โลกดิสโทเปียที่ดันเหมือนข่าวทุกวันนี้เกินไป
เกาหลีใต้ ประเทศที่เคยถูกมองว่า แทบไม่มีปัญหาเรื่องอาวุธปืน กำลังเผชิญความตื่นตระหนกจากเหตุกราดยิงด้วยปืนทำเอง
ในจังหวะที่สังคมยังไม่ทันตั้งหลัก ซีรีส์ใหม่จาก Netflix อย่าง Trigger ก็เตรียมลงจอในวันศุกร์นี้ พร้อมพาผู้ชมดำดิ่งสู่โลกดิสโทเปีย ที่ปืนผิดกฎหมายแพร่กระจายเต็มเมือง ตรวจสอบไม่ได้ และระบบความปลอดภัยสาธารณะเกือบพังทั้งระบบ
ความคล้ายกันอย่างน่าขนลุกระหว่างเนื้อหาในซีรีส์กับเหตุการณ์จริงในปัจจุบัน ทำให้ Trigger กลายเป็นทั้งซีรีส์ที่หลายคน ตั้งตารอ และในขณะเดียวกันก็ทำให้บางส่วนรู้สึก อึดอัดและไม่สบายใจ ไปพร้อมกัน
จุดตั้งต้นของหายนะ: เมื่อคนธรรมดาหยิบปืนขึ้นมา
Trigger เป็นซีรีส์แนวแอ็กชันภัยพิบัติ ความยาว 10 ตอน เล่าเรื่องของชายสองคนที่ตัดสินใจหยิบปืนขึ้นมาใช้ด้วยเหตุผลส่วนตัว ในสังคมที่ปืนกลายเป็นของหาง่าย ตรวจสอบไม่ได้ และรัฐไม่สามารถควบคุมความปลอดภัยได้อีกต่อไป
ปืนผิดกฎหมายระบาดไปทั่วเมือง
ระบบความปลอดภัยสาธารณะล่มสลาย
คนธรรมดาถูกผลักให้ตัดสินใจเรื่อง “ชีวิตและความยุติธรรม” ด้วยตัวเอง
เดิมที Trigger ถูกจับตามองจากการสะท้อนภาพสังคมวุ่นวายไร้มาตรการควบคุม และฉากแอ็กชันเข้มข้น แต่การมาถึงของซีรีส์ครั้งนี้กลับมาพร้อมบรรยากาศตึงเครียดเป็นพิเศษ
เหตุกราดยิงล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ชายคนหนึ่งใช้ปืนทำเองยิงลูกชายเสียชีวิตในงานรวมญาติที่อินชอน จนทีมงานต้องตัดสินใจ ยกเลิกการถ่ายทอดสดงานแฟนมีตติ้ง เมื่อวันอังคารเพื่อหลีกเลี่ยงความอ่อนไหวของสถานการณ์
ผู้กำกับพูดชัด: “นี่ไม่ใช่การโรแมนติไซส์ความรุนแรง”
กวอนโอซึง ผู้กำกับของเรื่อง อธิบายภาพรวมของ Trigger ไว้ชัดเจนว่า ซีรีส์เรื่องนี้เล่าเรื่องของการที่ อาวุธปืนแพร่กระจายในประเทศที่การครอบครองปืนยังเป็นสิ่งผิดกฎหมาย อย่างเกาหลีใต้
เขาตั้งคำถามสำคัญผ่านงานชิ้นนี้ว่า
“ถ้าสิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นแค่เรื่องในจินตนาการ กลายเป็นความจริงขึ้นมา… จะเกิดอะไรขึ้นกับสังคม?”
ผู้กำกับยอมรับว่าเสียใจกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นจริง แต่ก็อยากให้ผู้ชม แยกให้ชัด ระหว่างซีรีส์กับความเป็นจริง
เขาอธิบายว่า ตัวละครในเรื่องใช้ปืนด้วย เป้าหมายและผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป และหวังว่าคนดูจะเข้าใจว่า ซีรีส์ไม่ใช่การสะท้อนภาพเหตุการณ์น่าเศร้าโดยตรง แต่เป็นการใช้ปืนเป็น “ตัวจุดชนวน” ให้ตั้งคำถามกับสังคมมากกว่า
ในอีกด้านหนึ่ง กวอนโอซึงย้ำว่า Trigger ไม่ได้ยกย่องหรือทำให้ความรุนแรงดูเท่ เขาบอกอย่างมั่นใจว่า
“ถ้าคุณดูซีรีส์จนจบ ผมเชื่อว่าคุณจะไม่มีวันรู้สึกว่าซีรีส์เรื่องนี้กำลังยกย่องอาชญากรรม”
และยังทิ้งประโยคที่ชวนคิดไว้ว่า
“ผมคิดว่าเกาหลีเป็นประเทศที่น่าอยู่ เพราะมันเป็นที่ที่ไม่มีปืน”
แรงบันดาลใจจากสังคมเปราะบางและคนที่พร้อมจุดชนวน
ผู้กำกับยังพูดถึงแรงจูงใจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง Trigger ว่ามาจากการสังเกตสังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในเกาหลีใต้
เขาสนใจเป็นพิเศษกับสถานการณ์ที่ สังคมอยู่ในสภาวะเปราะบาง แล้วมีใครบางคนฉวยโอกาสนี้มา “กระจายปืน” ให้คนทั่วไปจับต้องได้
คำถามคือ:
ถ้ามีคนใช้สถานการณ์เปราะบางมาปล่อยปืนให้ประชาชน
ถ้าทุกคนมีความสามารถในการ “ลั่นไก” ได้เอง
สังคมจะตอบสนองอย่างไร? นี่คือประเด็นหลักที่ซีรีส์พยายามชวนผู้ชมคิดต่อมากกว่าจะให้คำตอบสำเร็จรูป
ฮีโร่ที่ไม่อยากใช้ปืน: คิมนัมกิลในบท “อีโด”
คิมนัมกิล (Kim Nam-gil) นักแสดงสายบู๊จาก The Fiery Priest และ The Pirates กลับมารับบทหนักอีกครั้งใน Trigger กับตัวละคร อีโด อดีตพลซุ่มยิงทหารที่ผันตัวมาเป็นตำรวจ
แต่ในโลกที่ปืนระบาดและความยุติธรรมเริ่มสั่นคลอน เขาถูกบีบให้ต้องกลับมาใช้ปืนอีกครั้ง เพื่อปกป้องสิ่งที่เขาเชื่อ
คิมนัมกิลเล่าว่า อีโดเป็นคนที่ต้องต่อสู้กับคำถามในใจตัวเองตลอดเวลา
การใช้ปืนเพื่อปกป้องใครสักคน มันถูกต้องจริงไหม?
