รับแอปรับแอป

ขับรถวนรอบ Luberon 1–2 วัน: 10 หมู่บ้านและจุดลับที่สายถ่ายรูปต้องหลงรัก

นพดล รัตนชัย01-31

เปิดแผนที่ Luberon: หุบเขาเล็กๆ ที่หล่อเลี้ยงความฝันสายชนบท

ลูเบอรง (Luberon) คือเทือกเขาและหุบเขาเล็กๆ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสในแคว้นโพรวองซ์ โอบล้อมหมู่บ้านเก่าแก่ที่ยังรักษาเสน่ห์ดั้งเดิมไว้ครบถ้วน เป็นดินแดนในฝันของคนรักทริปชนบทที่อยากเห็น

  • ธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์

  • ทุ่งลาเวนเดอร์สีม่วงพริ้วไปตามลม

  • ไร่องุ่นท้องถิ่นและไวน์ดีๆ

  • หมู่บ้านหินสีอบอุ่นที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ผ่านสถาปัตยกรรม

ทั้งหมดนี้ดำเนินไปพร้อมวิถีชีวิตเรียบง่าย ที่ยังไม่ถูกแต่งเติมจนเกินไป

หมู่บ้านหลายแห่งในลูเบอรงติดอันดับ Les Plus Beaux Villages de France หรือ “หมู่บ้านที่สวยที่สุดในฝรั่งเศส” ลองจินตนาการภูเขา ไร่องุ่น และหมู่บ้านหินสีอุ่นๆ ไล่ระดับตามเนินเขาเหมือนฉากในภาพวาด บางวันก็มีตลาดนัดชุมชนให้เดินเล่น ทำความรู้จักโพรวองซ์ผ่านของดีท้องถิ่นอย่าง

  • น้ำผึ้ง

  • แยมโฮมเมด

  • ผลิตภัณฑ์ลาเวนเดอร์

  • ผ้าปูโต๊ะลายโพรวองซ์

  • งานฝีมือ ของที่ระลึก และไวน์ท้องถิ่น

เราเลือกมาเที่ยวช่วงต้นพฤษภาคม ซึ่งเป็นฤดูใบไม้ผลิ อากาศราว 10 กว่าองศา แดดดีเป็นส่วนใหญ่ แต่อาจมีฝนแวะมาเยี่ยมบ้าง แนะนำให้เตรียมเสื้อกันฝนหรือแจ็กเก็ตที่กันลมได้สักตัว

แต่ถ้าใครเล็งฟีล “ลาเวนเดอร์บานสะพรั่ง + รูปสวยทุกมุม” ให้เล็งช่วงปลายมิถุนายน–สิงหาคม เมืองต่างๆ จะคึกคักขึ้น มีอีเวนต์ คอนเสิร์ต และเทศกาลให้ตามเก็บบรรยากาศ

วิธีเดินทางสู่ Luberon

  • จากปารีส: นั่งรถไฟ TGV ประมาณ 3 ชั่วโมงมาลงสถานี Avignon แล้วเช่ารถขับต่อเข้าลูเบอรง

  • จากต่างประเทศ: ลงสนามบินมาร์เซยย์ (Marseille) แล้วขับรถต่อประมาณ 45 นาที

สำหรับทริปนี้ เราอยากอินกับบรรยากาศโพรวองซ์ยุคก่อน เลยเลือกใช้บริการรถคลาสสิกพร้อมคนขับ เป็นรถ 2CV ยี่ห้อ Citroen รุ่นเก๋าอายุราว 40 ปี ที่ยังคงความวินเทจไว้ครบ

  • ระบบทุกอย่างเป็นแมนนวล

  • หน้าต่าง-ประตูต้องเปิดปิดเองทีละบาน

  • เบรกมือ เกียร์ และที่ปัดน้ำฝนใบเล็กๆ สไตล์โบราณ

  • ที่สำคัญ เป็นรถเปิดประทุน รับลมชนบทได้เต็มปอดในวันที่อากาศดี

ฟีลคือเหมือนย้อนเวลากลับไปยุคเก่า แต่ขับลัดเลาะไปในหุบเขาลูเบอรงแบบน่ารักและน่าตื่นเต้นสุดๆ

