ตลอดช่วง 6 ปีที่ผ่านมา สมาร์ตโฟนตระกูล Galaxy S ของ Samsung แทบไม่ขยับความจุแบตเตอรี่จากระดับ 5,000mAh เลย ทำให้ผู้ใช้ได้อายุการใช้งานที่ดีขึ้นเพียงเล็กน้อยจากการปรับปรุงชิปหรือซอฟต์แวร์ มากกว่าการเพิ่มความจุจริง ๆ
ล่าสุดมีข่าวลือว่า Samsung อาจกำลังจะเปลี่ยนแนวทางครั้งใหญ่ ด้วยการนำแบตเตอรี่แบบ “Silicon-Carbon” มาใช้กับ Galaxy S รุ่นใหม่ในอนาคต ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่แบรนด์จีนหลายรายนำไปใช้แล้ว และช่วยดันความจุแบตให้สูงขึ้นโดยไม่เพิ่มขนาดเครื่อง
คำถามคือ ทำไม Samsung ถึงเพิ่งขยับตอนนี้ และอะไรคือเหตุผลที่บริษัทเลือกเดินช้ากว่าคู่แข่ง
Silicon-Carbon คืออะไร ทำไมถูกพูดถึง
แบตเตอรี่แบบ Silicon-Carbon เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ซิลิคอนผสมในขั้วแอโนดแทนการใช้กราไฟต์แบบเดิมทั้งหมด
ข้อดีหลักคือ:
เพิ่มความหนาแน่นพลังงาน (Energy Density)
ใส่ความจุได้มากขึ้นในพื้นที่เท่าเดิม
ทำให้มือถือบางเท่าเดิมแต่แบตใหญ่ขึ้น
นี่คือเหตุผลที่มือถือจีนหลายรุ่นสามารถดันแบตไปแตะระดับ 6,000–7,000mAh ได้ โดยยังคงดีไซน์บางเฉียบ
เมื่อเทียบกับ Galaxy S ที่ยังคงอยู่ที่ 5,000mAh มาหลายปี จึงเกิดเสียงวิจารณ์ว่า Samsung ดู “ตามหลัง” ในด้านนี้
ผู้บริหาร Samsung ยอมรับ “ยังไม่ค่อยนวัตกรรมด้านนี้”
ในงาน Galaxy Unpacked ที่ผ่านมา Sung-Hoon Moon รองประธานบริหารและหัวหน้าทีม R&D สมาร์ตโฟนของ Samsung ให้สัมภาษณ์ว่า บริษัทอาจจะ “ยังไม่ค่อยนวัตกรรมในด้านนี้” (a bit un-innovative on that front)
อย่างไรก็ตาม เขาอธิบายว่า สาเหตุที่ยังไม่ใช้ Silicon-Carbon เพราะแบตเตอรี่ประเภทนี้ต้องผ่าน “มาตรฐานการทดสอบที่เข้มงวดมาก”
Samsung ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ผู้ใช้เป็นอันดับแรก และจะพิจารณาเทคโนโลยีนี้เมื่อมั่นใจว่าปลอดภัยและยกระดับประสบการณ์ได้จริง

ทำไม Galaxy S26 ยังไม่ใช้แบตแบบใหม่
ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวลือว่า Galaxy S26 รุ่นท็อปอาจได้แบตสูงถึง 7,000mAh แต่ข่าวดังกล่าวก็เงียบหายไปอย่างรวดเร็ว
มีรายงานด้วยว่า Samsung เคยทดสอบแบตความจุสูงมากระดับ 20,000mAh แต่สุดท้ายก็ยุติการทดลอง
สิ่งนี้สะท้อนว่า บริษัทกำลังสำรวจความเป็นไปได้ แต่ยังไม่มั่นใจพอที่จะนำมาใช้จริงในเชิงพาณิชย์
เงาของ Galaxy Note 7 ยังตามหลอน
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นตัวแปรใหญ่ คือกรณี Galaxy Note 7 ในปี 2016
เหตุการณ์แบตเตอรี่ลุกไหม้จนต้องเรียกคืนสินค้าทั่วโลก กลายเป็นบทเรียนราคาแพงของ Samsung ทั้งด้านการเงินและภาพลักษณ์
เมื่อพูดถึงแบตเตอรี่เทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะในบริษัทที่ส่งมอบเรือธงจำนวนมหาศาลทั่วโลก ความเสี่ยงเพียงเล็กน้อยก็อาจกลายเป็นวิกฤต PR ระดับโลกได้ทันที
Samsung จึงมีแนวโน้มเลือกเดินแบบระมัดระวังมากกว่าคู่แข่งจีนที่มียอดขายเรือธงต่อรุ่นน้อยกว่า
ความเสี่ยงของการผลิตจำนวนมาก
Samsung เป็นหนึ่งในผู้ผลิตสมาร์ตโฟนเรือธงที่มียอดจัดส่งสูงที่สุดในโลก
หากเกิดกรณีที่แบต Silicon-Carbon มีปัญหาแม้เพียงบางล็อต:
ความเสียหายจะกระจายเป็นวงกว้าง
ต้นทุนการเรียกคืนจะสูงมาก
ภาพลักษณ์ความปลอดภัยจะถูกตั้งคำถามทันที
สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ การ “ปลอดภัยไว้ก่อน” อาจสำคัญกว่าการเป็นรายแรกที่ใช้เทคโนโลยีใหม่
Samsung กำลังตามทัน หรือกำลังเลือกจังหวะ
แม้ข่าวลือนี้ยังไม่ระบุไทม์ไลน์ชัดเจน แต่การที่ผู้บริหารออกมายอมรับว่าบริษัทกำลังพิจารณา Silicon-Carbon อย่างจริงจัง แสดงให้เห็นว่าทิศทางอาจเปลี่ยนในอนาคตอันใกล้
ทั้ง Samsung และ Apple ต่างก็ถูกลือว่ากำลังศึกษาเทคโนโลยีนี้ แต่ยังไม่มีการยืนยันวันเปิดตัวจริง
หาก Galaxy S รุ่นถัดไปใช้แบต Silicon-Carbon จริง อาจหมายถึง:
อายุการใช้งานแบตยาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ความจุทะลุ 5,000mAh เป็นครั้งแรกในหลายปี
การแข่งขันกับแบรนด์จีนกลับมาสูสีอีกครั้ง
บทสรุป: นวัตกรรมหรือความปลอดภัย อะไรสำคัญกว่า
ข่าวลือว่า Galaxy S รุ่นใหม่อาจใช้แบต Silicon-Carbon สะท้อนว่าตลาดสมาร์ตโฟนกำลังเข้าสู่รอบการแข่งขันด้านแบตเตอรี่จริงจังอีกครั้ง
แม้ Samsung จะดูเหมือนตามหลังคู่แข่งจีนในเรื่องความจุแบต แต่บริษัทเลือกเดินด้วยความระมัดระวังสูง โดยเฉพาะหลังบทเรียนจาก Galaxy Note 7
คำถามสำคัญคือ ผู้ใช้ต้องการแบตที่ใหญ่ขึ้นเร็ว ๆ หรือยอมรับการรอคอยเพื่อความมั่นใจในความปลอดภัยมากกว่า
หากข่าวลือนี้เป็นจริง Galaxy S รุ่นถัดไปอาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Samsung ในสนามแบตเตอรี่สมาร์ตโฟน

