มุมเล็กก็หรูได้: พลังของผ้าม่านหน้าต่างเล็ก
หน้าต่างเล็กไม่ได้แปลว่าห้องต้องดูคับแคบเสมอไป แค่เลือกผ้าม่านให้เป็น มุมเล็ก ๆ ก็กลายเป็นจุดดึงสายตาของทั้งห้องได้ทันที
หน้าต่างที่ยื่นออกจากผนัง (bay window) สามารถกลายเป็นมุมพักผ่อนแสนสบาย และผ้าม่านที่เลือกดีจะช่วยเติมภาพลักษณ์ให้ดูทั้งอบอุ่นและมีระดับ
ผ้าม่านที่ออกแบบอย่างเหมาะสมไม่เพียงแค่สวย แต่ยังช่วยแก้ทรงช่องหน้าต่าง แก้สัดส่วน และทำให้ห้องดูกลมกลืนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ห้องใต้หลังคาที่ถูกใช้เป็นห้องนอนหรือมุมทำงาน มักดูแข็งและโล่งเกินไป แต่พอใส่ผ้าม่านเข้าไป ห้องจะกลายเป็นพื้นที่ที่ดูเป็นมิตรและน่าอยู่ทันที

สไตล์ผสมผสาน (Eclectic) ที่เอาของคลาสสิกมาอยู่กับดีไซน์ร่วมสมัย จะยิ่งเด่นชัดขึ้นเมื่อใช้ผ้าม่านเป็นตัวเชื่อมบรรยากาศทั้งห้อง

โดยเฉพาะในห้องนอน การเลือกสี พื้นผิว และวัสดุของผ้าม่านผิดเพียงนิดเดียว อาจทำให้ห้องดูอึดอัดหรือราคาถูกลงได้ทันที ดังนั้นต้องคิดให้ละเอียดตั้งแต่แรก
ผ้าม่านยาว: กติกาพื้นฐานที่ควรรู้
ตัดสินใจจะติดผ้าม่านเอง ต้องตอบคำถามให้ชัดก่อน:
จะเลือกผ้าม่านแบบไหนให้เข้ากับห้อง?
ระดับความสูงในการติดควรอยู่ตรงไหน?
ความยาวขนาดไหนถึงจะดูทันสมัย ไม่เชย ไม่รุงรัง?
จะคำนวณปริมาณผ้าอย่างไรให้พอดี ไม่เปลือง?
1. ความยาวแนวนอน (ความกว้างของผ้าม่าน)
หลักการเลือกความยาวแนวนอนคือ ต้องให้ผ้าม่านปิดได้ทั้งกรอบหน้าต่างและกินพื้นที่ผนังข้างเล็กน้อย เพื่อให้มองแล้วดูเต็มและสมดุล
ถ้าเลือกบัวหรือรางม่านแคบเกินไป ผ้าจะถูกดันลงด้านล่างเมื่อรูดไปด้านข้าง ทำให้รูปทรงดูหนัก ไม่สวย และไม่โมเดิร์นเลย แต่ถ้าเลือกกว้างเกิน ผ้าม่านจะหลุดเฟรมและสูญเสียความชัดเจนของช่องหน้าต่าง
สูตรคร่าว ๆ:
กำหนดความกว้างที่ต้องการให้ผ้าม่านบัง (รวมผนังข้าง)
นำตัวเลขนั้น คูณ 2 แล้วจึงบวกความกว้างช่องหน้าต่างอีกครั้ง
ค่านี้คือความยาวผ้าม่าน (ไม่รวมพู่ ชาย หรือของตกแต่งปลายผ้า)

หากความยาวผ้าม่านเท่ากับความกว้างของช่องหน้าต่างพอดี ๆ ขอบหน้าต่างจะถูกปิดทึบในตอนกลางวัน แสงเข้าได้น้อยลง ห้องดูทึบ และช่องหน้าต่างจะยิ่งดูแคบ
2. ความสูงในการติดผ้าม่าน
สไตล์ยุคเก่ายังแนะนำให้ติดราวม่านสูงเหนือช่องหน้าต่างประมาณ 10–15 ซม. ซึ่งยังใช้ได้ถ้าเพดานต่ำแบบอพาร์ตเมนต์เก่า แต่ถ้าเพดานสูงเกิน 2.5 ม. การยึดกับระดับเพดานจะช่วย “ดึง” ห้องให้สูงและโปร่งกว่าเดิมมาก

