เปิดแผนที่ Luberon: หุบเขาเล็กๆ ที่หล่อเลี้ยงความฝันสายชนบท
ลูเบอรง (Luberon) คือเทือกเขาและหุบเขาเล็กๆ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสในแคว้นโพรวองซ์ โอบล้อมหมู่บ้านเก่าแก่ที่ยังรักษาเสน่ห์ดั้งเดิมไว้ครบถ้วน เป็นดินแดนในฝันของคนรักทริปชนบทที่อยากเห็น
ธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์
ทุ่งลาเวนเดอร์สีม่วงพริ้วไปตามลม
ไร่องุ่นท้องถิ่นและไวน์ดีๆ
หมู่บ้านหินสีอบอุ่นที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ผ่านสถาปัตยกรรม
ทั้งหมดนี้ดำเนินไปพร้อมวิถีชีวิตเรียบง่าย ที่ยังไม่ถูกแต่งเติมจนเกินไป
หมู่บ้านหลายแห่งในลูเบอรงติดอันดับ Les Plus Beaux Villages de France หรือ “หมู่บ้านที่สวยที่สุดในฝรั่งเศส” ลองจินตนาการภูเขา ไร่องุ่น และหมู่บ้านหินสีอุ่นๆ ไล่ระดับตามเนินเขาเหมือนฉากในภาพวาด บางวันก็มีตลาดนัดชุมชนให้เดินเล่น ทำความรู้จักโพรวองซ์ผ่านของดีท้องถิ่นอย่าง
น้ำผึ้ง
แยมโฮมเมด
ผลิตภัณฑ์ลาเวนเดอร์
ผ้าปูโต๊ะลายโพรวองซ์
งานฝีมือ ของที่ระลึก และไวน์ท้องถิ่น
เราเลือกมาเที่ยวช่วงต้นพฤษภาคม ซึ่งเป็นฤดูใบไม้ผลิ อากาศราว 10 กว่าองศา แดดดีเป็นส่วนใหญ่ แต่อาจมีฝนแวะมาเยี่ยมบ้าง แนะนำให้เตรียมเสื้อกันฝนหรือแจ็กเก็ตที่กันลมได้สักตัว
แต่ถ้าใครเล็งฟีล “ลาเวนเดอร์บานสะพรั่ง + รูปสวยทุกมุม” ให้เล็งช่วงปลายมิถุนายน–สิงหาคม เมืองต่างๆ จะคึกคักขึ้น มีอีเวนต์ คอนเสิร์ต และเทศกาลให้ตามเก็บบรรยากาศ
วิธีเดินทางสู่ Luberon
จากปารีส: นั่งรถไฟ TGV ประมาณ 3 ชั่วโมงมาลงสถานี Avignon แล้วเช่ารถขับต่อเข้าลูเบอรง
จากต่างประเทศ: ลงสนามบินมาร์เซยย์ (Marseille) แล้วขับรถต่อประมาณ 45 นาที
สำหรับทริปนี้ เราอยากอินกับบรรยากาศโพรวองซ์ยุคก่อน เลยเลือกใช้บริการรถคลาสสิกพร้อมคนขับ เป็นรถ 2CV ยี่ห้อ Citroen รุ่นเก๋าอายุราว 40 ปี ที่ยังคงความวินเทจไว้ครบ
ระบบทุกอย่างเป็นแมนนวล
หน้าต่าง-ประตูต้องเปิดปิดเองทีละบาน
เบรกมือ เกียร์ และที่ปัดน้ำฝนใบเล็กๆ สไตล์โบราณ
ที่สำคัญ เป็นรถเปิดประทุน รับลมชนบทได้เต็มปอดในวันที่อากาศดี
ฟีลคือเหมือนย้อนเวลากลับไปยุคเก่า แต่ขับลัดเลาะไปในหุบเขาลูเบอรงแบบน่ารักและน่าตื่นเต้นสุดๆ
จากนี้ไปคือไฮไลต์จุดแวะในทริป 1–2 วัน ที่คนรักวิวสวยและจุดถ่ายรูปต้องตกหลุมรัก
1. Gordes: หมู่บ้านบนยอดเขาที่สวยราวกับภาพวาด