เราช่วยคนอื่นได้โดยไม่ต้องพึ่งปืนหรือเปล่า?
ตัวละครนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็น “ฮีโร่ที่ยิงแม่นและเท่” แต่เป็นคนที่ยืนอยู่กึ่งกลางระหว่าง หน้าที่, ศีลธรรม และการเอาชีวิตรอด
คิมนัมกิลยังบอกว่า เขาทุ่มเทกับฉากแอ็กชันมากเป็นพิเศษ แต่ตั้งใจออกแบบให้ต่างจากแอ็กชันทั่วไป
เขาอยากให้ฉากต่อสู้ใน Trigger ดู “สงบและพยายามยับยั้ง” มากกว่าจะขายภาพความรุนแรงเพื่อความสะใจ
“Trigger” ที่แท้จริงอยู่ในใจคนดู
สิ่งที่ทำให้ Trigger น่าสนใจสำหรับคิมนัมกิล คือมันไม่ใช่แค่เรื่องราวของปืน แต่เป็นเรื่องของ ชีวิตคนธรรมดา ที่ถูกทดสอบด้วยเครื่องมืออันตราย
เขามองว่าซีรีส์เรื่องนี้กำลังถามคำถามแรง ๆ กับผู้ชมทุกคนว่า
ถ้าเรามีเครื่องมือบางอย่างที่สามารถไปสะกิด “ทริกเกอร์” ในใจเรา
หรือถ้าวันหนึ่งเราได้ครอบครองปืนขึ้นมาจริง ๆ
เราจะตัดสินใจอย่างไร?
Trigger พูดถึงความเข้าใจผู้อื่น, ความเห็นอกเห็นใจ และความสามารถในการ ควบคุมตัวเอง มากพอ ๆ กับที่มันพูดถึงปืนและความรุนแรง
ตัวละครปริศนาที่รักความวุ่นวาย: คิมยองกวังในบท “มุนแบค”
อีกตัวละครที่เพิ่มมิติความไม่แน่นอนให้กับเรื่อง คือ มุนแบค ที่รับบทโดยคิมยองกวัง (Kim Young-kwang)
มุนแบคเป็นตัวละครลึกลับที่ดูเหมือน “สนุก” กับสถานการณ์วิกฤต เขาคือคนที่ทำให้ผู้ชมไม่เคยเดาได้เลยว่า ตอนต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น
คิมยองกวังบอกว่า มุนแบคเป็นบทที่แปลกใหม่สำหรับเขามาก และสิ่งที่ทำให้เขาสนใจคือการได้สำรวจว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่มีอิสระทางความคิดสุดขั้วแบบนี้
เพราะมุนแบคเป็นคนที่ตั้งคำถามกับคนอื่นตลอดเวลา เขาจึงรู้สึกว่า “ต้องรับบทนี้ให้ได้” เพื่อทดลองความเป็นไปได้ของตัวละครที่ไม่เดินตามกรอบของใคร
ทำไมซีรีส์นี้ถึงควรดูในวันที่สังคมยังไม่พร้อมคุยเรื่องปืน?
Trigger ไม่ได้มาในจังหวะที่สังคมสบายดี แต่มาในวันที่ข่าวจริงแทบจะกลืนเนื้อเรื่องซีรีส์ไปแล้ว
แต่นั่นเองที่ทำให้มันกลายเป็นผลงานที่ น่าจับตามองเป็นพิเศษ
มันตั้งคำถามกับสังคมที่เคยเชื่อว่า “เราไม่ได้มีปัญหาเรื่องปืน” แต่เริ่มมีรอยร้าวให้เห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ
มันชวนมองปืนไม่ใช่แค่อาวุธ แต่เป็นตัวทดสอบความเป็นมนุษย์ของเรา
มันทำให้เราได้สำรวจว่า แท้จริงแล้ว อะไรคือทริกเกอร์ในใจเรา กันแน่
ในวันที่ข่าวจริงเริ่มเหมือนหนังมากขึ้นทุกวัน Trigger อาจไม่ใช่แค่ซีรีส์ดิสโทเปีย แต่มันอาจเป็น “กระจก” ที่สะท้อนให้เราเห็นว่า ถ้าจินตนาการมืดหม่นเหล่านี้กลายเป็นความจริงขึ้นมา เราแต่ละคนจะรับมือกับมันอย่างไร

