Casa Luis Barragán: บ้านเงียบๆ ที่ซ่อนจักรวาลสีสันเอาไว้
ท่ามกลางย่านชนชั้นแรงงานในเม็กซิโกซิตี้ มีบ้านหลังหนึ่งที่ภายนอกดูเงียบ เรียบ และแทบไม่ดึงดูดสายตา แต่ทันทีที่ก้าวผ่านประตูเข้าไป โลกทั้งใบจะเปลี่ยนเป็นเวทีของ แสง สี เสียง และความเงียบ นั่นคือ Casa Luis Barragán บ้านและสตูดิโอของหลุยส์ บาร์รากัน สถาปนิกผู้ขับกล่อมสถาปัตยกรรมให้กลายเป็นบทกวี
บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในย่านมิเกล อิดัลโก เม็กซิโกซิตี้ เคยเป็นบ้านพักอาศัยของบาร์รากันเอง ก่อนจะถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ ภายในยังคงรักษาเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ส่วนตัว และคอลเลกชันงานศิลปะตั้งแต่ศตวรรษที่ 16–20 ตั้งแต่ Picasso, Diego Rivera, José Clemente Orozco ไปจนถึง Jesús Reyes Ferreira และ Miguel Covarrubias
บ้านถูกสร้างในปี 1948 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นที่อยู่อาศัยของบาร์รากันจนถึงวาระสุดท้ายในปี 1988 จากนั้นจึงถูกปรับเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี 1994 และในปี 2004 ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโกในฐานะหนึ่งในผลงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเม็กซิโก
แหล่งกำเนิด: จากที่ดินพัฒนาอสังหาฯ สู่ห้องทดลองทางความคิด
เดิมทีพื้นที่ของ Casa Luis Barragán อยู่ชานเมืองตาคูบายา บนที่ดินขนาดใหญ่ที่บาร์รากันน่าจะซื้อไว้ตั้งแต่ปี 1939 เพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ช่วงเวลานั้นเองที่ชีวิตการทำงานของเขากำลังเปลี่ยนจากนักพัฒนาอสังหาฯ มาเป็นสถาปนิกเต็มตัว
เขาขายที่ดินส่วนใหญ่ทิ้ง เหลือไว้เพียงแปลงหนึ่งเพื่อสร้างบ้านของตนเอง เดิมพื้นที่นี้คือ บ้านออร์เตกา (Ortega House) ที่เขาพำนักอยู่ตั้งแต่ปี 1943 ถึง 1947 ก่อนจะค่อยๆ กลายร่างเป็น Casa Luis Barragán ในเวลาต่อมา
บาร์รากันออกแบบบ้านหลังนี้ให้ Luz Escandón de R. Valenzuela ในปี 1947 แต่ปีถัดมา เขากลับย้ายเข้ามาอยู่เอง ทั้งที่ในเวลาเดียวกัน เขากำลังทำโครงการที่อยู่อาศัยหรูอย่าง Jardines del Pedregal ทางตอนใต้ของเมืองอยู่ด้วยซ้ำ นับแต่นั้นบ้านหลังนี้จึงกลายเป็นทั้งที่พักอาศัยและ ห้องทดลองแนวคิดสถาปัตยกรรม ที่เขาปรับเปลี่ยนอยู่หลายครั้งจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต
จากบ้านส่วนตัว สู่พิพิธภัณฑ์และเวทีศิลปะร่วมสมัย