Gordes คือหมู่บ้านบนยอดเขาที่มักติดโผว่า หนึ่งในหมู่บ้านที่สวยที่สุดของฝรั่งเศส บ้านหินสีอ่อนเรียงตัวต่ำสูงตามแนวเนินเขา มองลงไปเห็นวิวหุบเขาเบื้องล่างแบบพาโนรามาสุดสายตา
กฎของหมู่บ้านนี้คือ อาคารที่สร้างใหม่ต้องใช้หินและหลังคากระเบื้องให้กลมกลืนกับอาคารเก่า ทำให้ทั้งหมู่บ้านดูมีเอกภาพราวกับฉากหนังย้อนยุค
ห้ามพลาด:
จุดชมวิวด้านหน้าหมู่บ้าน ที่ทุกคนต้องจอดรถมาถ่ายรูป มุมนี้คือโปสการ์ดของ Gordes
เดินเล่นในตัวเมืองตามถนนหินสายเล็กๆ
แวะชม Château de Gordes ปราสาทเก่าแก่อายุร่วมพันปี ที่เคยเป็นทั้งป้อมปราการ คุก คลังเสบียง และที่เก็บอาวุธ ปัจจุบันกลายเป็นศูนย์กลางหมู่บ้าน มีทั้งบาร์ โรงเรียน ร้านอาหาร ไปรษณีย์ ศาลาว่าการเมือง และห้องจัดแสดงศิลปะร่วมสมัย
2. Lavender Museum: เปิดโลกลาเวนเดอร์แท้ของโพรวองซ์
ขับรถจาก Gordes ประมาณ 15 นาที จะถึงพิพิธภัณฑ์ลาเวนเดอร์ขนาดกะทัดรัดที่เล่าเรื่อง ลาเวนเดอร์แท้ของโพรวองซ์ ได้อย่างเข้มข้นและชวนให้หลงรัก
สายพันธุ์หลักที่นี่คือ Fine Lavender ลาเวนเดอร์แท้ดั้งเดิมที่เติบโตดีบนภูเขาสูงราว 900 เมตร ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด จึงมีความหลากหลายทางพันธุกรรมและกลิ่นหอมซับซ้อน เป็นลาเวนเดอร์ที่ใช้เพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง
อีกชนิดคือ ลาเวนดิน (Lavandin) ซึ่งเป็นลูกผสม แม้จะให้น้ำมันหอมระเหยปริมาณมาก แต่กลิ่นจะเข้มข้นและหยาบกว่า จึงถูกใช้บ่อยในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหรืออุตสาหกรรมที่ไม่เน้นกลิ่นละเอียดอ่อน
พนักงานจะออกมาเล่าให้ฟังแบบใกล้ชิด พร้อมตัวอย่างดมกลิ่นให้เทียบกันแบบจะๆ เราถึงได้รู้ว่า “กลิ่นลาเวนเดอร์แท้” ต่างจากที่เคยดมในน้ำมันหอมระเหยทั่วไปอย่างชัดเจน
เคล็ดลับคือ ให้มองหาโลโก้ AOP (Appellation d’Origine Protégée) บนผลิตภัณฑ์ นี่คือสัญลักษณ์รับรองว่าเป็นลาเวนเดอร์แท้ ปลูกและกลั่นในพื้นที่ที่กำหนด ผ่านมาตรฐานการผลิตที่เข้มงวด
ด้านในยังมีสารคดีเกี่ยวกับการปลูกลาเวนเดอร์ ห้องจัดแสดงเครื่องกลั่นน้ำมันโบราณ และคอลเลกชันเครื่องกลั่นน้ำมันหอมระเหยยุคก่อนให้ชม เห็นวิวัฒนาการการกลั่นน้ำมันลาเวนเดอร์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน
สำหรับครอบครัว เขามีเวิร์กช็อปสนุกๆ เช่น
ทำซองลาเวนเดอร์
ระบายภาพสีน้ำหอมลาเวนเดอร์
ชมการสาธิตการกลั่นน้ำมันแบบดั้งเดิม