จากนี้ไปคือไฮไลต์จุดแวะในทริป 1–2 วัน ที่คนรักวิวสวยและจุดถ่ายรูปต้องตกหลุมรัก

1. Gordes: หมู่บ้านบนยอดเขาที่สวยราวกับภาพวาด

Gordes คือหมู่บ้านบนยอดเขาที่มักติดโผว่า หนึ่งในหมู่บ้านที่สวยที่สุดของฝรั่งเศส บ้านหินสีอ่อนเรียงตัวต่ำสูงตามแนวเนินเขา มองลงไปเห็นวิวหุบเขาเบื้องล่างแบบพาโนรามาสุดสายตา

กฎของหมู่บ้านนี้คือ อาคารที่สร้างใหม่ต้องใช้หินและหลังคากระเบื้องให้กลมกลืนกับอาคารเก่า ทำให้ทั้งหมู่บ้านดูมีเอกภาพราวกับฉากหนังย้อนยุค

ห้ามพลาด:

  • จุดชมวิวด้านหน้าหมู่บ้าน ที่ทุกคนต้องจอดรถมาถ่ายรูป มุมนี้คือโปสการ์ดของ Gordes

  • เดินเล่นในตัวเมืองตามถนนหินสายเล็กๆ

  • แวะชม Château de Gordes ปราสาทเก่าแก่อายุร่วมพันปี ที่เคยเป็นทั้งป้อมปราการ คุก คลังเสบียง และที่เก็บอาวุธ ปัจจุบันกลายเป็นศูนย์กลางหมู่บ้าน มีทั้งบาร์ โรงเรียน ร้านอาหาร ไปรษณีย์ ศาลาว่าการเมือง และห้องจัดแสดงศิลปะร่วมสมัย

2. Lavender Museum: เปิดโลกลาเวนเดอร์แท้ของโพรวองซ์

ขับรถจาก Gordes ประมาณ 15 นาที จะถึงพิพิธภัณฑ์ลาเวนเดอร์ขนาดกะทัดรัดที่เล่าเรื่อง ลาเวนเดอร์แท้ของโพรวองซ์ ได้อย่างเข้มข้นและชวนให้หลงรัก

สายพันธุ์หลักที่นี่คือ Fine Lavender ลาเวนเดอร์แท้ดั้งเดิมที่เติบโตดีบนภูเขาสูงราว 900 เมตร ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด จึงมีความหลากหลายทางพันธุกรรมและกลิ่นหอมซับซ้อน เป็นลาเวนเดอร์ที่ใช้เพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง

อีกชนิดคือ ลาเวนดิน (Lavandin) ซึ่งเป็นลูกผสม แม้จะให้น้ำมันหอมระเหยปริมาณมาก แต่กลิ่นจะเข้มข้นและหยาบกว่า จึงถูกใช้บ่อยในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหรืออุตสาหกรรมที่ไม่เน้นกลิ่นละเอียดอ่อน

พนักงานจะออกมาเล่าให้ฟังแบบใกล้ชิด พร้อมตัวอย่างดมกลิ่นให้เทียบกันแบบจะๆ เราถึงได้รู้ว่า “กลิ่นลาเวนเดอร์แท้” ต่างจากที่เคยดมในน้ำมันหอมระเหยทั่วไปอย่างชัดเจน

เคล็ดลับคือ ให้มองหาโลโก้ AOP (Appellation d’Origine Protégée) บนผลิตภัณฑ์ นี่คือสัญลักษณ์รับรองว่าเป็นลาเวนเดอร์แท้ ปลูกและกลั่นในพื้นที่ที่กำหนด ผ่านมาตรฐานการผลิตที่เข้มงวด

ด้านในยังมีสารคดีเกี่ยวกับการปลูกลาเวนเดอร์ ห้องจัดแสดงเครื่องกลั่นน้ำมันโบราณ และคอลเลกชันเครื่องกลั่นน้ำมันหอมระเหยยุคก่อนให้ชม เห็นวิวัฒนาการการกลั่นน้ำมันลาเวนเดอร์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน

สำหรับครอบครัว เขามีเวิร์กช็อปสนุกๆ เช่น

  • ทำซองลาเวนเดอร์

  • ระบายภาพสีน้ำหอมลาเวนเดอร์

  • ชมการสาธิตการกลั่นน้ำมันแบบดั้งเดิม

สุดท้ายจะเจอร้านขายผลิตภัณฑ์ลาเวนเดอร์แท้ให้เลือกซื้อกลับบ้าน ทั้งน้ำมันหอมระเหย ครีมบำรุง และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายที่ผ่านการรับรอง AOP เรียกว่าเดินออกมาแบบได้ทั้งความรู้และของฝากครบมือ

3. Roussillon: หมู่บ้านหน้าผาสีส้มแดงจากแร่ Ochre

Roussillon คืออีกหมู่บ้านที่เราหลงรักทันทีที่เห็น เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ข้างหน้าผาสีส้มแดง เกิดจากแร่ Ochre ซึ่งมีความสำคัญทั้งทางประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจในอดีต

ครั้งหนึ่งผู้คนเคยใช้แร่นี้ผสมไขมันสัตว์เพื่อทาผนังถ้ำ วาดลวดลาย และแต่งแต้มร่างกายในเผ่าต่างๆ ก่อนจะถูกพัฒนามาเป็นสีที่ใช้ในอุตสาหกรรมมากมายในเวลาต่อมา

คนที่อยากอินกับโลกของ Ochre มากขึ้น ต้องลองเส้นทางธรรมชาติ “Sentier des Ocres” ที่พาเดินชมหน้าผาหินหลายเฉดสี รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอีกดาวเคราะห์หนึ่ง

  • รูทสั้น ใช้เวลาราว 20 นาที

  • รูทยาว ประมาณ 45 นาที

เลือกตามกำลังตัวเอง และอย่าลืมรองเท้าที่ใส่สบายที่สุด

ตัวหมู่บ้านให้อารมณ์ใกล้เคียง Gordes แต่เปลี่ยนมาเป็นโทนสีส้มสดใสทั้งเมือง ตัดกับฟ้าใสและต้นไม้เขียวๆ สุดตัดกันในรูป ร้านต่างๆ ขายของคล้ายหมู่บ้านอื่น แต่ของยอดฮิตคือ สีฝุ่นสำหรับเพนต์ ที่ทำจากแร่ Ochre และของที่ระลึกเป็นรูป “จั๊กจั่น” เยอะมาก เพราะเป็นสัญลักษณ์ของหน้าร้อนและสัตว์นำโชคของชาวโพรวองซ์

4. Lourmarin: หมู่บ้านกวีที่ชีวิตโพรวองซ์เกิดขึ้นจริง

ขับรถจาก Roussillon ราว 40 นาที จะถึงหมู่บ้าน Lourmarin ที่แอบซ่อนอยู่ทางใต้ของเทือกเขาลูเบอรง บรรยากาศเหมือนหลุดออกมาจากบทกวีฝรั่งเศส ชีวิตแบบโพรวองซ์ที่เราฝันถึงเกิดขึ้นจริงตามจังหวะของฤดูกาล

ถ้าอยากสัมผัสหมู่บ้านนี้แบบฟูลฟีล แนะนำให้มาช่วงเช้าวันศุกร์ เพราะจะมีตลาดที่ขึ้นชื่อว่า คึกคักและเดินเพลินที่สุดแห่งหนึ่งในโพรวองซ์ สองข้างทางเต็มไปด้วย

  • ร้านอาหารท้องถิ่น

  • ร้านเบเกอรี่หอมๆ

  • คาเฟ่เล็กๆ

  • แกลเลอรี่งานศิลปะ

ถนนหินกรวดและตรอกเล็กๆ ชวนให้เดินหลงไปเรื่อยๆ ในฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูร้อน คนท้องถิ่นจะใส่เดรสผ้าบาง เสื้อผ้าลินิน หมวกสาน ถือถุงผ้าเดินตลาด บ้างก็นั่งจิบกาแฟที่โต๊ะด้านนอก คาเฟ่ดูมีชีวิตชีวาแบบสบายๆ

