เริ่มก่อนหนี้จะเริ่มลุกลาม
ออมเงินยังไงดีไม่ให้เป็นหนี้วนไปทั้งชีวิต ?
ตอนนี้หนี้ครัวเรือนไทยปี 2567 พุ่งไปเฉลี่ย กว่า 6 แสนบาทต่อครัวเรือน! แถมหนี้ในระบบก็เยอะ หนี้นอกระบบก็เพิ่ม ไม่แปลกที่หลายคนรู้สึกเหมือนหายใจหายคอไม่ทั่วท้อง
ถ้าไม่อยากใช้ชีวิตแบบหาเช้าใช้หนี้เย็น ได้เงินมาก็จ่ายแต่ดอกเบี้ย จนไม่มีโอกาสได้เก็บออมเลย ถึงเวลาต้องเปลี่ยนระบบบริหารเงินตัวเองแบบจริงจัง
เคล็ดลับง่าย ๆ คือ แยกเงินออมออกเป็น 2 บัญชีหลัก ให้ชัดเจน
บัญชีเงินฉุกเฉิน
บัญชีเงินเป้าหมาย
จัดให้ดีแค่นี้ ก็เหมือนมีเกราะกันหนี้ + ใบเบิกทางไปสู่เป้าหมายในชีวิตแล้ว
บัญชีเงินฉุกเฉิน: เสื้อชูชีพทางการเงินของเรา
ลองนึกภาพตอนดำน้ำ ถ้าไม่มีเสื้อชูชีพ แค่คลื่นแรงกว่าปกติหน่อยเดียวก็มีสิทธิ์จมได้ง่าย ๆ
บัญชีเงินฉุกเฉิน (Emergency Fund) ก็เหมือนเสื้อชูชีพทางการเงินของเรา เวลาเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น
รถเสียกลางทาง
คนในครอบครัวเข้าโรงพยาบาล
บ้านเสียหายจากเหตุภัยพิบัติ
ค่าใช้จ่ายพวกนี้มาแบบไม่เคยส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า แต่ถ้าเรามีเงินฉุกเฉินรออยู่ ก็ไม่จำเป็นต้องไปกู้หนี้ยืมสิน หรือรูดบัตรเครดิตให้ชีวิตพังต่อเนื่อง
ออมยังไงให้มีเงินฉุกเฉินก้อนแรก
ถ้ารู้ตัวว่า วินัยการเงินไม่ค่อยดี เงินเดือนออกทีไรหมดตลอด วิธีที่ควรทำคือ
หักเงินออมออก ทันทีที่เงินเดือนเข้า
ตั้งเป้าไว้ที่ อย่างน้อย 10% ของรายได้ต่อเดือน
ถ้าใครออมได้มากกว่านี้ก็ยิ่งดี แต่ต้องไม่ลืมเผื่อเงินไว้ใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวันด้วย ไม่งั้นจะเครียดจนทนไม่ไหวแล้วสุดท้ายดึงเงินออมออกมาใช้หมดอยู่ดี
ต้องมีเงินฉุกเฉินเท่าไหร่ถึงจะปลอดภัย
โดยทั่วไปควรเตรียมเงินฉุกเฉินไว้ราว ๆ
3 – 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน
แต่ในยุคเศรษฐีผันผวน งานไม่มั่นคง รายได้ไม่นิ่ง หลายสำนักก็แนะนำให้มีเงินสำรองสูงถึง 12 เดือนของค่าครองชีพ เพื่อกันความเสี่ยงระยะยาว
เก็บเงินฉุกเฉินไว้ที่ไหนดี
เงินก้อนนี้ไม่ใช่เงินที่เอาไปเสี่ยงดวง แต่เป็นเงินที่ต้องพร้อมหยิบใช้ได้ทันที จึงควรอยู่ในสินทรัพย์ที่ สภาพคล่องสูงและความเสี่ยงต่ำ เช่น
บัญชีเงินฝากออมทรัพย์
บัญชีออมทรัพย์พิเศษ
กองทุนตลาดเงิน
กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น
หลักคิดคือ ถอนง่าย ปลอดภัย ไม่เสี่ยงผันผวนแรง เพราะหน้าที่ของเงินฉุกเฉินคือการช่วยชีวิต ไม่ใช่เอาไปลุ้นผลตอบแทน
บัญชีเงินเป้าหมาย: เก็บเพื่อสิ่งที่เราอยากได้ ไม่ใช่เพื่อใช้หนี้
ต่อให้เราชอบเที่ยว ชอบดูคอนเสิร์ต อยากซื้อบัตรคอนฯ รอบโลกแค่ไหน ถ้าไม่มีการวางแผน ก็มีโอกาสสูงมากที่จะต้องรูดบัตรก่อนแล้วมานั่งใช้หนี้ทีหลัง
