น้ำหอมหลบก่อน คนไทยขอเทใจให้น้ำยาปรับผ้านุ่ม
น้ำหอมขวดหรูอาจต้องขยับไปชิดขวา เพราะสำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อยแล้ว กลิ่นหอมจากน้ำยาปรับผ้านุ่มก็เพียงพอสำหรับการใช้ในชีวิตประจำวัน
จากข้อมูลของ Mintel แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด พบว่า ถึงแม้ตลาดน้ำหอมและผลิตภัณฑ์กลิ่นหอมในไทยจะเติบโตขึ้นราว 2% (เทียบระหว่างช่วงเดือนตุลาคม 2562–กันยายน 2563 กับช่วงปี 2566–2567) แต่คนไทยจำนวนมากยังเลือกใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มเป็นแหล่งกลิ่นหอมหลักอยู่ดี
ผลสำรวจระบุว่า คนไทย
23% มองว่า กลิ่นจากน้ำยาปรับผ้านุ่มก็เพียงพอสำหรับการใช้ในแต่ละวัน
40% ใช้ กลิ่นเสื้อผ้าที่ซักใหม่ แทนน้ำหอมประจำตัว
สำหรับคนไทย น้ำยาปรับผ้านุ่มเลยไม่ได้เป็นแค่ตัวช่วยให้เสื้อนุ่ม แต่ยังมี สองบทบาทหลัก คือ
ทำให้เสื้อผ้านุ่มสบายเมื่อสวมใส่
เพิ่มกลิ่นหอมติดผ้าแบบที่หลายคนรู้สึกว่า ไม่จำเป็นต้องมีกลิ่นจากน้ำหอมซ้ำอีกชั้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ การเปิดตัวน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ใช้การสื่อสารเชื่อมโยงกับ “น้ำหอม” กลับลดลงถึง 9% ในช่วงเวลาเดียวกัน
จุดนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า นี่อาจเป็นโอกาสทองของแบรนด์กลุ่มผลิตภัณฑ์ความหอมอื่นๆ เช่น โลชั่น หรือสเปรย์ฉีดผ้า ที่สามารถออกสินค้าใหม่ๆ มาตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้ที่ชอบกลิ่นหอมแบบใช้ง่าย และไม่ต้องลงทุนสูงเหมือนน้ำหอมแบรนด์หรู
ยิ่งหอม ยิ่งรู้สึกว่าสะอาด

ชยภัทร รัชตวิภาสนันท์ รองผู้อำนวยการฝ่ายความงามและการดูแลส่วนบุคคลของ Mintel ประเทศไทย อธิบายว่า คนไทยมัก เชื่อมโยงกลิ่นหอมเข้ากับคำว่า “ความสะอาด”
คนไทยยังนิยมกลิ่นหอมแบบอ่อนๆ ไม่ฉุนเกินไป และต้องเป็นกลิ่นที่เข้ากับกิจวัตรในแต่ละวัน เช่น การทำงาน การเดินทาง หรือการใช้ชีวิตในที่สาธารณะ
ตัวเลขจาก Mintel ยังตอกย้ำภาพลักษณ์ “รักสะอาด” ของคนไทยได้อย่างชัดเจน
73% ของคนไทย อาบน้ำมากกว่าวันละ 1 ครั้ง
30% ชอบ เปลี่ยนกลิ่นน้ำหอมให้เข้ากับชุดที่ใส่ในแต่ละวัน
เทรนด์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ยังมีโอกาสอีกมากสำหรับตลาดน้ำหอมและผลิตภัณฑ์กลิ่นหอมอื่นๆ เพราะผู้บริโภคไม่ได้มองหากลิ่นหอมจัดจ้านเสมอไป แต่สนใจ กลิ่นหอมที่นุ่มนวล เข้ากับตัวตน และใช้ได้ทุกวัน
ชยภัทรยังมองต่อไปว่า แบรนด์ต่างๆ อาจลองต่อยอดนวัตกรรมในกลุ่ม ผลิตภัณฑ์ดูแลผ้า เช่น
สินค้าที่ช่วยให้เสื้อผ้ามีกลิ่นหอมฟุ้งอย่างยาวนาน
ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้ทั้งระหว่างการซักผ้า
หรือแบบพกพาที่หยิบขึ้นมาใช้เติมความหอมระหว่างวันได้
ทั้งหมดนี้คือการขยายบทบาทของ “ความหอม” ให้ไปไกลกว่าขวดน้ำหอมแบบดั้งเดิม
น้ำหอมยุค Gen Z: ต้องใช่ ต้องคุ้ม และต้องเป็นตัวเรา

เมื่อมองไปที่กลุ่ม Gen Z ในไทย Mintel พบเทรนด์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับทัศนคติต่อน้ำหอม
