รับแอปรับแอป

เมื่อจินตนาการแปรเป็นฝันร้าย: ซีรีส์ "Trigger" เปิดม่านท่ามกลางบาดแผลเหตุกราดยิงจริง

ณัฐวดี ชูศรี01-29

โลกดิสโทเปียที่ดันเหมือนข่าวทุกวันนี้เกินไป

เกาหลีใต้ ประเทศที่เคยถูกมองว่า แทบไม่มีปัญหาเรื่องอาวุธปืน กำลังเผชิญความตื่นตระหนกจากเหตุกราดยิงด้วยปืนทำเอง

ในจังหวะที่สังคมยังไม่ทันตั้งหลัก ซีรีส์ใหม่จาก Netflix อย่าง Trigger ก็เตรียมลงจอในวันศุกร์นี้ พร้อมพาผู้ชมดำดิ่งสู่โลกดิสโทเปีย ที่ปืนผิดกฎหมายแพร่กระจายเต็มเมือง ตรวจสอบไม่ได้ และระบบความปลอดภัยสาธารณะเกือบพังทั้งระบบ

ความคล้ายกันอย่างน่าขนลุกระหว่างเนื้อหาในซีรีส์กับเหตุการณ์จริงในปัจจุบัน ทำให้ Trigger กลายเป็นทั้งซีรีส์ที่หลายคน ตั้งตารอ และในขณะเดียวกันก็ทำให้บางส่วนรู้สึก อึดอัดและไม่สบายใจ ไปพร้อมกัน

จุดตั้งต้นของหายนะ: เมื่อคนธรรมดาหยิบปืนขึ้นมา

Trigger เป็นซีรีส์แนวแอ็กชันภัยพิบัติ ความยาว 10 ตอน เล่าเรื่องของชายสองคนที่ตัดสินใจหยิบปืนขึ้นมาใช้ด้วยเหตุผลส่วนตัว ในสังคมที่ปืนกลายเป็นของหาง่าย ตรวจสอบไม่ได้ และรัฐไม่สามารถควบคุมความปลอดภัยได้อีกต่อไป

  • ปืนผิดกฎหมายระบาดไปทั่วเมือง

  • ระบบความปลอดภัยสาธารณะล่มสลาย

  • คนธรรมดาถูกผลักให้ตัดสินใจเรื่อง “ชีวิตและความยุติธรรม” ด้วยตัวเอง

เดิมที Trigger ถูกจับตามองจากการสะท้อนภาพสังคมวุ่นวายไร้มาตรการควบคุม และฉากแอ็กชันเข้มข้น แต่การมาถึงของซีรีส์ครั้งนี้กลับมาพร้อมบรรยากาศตึงเครียดเป็นพิเศษ

เหตุกราดยิงล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ชายคนหนึ่งใช้ปืนทำเองยิงลูกชายเสียชีวิตในงานรวมญาติที่อินชอน จนทีมงานต้องตัดสินใจ ยกเลิกการถ่ายทอดสดงานแฟนมีตติ้ง เมื่อวันอังคารเพื่อหลีกเลี่ยงความอ่อนไหวของสถานการณ์

ผู้กำกับพูดชัด: “นี่ไม่ใช่การโรแมนติไซส์ความรุนแรง”

กวอนโอซึง ผู้กำกับของเรื่อง อธิบายภาพรวมของ Trigger ไว้ชัดเจนว่า ซีรีส์เรื่องนี้เล่าเรื่องของการที่ อาวุธปืนแพร่กระจายในประเทศที่การครอบครองปืนยังเป็นสิ่งผิดกฎหมาย อย่างเกาหลีใต้

เขาตั้งคำถามสำคัญผ่านงานชิ้นนี้ว่า

“ถ้าสิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นแค่เรื่องในจินตนาการ กลายเป็นความจริงขึ้นมา… จะเกิดอะไรขึ้นกับสังคม?”

ผู้กำกับยอมรับว่าเสียใจกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นจริง แต่ก็อยากให้ผู้ชม แยกให้ชัด ระหว่างซีรีส์กับความเป็นจริง

เขาอธิบายว่า ตัวละครในเรื่องใช้ปืนด้วย เป้าหมายและผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป และหวังว่าคนดูจะเข้าใจว่า ซีรีส์ไม่ใช่การสะท้อนภาพเหตุการณ์น่าเศร้าโดยตรง แต่เป็นการใช้ปืนเป็น “ตัวจุดชนวน” ให้ตั้งคำถามกับสังคมมากกว่า

ในอีกด้านหนึ่ง กวอนโอซึงย้ำว่า Trigger ไม่ได้ยกย่องหรือทำให้ความรุนแรงดูเท่ เขาบอกอย่างมั่นใจว่า

“ถ้าคุณดูซีรีส์จนจบ ผมเชื่อว่าคุณจะไม่มีวันรู้สึกว่าซีรีส์เรื่องนี้กำลังยกย่องอาชญากรรม”

และยังทิ้งประโยคที่ชวนคิดไว้ว่า

“ผมคิดว่าเกาหลีเป็นประเทศที่น่าอยู่ เพราะมันเป็นที่ที่ไม่มีปืน”

แรงบันดาลใจจากสังคมเปราะบางและคนที่พร้อมจุดชนวน

ผู้กำกับยังพูดถึงแรงจูงใจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง Trigger ว่ามาจากการสังเกตสังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในเกาหลีใต้

เขาสนใจเป็นพิเศษกับสถานการณ์ที่ สังคมอยู่ในสภาวะเปราะบาง แล้วมีใครบางคนฉวยโอกาสนี้มา “กระจายปืน” ให้คนทั่วไปจับต้องได้

คำถามคือ:

  • ถ้ามีคนใช้สถานการณ์เปราะบางมาปล่อยปืนให้ประชาชน

  • ถ้าทุกคนมีความสามารถในการ “ลั่นไก” ได้เอง

สังคมจะตอบสนองอย่างไร? นี่คือประเด็นหลักที่ซีรีส์พยายามชวนผู้ชมคิดต่อมากกว่าจะให้คำตอบสำเร็จรูป

ฮีโร่ที่ไม่อยากใช้ปืน: คิมนัมกิลในบท “อีโด”

คิมนัมกิล (Kim Nam-gil) นักแสดงสายบู๊จาก The Fiery Priest และ The Pirates กลับมารับบทหนักอีกครั้งใน Trigger กับตัวละคร อีโด อดีตพลซุ่มยิงทหารที่ผันตัวมาเป็นตำรวจ

แต่ในโลกที่ปืนระบาดและความยุติธรรมเริ่มสั่นคลอน เขาถูกบีบให้ต้องกลับมาใช้ปืนอีกครั้ง เพื่อปกป้องสิ่งที่เขาเชื่อ

คิมนัมกิลเล่าว่า อีโดเป็นคนที่ต้องต่อสู้กับคำถามในใจตัวเองตลอดเวลา

  • การใช้ปืนเพื่อปกป้องใครสักคน มันถูกต้องจริงไหม?

  • เราช่วยคนอื่นได้โดยไม่ต้องพึ่งปืนหรือเปล่า?

ตัวละครนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็น “ฮีโร่ที่ยิงแม่นและเท่” แต่เป็นคนที่ยืนอยู่กึ่งกลางระหว่าง หน้าที่, ศีลธรรม และการเอาชีวิตรอด

คิมนัมกิลยังบอกว่า เขาทุ่มเทกับฉากแอ็กชันมากเป็นพิเศษ แต่ตั้งใจออกแบบให้ต่างจากแอ็กชันทั่วไป

เขาอยากให้ฉากต่อสู้ใน Trigger ดู “สงบและพยายามยับยั้ง” มากกว่าจะขายภาพความรุนแรงเพื่อความสะใจ

“Trigger” ที่แท้จริงอยู่ในใจคนดู

สิ่งที่ทำให้ Trigger น่าสนใจสำหรับคิมนัมกิล คือมันไม่ใช่แค่เรื่องราวของปืน แต่เป็นเรื่องของ ชีวิตคนธรรมดา ที่ถูกทดสอบด้วยเครื่องมืออันตราย

เขามองว่าซีรีส์เรื่องนี้กำลังถามคำถามแรง ๆ กับผู้ชมทุกคนว่า

  • ถ้าเรามีเครื่องมือบางอย่างที่สามารถไปสะกิด “ทริกเกอร์” ในใจเรา

  • หรือถ้าวันหนึ่งเราได้ครอบครองปืนขึ้นมาจริง ๆ

เราจะตัดสินใจอย่างไร?

Trigger พูดถึงความเข้าใจผู้อื่น, ความเห็นอกเห็นใจ และความสามารถในการ ควบคุมตัวเอง มากพอ ๆ กับที่มันพูดถึงปืนและความรุนแรง

ตัวละครปริศนาที่รักความวุ่นวาย: คิมยองกวังในบท “มุนแบค”

อีกตัวละครที่เพิ่มมิติความไม่แน่นอนให้กับเรื่อง คือ มุนแบค ที่รับบทโดยคิมยองกวัง (Kim Young-kwang)

มุนแบคเป็นตัวละครลึกลับที่ดูเหมือน “สนุก” กับสถานการณ์วิกฤต เขาคือคนที่ทำให้ผู้ชมไม่เคยเดาได้เลยว่า ตอนต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น

คิมยองกวังบอกว่า มุนแบคเป็นบทที่แปลกใหม่สำหรับเขามาก และสิ่งที่ทำให้เขาสนใจคือการได้สำรวจว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่มีอิสระทางความคิดสุดขั้วแบบนี้

เพราะมุนแบคเป็นคนที่ตั้งคำถามกับคนอื่นตลอดเวลา เขาจึงรู้สึกว่า “ต้องรับบทนี้ให้ได้” เพื่อทดลองความเป็นไปได้ของตัวละครที่ไม่เดินตามกรอบของใคร

ทำไมซีรีส์นี้ถึงควรดูในวันที่สังคมยังไม่พร้อมคุยเรื่องปืน?

Trigger ไม่ได้มาในจังหวะที่สังคมสบายดี แต่มาในวันที่ข่าวจริงแทบจะกลืนเนื้อเรื่องซีรีส์ไปแล้ว

แต่นั่นเองที่ทำให้มันกลายเป็นผลงานที่ น่าจับตามองเป็นพิเศษ

  • มันตั้งคำถามกับสังคมที่เคยเชื่อว่า “เราไม่ได้มีปัญหาเรื่องปืน” แต่เริ่มมีรอยร้าวให้เห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ

  • มันชวนมองปืนไม่ใช่แค่อาวุธ แต่เป็นตัวทดสอบความเป็นมนุษย์ของเรา

  • มันทำให้เราได้สำรวจว่า แท้จริงแล้ว อะไรคือทริกเกอร์ในใจเรา กันแน่

ในวันที่ข่าวจริงเริ่มเหมือนหนังมากขึ้นทุกวัน Trigger อาจไม่ใช่แค่ซีรีส์ดิสโทเปีย แต่มันอาจเป็น “กระจก” ที่สะท้อนให้เราเห็นว่า ถ้าจินตนาการมืดหม่นเหล่านี้กลายเป็นความจริงขึ้นมา เราแต่ละคนจะรับมือกับมันอย่างไร