สำหรับห้องเพดานสูง ตัวเลือกที่ปลอดภัยคือ แขวนราวม่านโดยห่างจากเพดานประมาณ 15–20 ซม. หรือจะติดรางแบบชนเพดานแล้วใช้บัวปิดก็ได้ ในกรณีนี้ควรเลือกบัวที่กว้างอย่างน้อย 15 ซม. เพื่อให้สัดส่วนดูสมดุล

ข้อควรเลี่ยง:
บัวเตี้ยและแคบ จะทำให้ช่องหน้าต่างดูถูกบีบ และลดความอลังการของห้อง
ผ้าม่านติดชิดเพดานแต่ไม่ใช้บัวปิดเลย จะให้ความรู้สึกเหมือนงานยังไม่เสร็จ แม้ผ้าจะสวยแค่ไหนก็ตาม
3. ความยาวแนวตั้ง (ผ้าม่านยาวแค่ไหนถึงจะดูแพง)
เพื่อให้ผ้าม่านยาวดูเนี้ยบและไม่เกะกะ ระยะห่างระหว่างชายผ้ากับพื้นควรอยู่ที่ประมาณ 1–1.5 ซม.
ถ้าต้องการลุคหรู ฟุ้ง ๆ สไตล์โรงแรม สามารถเลือกให้ผ้าม่านไหลกองบนพื้นได้ โดยเพิ่มความยาวจากระดับพื้นประมาณ 20–50 ซม. จะได้รอยพับระบาย ๆ ดูนุ่มและเก๋มาก

เลือกชนิดผ้า: แสง อารมณ์ และฟังก์ชัน
ก่อนเลือกแบบ สี หรือลายของผ้าม่าน ต้องรู้ก่อนว่าห้องนั้นต้องการบรรยากาศแบบไหน ต้องการความสว่างหรือความมืดแค่ไหน แล้วจึงค่อยเลือกชนิดผ้า
หน้าต่างหันไปทางทิศเหนือ และไม่โดนแดดจัด สามารถใช้ผ้าโปร่งอย่างทูล (Tulle) หรือออร์แกนซ่าได้สบาย ๆ
ผ้าเบาโปร่งเหมาะมากกับห้องที่ขาดแสง แต่อยากได้ความนุ่มและความเป็นส่วนตัวแบบบาง ๆ
หน้าต่างทิศใต้หรือทิศที่โดนแดดจัด ควรใช้ผ้าหนาสำหรับกันแสง โดยเฉพาะในห้องทำงานที่ต้องลดแสงสะท้อนหน้าจอ
คนที่ชอบนอนกลางวัน หรือชอบดูหนังแบบมืดสนิทควรใช้ผ้าม่านทึบแสง (Blackout) ซึ่งแม้สีอ่อนก็ยังกันแสงได้ดีมาก
ผ้าม่านที่ดีไม่ใช่แค่สวย แต่ต้องตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนในห้องด้วย
ผ้าม่าน vs งบประมาณ: เข้าใจค่าสัมประสิทธิ์การจีบผ้า
ในบางสไตล์ เช่น สแกนดิเนเวียหรือญี่ปุ่น อาจแทบไม่มีผ้าม่านเลย แต่ในหลายกรณีผ้าม่านนี่แหละคือพระเอกของห้อง
มีสิ่งหนึ่งที่ต้องรู้คือ ค่าสัมประสิทธิ์ผ้าม่าน (Curtain fullness) คือจำนวนเท่าที่ความกว้างของผ้าม่านมากกว่าความกว้างช่องหน้าต่าง เพื่อให้เกิดรอยจีบสวย ๆ:
ผ้าโปร่งเบา: ค่าสัมประสิทธิ์ 2–3 เท่า
ผ้าความหนาปานกลาง: 2–2.5 เท่า
ผ้าหนา: ประมาณ 2 เท่า
สไตล์เรียบง่ายบางแบบ (สแกนดิเนเวีย, โพรวองซ์บางโทน): ใช้เพียง 1.5 เท่าก็พอ ต่ำกว่านี้ผ้าม่านจะดูล้า ๆ แบบบ้านยาย
วิธีคำนวณผ้าที่ใช้:
เอาความยาวรางม่านคูณด้วยค่าสัมประสิทธิ์ แล้วบวก 5–10 ซม. สำหรับเผื่อเย็บขอบด้านข้าง
นำผลลัพธ์ไปคูณความสูงของผ้าม่าน แล้วบวกอีก 20–30 ซม. เผื่อชายบน–ล่าง
ตัวเลขที่ได้คือปริมาณผ้ารวมสำหรับผ้าม่านสองข้าง
กฎเหล็กการเลือกผ้าม่านสำหรับหน้าต่างเล็ก
หน้าต่างเล็กจะสวยหรือพัง อยู่ที่ผ้าม่านแทบจะ 80% เวลาเลือกต้องดูทั้ง:
สีผนัง
เฟอร์นิเจอร์
ระดับแสงธรรมชาติ
สไตล์ของห้อง
ใช้ดีไซเนอร์ช่วยเลือกก็ง่าย แต่ถ้าอยากจัดเองก็ทำได้ แค่เข้าใจหลักพื้นฐานเหล่านี้
เลือกผ้าให้เข้ากับรูปทรงและตำแหน่งหน้าต่าง
สำหรับหน้าต่างเล็ก ต้องดูทั้งขนาด รูปทรง และตำแหน่งบนผนัง