สุดท้ายจะเจอร้านขายผลิตภัณฑ์ลาเวนเดอร์แท้ให้เลือกซื้อกลับบ้าน ทั้งน้ำมันหอมระเหย ครีมบำรุง และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายที่ผ่านการรับรอง AOP เรียกว่าเดินออกมาแบบได้ทั้งความรู้และของฝากครบมือ
3. Roussillon: หมู่บ้านหน้าผาสีส้มแดงจากแร่ Ochre
Roussillon คืออีกหมู่บ้านที่เราหลงรักทันทีที่เห็น เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ข้างหน้าผาสีส้มแดง เกิดจากแร่ Ochre ซึ่งมีความสำคัญทั้งทางประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจในอดีต
ครั้งหนึ่งผู้คนเคยใช้แร่นี้ผสมไขมันสัตว์เพื่อทาผนังถ้ำ วาดลวดลาย และแต่งแต้มร่างกายในเผ่าต่างๆ ก่อนจะถูกพัฒนามาเป็นสีที่ใช้ในอุตสาหกรรมมากมายในเวลาต่อมา
คนที่อยากอินกับโลกของ Ochre มากขึ้น ต้องลองเส้นทางธรรมชาติ “Sentier des Ocres” ที่พาเดินชมหน้าผาหินหลายเฉดสี รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอีกดาวเคราะห์หนึ่ง
รูทสั้น ใช้เวลาราว 20 นาที
รูทยาว ประมาณ 45 นาที
เลือกตามกำลังตัวเอง และอย่าลืมรองเท้าที่ใส่สบายที่สุด
ตัวหมู่บ้านให้อารมณ์ใกล้เคียง Gordes แต่เปลี่ยนมาเป็นโทนสีส้มสดใสทั้งเมือง ตัดกับฟ้าใสและต้นไม้เขียวๆ สุดตัดกันในรูป ร้านต่างๆ ขายของคล้ายหมู่บ้านอื่น แต่ของยอดฮิตคือ สีฝุ่นสำหรับเพนต์ ที่ทำจากแร่ Ochre และของที่ระลึกเป็นรูป “จั๊กจั่น” เยอะมาก เพราะเป็นสัญลักษณ์ของหน้าร้อนและสัตว์นำโชคของชาวโพรวองซ์
4. Lourmarin: หมู่บ้านกวีที่ชีวิตโพรวองซ์เกิดขึ้นจริง
ขับรถจาก Roussillon ราว 40 นาที จะถึงหมู่บ้าน Lourmarin ที่แอบซ่อนอยู่ทางใต้ของเทือกเขาลูเบอรง บรรยากาศเหมือนหลุดออกมาจากบทกวีฝรั่งเศส ชีวิตแบบโพรวองซ์ที่เราฝันถึงเกิดขึ้นจริงตามจังหวะของฤดูกาล
ถ้าอยากสัมผัสหมู่บ้านนี้แบบฟูลฟีล แนะนำให้มาช่วงเช้าวันศุกร์ เพราะจะมีตลาดที่ขึ้นชื่อว่า คึกคักและเดินเพลินที่สุดแห่งหนึ่งในโพรวองซ์ สองข้างทางเต็มไปด้วย
ร้านอาหารท้องถิ่น
ร้านเบเกอรี่หอมๆ
คาเฟ่เล็กๆ
แกลเลอรี่งานศิลปะ
ถนนหินกรวดและตรอกเล็กๆ ชวนให้เดินหลงไปเรื่อยๆ ในฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูร้อน คนท้องถิ่นจะใส่เดรสผ้าบาง เสื้อผ้าลินิน หมวกสาน ถือถุงผ้าเดินตลาด บ้างก็นั่งจิบกาแฟที่โต๊ะด้านนอก คาเฟ่ดูมีชีวิตชีวาแบบสบายๆ