ตรงนี้แหละที่ บัญชีเงินเป้าหมาย (Sinking Fund) จะเข้ามาช่วยชีวิตสายเปย์อย่างเรา
บัญชีนี้คือเงินที่เรา เก็บไว้ล่วงหน้าเพื่อค่าใช้จ่ายที่รู้แน่ ๆ ว่าต้องจ่ายในอนาคต เช่น
เก็บเงินไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ
เก็บเงินซื้อบัตรคอนเสิร์ตวงโปรด
เก็บเงินดาวน์บ้านหรือรถ
ค่าเล่าเรียน คอร์สเรียน หรือค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ประจำปี
แนวคิดคือ แทนที่จะปล่อยให้ถึงเวลาแล้วค่อยหาเงินแบบหน้าตั้ง เราเปลี่ยนมา ทยอยเก็บตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้ถึงวันนั้นมีเงินก้อนพร้อมใช้แบบไม่ต้องกู้เพิ่ม
เก็บเงินเป้าหมายต่างจากเงินฉุกเฉินยังไง
แม้จะเป็นเงินออมเหมือนกัน แต่หน้าที่ต่างกันชัดเจน
เงินฉุกเฉิน: สำหรับเรื่องไม่คาดคิด ใช้เพื่อเอาตัวรอด
เงินเป้าหมาย: สำหรับเรื่องที่ตั้งใจและวางแผนไว้ล่วงหน้า ใช้เพื่อเติมเต็มความฝันและเป้าหมายชีวิต
เวลาวางแผนให้แยกบัญชีให้ชัด เพื่อจะได้ไม่เผลอเอาเงินเที่ยวไปใช้ตอนฉุกเฉิน หรือเอาเงินฉุกเฉินไปซื้อของฟุ่มเฟือย
เลือกที่เก็บเงินยังไงให้ปลอดภัยและสบายใจ
ไม่ว่าจะเป็นเงินฉุกเฉินหรือเงินเป้าหมาย ทั้งสองบัญชีควรอยู่ในที่ที่
ความเสี่ยงต่ำ
ความปลอดภัยสูง
อยู่ภายใต้การดูแลของ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก หรือหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ
เพราะเงินสองก้อนนี้คือฐานรากของชีวิตทางการเงิน ไม่ควรเอาไปเสี่ยงแบบสุดโต่งเพื่อหวังแต่ผลตอบแทน
แค่ออม 10% ยังพอไหมในยุคนี้?
ในโลกทุกวันนี้ ค่าครองชีพพุ่งขึ้น รายได้หลายคนกลับนิ่งหรือไม่ขยับตาม การออมแค่ 10% ของรายได้ อาจเริ่มไม่เพียงพอสำหรับหลายคนแล้ว
สิ่งที่ควรทำเพิ่ม คือ
ทบทวนรายจ่ายตัวเองอย่างจริงจัง
ตัดสิ่งฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็น (เพื่อไปเติมให้กับบัญชีฉุกเฉินและบัญชีเป้าหมาย)
มองหาโอกาสเพิ่มรายได้เพื่อขยายสัดส่วนเงินออม เช่น รับฟรีแลนซ์ งานพิเศษ หรือหารายได้เสริมจากสิ่งที่ถนัด
สรุป: แยกเงินถูก ชีวิตก็เบาขึ้นเยอะ
ถ้าไม่อยากเป็นหนี้ไปจนแก่ จนไม่มีโอกาสได้ใช้เงินกับสิ่งที่รักอย่าง เที่ยว ดูคอนเสิร์ต หรือทำฝันอื่น ๆ ให้สำเร็จ ให้เริ่มจากสิ่งง่ายที่สุดก่อน คือ
สร้าง บัญชีเงินฉุกเฉิน ให้ครบ 3–6 เดือนของค่าครองชีพ (หรือมากกว่านั้นถ้าทำได้)
แยก บัญชีเงินเป้าหมาย สำหรับทุกเป้าหมายสำคัญในชีวิต
การเงินที่ดีไม่ได้เริ่มจากเงินเดือนสูง แต่มาจากการ จัดระบบเงินให้เป็น และรักษาวินัยให้ได้
เริ่มวันนี้ อีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราจะขอบคุณตัวเองที่ไม่ปล่อยให้หนี้เป็นคนคุมชีวิต แต่เราเป็นคนคุมเงินเองต่างหาก