หลักการที่ควรจำ:
หลีกเลี่ยงผ้าม่านสีลายจัด หรือหลากสีบนหน้าต่างเล็ก เพราะจะยิ่งเน้นให้ช่องหน้าต่างดูเล็กลง ใช้โทนเรียบ ๆ จะช่วยให้ช่องดูกว้างขึ้น
เลี่ยง lambrequin และการตกแต่งที่เพิ่มความหนาของผ้า เน้นผ้าม่านตรงตกสวย ๆ จะดูสบายตากว่า เครื่องประดับลายกลาง ๆ พอใช้ได้
หน้าต่างเล็กควรเลือกผ้าม่านสั้นบ้าง เพื่อไม่ให้ผ้าม่านแบกน้ำหนักภาพรวมของห้องมากเกินไป
บัวเพดานที่กว้างกว่าหน้าต่างประมาณ 20–25 ซม. แต่ละด้าน จะช่วยทำให้หน้าต่างดูใหญ่ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
ถ้าห้องเป็นสไตล์โมเดิร์น อาร์ตนูโว ไฮเทค หรือญี่ปุ่น สามารถใช้ม่านยก เช่น ม่านโรมัน หรือม่านม้วนได้
สีผ้าม่านควรเข้ากับโทนโดยรวมของห้อง หลีกเลี่ยงลายใหญ่หรือสีตัดกันแรง ๆ บนหน้าต่างเล็ก เพราะจะยิ่งดึงสายตาไปที่ข้อบกพร่อง
ถ้าจำเป็นต้องรูดผ้ารวบข้าง ใช้ที่จับโทนเดียวกับผ้าหรือโลหะเส้นบาง ๆ แบบแม่เหล็กจะดูเนี้ยบสุด
ตัวอย่างการคอมบิเนชันผ้าม่านหน้าต่างเล็ก

ถ้าหน้าต่างเล็กอยู่สูงหรือห่างจากระดับสายตาคนด้านนอกมากพอ สามารถใช้ผ้าม่านโปร่งอย่างม่าน ออร์แกนซ่า หรือทูลในรูปทรงแปลกตาเพื่อเน้นช่องหน้าต่างได้เลย
ตัวอย่างหนึ่งที่ดูหรูและเบามาก คือผ้าไหมแก้วสีขาวประกอบกับผ้าซาตินหรือผ้าไหมในแนวตั้ง จากนั้นรวบชายผ้าด้านล่างให้เป็นรอยพับโค้งครึ่งวงกลม
อีกไอเดียที่น่าสนใจคือ ใช้ม่านโปร่งที่ยึดด้านบนและล่างของช่องหน้าต่าง แล้วรวบตรงกลางด้วยที่จับ จะได้ผ้าม่านที่ดูเป็น “กรอบ” นุ่ม ๆ ให้หน้าต่างเล็ก

