เปิดฉาก: ทำไมอาหารไทยกำลังดังที่สุดในรอบยุค
ไม่ต้องเป็นนักชิมมืออาชีพก็พอจะรู้สึกได้ว่า อาหารไทยกำลังยืนหนึ่งบนเวทีโลก ธงไตรรงค์โบกสะบัดอยู่ทุกลิสต์สำคัญ ร้านอาหารในบ้านเราทยอยไต่อันดับในรายชื่อร้านดีที่สุดของโลกกันแบบรัวๆ
ในประเทศเอง วงการอาหารก็เดือดจนแทบเดือดพล่าน เต็มไปด้วยพลัง ความคิดสร้างสรรค์ และความมั่นใจแบบที่ไม่เคยชัดเจนเท่านี้มาก่อน
เราเลยชวนคุณมาดูสองร้านอาหารในไทยที่สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ พร้อมส่องให้ลึกว่า ทิศทางอาหารไทยและเทรนด์อาหารโลกปี 2569 กำลังมุ่งหน้าไปทางไหน
The Groundbreakers: ร้านที่เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่
The Southern Rebellion: Sorn
ศรณ์ (Sorn) ไม่ได้เป็นแค่ร้านอาหารใต้ แต่คือการลุกขึ้นมาปฏิวัติภาพจำอาหารปักษ์ใต้บนเวทีโลก
เชฟไอซ์-ศุภักษร จงศิริ พาเด็กปักษ์ใต้ในก้นครัวขึ้นมายืนกลางสปอร์ตไลต์ ด้วยการทำให้ Sorn กลายเป็น ร้านอาหารไทยร้านแรกของโลกที่คว้า 3 ดาวมิชลิน ในปี 2567
แม้จะเติบโตมาในครอบครัวสายบันเทิง พ่อแม่เป็นผู้กำกับและนักแสดงชื่อดัง แต่ช่วงเวลาที่จำได้ไม่มีวันลืมกลับเป็นช่วงที่อยู่กับคุณย่าชาวปักษ์ใต้ในครัว ช่วยทำกับข้าว ซึมซับรสชาติอาหารบ้านๆ รสจัดจ้านแบบ “หรอยแรง”
จากความทรงจำในครัวเล็กๆ นั้น นำไปสู่การเปิดร้านแรกในชีวิตอย่าง ‘บ้านไอซ์’ ย่านประชานิเวศน์ จุดสตาร์ตเส้นทางสายอาหารของเขา
สิ่งที่ทำให้เชฟไอซ์โดดเด่น คือเขาไม่ได้เดินตามสูตรสำเร็จของการเรียนครัวฝรั่งเหมือนเชฟไทยอีกหลายคน แต่เลือกยืนบนรากเหง้าของตัวเองอย่างเต็มตัว
เขาเชื่อใน “รสมือคุณย่า” และวิถีการกินแบบไทยแท้ เลยตั้งใจอนุรักษ์วิธีการกินของคนไทยในแบบดั้งเดิม พร้อมปรับภาพลักษณ์อาหารปักษ์ใต้จากคำว่า “บ้านๆ” ให้กลายเป็นจานหรูบนโต๊ะไฟน์ไดนิ่ง
ผลลัพธ์คืออาหารปักษ์ใต้ที่ยังคงความเข้มข้นแบบดั้งเดิม แต่เล่าเรื่องได้ทันสมัย สวยงาม และภาคภูมิใจในความเป็นไทยสุดๆ