แลนด์มาร์กสำคัญคือ Château de Lourmarin ปราสาทเก่าตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ตั้งอยู่ริมหมู่บ้าน มองเห็นวิวโดยรอบ เป็นทั้งศูนย์วัฒนธรรม แกลเลอรี่ศิลปะ และหนึ่งในจุดชมพระอาทิตย์ตกที่โรแมนติกที่สุดของลูเบอรง

หมู่บ้านนี้ยังเกี่ยวพันกับนักเขียนชื่อดังอย่าง อัลแบร์ กามูส์ (Albert Camus) ที่หลงรัก Lourmarin เพราะแสงและสีของที่นี่ทำให้เขานึกถึงบ้านเกิดในแอลจีเรีย เขาเดินทางมาที่นี่ตามคำแนะนำของเพื่อนนักเขียน Henri Bosco และ René Char ก่อนจะตกหลุมรักหมู่บ้านนี้ทันที

หลังจากเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ในปี 1960 ร่างของ Camus ก็ถูกฝังไว้ที่สุสานหมู่บ้าน Lourmarin กลายเป็นจุดหมายของคนรักวรรณกรรมและปรัชญาที่อยากมารำลึกถึงเขา

5. Musée de l’Huile d’Olive Luberon: พิพิธภัณฑ์น้ำมันมะกอกกลางไร่

พิพิธภัณฑ์น้ำมันมะกอกแห่งลูเบอรงตั้งอยู่ท่ามกลางไร่องุ่นและสวนมะกอกในหมู่บ้าน Oppède พื้นที่ถูกออกแบบอย่างร่วมสมัยและชวนดื่มด่ำ พาเราเข้าไปสู่โลกของน้ำมันมะกอกในโพรวองซ์ซึ่งไม่ใช่แค่ผลผลิตทางการเกษตร แต่คือ รากเหง้าทางวัฒนธรรมที่มีอายุนับพันปี

ภายในจะพาย้อนดูวิวัฒนาการของน้ำมันมะกอกตั้งแต่ยุคกรีก–โรมัน สู่ยุคเทคโนโลยีสมัยใหม่ เล่าให้เห็นทุกขั้นตอนตั้งแต่การปลูก การเก็บ การบีบ จนถึงการบรรจุ

เราได้เห็นทั้ง

  • เครื่องบดมะกอกโบราณ ที่เคยใช้จริง

  • โรงคั้นน้ำมันแบบดั้งเดิม ที่สะท้อนวิถีครอบครัวชาวโพรวองซ์

ยังมีนิทรรศการอินเตอร์แอ็กทีฟและสื่อจัดแสดงหลายรูปแบบ แถมมีแมวขนฟูหนึ่งตัวที่ดูเหมือนเป็น “ไกด์ประจำพิพิธภัณฑ์” เดินไปได้ทุกมุม สร้างบรรยากาศอบอุ่นไปอีกแบบ

สายพันธุ์มะกอกในโพรวองซ์ เช่น Aglandau, Salonenque, Verdale และ Grossane ล้วนให้รสชาติและกลิ่นหอมแตกต่างกันไป น้ำมันมะกอกจากสายพันธุ์คุณภาพเหล่านี้จะมีสัญลักษณ์ AOP บนฉลาก เพื่อรับรองที่มาและคุณภาพสูงสุด

โซนสุดท้ายคือสวรรค์ของสายชิม เพราะจะได้ลอง ชิมน้ำมันมะกอกแท้ แบบต่างๆ ก่อนจะเลือกซื้อกลับบ้าน

ความพิเศษของ La Royère คือ นอกจากน้ำมันมะกอกแล้ว ยังผลิตไวน์ในชื่อเดียวกัน พื้นที่จึงถูกออกแบบให้เชื่อมระหว่างศาสตร์ของไวน์และน้ำมันมะกอก ผ่านห้องชิมร่วมกันและแกลเลอรี่ศิลปะที่จัดแสดงงานของศิลปินท้องถิ่น