เวลาจับคู่ผ้าไหมแก้วกับผ้าม่าน ควรเลี่ยงลายหรือลูกเล่นที่ตัดกันจัด ๆ ให้โทนหรือแพตเทิร์นอยู่ในครอบเดียวกัน ผ้าม่านอาจมีลายแนวตั้งหรือแนวนอนเบา ๆ ส่วนผ้าโปร่งเลือกสีขาวหรือสีงาช้าง ที่จับใช้จากผ้าเดียวกับม่านหรือสิ่งทอใกล้เคียง
ทริคขยายหน้าต่างเล็กด้วยสายตา
บางครั้งเป้าหมายไม่ได้แค่ตกแต่ง แต่คือทำให้หน้าต่างเล็กดูใหญ่ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
หลัก ๆ คือ ผ้าม่านต้องเรียบ สุภาพ และไม่หนาเกินไป
เทคนิคที่ช่วยได้:
ใช้ผ้าโปร่งแสง เช่น ผ้าโปร่งหรือผ้าลูกไม้เล็ก ๆ ผ้าหนาแบบคลาสสิกหรือบาร็อคจะทำให้หน้าต่างยิ่งดูหนัก
เลือกโทนพาสเทล: งาช้าง ครีม เบจอ่อน สีเข้มจะบีบหน้าต่างทันที
หลีกเลี่ยงลายจัด ดอกไม้ใหญ่ หรือเรขาคณิตเด่น ๆ ถ้าจะใช้ลาย ให้เน้นลายเส้นแนวนอนบาง ๆ เพื่อช่วย “ขยาย” ความกว้าง
เก็บของบนขอบหน้าต่างออกให้มากที่สุด ทั้งกระถาง เครื่องประดับ หรือรูปปั้นเล็ก ๆ เพราะทั้งหมดนี้จะกินพื้นที่สายตาและบังแสงธรรมชาติ
หน้าต่างทรงประหลาด จัดผ้าม่านยังไงดี?
ในห้องจริง ๆ เรามักเจอหน้าต่างที่รูปทรงและโครงสร้างแปลก ๆ ซึ่งผ้าม่านแบบเดิม ๆ ใช้แล้วจะขัดตา ต้องใช้เทคนิคเฉพาะ
กรอบหน้าต่างไม่สมมาตร
หน้าต่างที่มีกรอบแบ่งกว้าง–แคบไม่เท่ากัน มีช่องระบาย บานเกล็ด หรือโครงเฟรมหนัก ๆ ผ้าม่านโปร่งธรรมดาไม่สามารถกลบได้ทั้งหมด แต่ ม่านโรมัน คือคำตอบที่ดีมาก

ม่านโรมันช่วยปิดส่วนของกรอบที่ดูรกไว้บางส่วน ในขณะเดียวกันยังคงให้แสงผ่านได้อย่างพอดีในตอนกลางวัน
ถ้าชอบความปรับแสงได้ละเอียด มู่ลี่ก็เป็นอีกตัวเลือกที่ใช้ได้ดีมากในห้องนอนหรือห้องทำงาน

สำหรับสไตล์คลาสสิกที่ไม่อยากใช้มู่ลี่ สามารถใช้ผ้าโปร่งเบาร่วมกับผ้าม่านทึบในโทนใกล้เคียงกัน เพื่อสร้างเลเยอร์ที่ทั้งสวยและช่วยจัดกรอบหน้าต่างไปพร้อม ๆ กัน
หน้าต่างเบย์ในห้องนั่งเล่น
หน้าต่างที่ยื่นจากผนัง (bay window) เป็นพื้นที่ทองสำหรับเล่นดีไซน์ แต่มักทำให้เจ้าของบ้านคิดหนักเรื่องผ้าม่าน
บางห้องใช้ผ้าม่านสั้นหลายชุดในแต่ละช่องหน้าต่าง แต่จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีระยะผนังระหว่างช่องเพียงพอ
สำหรับ bay window ที่เป็นโครงเดียวกันทั้งชุด นักออกแบบมักเลือก:
ม่านโรมัน
ม่านม้วน
มู่ลี่แนวตั้งหรือแนวนอน

อีกวิธีคือ ใช้ผ้าม่านยาวตรงติดเพดานทั้งชุด สร้างเวิ้งริมหน้าต่างสำหรับวางโซฟาหรือม้านั่งมีเบาะ ให้ความรู้สึกเหมือนมุมพักผ่อนส่วนตัวใกล้แสงธรรมชาติ
ตาไก่และที่จับ: รายละเอียดเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนลุค
แม้จะไม่ใช่เทรนด์ใหม่ล่าสุด แต่ ม่านตาไก่ และ ม่านจับจีบ ยังเป็นไอเดียที่ควรใช้งานให้มากขึ้น
ตาไก่คือรูที่หุ้มด้วยแหวนพลาสติกหรือโลหะสำหรับร้อยราวม่าน ช่วยให้ได้รอยพับที่คมและสม่ำเสมอ โดยใช้ปริมาณผ้าน้อยกว่าที่คิด (ค่าสัมประสิทธิ์ประมาณ 1.5)