ปี 1993 รัฐบาลรัฐฮาลิสโกร่วมกับมูลนิธิสถาปัตยกรรมหลุยส์ บาร์รากันในเมืองกัวดาลาฮารา เข้าซื้อบ้านหลังนี้ ก่อนจะบูรณะครั้งใหญ่ในปี 1995 ด้วยงบประมาณ 250,000 เปโซ เพื่อแปลงให้เป็นพิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมสมัยศตวรรษที่ 20 ที่ยังมีชีวิต
ภายในบ้านยังเก็บรักษา
เฟอร์นิเจอร์ดั้งเดิมและของใช้ส่วนตัวของบาร์รากัน
คอลเลกชันงานศิลปะเม็กซิกันตั้งแต่ศตวรรษที่ 16–20
ห้องสมุดที่รวบรวมสิ่งพิมพ์ เอกสาร และภาพถ่ายราว 3,000 ชิ้น
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้บริหารโดยรัฐฮาลิสโกและมูลนิธิฯ และยังใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรม งานเสวนา และนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยมากมาย เช่น
Intervenciones a la aquitectura โดย Humberto Spindola (2009)
ผลงานของ SANAA โดย Kazuyo Sejima และ Ryue Nishizawa (2009)
นิทรรศการของ Jorge Yázpk, Sofía Taboas, Alberto Moreno, José Limón และ Josef Albers
Equus โดย Teresa Zimbrón และ La mancha โดย Santiago Borja
ช่วงต้นทศวรรษ 2000 ยังมีโปรเจกต์ระยะยาวชื่อ “El aire es azul” (อากาศสีฟ้า) ที่เชิญศิลปินนานาชาติ 21 คน มาสร้างงานจากแรงบันดาลใจในบ้านหลังนี้ เช่น Pedro Reyes, Claudia Fernandez, Damian Ortega, Anri Sala และ Koo Jeong-A
แม้จะมีเกียรติยศและกิจกรรมมากมาย Casa Luis Barragán กลับเป็นที่รู้จักในหมู่นักสถาปัตยกรรมและคนรักศิลปะจากทั่วโลกมากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปในเม็กซิโกซิตี้เอง
ผังเมืองนอกดราม่า แต่ภายในคือจักรวาลของแสงและสี
Casa Luis Barragán ตั้งอยู่ใน Colonia Ampliación Daniel Garza บริเวณเขตมิเกล อิดัลโก ฟาซาดหันหน้าเข้าถนน General Francisco Ramírez หมายเลข 12 และ 14 ท่ามกลางย่านชนชั้นแรงงานที่เต็มไปด้วยโรงงาน ร้านชำ ร้านวัสดุก่อสร้าง และบ้านสไตล์ vecindades ขนาดเล็กเรียบง่าย
ตัวบ้านเป็นโครงสร้างคอนกรีตฉาบปูน ได้อิทธิพลจากทั้งสถาปัตยกรรมท้องถิ่นเม็กซิโกและกระแสต่างประเทศ แบ่งเป็นสองส่วนหลัก
เลขที่ 12: สตูดิโอและสำนักงาน พร้อมทางเข้าแยก
เลขที่ 14: พื้นที่พักอาศัย
จากด้านหน้า ฟาซาดเรียบง่าย ใช้โทนสีปูนดิบคล้ายบ้านข้างเคียง ไม่มีความพยายามจะโดดเด่น มีเพียง
ผนังสูงกว่าบ้านอื่นเล็กน้อย
หน้าต่างไม่กี่บานและประตูสองประตูที่เปิดสู่ถนน
ระนาบสีเหลืองและส้มบนดาดฟ้า กับหอคอยสีขาวเก็บน้ำที่ชูตัวขึ้นไปตัดกับท้องฟ้า