แลนด์มาร์กสำคัญคือ Château de Lourmarin ปราสาทเก่าตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ตั้งอยู่ริมหมู่บ้าน มองเห็นวิวโดยรอบ เป็นทั้งศูนย์วัฒนธรรม แกลเลอรี่ศิลปะ และหนึ่งในจุดชมพระอาทิตย์ตกที่โรแมนติกที่สุดของลูเบอรง
หมู่บ้านนี้ยังเกี่ยวพันกับนักเขียนชื่อดังอย่าง อัลแบร์ กามูส์ (Albert Camus) ที่หลงรัก Lourmarin เพราะแสงและสีของที่นี่ทำให้เขานึกถึงบ้านเกิดในแอลจีเรีย เขาเดินทางมาที่นี่ตามคำแนะนำของเพื่อนนักเขียน Henri Bosco และ René Char ก่อนจะตกหลุมรักหมู่บ้านนี้ทันที
หลังจากเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ในปี 1960 ร่างของ Camus ก็ถูกฝังไว้ที่สุสานหมู่บ้าน Lourmarin กลายเป็นจุดหมายของคนรักวรรณกรรมและปรัชญาที่อยากมารำลึกถึงเขา
5. Musée de l’Huile d’Olive Luberon: พิพิธภัณฑ์น้ำมันมะกอกกลางไร่
พิพิธภัณฑ์น้ำมันมะกอกแห่งลูเบอรงตั้งอยู่ท่ามกลางไร่องุ่นและสวนมะกอกในหมู่บ้าน Oppède พื้นที่ถูกออกแบบอย่างร่วมสมัยและชวนดื่มด่ำ พาเราเข้าไปสู่โลกของน้ำมันมะกอกในโพรวองซ์ซึ่งไม่ใช่แค่ผลผลิตทางการเกษตร แต่คือ รากเหง้าทางวัฒนธรรมที่มีอายุนับพันปี
ภายในจะพาย้อนดูวิวัฒนาการของน้ำมันมะกอกตั้งแต่ยุคกรีก–โรมัน สู่ยุคเทคโนโลยีสมัยใหม่ เล่าให้เห็นทุกขั้นตอนตั้งแต่การปลูก การเก็บ การบีบ จนถึงการบรรจุ
เราได้เห็นทั้ง
เครื่องบดมะกอกโบราณ ที่เคยใช้จริง
โรงคั้นน้ำมันแบบดั้งเดิม ที่สะท้อนวิถีครอบครัวชาวโพรวองซ์
ยังมีนิทรรศการอินเตอร์แอ็กทีฟและสื่อจัดแสดงหลายรูปแบบ แถมมีแมวขนฟูหนึ่งตัวที่ดูเหมือนเป็น “ไกด์ประจำพิพิธภัณฑ์” เดินไปได้ทุกมุม สร้างบรรยากาศอบอุ่นไปอีกแบบ
สายพันธุ์มะกอกในโพรวองซ์ เช่น Aglandau, Salonenque, Verdale และ Grossane ล้วนให้รสชาติและกลิ่นหอมแตกต่างกันไป น้ำมันมะกอกจากสายพันธุ์คุณภาพเหล่านี้จะมีสัญลักษณ์ AOP บนฉลาก เพื่อรับรองที่มาและคุณภาพสูงสุด
โซนสุดท้ายคือสวรรค์ของสายชิม เพราะจะได้ลอง ชิมน้ำมันมะกอกแท้ แบบต่างๆ ก่อนจะเลือกซื้อกลับบ้าน
ความพิเศษของ La Royère คือ นอกจากน้ำมันมะกอกแล้ว ยังผลิตไวน์ในชื่อเดียวกัน พื้นที่จึงถูกออกแบบให้เชื่อมระหว่างศาสตร์ของไวน์และน้ำมันมะกอก ผ่านห้องชิมร่วมกันและแกลเลอรี่ศิลปะที่จัดแสดงงานของศิลปินท้องถิ่น
6. Bonnieux & Ménerbes: หมู่บ้านบนเนินและแรงบันดาลใจจากหนังสือ
สองหมู่บ้านเก่าที่อยู่ไม่ไกลกันและควรแวะทั้งคู่
Bonnieux
ตั้งอยู่บนเนินเขา มองเห็นวิวหุบเขา Luberon กว้างไกล