6. Bonnieux & Ménerbes: หมู่บ้านบนเนินและแรงบันดาลใจจากหนังสือ

สองหมู่บ้านเก่าที่อยู่ไม่ไกลกันและควรแวะทั้งคู่

Bonnieux

  • ตั้งอยู่บนเนินเขา มองเห็นวิวหุบเขา Luberon กว้างไกล

  • มีโบสถ์เก่าบนยอดให้เดินขึ้นไปชมวิว

  • ถนนลาดหินคลาสสิกชวนให้นึกถึงยุคกลาง

Ménerbes

  • หมู่บ้านเงียบสงบที่เคยเป็นแรงบันดาลใจให้ Peter Mayle เขียนหนังสือ A Year in Provence

  • รายล้อมด้วยไร่องุ่น สวนมะกอก และแปลงลาเวนเดอร์

  • ให้ฟีลหมู่บ้านชนบทฝรั่งเศสแท้ๆ ที่ไม่ต้องพยายามก็สวย

7. Oppède-le-Vieux: หมู่บ้านลับที่เหมือนหยุดเวลาไว้

Oppède-le-Vieux คือหนึ่งในหมู่บ้านที่ยังคงความดิบและดั้งเดิมที่สุดในลูเบอรง ซ่อนตัวอยู่กลางภูเขา มีโบสถ์เก่าและซากปราสาทบนยอด สร้างบรรยากาศเหมือนย้อนกลับไปศตวรรษที่ 12

หมู่บ้านเต็มไปด้วย

  • บ้านหินเก่า

  • ประตูไม้ดิบๆ

  • เถาองุ่นเลื้อยตามกำแพง

ที่นี่เคยถูกทิ้งร้างในศตวรรษที่ 20 ก่อนจะถูกค้นพบและค่อยๆ ฟื้นฟูโดยกลุ่มศิลปิน นักเขียน และสถาปนิกที่หลงใหลในความสงบและความงามของประวัติศาสตร์

ไม่มีคาเฟ่คึกคักหรือร้านชิคๆ มากนัก แต่มีความเงียบและความขลังของอดีตที่รู้สึกได้ชัดเจน

ไฮไลต์ ได้แก่

  • Église Notre-Dame-d’Alidon โบสถ์หินแนวโรมานสก์บนยอดเขา ที่มองเห็นวิวภูเขา Luberon และไร่องุ่นเบื้องล่างแบบพาโนรามา

  • ซากปราสาท Oppède ปราสาทยุคกลางที่ยังพอเห็นแนวป้อม กำแพง และเส้นทางเดินบนหน้าผาหิน

  • เส้นทางเดินเขาในป่า ทางขึ้นหมู่บ้านถูกโอบล้อมด้วยต้นโอ๊ก ต้นไซเปรส และสวนมะกอก เหมาะกับคนที่อยากหนีโลกยุคใหม่ไปดื่มด่ำกับธรรมชาติ

8. Cucuron: หมู่บ้านบ่อน้ำกลางเมืองที่เหมือนฉากในหนัง

Cucuron คือหมู่บ้านสงบๆ ที่สวยแบบเรียบง่าย จุดศูนย์กลางคือ Bassin de l’Étang หรือบ่อน้ำกลางหมู่บ้าน ซึ่งแต่เดิมเป็นที่เก็บน้ำในยุคกลาง ปัจจุบันกลายเป็นลานชีวิตของคนท้องถิ่น ร้านอาหาร คาเฟ่ และตลาดเกษตรกรรมรอบๆ บ่อน้ำ

คนขับ 2CV พาเรามาแวะที่นี่แป๊บหนึ่ง เขาจอดรถแบบไม่ล็อกประตูเลย เพราะหมู่บ้านเงียบ สงบ และดูปลอดภัยมาก

ต้นไม้ใหญ่รอบสระให้ร่มเงาเย็นสบาย กลางฤดูร้อน แสงแดดสะท้อนผิวน้ำเบาๆ เสียงช้อนส้อมกระทบจานจากร้านอาหารดังคลอ เป็น ภาพจำแบบโพรวองซ์ที่มีชีวิตจริง

ถ้าใครรู้สึกว่าฉากนี้คุ้นตา นี่คือโลเกชันหนังเรื่อง A Good Year ที่ทำให้ชื่อของหมู่บ้านนี้เข้าไปอยู่ในลิสต์ความฝันของใครหลายคน