The German Ambassadors with Knives: Sühring
อีกฟากหนึ่งของกรุงเทพฯ Sühring คือหลักฐานว่า การทำอาหารไม่จำเป็นต้องเป็น “อาหารไทย” เพื่อจะไปถึงฝันในประเทศนี้
ร้านนี้ก่อตั้งโดยสองเชฟฝาแฝดชาวเบอร์ลิน Thomas และ Mathias Sühring ผู้หลอมรวมหัวใจคลาสสิกแบบเยอรมันเข้ากับมุมมองร่วมสมัย
เทสติ้งเมนูของพวกเขาเต็มไปด้วยเสน่ห์ของอาหารเยอรมันที่ถูกเล่าใหม่ ผ่านแรงบันดาลใจจากหลายอย่างในชีวิต
ฟาร์มและห้องครัวสนุกๆ ของคุณยาย
สูตรอาหารครอบครัว
ความทรงจำวัยเด็ก
การเดินทางของสองพี่น้อง
พวกเขาเน้นวัตถุดิบตามฤดูกาล ใช้เทคนิคดั้งเดิมแบบเยอรมัน ทั้งหมัก ดอง และรมควัน แล้วค่อยลากเส้นเชื่อมกับการใช้ชีวิตและภูมิปัญญาเกษตรของผู้คนในภูมิภาคนี้
ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวธัญพืช การหาปลาจากทะเลสาบ ไปจนถึงการหาอาหารในป่า ทุกอย่างถูกตีความใหม่ให้ร่วมสมัยและหรูหรา แต่ยังอบอุ่นด้วยความทรงจำ
Sühring ยืนระยะกับ ดาวมิชลิน 2 ดาวต่อเนื่องถึง 7 ปี ก่อนจะก้าวกระโดดคว้า 3 ดาวสำเร็จในปี 2568 กลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของความเป็นเลิศด้านอาหารในประเทศไทย
นี่คือข้อความชัดเจนถึงคนทำอาหารทั่วโลกว่า กรุงเทพฯ คือเวทีที่คุณสามารถไล่ตามความฝันด้านอาหารได้ แม้จะไม่ได้ทำอาหารไทยเลยก็ตาม



What’s Next? บทต่อไปของวงการอาหารไทย
เมื่อสองร้านที่ยืนบนคนละปลายขั้ว—อาหารใต้โคตรดั้งเดิม และอาหารเยอรมันสไตล์ใหม่—ต่างก้าวไปยืนแถวหน้าในเวทีโลก คำถามคือ แล้วเทรนด์ต่อไปจะเป็นอย่างไร?
มาดูบทต่อไปของโลกอาหารปี 2569 ที่เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ
Casual: จากไฟน์ไดนิ่งสู่ฟีลสบายแต่โคตรตั้งใจ
แม้ร้านใหม่ๆ จะผุดขึ้นราวดอกเห็ด แต่ถ้าซูมดูดีๆ จะเห็นชัดว่า ไฟน์ไดนิ่งค่อยๆ หลบทางให้ร้านสไตล์สบายๆ มากขึ้น
เหตุผลก็ไม่ซับซ้อนนัก ในยุคเศรษฐกิจโลกผันผวน ร้านที่ปรับตัวง่าย คล่องตัว และราคาเข้าถึงได้ย่อมได้เปรียบ
ข้าวแกงกลายเป็นเมนูยอดนิยมบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี
บิสโทรเล็กๆ แต่อร่อยจริงจังถูกปักหมุดกันแน่น
บาร์ไวน์ที่เน้นสแน็กกินเพลินรสจัดจ้านกำลังมาแรง
อีสานบาร์ดีไซน์เก๋ในห้างก็ไม่ได้เป็นแค่ที่นั่งแวะ แต่เป็นจุดหมายปลายทาง
หลายคนเชื่อว่าเราอาจกำลังเข้าสู่ยุคของ “ฟันไดนิ่ง (fun dining)” ที่รองเท้าคอนเวิร์สเดินเข้าได้ ไม่ต้องเนี้ยบแบบพิธีรีตรอง แต่ยังเต็มไปด้วยความตั้งใจ รายละเอียด และรสชาติที่จริงจังเหมือนเดิม
ในโลกที่เปราะบางและเต็มไปด้วยความไม่มั่นคง อาหารที่ทำให้คนยิ้มออก หัวเราะได้ และรู้สึกสบายใจอาจคือสิ่งที่ทุกคนกำลังมองหา

Mindful Cooking: ทำอาหารแบบรู้ตัว รู้โลก
เมื่อผู้คนหันมาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น ครัวที่ดีจึงไม่ใช่แค่ครัวที่อร่อย แต่ต้องรับผิดชอบต่อโลกด้วย
แนวคิด Mindful Cooking กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำอาหารในชีวิตประจำวันทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในร้านไฟน์ไดนิ่งหรือคาเฟ้สายกรีนเท่านั้น
เลือกใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล
ให้ความสำคัญกับเกษตรกรและแหล่งผลิต
ลดขยะอาหาร ใช้วัตถุดิบให้คุ้มค่าที่สุด
ทั้งหมดนี้กำลังกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” ของครัวร่วมสมัยมากกว่าจะเป็นแค่เทรนด์ชั่วคราว