ความตั้งใจคือชัดเจน: ภายนอกไม่อวด ไม่ตะโกน แต่ซ่อนความซับซ้อนทั้งหมดไว้ “ด้านใน” ต่างหาก
สีสันของเม็กซิโก และอิทธิพลจากศิลปิน
บาร์รากันเลือกใช้สีสันที่หยิบจากโลกเม็กซิโกดั้งเดิม แล้วกลั่นผ่านอิทธิพลของศิลปินร่วมสมัย โดยเฉพาะ
Rufino Tamayo – กับโทนสีจัดแต่ลึก
Jesús Reyes Ferreira – ผู้ผลักดันให้การตกแต่งภายในเม็กซิกันหันหลังให้สไตล์ฝรั่งเศสและกลับไปหาความพื้นถิ่น
ภายในบ้าน เขาใช้
ผนังฟูเชีย (fuchsia) ชมพูอมม่วงจัดจ้าน
ผนังสีเหลืองน้ำผึ้ง
ผนังขาวที่รอรับแสงและเงาสี
สี ไม่ใช่แค่การทาผนัง แต่เป็นเครื่องมือสร้างมิติ เน้นมุมห้อง สร้างกรอบสายตา และกำกับอารมณ์คนอยู่
แสงธรรมชาติเป็นพระเอก: บ้านที่กลางวันแทบไม่ต้องใช้ไฟ
บ้านถูกออกแบบให้กลางวันแทบไม่ต้องเปิดไฟ มีช่องแสง หน้าต่าง และช่องเปิดต่างๆ ที่คิดมาจากมุมมอง “ภายใน” ไม่ใช่จากรูปด้านเหมือนบ้านทั่วไป
ตัวฟาซาดด้านถนนจึงตั้งใจให้เรียบและปิด แทบไม่มีเงาให้เดาได้ว่าข้างในคืออะไร บ้านจึงเหมือน กล่องทึบที่ซ่อนสวนและแสงไว้ด้านใน กำแพงสูงล้อมรอบพื้นที่สวน ให้ความรู้สึกเหมือนโอเอซิสที่ถูกตัดขาดจากความวุ่นวายของเมือง
หลักคิดของบาร์รากันอยู่ที่
ใช้แสงธรรมชาติให้มากที่สุด
ใช้รูปทรงเรขาคณิตเรียบๆ สร้างที่ว่างโปร่งแต่ลึก
ผสานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เข้ากับวิธีคิดแบบดั้งเดิมเรื่องลานบ้าน สวน และลาน
พื้นที่ใช้สอยทั้งหมดราว 1,161 ตร.ม. มี 2 ชั้น พร้อมระเบียง ดาดฟ้า และสวนส่วนตัวที่ถูกออกแบบให้มีความต่างระดับของพื้นและความสูงของห้อง เพื่อสร้างจังหวะการเดินและประสบการณ์รับรู้ที่ไม่ราบเรียบ
จากถนนสู่โถง: การเปลี่ยนโลกทีละขั้น
ประตูบ้านเลขที่ 12 เป็นทางเข้าสำนักงานและสตูดิโอ ประตู 14 คือทางเข้าบ้าน จุดต่างระดับของปริมาตรฟาซาดก็สะท้อนความแตกต่างของสองฟังก์ชันนี้อย่างแยบยล
โถงทางเข้า (Vestibule): พื้นที่เปลี่ยนโหมดของชีวิต
ก้าวผ่านประตูเข้ามา คุณจะไม่เจอห้องรับแขกหรูหรา แต่เป็นทางเดินแคบๆ ผนังสีเหลืองและแสงสะท้อนจากกระจกที่ค่อยๆ ปรับสายตาและอารมณ์ให้ช้าลง โถงนี้เป็นการตีความใหม่ของที่ว่างแบบบ้านเรือนหรืออารามเม็กซิกันดั้งเดิมที่ต้อง “หยุดพัก” ก่อนเข้าสู่พื้นที่ส่วนตัว
ที่นี่ทำหน้าที่เหมือน ห้องปรับประสาทสัมผัส ทั้งการมอง การสัมผัส การได้กลิ่น และการได้ยิน ด้วยวัสดุเพียงไม่กี่อย่าง – ไม้ หิน ผนังสีขาว – แต่จัดจังหวะให้เกิดประสบการณ์ที่นุ่มและนิ่ง
ห้องโถง (Hall): เมื่อแสงสีทองไหลมาชนผนังฟูเชีย