รูปแบบนี้ใช้ได้แทบทุกสไตล์ ตั้งแต่คลาสสิกจนถึงโพรวองซ์หรืออาร์ตเดโค
ม่านจับจีบเหมาะกับผ้าเนื้อปานกลาง ใช้ค่าสัมประสิทธิ์ 1.5 ได้เช่นกัน แต่รอยพับจะนุ่มและไม่คมเท่าตาไก่ เหมาะอย่างยิ่งกับห้องสไตล์ประเทศหรือสแกนดิเนเวีย

โทนสี: ผ้าม่านควรคุมโทนไปกับอะไร?
โดยปกติแล้วเราจะเปลี่ยนวอลเปเปอร์บ่อยกว่าเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ ดังนั้นผ้าม่านสำหรับหน้าต่างเล็กควร ผูกกับสีของเฟอร์นิเจอร์ มากกว่าผนัง
ไอเดียการจับคู่สี:
ผนังสีสดหรือเข้ม ใช้ผ้าม่านสีพาสเทลอ่อน หรือขาวสะอาด เพื่อลดความแน่นของห้อง
โทนกาแฟจับคู่กับเฉดสีเบจ เป็นคอมโบที่ปลอดภัยและดูแพง
ผ้าม่านช็อคโกแลตช่วยให้หน้าต่างเล็กดูมีมิติและกว้างขึ้น เมื่อตัดกับโทนฟ้าดอกไม้หรือพิสตาชิโอจะยิ่งน่าสนใจ
ห้องนอนที่มีหน้าต่างเล็ก ให้เลือกสีที่นุ่มและผ่อนคลาย
ผ้าม่านดำจับคู่กับสีอื่นเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเลือกถูกจะช่วยเติมความหรูแบบโมเดิร์นมาก
น้ำเงินเข้มหรือดอกไม้สีฟ้าจับคู่สีขาว จะให้บรรยากาศทะเลหรือความเรียบเท่แบบมินิมอล
ถ้าต้องการเน้นหน้าต่าง ให้ใช้ผ้าโทนจัด แต่จำกัดจำนวนสีบนผืนผ้าไม่เกิน 2 สี เช่น น้ำเงินอมเขียวกับทอง
ผ้าม่านควรเข้มกว่าหรืออ่อนกว่าสีผนังเล็กน้อย เพื่อให้เกิดเลเยอร์ ไม่ดูกลืนจนเกินไป
Lambrequin เวอร์ชันใหม่: ตกแต่งหน้าต่างแบบมินิมอล
ลายลูกไม้ ฟรุ้งฟริ้งแบบ lambrequin ดั้งเดิมแทบจะหลุดจากเทรนด์ไปแล้วในหลายสไตล์ แต่ไม่ได้หายไปเสียทีเดียว เพียงเปลี่ยนรูปแบบให้ร่วมสมัยขึ้น
กฎใหม่ของ lambrequin สมัยนี้คือ:
ใช้รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เรียบ และยาวระดับกลางหรือค่อนข้างสั้น
งดผ้าม่านและผ้าโปร่งด้านล่าง เหลือแค่แผงส่วนบนอย่างเดียว

เงื่อนไขที่ท้าทายที่สุดคือ การไม่มีผ้าม่านเต็มตัว แต่ใช้ผ้าส่วนบนเป็นตัวสร้างคาแรกเตอร์ให้หน้าต่างแทน
Velours และการเล่นผิวสัมผัส
กำมะหยี่และผ้าพลัฌที่กลับมาในงานหุ้มเบาะ ก็ขยายอิทธิพลมาสู่โลกผ้าม่านอย่างเต็มตัวแล้ว

ดีไซน์ที่น่าสนใจคือ ผ้าม่านลินินเรียบ ๆ ที่ตัดชายล่างด้วยกำมะหยี่แถบกว้าง ทำให้เกิดความตัดกันเชิงผิวสัมผัสที่ทั้งวินเทจและร่วมสมัยในเวลาเดียวกัน
ลายแดงเข้มและดอกไม้: สองผู้นำของเทรนด์
ลวดลายสีแดงเข้มแบบดามัสก์ยังครองพื้นที่สำคัญในงานผ้าม่าน โดยเฉพาะในงานที่ต้องการความคลาสสิกแต่ไม่เชย ดีไซน์แบบกราฟิกเรียบง่ายก็ถูกเอามาใช้เป็นทางเลือกเพื่อให้ใช้ง่ายขึ้นในบ้านจริง

