสดุพิเศษเข้าไปอุดบริเวณที่มีเลือดออก

  • ใช้ภาพนำทางจากเครื่องเอกซเรย์ชนิดพิเศษ

ผลลัพธ์คือ ฟื้นตัวเร็ว ลดความเสี่ยงจากการผ่าตัดใหญ่ และเหมาะกับผู้ป่วยที่มีภาวะเปราะบางหรือมีโรคร่วมหลายโรค จึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวกระโดดของการแพทย์ที่ช่วยชีวิตผู้ป่วยจากภาวะเลือดออกได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

SiCIR: ศูนย์รังสีร่วมรักษาศิริราช ฐานกำลังสำคัญของวงการ IR ไทย

แม้ “หมอ IR” จะมีบทบาทสำคัญทั้งในห้องฉุกเฉินและการรักษาโรคเรื้อรัง แต่ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยยังขาดแคลนบุคลากรด้านนี้อย่างมาก โดยเฉพาะในโรงพยาบาลต่างจังหวัดที่ยังต้องการหมอ IR อีกเป็นจำนวนมาก

หนึ่งในหน่วยงานที่ลุกขึ้นมาขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจังคือ ศูนย์รังสีร่วมรักษา ศิริราช (SiCIR) ภายใต้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งเข้าร่วมเวที “SiCOE Forum 2025 x SDGs” โดยนำเสนอแนวทาง

  • เพิ่มโอกาสการรักษาด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม “แม่นยำ ฟื้นไว ไร้แผล”

  • ผลักดันให้ รังสีร่วมรักษา (IR) ถูกบรรจุเข้าในนโยบายสาธารณสุข

  • ขยายสิทธิ์การรักษาให้ผู้ป่วยทั่วประเทศเข้าถึงเทคโนโลยีนี้

  • สร้างหมอรุ่นใหม่เข้าสู่สายอาชีพ Interventional Radiologist ให้เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วย

อาจารย์แพทย์จากศูนย์รังสีร่วมรักษาศิริราช ได้เน้นย้ำว่า การรักษาด้วยหมอ IR คือเทคโนโลยีใหม่สำหรับประเทศไทย หากสามารถขยายให้ครอบคลุมภูมิภาคต่างๆ ได้ จะช่วย

  • ทำให้การรักษาตรงจุดมากขึ้น

  • ลดความเสี่ยงและการติดเชื้อของผู้ป่วย

  • รองรับความซับซ้อนของโรคยุคใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้จำเป็นต้อง

  • เพิ่มจำนวนบุคลากรแพทย์และพยาบาลที่เชี่ยวชาญการใช้เครื่องมือ IR

  • ผลักดันให้ IR เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสาธารณสุขด้านงบประมาณ

  • ขยายบริการไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ

สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงเป็นการลงทุนด้านอุปกรณ์เท่านั้น แต่คือ การลงทุนระยะยาวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และลดภาระการเดินทางเข้ามารักษาในเมืองใหญ่

SiCIR: มากกว่าแค่ศูนย์รักษา แต่คือ “โรงเรียนของหมอ IR”

ศูนย์รังสีร่วมรักษาศิริราช เป็น 1 ใน 19 ศูนย์ความเป็นเลิศ (SiCOE) ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มีบทบาทหลัก 3 ด้านคือ

  • ให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคด้วยเทคนิค IR

  • ผลิตแพทย์เฉพาะทางด้านรังสีร่วมรักษา

  • วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ใหม่อย่างต่อเนื่อง

การรักษาจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่

  • ระบบประสาทและไขสันหลัง (Interventional Neuroradiology)

  • ระบบลำตัว (Body Interventional Radiology)

นอกจากการรักษาแล้ว ศูนย์ยังมีบทบาทสำคัญในการ

  • ฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางด้าน IR ด้วยหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจากแพทยสภา

  • เป็นศูนย์เรียนรู้ให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ทั้งในและต่างประเทศ

  • จัดประชุมวิชาการ และสร้างผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง

เป้าหมายใหญ่คือการเป็น ผู้นำด้านรังสีร่วมรักษาในระดับสากล โดยยึดประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางของทุกการพัฒนา

เมื่อเทคโนโลยี “ภาพนำทาง” กลายเป็นอาวุธหลักของการรักษา

หนึ่งในหัวใจของ IR คือการใช้ “ภาพนำทาง” ในการรักษาโรคให้ตรงจุดและแม่นยำ อาจารย์แพทย์ด้านรังสีวิทยาได้อธิบายว่า ปัจจุบันการรักษาด้วย IR ถือเป็น ทางเลือกการรักษายุคใหม่ ที่มาพร้อมคีย์เวิร์ดสำคัญคือ

“แม่นยำ ฟื้นไว ไร้แผล”

IR ใช้ภาพนำทางจากเครื่องมือต่างๆ เช่น

  • เอกซเรย์ (X-ray)

  • เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)

  • คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

  • อัลตราซาวด์ (Ultrasound)

เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถสอดอุปกรณ์ขนาดเล็ก ได้แก่

  • สายสวน (Catheter)

  • ลวดนำทาง (Guidewire)

  • เข็มเจาะ (Needle)