พื้นหินภูเขาไฟสีดำซึ่งมักใช้ภายนอก ถูกดึงเข้ามาใช้ภายในเพื่อสร้างความรู้สึกลานบ้าน แสงสีทองที่สะท้อนจากโถงทางเข้าค่อยๆ อาบไปบนผนังสีฟูเชีย ก่อนจะไหลต่อไปย้อมผนังสีขาวของบันได
แสงเหล่านี้ถูกออกแบบร่วมกับ Mathias Goeritz ศิลปินเยอรมัน–เม็กซิกัน ผู้ช่วยให้แสงกลายเป็น “วัสดุ” อีกชิ้นหนึ่งของสถาปัตยกรรม
บันไดหินไม่มีราวจับ เป็นลายเซ็นของบาร์รากัน เขาออกแบบให้ผนังสูงต่อเนื่องสองชั้น เพื่อเชื่อมการสัญจรในแนวตั้งและแนวนอนให้ไหลไปด้วยกัน ด้านหนึ่งของผนังสีชมพูในห้องโถงคือจุดรวมเส้นทางของโซนบ้านและโซนสำนักงานที่ไปบรรจบกันที่ห้องนั่งเล่นและห้องสมุด
สีจึงไม่ใช่แค่ฉาบผนัง แต่เป็นเครื่องมือจัดองค์ประกอบที่ว่างและกำหนดเส้นทางการเดิน
ห้องนั่งเล่น: หน้าต่างคือเวที สวนคือฉากหลัง
เส้นทางมุ่งสู่ห้องนั่งเล่นจะพาคุณผ่านความมืดและแสงที่ค่อยๆ เข้มขึ้นจนไปหยุดในห้องที่สว่างและโล่งที่สุดห้องหนึ่งของบ้าน พอเข้าห้องมา สายตาจะสะดุดกับ
รูปปั้นพระแม่มารีไม้แกะสลัก
โคมไฟทรงกระบอกและทรงกลม
และสุดท้ายคือ ช่องหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่กรอบสวนเหมือนฉากละคร
หน้าต่างไม่ได้เป็นแค่ช่องแสง แต่เป็น กรอบภาพ ที่ดึงสวนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของภายในบ้าน ขณะเดียวกันก็ผลักประสบการณ์การอยู่อาศัยให้ลึกซึ้งกว่าการ “ใช้สอย” เฉยๆ
เฟอร์นิเจอร์ภายในห้องนั่งเล่นถูกออกแบบและจัดวางโดย Clara Porset นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ชาวคิวบา เธอเลือกใช้
ไม้เนื้อแข็ง
หนัง
เส้นใยพืชและขนสัตว์
ไม่มีวัสดุอุตสาหกรรมหวือหวา มีแต่ของเรียบง่ายที่ถูกจัดวางอย่างประณีต ผลลัพธ์คือภายในที่ดูเหมือนห้องนักพรตที่บังเอิญเป็นเจ้าของบ้านสมัยใหม่
ห้องสมุดและบันไดคานยื่น: สถาปัตยกรรมที่ดูเหมือนจะหายไปในอากาศ
ห้องสมุดเป็นห้องสูงสองชั้น มีคานไม้พาดด้านบนและเต็มไปด้วยตู้หนังสือไม้ โต๊ะทำงานของบาร์รากันตั้งอยู่ตรงจุดที่สายตาเชื่อมต่อกับทั้งผนังหนังสือและช่องแสงจากถนนด้านหน้า
จุดเด่นที่สุดคือ บันไดไม้คานยื่น (cantilevered) ที่บาง ไม่มีราวจับ เหมือนบันไดลอยออกมาจากผนัง นำไปสู่ชั้นลอยด้านบน ช่องหน้าต่างกระจกโปร่งแสงที่ถูกตีเป็นช่องตารางใหญ่ทำหน้าที่นำแสงเข้ามาโดยไม่ยอมให้ความร้อนเข้ามาด้วย
สเปซนี้เรียบ ง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยความอิ่มของแสงและเงามัวๆ บนระนาบสีขาว เกิดบรรยากาศแบบสงบ ลึก และนุ่ม
สตูดิโอ สำนักงาน และลานกระถาง (Patio de las ollas)