67% ของ Gen Z ไทยมองว่า น้ำหอมแบรนด์หรูคือการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น
ประมาณ 29% รู้สึกว่า การหาน้ำหอมที่ “ตรงกับตัวตน” เป็นเรื่องยาก
เพราะฉะนั้น น้ำหอมที่ตอบโจทย์ Gen Z จึงมักอยู่ใน ช่วงราคากลาง ไม่สูงจนเกินเอื้อม แต่ยังให้ภาพลักษณ์และกลิ่นที่ชัดเจนในเรื่องตัวตน
แม้น้ำหอมระดับกลางอาจไม่ได้ถูกนัก หากมองจากราคาเทียบกับปริมาตร แต่ถ้าดูจากจำนวนเงินที่ต้องจ่ายต่อหนึ่งครั้งที่ซื้อ ก็ยังถือว่าเป็นระดับที่
เข้าถึงได้ง่ายกว่าแบรนด์หรู
ให้คุณภาพกลิ่นที่ดีพอสำหรับคนที่อยากเริ่มใช้น้ำหอมแบบจริงจัง
ไม่กลายเป็นภาระด้านการเงินมากเกินไป
อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ Gen Z เป็นกลุ่มที่ คุ้นเคยและเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ทำให้พวกเขาเปิดรับไอเดียใหม่ๆ ในโลกของน้ำหอมมากขึ้น
ข้อมูลจาก Mintel ยังบอกด้วยว่า 31% ของ Gen Z สนใจ น้ำหอมที่ใช้นวัตกรรมขั้นสูงในการผลิต ซึ่งเปิดพื้นที่ให้แบรนด์สามารถ
ใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการพัฒนากลิ่นเฉพาะตัว
ออกแบบน้ำหอมแบบกึ่ง “คัสตอม” ให้สอดคล้องกับรสนิยมส่วนบุคคล
ยิ่งปรับแต่งได้ตรงใจมากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้ Gen Z รู้สึกว่าน้ำหอมขวดนั้น “คือเรา” จริงๆ
น้ำหอมมากกว่ากลิ่นหอม แต่คือการดูแลใจ
ยังมีอีกหนึ่งมิติสำคัญที่หลายแบรนด์อาจมองข้ามไป นั่นคือ บทบาทของน้ำหอมต่อสุขภาพจิต
ชยภัทรแบ่งปันข้อมูลเพิ่มเติมว่า คนไทยยอมจ่ายแพงขึ้น หากน้ำหอม
มีส่วนช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย
ลดความเครียดจากงานและชีวิตประจำวัน
ช่วยเสริมบรรยากาศการดูแลตัวเอง (self-care)
นั่นหมายความว่า น้ำหอมไม่ใช่แค่ “ของหรูที่สร้างภาพลักษณ์” อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น เครื่องมือดูแลใจและอารมณ์ ในแต่ละวัน
แบรนด์ที่มองเห็นจุดนี้ สามารถพัฒนาสินค้าหรือคอนเซ็ปต์ที่เชื่อมกลิ่นหอมเข้ากับ
การนอนหลับที่ดีขึ้น
การสร้างมู้ดผ่อนคลายหลังเลิกงาน
หรือบรรยากาศสงบๆ ระหว่างทำงานที่บ้าน
สรุป: คุณอยู่ทีมไหน ระหว่างน้ำหอมขวด หรือกลิ่นหอมจากตู้เสื้อผ้า?
เมื่อมองภาพรวม จะเห็นได้ว่า
คนไทยจำนวนมาก ให้ความสำคัญกับความสะอาดและกลิ่นหอมในชีวิตประจำวัน
น้ำยาปรับผ้านุ่มกลายเป็น “น้ำหอมทางอ้อม” ที่ทั้งช่วยให้ผ้านุ่มและเพิ่มความมั่นใจให้คนใช้
Gen Z ต้องการน้ำหอมที่ ราคาไม่แรงเกินไป แต่สะท้อนตัวตนและทันสมัยด้านเทคโนโลยี
น้ำหอมในอนาคตอาจไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องกลิ่น แต่แข่งกันที่ ความหมายและผลต่อสุขภาพจิต ด้วย
สุดท้ายแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ “น้ำหอมยี่ห้อไหนดี?” แต่คือ
คุณอยากให้กลิ่นตัวเองเล่าเรื่องแบบไหน และพร้อมจ่ายแค่ไหนเพื่อเรื่องราวนั้น?
แล้วคุณล่ะ อยู่ทีมไหน — น้ำยาปรับผ้านุ่มหอมสะอาด หรือทีมเก็บเงินซื้อน้ำหอมกลิ่นที่ใช่เพื่อตัวเอง?

