การใช้งาน Chatbot AI อย่าง ChatGPT, Claude และผู้ช่วย AI รุ่นใหม่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ทั้งในด้านการเรียน การทำงาน และการค้นหาข้อมูล แต่ผลการศึกษาล่าสุดจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) พบว่า การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจส่งผลต่อทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้ใช้งานในระยะยาวได้
รายงานดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมากหลังถูกเผยแพร่ผ่าน The Guardian โดยระบุว่า แม้ Chatbot จะช่วยให้ผู้ใช้ตอบคำถามหรือวิเคราะห์ข้อมูลได้เร็วขึ้น แต่การพึ่งพาคำตอบจาก AI เป็นประจำอาจทำให้ผู้ใช้ลดการใช้เหตุผลและการตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเองลงเรื่อย ๆ
ผลวิจัยพบ AI ช่วยได้ แต่มีผลข้างเคียง
MIT ติดตามผู้เข้าร่วมการทดลอง 67 คนเป็นเวลา 4 สัปดาห์ โดยให้ประเมินข่าวและภาพข่าวว่าจริงหรือปลอม พร้อมเปิดโอกาสให้บางกลุ่มใช้ Chatbot AI ช่วยตัดสินใจระหว่างการทำแบบทดสอบ
ผลลัพธ์ในช่วงแรกดูเป็นบวก ผู้ที่ใช้ AI สามารถแยกแยะข้อมูลเท็จได้แม่นยำขึ้นเฉลี่ยประมาณ 21% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ใช้ AI ช่วย อย่างไรก็ตาม เมื่อการทดลองดำเนินต่อไป นักวิจัยพบว่าผู้ใช้เริ่มพึ่งพาคำตอบของ AI มากขึ้นเรื่อย ๆ และมีแนวโน้มใช้วิจารณญาณของตนเองน้อยลง
เมื่อเข้าสู่สัปดาห์สุดท้าย กลุ่มที่เคยใช้ AI เป็นประจำกลับมีผลการประเมินข้อมูลด้วยตัวเองลดลงเฉลี่ย 15.3% เมื่อถูกถอดเครื่องมือ AI ออกไปจากกระบวนการตัดสินใจ
ปัญหาอยู่ที่การเชื่อ AI มากเกินไป
นักวิจัยพบว่าผู้เข้าร่วมจำนวนมากมีแนวโน้มเชื่อคำตอบของ AI เพราะมองว่าเป็นระบบที่มีความรู้และน่าเชื่อถือ แม้ในบางกรณี AI จะไม่ได้อธิบายเหตุผลอย่างละเอียดก็ตาม
ปัญหานี้ถูกเรียกว่า "Cognitive Offloading" หรือการถ่ายโอนภาระการคิดไปให้เทคโนโลยีจัดการแทน ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วกับเครื่องคิดเลข ระบบนำทาง GPS และเครื่องมือดิจิทัลอื่น ๆ แต่ในกรณีของ AI ผลกระทบอาจกว้างกว่า เพราะเกี่ยวข้องกับการใช้เหตุผล การวิเคราะห์ข้อมูล และการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน
สิ่งที่น่าสนใจคือประมาณ 25% ของผู้เข้าร่วมการทดลองเชื่อว่าทักษะของตนเองดีขึ้นจากการใช้ AI ทั้งที่ผลการทดสอบจริงกลับแสดงแนวโน้มตรงกันข้าม
ไม่ได้หมายความว่า AI เป็นสิ่งไม่ดี
แม้งานวิจัยจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับผลกระทบต่อการคิดวิเคราะห์ แต่นักวิจัยไม่ได้สรุปว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่ควรหลีกเลี่ยง
หลายงานวิจัยก่อนหน้านี้ชี้ว่า AI สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้และการแก้ปัญหาได้ หากใช้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อผู้ใช้พยายามคิดและวิเคราะห์ด้วยตัวเองก่อน แล้วจึงใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยตรวจสอบหรือขยายมุมมองภายหลัง
ผลการศึกษาบางชิ้นยังพบว่าการใช้ AI ในลักษณะตั้งคำถามย้อนกลับ หรือใช้ AI เป็นผู้ช่วยแนว Socratic Tutor ที่คอยกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดต่อ สามารถส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ได้ดีกว่าการใช้ AI เพื่อขอคำตอบโดยตรง
ผู้เชี่ยวชาญเตือนเรื่องการสูญเสีย “ความพยายามในการคิด”
Vivienne Ming นักประสาทวิทยาและนักวิจัยด้าน AI ระบุว่าความเสี่ยงสำคัญไม่ใช่การใช้ AI เพียงครั้งคราว แต่คือการใช้ AI แทนกระบวนการคิดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือที่เรียกว่า "Chronic Substitution"
เธอเปรียบเทียบว่า หากคนใช้ GPS ตลอดเวลาโดยไม่พยายามจดจำเส้นทาง สมองจะใช้ทักษะด้านการนำทางน้อยลง เช่นเดียวกับการใช้ AI ตอบคำถามทุกเรื่องโดยไม่คิดเอง ซึ่งอาจทำให้สมองฝึกการวิเคราะห์และการแก้ปัญหาน้อยลงในระยะยาว
ปัญหาใหญ่ในยุคข่าวปลอมและข้อมูลล้นโลก
ประเด็นที่นักวิจัยกังวลมากที่สุดคือผลกระทบต่อการรับมือกับข้อมูลเท็จ
ในยุคที่ AI สามารถสร้างภาพ ข่าว หรือวิดีโอปลอมได้อย่างแนบเนียน ความสามารถในการตั้งคำถามและตรวจสอบข้อมูลกลายเป็นทักษะสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม หากผู้ใช้เริ่มเชื่อคำตอบจาก AI โดยไม่ตรวจสอบ อาจทำให้ตกเป็นเหยื่อของข้อมูลผิดพลาดได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่พบว่า Chatbot บางระบบมีแนวโน้มตอบในลักษณะเห็นด้วยกับผู้ใช้มากเกินไป หรือพยายามเอาใจผู้ใช้ ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพของการตัดสินใจในบางสถานการณ์ได้เช่นกัน
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้ AI เป็นผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้คิดแทน
ข้อสรุปสำคัญจากงานวิจัยไม่ได้อยู่ที่การเลิกใช้ AI แต่คือการใช้งานอย่างสมดุล
นักวิจัยแนะนำให้ผู้ใช้พยายามคิด วิเคราะห์ หรือสร้างคำตอบด้วยตนเองก่อน จากนั้นจึงใช้ AI เพื่อช่วยตรวจสอบ เพิ่มข้อมูล หรือท้าทายมุมมองเดิมของตนเอง วิธีดังกล่าวจะช่วยรักษาทักษะการคิดวิเคราะห์ไว้ได้ดีกว่าการถาม AI แล้วคัดลอกคำตอบมาใช้งานทันที
ในขณะที่ AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของโลกยุคใหม่ งานวิจัยจาก MIT จึงเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนว่า ประสิทธิภาพและความสะดวกสบายที่ AI มอบให้อาจมาพร้อมกับความเสี่ยงบางอย่าง หากผู้ใช้ปล่อยให้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่กระบวนการคิดของตนเองมากเกินไป
ที่มา theguardian


ความคิดเห็น