มีโบสถ์เก่าบนยอดให้เดินขึ้นไปชมวิว
ถนนลาดหินคลาสสิกชวนให้นึกถึงยุคกลาง
Ménerbes
หมู่บ้านเงียบสงบที่เคยเป็นแรงบันดาลใจให้ Peter Mayle เขียนหนังสือ A Year in Provence
รายล้อมด้วยไร่องุ่น สวนมะกอก และแปลงลาเวนเดอร์
ให้ฟีลหมู่บ้านชนบทฝรั่งเศสแท้ๆ ที่ไม่ต้องพยายามก็สวย
7. Oppède-le-Vieux: หมู่บ้านลับที่เหมือนหยุดเวลาไว้
Oppède-le-Vieux คือหนึ่งในหมู่บ้านที่ยังคงความดิบและดั้งเดิมที่สุดในลูเบอรง ซ่อนตัวอยู่กลางภูเขา มีโบสถ์เก่าและซากปราสาทบนยอด สร้างบรรยากาศเหมือนย้อนกลับไปศตวรรษที่ 12
หมู่บ้านเต็มไปด้วย
บ้านหินเก่า
ประตูไม้ดิบๆ
เถาองุ่นเลื้อยตามกำแพง
ที่นี่เคยถูกทิ้งร้างในศตวรรษที่ 20 ก่อนจะถูกค้นพบและค่อยๆ ฟื้นฟูโดยกลุ่มศิลปิน นักเขียน และสถาปนิกที่หลงใหลในความสงบและความงามของประวัติศาสตร์
ไม่มีคาเฟ่คึกคักหรือร้านชิคๆ มากนัก แต่มีความเงียบและความขลังของอดีตที่รู้สึกได้ชัดเจน
ไฮไลต์ ได้แก่
Église Notre-Dame-d’Alidon โบสถ์หินแนวโรมานสก์บนยอดเขา ที่มองเห็นวิวภูเขา Luberon และไร่องุ่นเบื้องล่างแบบพาโนรามา
ซากปราสาท Oppède ปราสาทยุคกลางที่ยังพอเห็นแนวป้อม กำแพง และเส้นทางเดินบนหน้าผาหิน
เส้นทางเดินเขาในป่า ทางขึ้นหมู่บ้านถูกโอบล้อมด้วยต้นโอ๊ก ต้นไซเปรส และสวนมะกอก เหมาะกับคนที่อยากหนีโลกยุคใหม่ไปดื่มด่ำกับธรรมชาติ
8. Cucuron: หมู่บ้านบ่อน้ำกลางเมืองที่เหมือนฉากในหนัง
Cucuron คือหมู่บ้านสงบๆ ที่สวยแบบเรียบง่าย จุดศูนย์กลางคือ Bassin de l’Étang หรือบ่อน้ำกลางหมู่บ้าน ซึ่งแต่เดิมเป็นที่เก็บน้ำในยุคกลาง ปัจจุบันกลายเป็นลานชีวิตของคนท้องถิ่น ร้านอาหาร คาเฟ่ และตลาดเกษตรกรรมรอบๆ บ่อน้ำ
คนขับ 2CV พาเรามาแวะที่นี่แป๊บหนึ่ง เขาจอดรถแบบไม่ล็อกประตูเลย เพราะหมู่บ้านเงียบ สงบ และดูปลอดภัยมาก
ต้นไม้ใหญ่รอบสระให้ร่มเงาเย็นสบาย กลางฤดูร้อน แสงแดดสะท้อนผิวน้ำเบาๆ เสียงช้อนส้อมกระทบจานจากร้านอาหารดังคลอ เป็น ภาพจำแบบโพรวองซ์ที่มีชีวิตจริง
ถ้าใครรู้สึกว่าฉากนี้คุ้นตา นี่คือโลเกชันหนังเรื่อง A Good Year ที่ทำให้ชื่อของหมู่บ้านนี้เข้าไปอยู่ในลิสต์ความฝันของใครหลายคน
สำหรับสายตลาด แนะนำให้มาช่วงเช้าวันอังคาร จะมีตลาดท้องถิ่นขายผักสด ผลผลิตจากไร่ น้ำมันมะกอก ชีส และดอกไม้โพรวองซ์ให้เดินเพลินทั้งเช้า
9. Château Bonisson: เมื่อไร่องุ่นเจอกับศิลปะร่วมสมัย