เข้าไปในร่างกายผ่านทางผิวหนังหรือหลอดเลือด แล้วลงมือรักษาตรงจุดที่เป็นปัญหา เช่น

  • อุดหลอดเลือด

  • ขยายหลอดเลือด

  • ให้ยาเคมีบำบัดเฉพาะที่

  • จี้ทำลายเนื้องอก

ทั้งหมดนี้อยู่ในหมวด หัตถการแผลเล็ก (Minimally Invasive) ซึ่งช่วยให้

  • บาดเจ็บน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเดิมมาก

  • ฟื้นตัวเร็วขึ้นอย่างชัดเจน

  • ลดภาวะแทรกซ้อนหลังการรักษา

การเลือกใช้ภาพนำทางชนิดไหน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความซับซ้อนของโรค เช่น

  • อัลตราซาวด์ เหมาะกับอวัยวะที่อยู่ตื้น ใกล้ผิวหนัง

  • CT Scan เหมาะกับการวางแผนรักษาอวัยวะภายในหรือเคสที่มีความซับซ้อนสูง

โรคอะไรบ้างที่ IR เข้ามาเปลี่ยนเกมการรักษา

ด้วยการผสานระหว่างเทคโนโลยีภาพถ่ายทางการแพทย์และหัตถการแผลเล็ก ทำให้ IR มีบทบาทในการรักษาโรคได้หลากหลาย ตั้งแต่

  • โรคทางระบบประสาท เช่น โรคหลอดเลือดสมองอุดตันหรือแตก (Stroke)

  • โรคทางระบบลำตัว เช่น

    • การจี้รักษาเนื้องอกและมะเร็ง (มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งไต)

    • ภาวะต่อมไทรอยด์โตบางชนิด

ยังมีอีกหลายหัตถการที่ IR กลายเป็น “ทางเลือกใหม่” ที่ช่วยเลี่ยงการผ่าตัดใหญ่ เช่น

  • การรักษาต่อมลูกหมากโตด้วยการอุดหลอดเลือด (Prostate Artery Embolization – PAE)

  • การรักษาเนื้องอกมดลูกด้วยการอุดหลอดเลือด (Uterine Artery Embolization)

  • การรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยการอุดหลอดเลือดเพื่อลดอาการปวด (Genicular Artery Embolization – GAE)

  • การจี้เนื้องอกต่อมไทรอยด์ด้วยพลังงานความร้อน

  • การอุดหลอดเลือดในภาวะเลือดออกจากอุบัติเหตุและภาวะฉุกเฉินอื่นๆ

ปัญหาที่ซ่อนอยู่: IR มีศูนย์ไม่มาก หมอมีไม่พอ เครื่องมือราคาแพง

ต่อให้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าแค่ไหน แต่ถ้าคนไข้เข้าไม่ถึง ผลลัพธ์ก็ยังไม่เท่าที่ควรจะเป็น

ในมุมของการเข้าถึงบริการ IR ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดหลายด้าน เช่น

  • ศูนย์ IR ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในโรงพยาบาลใหญ่ในเมือง

  • จำนวนหมอ IR โดยเฉพาะด้านระบบลำตัว ทั่วประเทศมีเพียงราว 140 คน

  • เครื่องมือสำคัญอย่าง เครื่องเอกซเรย์หลอดเลือด (Digital Subtraction Angiography – DSA) มีราคาสูง ทำให้หลายโรงพยาบาลภูมิภาคยังไม่สามารถลงทุนได้ง่าย

ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยต้องเดินทางเข้ามารักษาในเมืองใหญ่ หรือบางคนอาจไม่ได้รับการรักษาด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้เลย ทั้งที่จริงๆ แล้วน่าจะช่วยให้ผลรักษาดีขึ้นและฟื้นตัวไวกว่า

ทำอย่างไรให้ “หมอ IR” ไปถึงคนไข้ทุกภูมิภาค

การผลักดันให้การรักษาด้วย IR ไปถึงผู้ป่วยทั่วประเทศ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน หากมีการขยับร่วมกันอย่างจริงจังจากหลายภาคส่วน ทั้งนโยบายรัฐ โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และภาควิชาชีพ

แนวทางสำคัญมีทั้งมิติด้าน คน งบประมาณ และระบบบริการ เช่น

  • สนับสนุนงบลงทุนเครื่องมือ IR ให้โรงพยาบาลต่างจังหวัด

  • เพิ่มจำนวนแพทย์และบุคลากรที่เชี่ยวชาญ IR ผ่านหลักสูตรเฉพาะทาง

  • บรรจุ IR เป็นส่วนหนึ่งของ นโยบายสาธารณสุข เพื่อให้ผู้ป่วยสิทธิ์ต่างๆ ได้เข้าถึง

  • สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างศูนย์ใหญ่ในเมืองกับโรงพยาบาลภูมิภาค

การทำให้ IR เข้าถึงผู้ป่วยทั่วประเทศ คือกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ ลดภาระการเดินทางของผู้ป่วย และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้ใกล้เคียงมาตรฐานการรักษาระดับโลกมากขึ้น

ในวันที่เราอินกับหมอในซีรีส์เกาหลีที่วิ่งแข่งกับนาฬิกาเพื่อยื้อชีวิตคนไข้ อย่าลืมว่าในห้องฉุกเฉินจริงของไทย ก็มีหมออีกกลุ่มหนึ่งอย่าง “หมอ IR” ที่กำลังทำภารกิจเดียวกันอยู่ เพียงแต่ไม่ค่อยได้ออกหน้าจอ แต่มีบทบาทชัดเจนในแทบจะทุกวินาทีของการรักษาชีวิตคนไข้จริงๆ