พื้นที่สำนักงานของบาร์รากันอยู่ส่วนปลายของบ้าน เชื่อมกับโซนพักอาศัยผ่านโถงทางเดิน เต็มไปด้วยรายละเอียดที่บอกได้ว่าที่นี่คือ “ที่ทำงานของคนจริงจังกับแสงและความเงียบ” เพดานไม้ลาดเอียงเพิ่มทั้งความใกล้ชิดและความขรึมให้กับสเปซ
ลานบ้านโอลาส: พิพิธภัณฑ์กึ่งลับกลางอากาศ
จุดไฮไลต์อีกแห่งคือ Patio de las ollas หรือ “ลานกระถาง” ที่ต้องเดินผ่าน ประตูสีชมพู จากสตูดิโอออกไป โดยเดิมเคยเป็นช่องหน้าต่างบานใหญ่สูงจรดเพดาน ก่อนจะถูกแปลงเป็นผนังทึบและประตูบานผลักสีชมพูแทน
ลานนี้คือบทเรียนเรื่ององค์ประกอบพื้นฐานที่ทรงพลัง
กำแพงสูงสีขาว
ผิวน้ำสีเข้มสงบนิ่ง
พืชพรรณเลื้อยไปบนผนัง
พื้นหินภูเขาไฟ
เครื่องปั้นดินเผาที่จัดวางเหมือนงานประติมากรรม
และประตูสีชมพูที่ตัดกับสีเขียวของต้นไม้
ทั้งหมดนี้สร้างสเปซที่เรียบแต่ไม่ได้ว่างเปล่า เป็นเหมือน ห้องนิทรรศการกลางแจ้ง ที่จัดแสดงทั้งธรรมชาติ วัสดุ และแสงไปพร้อมกัน
สวน: ปล่อยให้ธรรมชาติดีดคอร์ดของตัวเอง
เดิมทีสวนบริเวณนี้เคยเป็นเพียงสนามหญ้าโล่ง แต่บาร์รากันเลือก “ปล่อย” ให้พืชเติบโตอย่างอิสระ จนกลายเป็นสวนที่ดูคล้ายสวนป่าหรือสวนผลไม้เก่าแก่
มองจากห้องนั่งเล่น สวนดูทั้ง สงบ ถ่อมตัว และมีเสน่ห์แบบไม่พยายาม เฉดสีเขียวหลายชั้นของต้นไม้เข้ามาแทนสีฉูดฉาดที่เราคุ้นจากงานอื่นของบาร์รากัน เป็นโอเอซิสที่ทำให้บ้านดูลึกมากขึ้นแม้พื้นที่ทางกายภาพจะไม่ได้ใหญ่มาก
ฟาซาดด้านสวน: สถาปัตยกรรมออร์แกนิกที่โตจากด้านใน
ด้านที่หันสู่สวนคืออีกโลกหนึ่งของบ้าน หากสังเกตดีๆ จะเห็นร่องรอยการปรับเปลี่ยนตำแหน่งหน้าต่างหลายครั้ง เพราะการออกแบบเริ่มจากการคิด ประสบการณ์ภายในห้อง ก่อน แล้วค่อยปล่อยให้ “รูปด้าน” เกิดตามมา
นี่คือการออกแบบแบบ organic architecture ที่สเปซค่อยๆ เจริญเติบโตออกมาจากแกนกลาง ไม่ใช่ถูกกำหนดจากภายนอก
การจัดวางหน้าต่างแต่ละบานถูกคิดอย่างละเอียด
หน้าต่างห้องทานอาหารและห้องรับประทานอาหารเช้า ถูกยกสูงจากพื้นประมาณ 25 ซม. เพื่อให้มุมมองสวนเปลี่ยนไปขณะนั่ง
หน้าต่างห้องนอนใหญ่ก็ถูกยกสูงขึ้นเพื่อสร้างมุมมองที่ไม่ธรรมดา และความเป็นส่วนตัว
หน้าต่างห้องนั่งเล่นกรอบเป็นรูปไม้กางเขน ชี้ชัดถึงความผูกพันระหว่างความศักดิ์สิทธิ์และการใช้ชีวิตประจำวัน
ห้องอาหาร: เมื่อสีสันและองค์ประกอบกลายเป็นบทเรียนจาก Reyes Ferreira
มุมมองสวนจากห้องอาหารถูกจัดให้ดู เป็นนามธรรมมากขึ้น เมื่อเรานั่งลง สีของต้นไม้และดอกไม้จะวิ่งเข้ามาอยู่ในระดับสายตา แบบที่แทบจะกลายเป็นภาพวาด