อีกด้านหนึ่ง ลายดอกไม้ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งแบบลายเต็มผืน ลายแถบ หรือองค์ประกอบกระจายตัว ก็เหมาะมากกับสไตล์โพรวองซ์ สแกนดิเนเวีย คันทรี อาร์ตเดโค และวินเทจ
หน้าต่างห้องครัว: สั้น กระชับ แต่มีลูกเล่น
ผ้าม่านคาเฟ่คลาสสิกเริ่มหายไปจากครัว แต่ถูกแทนที่ด้วยม่านโรมันและมู่ลี่ที่ใช้งานง่ายและดูทันสมัยกว่า

ผ้าม่านสั้นยังอยู่ในเทรนด์ แต่ถูกเย็บให้ยกขึ้นได้เหมือนม่านโรมัน ผ่านห่วงหรือเชือก เวลารูดขึ้นช่วงกลางวันจะเหลือเฉพาะส่วนชายผ้าด้านบนที่คล้าย lambrequin ดูทั้งทันสมัยและใช้พื้นที่น้อย
เลือกลายภาพยังไงให้ไม่รก

ถ้าลายผ้าเป็นส่วนหนึ่งของคาแรกเตอร์ห้อง ลองเลือก:
ลายดอกไม้หรือผลไม้เล็ก ๆ
ลายที่ชัดแต่ไม่ตัดกับพื้นหลังแรงเกินไป
เงื่อนไขสำคัญคือ ลายต้องไม่เด้งเกินพื้นหลัง เช่น ผ้าสีเบจอ่อนกับดอกไม้สีกาแฟ จะให้บรรยากาศละมุนโดยไม่แย่งซีนทั้งห้อง
แกลเลอรี่ไอเดียผ้าม่านหน้าต่างเล็ก



เย็บผ้าม่านผืนเล็กด้วยตัวเอง
ถ้าเคยผ่านวิชางานฝีมือมา แม้เพียงพื้นฐาน ก็สามารถเย็บผ้าม่านเรียบ ๆ สวย ๆ ใช้เองได้ไม่ยาก



ขั้นตอนโดยรวมคือ:
เลือกผ้าโทนที่ชอบและเข้ากับห้อง
ทำแพตเทิร์นหรือร่างแบบตามขนาดหน้าต่าง
เผื่อขอบ รวบผ้า และเย็บด้วยจักรเย็บผ้า

หากมีโต๊ะทำงานหรือโต๊ะกินข้าวชิดหน้าต่าง ไม่ควรใช้ผ้าม่านยาวถึงพื้น เพราะจะเกะกะและเก็บฝุ่นง่าย เลือกแบบครึ่งหน้าต่างหรือใช้ lambrequin แข็งร่วมกับผ้าม่านสั้น จะได้หน้าต่างที่ดูทั้งน่าสนใจและใช้สอยสะดวก
จำไว้เสมอ: ความกว้างของผ้าม่านต้องไม่น้อยกว่าความกว้างของช่องหน้าต่าง เพื่อไม่ให้ดูจนหรือหดเล็กลง
ต้องมีหรือไม่ต้องมี: ของตกแต่งบนผ้าม่าน

