รับแอปรับแอป

อยากผอมด้วยยาลดน้ำหนัก ระวังผอมไม่ทัน…อันตรายมาก่อน!

วุฒิชัย ชาญชัย01-31

อ้วน โลกล้อม แต่ห้ามแก้ด้วยยาผิดวิธี

โอกาสที่หลายคนหันมาจริงจังกับการลดน้ำหนัก มักจะมาพร้อมกับ “ยาลดความอ้วน” ในตำนานที่เคลมว่าลดไว ผอมเร็ว ภายในไม่กี่วัน แต่เบื้องหลังความผอมทันใจ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพที่อันตรายถึงชีวิตได้

ยาลดน้ำหนักที่ใช้ในทางการแพทย์จริง ๆ ไม่ใช่ของเล่น และไม่ใช่ทุกคนจะใช้ได้

ใครกันแน่ที่หมอพิจารณาให้ใช้ยาลดความอ้วน

ยาลดน้ำหนักทางการแพทย์ จะใช้เฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ชัดเจน เช่น

  • ผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 30 กิโลกรัม/ตารางเมตร

  • หรือ BMI มากกว่า 27 กิโลกรัม/ตารางเมตร ร่วมกับโรคเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ที่สำคัญ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ต้องผ่านการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และปรับพฤติกรรมมาแล้ว แต่ยังลดน้ำหนักไม่ได้ตามเป้า หมอจึงจะพิจารณาให้ยาในฐานะ “ตัวช่วยเสริม” เท่านั้น

ไม่ได้หมายความว่า แค่อยากผอมไว ก็ไปหาซื้อยามากินเองได้

การใช้ยาทุกชนิดต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และต้องใช้ควบคู่ไปกับการคุมอาหารและการออกกำลังกายเสมอ

ยาลดความอ้วนเถื่อนในเน็ต เสี่ยงกว่าที่คิด

ทุกวันนี้ตามสื่อออนไลน์และคลินิกที่ไม่ได้รับรอง มี “ยาชุดลดความอ้วน” วางขายเต็มไปหมด หลายตัวผสมยาหลายชนิดและอาจลักลอบใส่สารต้องห้ามที่เป็นอันตรายต่อร่างกายโดยตรง

ผลเสียที่เจอบ่อยจากการใช้ยาพวกนี้ ได้แก่

  • หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน

  • เวียนหัวรุนแรง

  • สมาธิในการทำงานและการเรียนลดลง

  • ใจสั่น หัวใจบีบตัวผิดปกติ

  • นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ

เรียกง่าย ๆ คือ ผอมไม่ทันเห็นผล สุขภาพพังไปก่อน

ก่อนคิดจะผอม ควรรู้จัก BMI ของตัวเองก่อน

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการประเมินว่าน้ำหนักคุณอยู่ในช่วงเสี่ยงหรือไม่ คือ ดัชนีมวลกาย (BMI – Body Mass Index)

สูตรคำนวณคือ:

ดัชนีมวลกาย (BMI) = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) / ส่วนสูง (เมตร) x ส่วนสูง (เมตร)

โดย

  • หากค่า BMI อยู่ระหว่าง 18.5 – 22.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ลองเช็กตัวเองก่อนว่าคุณอยู่ในโซนไหน แล้วค่อยวางแผนการลดน้ำหนักอย่างเหมาะสม

วิธีคุมน้ำหนักแบบปลอดภัย ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน

หากอยากลดน้ำหนักโดยไม่พึ่งยา แนะนำแนวทางง่าย ๆ แต่เวิร์กในระยะยาวดังนี้

  • กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเน้นความหลากหลายของอาหาร ไม่จำกัดจนเครียดเกินไป

  • ปรับพฤติกรรมการกิน เช่น
    • เลี่ยงอาหารหวานจัด

    • เลี่ยงของทอด ของมัน

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป

แนวทางเหล่านี้อาจไม่เห็นผลในไม่กี่วัน แต่ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัย และรักษาผลลัพธ์ได้ยาวกว่า

เปิดโปงส่วนผสมยอดฮิตในยาชุดลดความอ้วน

ยาชุดลดความอ้วนมักผสมตัวยาหลายชนิด เพื่อเสริมฤทธิ์ให้ผอมไวในเวลาอันสั้น โดยแต่ละชุดอาจมี 1–7 รายการหลัก ๆ ดังนี้

1. ยาลดความอยากอาหาร

ยอดฮิตคือ เฟนเตอมีน (Phentermine) ซึ่งอยู่ในกลุ่มแอมเฟตามีน ออกฤทธิ์กดศูนย์ควบคุมความหิว ทำให้เบื่ออาหาร กินได้น้อยลง น้ำหนักจึงลดลงเร็ว

แต่ผลข้างเคียงมีเพียบ เช่น

  • นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย

  • ปวดศีรษะ ใจสั่น

  • หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง

  • ในบางรายอาจหมดสติ หรือชักได้

แม้ยานี้จะมีข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคอ้วนโดยตรง แต่ ควรใช้ในระยะสั้นเท่านั้น ไม่เกิน 3–6 เดือน และหากใช้ต่อเนื่องนาน ๆ มีโอกาสติดยา เพราะทำให้รู้สึกเคลิ้ม มีความสุข

หยุดยาแบบทันทีทันใด อาจเกิดอาการถอนยา เช่น สับสน หวาดระแวง หรือมีอาการประสาทหลอนได้

ยากลุ่มนี้จัดเป็น วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 จึงต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น