ที่นี่คือห้องที่สะท้อนอิทธิพลของ Jesús Reyes Ferreira ชัดที่สุด ทั้งเรื่องสีสันและการจัดองค์ประกอบภาพในห้อง ภาพวาดเทวทูตสีน้ำมันชิ้นใหญ่ของ Reyes ก็อยู่ในห้องนี้ด้วย
หน้าต่างของห้องทานอาหารเช้าถูกยกสูงเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว เปิดให้เห็นสวนแบบ “พอดี” มากกว่าจะปล่อยให้โลกภายนอกไหลทะลักเข้ามา ส่วนครัวได้รับแสงจากหน้าต่างใหญ่ แต่ต้องเปิดประตูออกไปจึงจะได้สัมผัสสวนเต็มๆ
ชั้นบน: นักพรต ผู้สร้าง และคอลเลกชันแผ่นเสียง
ห้องนอนแขก: ความเรียบง่ายแบบนักบวช
ห้องนอนแขกเดิมเป็นระเบียงที่ถูกต่อเติม การตกแต่งภายในเรียบ งบน้อย เน้นเฟอร์นิเจอร์ทำเอง ผ้าคลุมเตียงและพรมเรียบๆ ทั้งหมดชวนให้นึกถึงแนวคิดของคณะฟรันซิสกันที่เน้น
ไม่หมกมุ่นกับทรัพย์สิน
อยู่กับสิ่งของอย่างมีความรักและเห็นคุณค่าที่แท้จริง
น่าสังเกตว่าแทบทุกห้องในบ้าน ไม่มีโคมไฟเพดาน แสงมาจากโคมไฟตั้งโต๊ะที่ออกแบบเฉพาะ ทั้งทรงกระบอกและสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางอยู่ข้างเตียงหรือบนโต๊ะเล็กๆ แบบที่เน้น “แสงใกล้ตัว” มากกว่าแสงรวม
ที่น่าขโมยไอเดียที่สุดสำหรับสายแผ่นเสียง คือภายในห้องนอนยังมี คอลเลกชันแผ่นเสียง ที่บาร์รากันสะสม ทั้งเพลงพื้นถิ่นและเพลงจากชนเผ่าต่างๆ พร้อมไม้กางเขนสีงาช้างและรูปนักบุญฟรานซิส
หน้าต่างห้องนอนสามารถเปิดได้ 4 ด้าน (บน–ล่าง ซ้าย–ขวา) ทาสีขาวกลืนไปกับผนัง และเมื่อแสงลอดเข้ามา จะเห็นเป็นรูปไม้กางเขนจากแสงธรรมชาติอย่างแยบยล
ห้องพักผ่อนยามบ่ายและห้องนอนใหญ่: White Room ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งงดงาม
ชั้นสองเป็น เขตรักษาพิเศษทางทัศนียภาพ เพราะมุมมองที่ดีที่สุดถูกสงวนไว้ให้ห้องนอนเจ้าของบ้านและห้องพักผ่อนยามบ่าย หรือที่บาร์รากันเรียกว่า “White room”
ก่อนเข้าห้อง แสงสีเหลืองจากช่องแสงที่รับจากโถงด้านล่างจะพาคุณเดินลอดเข้าไป เสมือนผ่านม่านแสงเข้าเขตเงียบสงบ ภายในห้องมี
ภาพวาดแม่พระรับสาร (Annunciation)
ฉากกระดาษสูงราว 30 ซม. ติดรูปนางแบบผิวสีจากนิตยสารแฟชั่น
องค์ประกอบเล็กๆ เหล่านี้คือการเล่นกับ ความเป็นนักพรต vs ความเป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีราคะ เป็นการปล่อยให้สองขั้วตรงข้ามอยู่ร่วมกันในห้องเดียวอย่างตั้งใจ
Alfonso Alfaro เคยบรรยายตัวตนของบาร์รากันว่าเขาเป็นทั้ง
ผู้สร้างพื้นที่เงียบสงบ
นักพรตและคนเจ้าสำอาง
นักธุรกิจและศิลปิน
เพื่อนของภิกษุณีคณะคาปูชิน และผู้ศรัทธาในนักบุญฟรานซิส
ห้องนี้คือภาพแทนของความซับซ้อนทั้งหมดนั้น