ผ้าม่านแบบคลาสสิกอาจมีจีบ พับ คาดโบว์ Lambrequin หรือแม้แต่ลายพิมพ์เด่น ๆ สิ่งสำคัญคือต้องถามตัวเองว่า องค์ประกอบเหล่านี้เดินไปกับสไตล์ห้องจริงหรือไม่
ห้องนั่งเล่น: เล่น lambrequin โบว์ และจีบคลื่นได้มากหน่อย
ห้องครัวและห้องเด็ก: ใช้ลายพิมพ์หรือโบว์เล็ก ๆ ก็เพียงพอ
ห้องนอน: เหมาะกับผ้าม่านที่พับเรียบ ไม่มีดีเทลฟุ้งจนเกินไป
ผ้าโปร่งอย่างทูลก็เป็นตัวช่วยที่ดี สามารถเพิ่มเข้าไปเหนือผ้าม่านเดิมเพื่อเพิ่มเลเยอร์และความนุ่มนวลให้หน้าต่างได้เสมอ
ประเภทผ้าที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ
เวลาเลือกผ้าม่าน อย่าดูแค่สี ลาย หรือโปรโมชั่น ต้องดูคุณสมบัติทางเทคนิคด้วย เช่น
หดตัวหลังซักหรือไม่
สีซีดง่ายหรือเปล่า
ดูแลรักษาง่ายแค่ไหน
มีส่วนผสมเส้นใยธรรมชาติหรือไม่
ผ้าที่ดีจะช่วยให้ผ้าม่านอยู่ทรงสวยนาน ไม่เสียรูปง่าย และไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย
ประเภทผ้าหลัก ๆ ที่ใช้ทำผ้าม่าน ได้แก่:
กำมะหยี่ – หนัก เงาสวย พับตัวดี กันแสงดี เหมาะกับผ้าม่านกลางคืน
Jacquard – หนา ใช้ได้สองด้าน ทนทาน อายุการใช้งานนาน
Chenille – มีขนเล็กน้อย เนื้อนุ่ม หนักกำลังดี อาจเป็นผ้าเนื้อด้านเดียวหรือสองด้าน
โบรเคด – มีประกายโลหะ ให้ลุคหรู โดยแทบไม่ต้องใช้ของตกแต่งเพิ่ม
Atlas – มีเงาเล็กน้อย อาจเรียบหรือมีลาย เกิดรอยพับสวย ๆ ง่าย
ซาติน – คล้ายไหมธรรมชาติ แต่ราคาย่อมเยาและทนกว่า
ผ้าแพรแข็ง – ผ้าระบายจีบเกินจริง ทำให้ผ้าม่านดูมีมิติและเด่น
Flock – ลายหรือกองขนถูกพ่นลงบนพื้นผ้า เกิดเท็กซ์เจอร์เฉพาะตัว
Blackout – ผ้า 3 ชั้นที่กันแสงได้แทบ 100%
Organza – โปร่งแต่ทน เหมาะใช้เป็นผ้าม่านชั้นนอกหรือชั้นในร่วมกับผ้าทึบ
Tulle – ผ้าตาข่ายหรือโปร่งลายสวย เหมาะสำหรับเลเยอร์บนหน้าต่าง
ผ้าคลุมหน้า – ผ้ามันเงา โปร่งเล็กน้อย ให้เอฟเฟกต์แสงสะท้อนและยับอย่างมีเสน่ห์
ราวม่าน: โครงเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนภาพใหญ่
ราวม่านควรมีสีที่เป็นกลาง หรือสีที่ตัดอย่างตั้งใจกับสีผ้าม่าน เพื่อให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของดีไซน์ ไม่ใช่แค่ของแขวนผ้า
ราวม่านมีทั้งแบบ:
ทรงตรง
ครึ่งวงกลม
รูปทรงเรขาคณิตต่าง ๆ
การติดตั้งมีทั้งแบบติดผนังและติดเพดาน เวลาเลือก ควรจินตนาการพร้อมผ้าม่านไปด้วยเสมอ เพื่อให้สัดส่วนทั้งหมดไปในทางเดียวกัน
วิธีการยึดผ้าม่านกับราวที่นิยม:
ตะขอและห่วง – ติดผ้าม่านและราวแยกกัน แล้วเกี่ยวเข้าหากันทีหลัง
ตาไก่ – ใช้แหวนโลหะหรือพลาสติกที่เจาะติดบนผ้า ร้อยราวผ่านไปตรง ๆ

ตาไก่ใช้งานง่าย และเหมาะกับห้องนอน ห้องเด็ก หรือห้องที่ต้องการรูดเปิด–ปิดบ่อย ๆ เพราะลื่นและทน

เลือกผ้าม่านให้ตรงกับสไตล์ห้อง
ถ้าไม่สนใจสไตล์โดยรวม ต่อให้ผ้าม่านสวยแค่ไหนก็จะดู “หลุดธีม” ได้ง่ายมาก การจับคู่ควรยึดจากแนวทางหลักของห้องก่อน แล้วค่อยเลือกผ้าม่านตาม
สไตล์จีน
โทนหลักคือความสงบ เรียบ และมีเส้นสายชัดเจน
ใช้ได้ทั้งม่านโรมัน ม่านม้วน หรือม่านผืนตรงที่พิมพ์ลายสไตล์ตะวันออก เน้นโทนพาสเทล ไม่ใช้สีสดจัด เช่น เขียวเข้มสะท้อน แดงสดแบบนีออน

โปรวองซ์
ต้องการผ้าม่านที่ดูเบา โปร่ง และเน้นวัสดุธรรมชาติ
ผ้าฝ้ายลินิน
ลายดอกไม้เล็ก ๆ ลายกรง หรือลายทาง
ใช้ลูกไม้เป็นของตกแต่ง
โทนสี: ขาว ลาเวนเดอร์ เขียวอ่อนโทนธรรมชาติ
สไตล์เอ็มไพร์
คือความหรูหรา เคร่งขรึม และโอ่อ่า
เลือก:
ผ้าม่านฝรั่งเศสแบบระบายจีบหลายชั้น
Lambrequin หลายระดับ
สีแดง แดงเบอร์กันดี ทอง น้ำเงินเข้ม เหลืองอมทอง