Château Bonisson ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมือง Aix-en-Provence เป็นจุดแวะที่รวมทั้งสวนองุ่น แกลเลอรี่ศิลปะ และบรรยากาศชวนคุยเรื่องไอเดียใหม่ๆ เข้าด้วยกัน
ชาโตหลังนี้สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 รายล้อมด้วยไร่องุ่น ป่าไม้ และต้นโอ๊กเก่าแก่ บรรยากาศนิ่งสงบแต่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ชื่อ Bonisson มาจากคำว่า “bonnir” ในภาษาฝรั่งเศส แปลประมาณว่า “พูดคุย” เพราะที่นี่เคยเป็นจุดนัดพบในฤดูร้อนของผู้คนที่มาพูดคุย จิบไวน์ และแลกเปลี่ยนความคิดกัน
ปัจจุบัน Château Bonisson ไม่ได้เป็นแค่ไร่องุ่น แต่ยังเป็นพื้นที่รวบรวมความคิดสร้างสรรค์และศิลปะร่วมสมัย มีนิทรรศการหมุนเวียนจากศิลปินนานาชาติ คอนเซปต์ที่เจ้าของใช้คือ “The Fresh Perspective” หรือมุมมองใหม่ๆ ที่แตกต่างแต่ผ่อนคลายในแบบโพรวองซ์
10. Rognes Lake: ทะเลสาบลับกลางไร่องุ่น
ไม่ไกลจากหมู่บ้าน Rognes และ Château Bonisson มีทะเลสาบเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่กลางไร่องุ่นและเนินเขาโพรวองซ์ ผู้คนเรียกกันว่า Rognes Lake
ที่นี่ไม่ใช่แลนด์มาร์กดัง ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใหญ่โต แต่มีเสน่ห์ตรงความเป็นธรรมชาติแท้ๆ น้ำใสสีเขียวมรกต ล้อมด้วยแนวป่าและไร่องุ่นรอบด้าน เหมาะมากสำหรับ
มานั่งปิกนิกแบบเงียบๆ
อ่านหนังสือช้าๆ
จิบกาแฟฟังเสียงนกและเสียงลม
ในฤดูร้อน คนท้องถิ่นบางคนจะมาแช่น้ำหรือพาสุนัขมาเดินเล่น ที่นี่แทบไม่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่าน บรรยากาศเลยดูดิบและเป็นธรรมชาติจริงๆ
วางฐานที่ไหน ดีที่สุดสำหรับทริป Luberon?
การเที่ยวลูเบอรงด้วยรถยนต์จะยืดหยุ่นและสนุกที่สุด คุณสามารถเลือกเมืองหลักเป็นฐานแล้วค่อยขับวนตามหมู่บ้านต่างๆ ได้ เช่น
Avignon: เดินทางด้วยรถไฟสะดวก เหมาะเป็นจุดเริ่มต้นทริป
Aix-en-Provence: เมืองสวย คาเฟ่เยอะ เหมาะกับสายเมือง+ชนบท
Marseille: เหมาะกับคนที่บินมาลงสนามบินนี้อยู่แล้ว
เมืองเล็กอย่าง L’Isle sur la Sorgue: เงียบสงบ ฟีลริมน้ำโรแมนติกมาก
ไม่ว่าจะเลือกฐานที่ไหน สิ่งที่ลูเบอรองมอบให้คือ ทริปช้าๆ ที่เต็มไปด้วยแสงแดด นาข้าวโพรวองซ์ ไร่องุ่น ลาเวนเดอร์ และหมู่บ้านหินที่สวยทุกมุมกล้อง
สำหรับสายถ่ายรูป แทบจะการันตีว่า กดชัตเตอร์ที่ไหนก็เหมือนได้โปสการ์ดกลับบ้านทุกใบ