Pairing Master: ยุคทองของการจับคู่เครื่องดื่ม
บนโต๊ะอาหารยุคใหม่ เครื่องดื่มไม่ได้เป็นแค่ตัวประกอบอีกต่อไป โดยเฉพาะเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีต
เชฟและมิกโซโลจิสต์หันมาเล่นกับวัตถุดิบจากสมุนไพรและดอกไม้มากขึ้น สร้างเมนู pairing ที่
หอมซับซ้อนแบบเลเยอร์
สวยตา
เล่าเรื่องเดียวกับจานอาหารได้อย่างลื่นไหล
การจับคู่เครื่องดื่มกับเมนูต่างๆ จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “ให้มีอะไรดื่ม” แต่เป็นการออกแบบประสบการณ์รสชาติแบบครบวงจร

Ultra-local: กลับบ้านไปหาตัวตน แล้วเล่าใหม่ให้ทั้งโลกฟัง
อีกหนึ่งทิศทางที่เห็นชัดมากในหมู่เชฟไทย คือการกลับไปขุดรากของตัวเองแล้วดึงขึ้นมาฉายไฟให้โลกเห็นแบบชัดๆ
เชฟทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ต่างผลักดัน อาหารท้องถิ่นจากเหนือจรดใต้ ให้โดดเด่นยิ่งกว่าเดิม
รสชาติของแต่ละภูมิภาคชัดเจนขึ้น
อัตลักษณ์ถูกเล่าอย่างภาคภูมิใจ
วัตถุดิบท้องถิ่นถูกยกระดับโดยไม่ทิ้งราก
สำหรับเชฟแล้ว ช่วงเวลานี้คือจังหวะสำคัญในการ
เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน
ให้เกียรติรากเหง้าทางอาหาร
สร้างจานที่เต็มไปด้วย บริบท วัฒนธรรม และความหมาย
อาหารแบบ “บ้านๆ” ถูกตีความใหม่ให้ร่วมสมัยขึ้น แต่ยังรักษาหัวใจเดิมเอาไว้ รสชาติและเรื่องราวในแต่ละจานจึงเต็มไปด้วยความภูมิใจที่ส่งต่อได้ถึงคนกิน

Experienced Diners: นักชิมยุคใหม่ที่ไม่ได้หิวแค่อาหาร
คนกินยุคนี้ไม่ได้ต้องการแค่ความอร่อยอีกต่อไป แต่ หิวทั้งรสชาติใหม่ๆ และเรื่องราวเบื้องหลัง
นักชิมเปิดใจกับรสชาติที่ไม่คุ้นเคยมากขึ้น พร้อมตั้งใจฟังเรื่องเล่าของเชฟ วัตถุดิบ แหล่งที่มา และกระบวนการคิดในแต่ละจาน
ความรักในอาหารจึงไม่ได้อยู่แค่บนลิ้น แต่ลึกไปถึงความเข้าใจในวัฒนธรรมและตัวตนของคนทำอาหารด้วย

บทสรุป: ทำไมไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางของคนรักการกิน
ไม่ว่าเทรนด์จะเหวี่ยงไปทางไหน ภาพรวมชัดมากว่า วงการอาหารไทยยังคงขับเคลื่อนด้วยพลังสร้างสรรค์แบบไม่มีหมด
เมื่อวัฒนธรรมการกินของเรายังคงเติบโตต่อเนื่อง ผสานเข้ากับอัตลักษณ์ที่ชัดเจนและงดงาม ประเทศไทยจึงยังเป็น
สวรรค์ของเชฟที่อยากทดลอง สร้างสรรค์ และเติบโต
จุดหมายของนักชิมจากทั่วโลกที่พร้อมตกหลุมรักอาหารได้ครั้งแล้วครั้งเล่า
ในโลกที่เปลี่ยนเร็วอย่างทุกวันนี้ มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ยังคงมั่นคงเสมอคือ เสน่ห์ของอาหารไทย และหัวใจของคนทำอาหารในประเทศนี้