2. ไทรอยด์ฮอร์โมน

โดยปกติใช้รักษาผู้ป่วยที่มีภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ แต่บางคนเอามาใช้ลดน้ำหนัก เพราะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญ ทำให้น้ำหนักลดลงไว

ปัญหาคือ

  • น้ำหนักที่หายไป มักมาจาก มวลไร้ไขมัน (lean body mass) เช่น กล้ามเนื้อ ไม่ใช่ไขมัน

  • เท่ากับเป็นการทำลายมวลกล้ามเนื้อของร่างกาย

  • เสี่ยงมีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ

สรุปคือ ผอมได้ แต่ร่างกายโทรม ระบบหัวใจเสี่ยงพัง

3. ยาขับปัสสาวะ

ยากลุ่มนี้ทำให้น้ำออกจากร่างกายมากขึ้น น้ำหนักจึงลดลงรวดเร็วในช่วงแรก แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า

  • ยาขับปัสสาวะ ไม่ได้ช่วยลดแคลอรี่ ที่ร่างกายได้รับ

  • สิ่งที่ลดลงคือปริมาณน้ำในร่างกายเท่านั้น ไม่ใช่ไขมัน

แถมยังเสี่ยงทำให้ร่างกายเสียสมดุลของเกลือแร่สำคัญ ส่งผลให้

  • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย

  • หัวใจและสมองทำงานผิดปกติ

  • ในกรณีรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิต

ดังนั้น ไม่ควรใช้ยาขับปัสสาวะเพื่อหวังผลลดน้ำหนักโดยเด็ดขาด

4. ยาถ่ายหรือยาระบาย

ยาระบายจะกระตุ้นลำไส้ใหญ่ให้บีบตัว ทำให้ถ่ายบ่อยขึ้น พอถ่ายมาก ก็รู้สึกตัวเบา น้ำหนักเหมือนจะลดลง

แต่ผลข้างเคียงคือ

  • ท้องเดิน สูญเสียน้ำและเกลือแร่

  • หากใช้ต่อเนื่องนาน ๆ ร่างกายจะเริ่มดื้อยา ต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ได้ผลเท่าเดิม

ยาระบายควรใช้เพื่อ บรรเทาอาการท้องผูกเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือในการลดความอ้วน

5. ยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร

ยากลุ่มนี้ไม่ได้ช่วยลดน้ำหนักโดยตรง แต่ถูกใส่เข้ามาในยาชุดเพื่อ

  • ลดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร จากการที่กินอาหารน้อยลงเพราะฤทธิ์ยาลดความอยากอาหาร

เมื่อร่างกายได้รับอาหารน้อย แต่กระเพาะยังหลั่งกรดตามปกติ ก็เสี่ยงเป็นโรคกระเพาะ แพทย์จึงอาจใช้ยาลดกรดเพื่อลดผลข้างเคียงส่วนนั้น

แต่ในยาชุดเถื่อน มักใช้แบบไร้การควบคุม จึงไม่ใช่เรื่องปลอดภัยนัก

6. ยาลดอัตราการเต้นของหัวใจ

เช่น โพรพราโนลอล (Propranolol) ปกติใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

ในยาชุดลดน้ำหนัก มักใส่เพื่อลดอาการใจสั่นที่เกิดจาก

  • ยาลดความอยากอาหาร

  • ไทรอยด์ฮอร์โมน

แต่ยากลุ่มนี้เองก็มีผลข้างเคียง เช่น

  • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย

  • หัวใจเต้นช้าเกินไป

  • ความดันโลหิตต่ำ

เท่ากับว่ากินยาหนึ่งตัวเพื่อแก้ผลข้างเคียงของอีกตัว แล้วก็ไปสร้างปัญหาใหม่เพิ่มเข้าไปอีก

7. ยานอนหลับ หรือยาที่ทำให้ง่วง

เช่น ไดอะซีแพม (Diazepam) ที่ปกติใช้เพื่อช่วยให้นอนหลับ หรือคลายกังวล

ในยาลดความอ้วน มักถูกนำมาใช้เพื่อลดผลข้างเคียงจากยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท ทำให้นอนไม่หลับ

แต่ยากลุ่มนี้จัดเป็น วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภทที่ 2 การใช้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด

หากกินในปริมาณสูงเกินไป อาจกดการหายใจ และทำให้ความดันโลหิตต่ำได้ อันตรายอย่างมาก

สรุป: ผอมแบบด่วนจี๋ อาจแลกมาด้วยชีวิต

การลดน้ำหนักที่ดีและปลอดภัย ไม่เคยเริ่มต้นจากการพึ่งยาเป็นหลัก สิ่งสำคัญที่สุดคือ

  • ควบคุมอาหารแบบมีสติและยั่งยืน

  • ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย

  • ปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตในระยะยาว

แม้การใช้ยาลดน้ำหนักจะให้ผลเร็ว น้ำหนักลงไว แต่หากไม่ควบคุมอาหาร ไม่ออกกำลังกาย เมื่อหยุดยา น้ำหนักก็มีโอกาสเด้งกลับเหมือนเดิม แถมยังเสี่ยงผลข้างเคียงที่รุนแรงต่อสุขภาพ

หากคิดจะใช้ยาลดความอ้วน ควรปรึกษาแพทย์ และใช้ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อให้ได้ทั้งความปลอดภัย และผลลัพธ์ที่ไม่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงแลกกับความผอมชั่วคราว