การผสมผสาน (Eclectic)
สไตล์นี้เปิดโอกาสให้เล่นได้ แต่ต้องมีขอบเขต
รวมมัสลินโปร่งกับผ้าม่านหนา
ใช้ผ้าม่านสั้นและยาวสลับกัน
เติม ruffles ริบบิ้น หรือขอบลูกไม้ได้
แต่จำไว้ว่า ห้ามผสมเกิน 3 สไตล์ในห้องเดียว ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นวุ่นวายแทนที่จะเก๋
ไฮเทค
สไตล์ที่เน้นความเรียบ สะอาด และฟังก์ชัน
ผ้าม่านคลาสสิกสีขาว เทา หรือดำ
ม่านโรมันหรือมู่ลี่ เน้นเส้นตรงและความเบา

เก๋ไก๋ (Shabby chic/โรแมนติก)
จุดเด่นคือความหวานและมีดีเทลเยอะ แต่ต้องจัดให้ดีไม่ให้เลี่ยน
โบว์ ริบบิ้น เนคไทรูปดอกไม้
ผ้าม่านมีหอยเชลล์ ครุย หรือระบายเล็ก ๆ
โทนสีพาสเทล ลายดอกไม้หวาน ๆ
วินเทจ
สามคำสำคัญ: เก่าอย่างตั้งใจ – มีวอลุ่ม – ดูแน่นรายละเอียด
ใช้ผ้าแพรแข็ง ผ้าซาติน ผ้าไหม
ตัดขอบด้วยพู่ สายเชือก ลูกไม้ หรือเทปประดับ
สีที่เหมาะ: ม่วง ทราย แดง

อาร์ตเดโค
สไตล์ที่รวมความหรูและความแปลกไว้ด้วยกัน
ใช้ผ้าโปร่งเบาสำหรับชั้นบน
ผ้าหนักเช่นกำมะหยี่สำหรับชั้นใน
สีหลัก: ดำ ทอง น้ำตาลเข้ม
พิสดาร (บาร็อค/หรูจัดเต็ม)
ยิ่งอลัง ยิ่งใช่สำหรับสไตล์นี้
Lambrequin ซับซ้อน หอยเชลล์เยอะ
อุปกรณ์เสริมจำนวนมาก เช่น ริบบิ้น พู่ ระบาย
ผ้าม่านจากซาติน กำมะหยี่ Jacquard ผ้าไหม
สีทอง มรกต ทับทิม บ่งบอกความมั่งคั่ง

มินิมอล
สไตล์ที่ไม่ยอมให้มีดีเทลรกตา
ผ้าม่านผืนตรงเรียบ ๆ
ม่านทรงนาฬิกาทราย หรือมู่ลี่เรียบ
เลี่ยงสีสดจัด ใช้โทนพาสเทล ขาว เทา ดำ หรือคอมบิเนชันสีพื้นเท่านั้น
อาวองการ์ด
สไตล์ที่เน้นความกล้าและความไม่คาดคิด
ลายฉ่ำ สีตัดกันแรง
ลายกราฟิกหรือดีไซน์ไม่สมมาตร
ใช้ม่านจีบหรือมัสลินได้ แต่เลี่ยงลูกปัดและลูเร็กซ์โบก ๆ

สรุป: หน้าต่างเล็กก็เป็นตัวเอกของบ้านได้
หน้าต่างเล็กไม่ใช่ข้อเสีย แต่เป็นโอกาสให้คุณเล่นดีไซน์อย่างชาญฉลาด ผ้าม่านที่เลือกดีจะช่วย:
ขยายหน้าต่างเล็กด้วยสายตา
ปรับสัดส่วนห้องให้เข้าที่
ทำให้บรรยากาศดูแพงขึ้นโดยไม่ต้องเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ทั้งชุด
จำ 4 เรื่องนี้ไว้ทุกครั้งที่คิดจะเปลี่ยนผ้าม่าน:
เลือกความยาวและความสูงให้เหมาะกับเพดานและช่องหน้าต่าง
เลือกผ้าตามฟังก์ชันแสงก่อน แล้วค่อยเลือกสีและลาย
ผูกสีผ้าม่านให้เข้ากับเฟอร์นิเจอร์มากกว่าผนัง
อย่าทำให้หน้าต่างเล็กต้องแบกของตกแต่งมากเกินไป ความเรียบคือเพื่อนที่ดีที่สุดของพื้นที่เล็ก ๆ