ห้องแต่งตัวและ Room of the Christ: จุดเริ่มต้นของการขึ้นสู่ระเบียงและท้องฟ้า
ในเชิงฟังก์ชัน ห้องแต่งตัวและห้องพระคริสต์อาจดูเป็นพื้นที่เปลี่ยนชุดธรรมดา แต่ในเชิงสเปซ มันคือ บทนำก่อนขึ้นสู่ดาดฟ้า
ช่องแสงสีเหลืองที่ตัดเป็นเส้นตรง
บันไดสามขั้นที่มีสัดส่วน “พอดีตัว” พาเราขึ้นไปอย่างแผ่วเบา
ทั้งหมดนี้เหมือนการซ้อมจังหวะของร่างกาย ก่อนจะก้าวสู่พื้นที่ที่เงียบและเปิดที่สุดของบ้าน: ระเบียงบนดาดฟ้า
ระเบียงและดาดฟ้า: ห้องทดลองสีบนขอบฟ้า
ดาดฟ้าของ Casa Luis Barragán คือบทกลอนที่เขียนด้วย
กำแพงสูงสีแดงเลือด สีขาว และสีเทาอมน้ำตาลเข้ม
พื้นกระเบื้องเซรามิกสีแดง
หอคอยสีขาวเก็บน้ำ
ปล่องไฟและระบบทำความร้อนที่ถูกซ่อนในมวลสี
พื้นที่นี้แทบจะเป็น ห้องทดลองเรื่องสีและอารมณ์ มากกว่าพื้นที่ใช้งานธรรมดา กำแพงสูงทำหน้าที่ทั้งกรอบท้องฟ้าและฉากที่ปิดสิ่งไม่สวยงามอย่างถังเก็บน้ำและบันไดบริการเอาไว้
Ignacio Díaz Morales เพื่อนสถาปนิกของบาร์รากันบอกว่า งานของเขามีความ
ซับซ้อนและเรียบง่ายในเวลาเดียวกัน
ถูกประกอบขึ้นจากพื้นที่ย่อยๆ ที่เมื่อรวมกันแล้วเหมือนคอร์ดเสียงเดียวที่ประกอบด้วยโน้ตต่างตัวกัน
ดาดฟ้านี้อาจได้รับอิทธิพลจากระเบียงบนดาดฟ้าของสถาปัตยกรรมอิสลาม หรืออาจจะเป็นเพียงความปรารถนาเรียบง่ายของบาร์รากันที่อยากมีชีวิตชนบทที่เปิดประตูออกมาก็เจอท้องฟ้า
บ้านหลังนี้ยังมีกลิ่นอายของลัทธิ Surrealism อยู่เงียบๆ โดยเฉพาะ เส้นทางขึ้นไปสู่ท้องฟ้าผ่านประตูบานหนึ่งบนดาดฟ้า ประตูที่ใครได้ลองเปิดออกไปครั้งหนึ่งแล้ว มักจะจำความรู้สึกนั้นได้ยาวนานกว่าแค่จำรูปทรงของตัวอาคารเสียอีก
บทสรุป: บ้านที่สอนให้เรา “ฟัง” สี แสง และความเงียบ
Casa Luis Barragán ไม่ใช่แค่กรณีศึกษาเรื่องสีจัดจ้านกับผนังเรียบๆ แต่มันคือ บทเรียนว่าพื้นฐานที่สุดของสถาปัตยกรรม—ที่ว่าง แสง สี วัสดุ—สามารถกลายเป็นสิ่งงดงามเหนือเวลาได้อย่างไร
สิ่งที่บ้านหลังนี้ทำได้อย่างน่าทึ่งคือ
เคารพบริบท โดยไม่พยายามข่มเพื่อนบ้านจากภายนอก
เปิดโลกภายในให้เชื่อมกับธรรมชาติอย่างแนบแน่น
ใช้สีเพื่อสร้างมิติและอารมณ์ ไม่ใช่เพื่อความหวือหวา
ใช้แสงธรรมชาติแทบเป็น “เครื่องมือออกแบบหลัก”
ท้ายที่สุด ความงามของ Casa Luis Barragán ไม่ได้อยู่ที่รูปถ่ายมุมสวย แต่อยู่ที่จังหวะการเดิน การเลี้ยว การหยุดมอง และการปล่อยให้แสงค่อยๆ เปลี่ยนผนังสีธรรมดาให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ ทั้งลึก เงียบ และยากจะลืม ได้มากกว่า