สำหรับสายตลาด แนะนำให้มาช่วงเช้าวันอังคาร จะมีตลาดท้องถิ่นขายผักสด ผลผลิตจากไร่ น้ำมันมะกอก ชีส และดอกไม้โพรวองซ์ให้เดินเพลินทั้งเช้า

9. Château Bonisson: เมื่อไร่องุ่นเจอกับศิลปะร่วมสมัย

Château Bonisson ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมือง Aix-en-Provence เป็นจุดแวะที่รวมทั้งสวนองุ่น แกลเลอรี่ศิลปะ และบรรยากาศชวนคุยเรื่องไอเดียใหม่ๆ เข้าด้วยกัน

ชาโตหลังนี้สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 รายล้อมด้วยไร่องุ่น ป่าไม้ และต้นโอ๊กเก่าแก่ บรรยากาศนิ่งสงบแต่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ชื่อ Bonisson มาจากคำว่า “bonnir” ในภาษาฝรั่งเศส แปลประมาณว่า “พูดคุย” เพราะที่นี่เคยเป็นจุดนัดพบในฤดูร้อนของผู้คนที่มาพูดคุย จิบไวน์ และแลกเปลี่ยนความคิดกัน

ปัจจุบัน Château Bonisson ไม่ได้เป็นแค่ไร่องุ่น แต่ยังเป็นพื้นที่รวบรวมความคิดสร้างสรรค์และศิลปะร่วมสมัย มีนิทรรศการหมุนเวียนจากศิลปินนานาชาติ คอนเซปต์ที่เจ้าของใช้คือ “The Fresh Perspective” หรือมุมมองใหม่ๆ ที่แตกต่างแต่ผ่อนคลายในแบบโพรวองซ์

10. Rognes Lake: ทะเลสาบลับกลางไร่องุ่น

ไม่ไกลจากหมู่บ้าน Rognes และ Château Bonisson มีทะเลสาบเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่กลางไร่องุ่นและเนินเขาโพรวองซ์ ผู้คนเรียกกันว่า Rognes Lake

ที่นี่ไม่ใช่แลนด์มาร์กดัง ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใหญ่โต แต่มีเสน่ห์ตรงความเป็นธรรมชาติแท้ๆ น้ำใสสีเขียวมรกต ล้อมด้วยแนวป่าและไร่องุ่นรอบด้าน เหมาะมากสำหรับ

  • มานั่งปิกนิกแบบเงียบๆ

  • อ่านหนังสือช้าๆ

  • จิบกาแฟฟังเสียงนกและเสียงลม

ในฤดูร้อน คนท้องถิ่นบางคนจะมาแช่น้ำหรือพาสุนัขมาเดินเล่น ที่นี่แทบไม่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่าน บรรยากาศเลยดูดิบและเป็นธรรมชาติจริงๆ

วางฐานที่ไหน ดีที่สุดสำหรับทริป Luberon?

การเที่ยวลูเบอรงด้วยรถยนต์จะยืดหยุ่นและสนุกที่สุด คุณสามารถเลือกเมืองหลักเป็นฐานแล้วค่อยขับวนตามหมู่บ้านต่างๆ ได้ เช่น

  • Avignon: เดินทางด้วยรถไฟสะดวก เหมาะเป็นจุดเริ่มต้นทริป

  • Aix-en-Provence: เมืองสวย คาเฟ่เยอะ เหมาะกับสายเมือง+ชนบท

  • Marseille: เหมาะกับคนที่บินมาลงสนามบินนี้อยู่แล้ว

  • เมืองเล็กอย่าง L’Isle sur la Sorgue: เงียบสงบ ฟีลริมน้ำโรแมนติกมาก

ไม่ว่าจะเลือกฐานที่ไหน สิ่งที่ลูเบอรองมอบให้คือ ทริปช้าๆ ที่เต็มไปด้วยแสงแดด นาข้าวโพรวองซ์ ไร่องุ่น ลาเวนเดอร์ และหมู่บ้านหินที่สวยทุกมุมกล้อง

สำหรับสายถ่ายรูป แทบจะการันตีว่า กดชัตเตอร์ที่ไหนก็เหมือนได้โปสการ์ดกลับบ้านทุกใบ