อ้วน โลกล้อม แต่ห้ามแก้ด้วยยาผิดวิธี
โอกาสที่หลายคนหันมาจริงจังกับการลดน้ำหนัก มักจะมาพร้อมกับ “ยาลดความอ้วน” ในตำนานที่เคลมว่าลดไว ผอมเร็ว ภายในไม่กี่วัน แต่เบื้องหลังความผอมทันใจ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพที่อันตรายถึงชีวิตได้
ยาลดน้ำหนักที่ใช้ในทางการแพทย์จริง ๆ ไม่ใช่ของเล่น และไม่ใช่ทุกคนจะใช้ได้
ใครกันแน่ที่หมอพิจารณาให้ใช้ยาลดความอ้วน
ยาลดน้ำหนักทางการแพทย์ จะใช้เฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ชัดเจน เช่น
ผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 30 กิโลกรัม/ตารางเมตร
หรือ BMI มากกว่า 27 กิโลกรัม/ตารางเมตร ร่วมกับโรคเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
ที่สำคัญ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ต้องผ่านการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และปรับพฤติกรรมมาแล้ว แต่ยังลดน้ำหนักไม่ได้ตามเป้า หมอจึงจะพิจารณาให้ยาในฐานะ “ตัวช่วยเสริม” เท่านั้น
ไม่ได้หมายความว่า แค่อยากผอมไว ก็ไปหาซื้อยามากินเองได้
การใช้ยาทุกชนิดต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และต้องใช้ควบคู่ไปกับการคุมอาหารและการออกกำลังกายเสมอ
ยาลดความอ้วนเถื่อนในเน็ต เสี่ยงกว่าที่คิด
ทุกวันนี้ตามสื่อออนไลน์และคลินิกที่ไม่ได้รับรอง มี “ยาชุดลดความอ้วน” วางขายเต็มไปหมด หลายตัวผสมยาหลายชนิดและอาจลักลอบใส่สารต้องห้ามที่เป็นอันตรายต่อร่างกายโดยตรง
ผลเสียที่เจอบ่อยจากการใช้ยาพวกนี้ ได้แก่
หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน
เวียนหัวรุนแรง
สมาธิในการทำงานและการเรียนลดลง
ใจสั่น หัวใจบีบตัวผิดปกติ
นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ
เรียกง่าย ๆ คือ ผอมไม่ทันเห็นผล สุขภาพพังไปก่อน
ก่อนคิดจะผอม ควรรู้จัก BMI ของตัวเองก่อน
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการประเมินว่าน้ำหนักคุณอยู่ในช่วงเสี่ยงหรือไม่ คือ ดัชนีมวลกาย (BMI – Body Mass Index)
สูตรคำนวณคือ:
ดัชนีมวลกาย (BMI) = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) / ส่วนสูง (เมตร) x ส่วนสูง (เมตร)
โดย
หากค่า BMI อยู่ระหว่าง 18.5 – 22.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ
ลองเช็กตัวเองก่อนว่าคุณอยู่ในโซนไหน แล้วค่อยวางแผนการลดน้ำหนักอย่างเหมาะสม
วิธีคุมน้ำหนักแบบปลอดภัย ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน
หากอยากลดน้ำหนักโดยไม่พึ่งยา แนะนำแนวทางง่าย ๆ แต่เวิร์กในระยะยาวดังนี้
กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเน้นความหลากหลายของอาหาร ไม่จำกัดจนเครียดเกินไป
- ปรับพฤติกรรมการกิน เช่น
เลี่ยงอาหารหวานจัด
เลี่ยงของทอด ของมัน
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป
แนวทางเหล่านี้อาจไม่เห็นผลในไม่กี่วัน แต่ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัย และรักษาผลลัพธ์ได้ยาวกว่า
เปิดโปงส่วนผสมยอดฮิตในยาชุดลดความอ้วน
ยาชุดลดความอ้วนมักผสมตัวยาหลายชนิด เพื่อเสริมฤทธิ์ให้ผอมไวในเวลาอันสั้น โดยแต่ละชุดอาจมี 1–7 รายการหลัก ๆ ดังนี้
1. ยาลดความอยากอาหาร
ยอดฮิตคือ เฟนเตอมีน (Phentermine) ซึ่งอยู่ในกลุ่มแอมเฟตามีน ออกฤทธิ์กดศูนย์ควบคุมความหิว ทำให้เบื่ออาหาร กินได้น้อยลง น้ำหนักจึงลดลงเร็ว
แต่ผลข้างเคียงมีเพียบ เช่น
นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย
ปวดศีรษะ ใจสั่น
หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง
ในบางรายอาจหมดสติ หรือชักได้
แม้ยานี้จะมีข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคอ้วนโดยตรง แต่ ควรใช้ในระยะสั้นเท่านั้น ไม่เกิน 3–6 เดือน และหากใช้ต่อเนื่องนาน ๆ มีโอกาสติดยา เพราะทำให้รู้สึกเคลิ้ม มีความสุข
หยุดยาแบบทันทีทันใด อาจเกิดอาการถอนยา เช่น สับสน หวาดระแวง หรือมีอาการประสาทหลอนได้
ยากลุ่มนี้จัดเป็น วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 จึงต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
2. ไทรอยด์ฮอร์โมน
โดยปกติใช้รักษาผู้ป่วยที่มีภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ แต่บางคนเอามาใช้ลดน้ำหนัก เพราะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญ ทำให้น้ำหนักลดลงไว
ปัญหาคือ
น้ำหนักที่หายไป มักมาจาก มวลไร้ไขมัน (lean body mass) เช่น กล้ามเนื้อ ไม่ใช่ไขมัน
เท่ากับเป็นการทำลายมวลกล้ามเนื้อของร่างกาย
เสี่ยงมีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ
สรุปคือ ผอมได้ แต่ร่างกายโทรม ระบบหัวใจเสี่ยงพัง
3. ยาขับปัสสาวะ
ยากลุ่มนี้ทำให้น้ำออกจากร่างกายมากขึ้น น้ำหนักจึงลดลงรวดเร็วในช่วงแรก แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า
ยาขับปัสสาวะ ไม่ได้ช่วยลดแคลอรี่ ที่ร่างกายได้รับ
สิ่งที่ลดลงคือปริมาณน้ำในร่างกายเท่านั้น ไม่ใช่ไขมัน
แถมยังเสี่ยงทำให้ร่างกายเสียสมดุลของเกลือแร่สำคัญ ส่งผลให้
เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
หัวใจและสมองทำงานผิดปกติ
ในกรณีรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิต
ดังนั้น ไม่ควรใช้ยาขับปัสสาวะเพื่อหวังผลลดน้ำหนักโดยเด็ดขาด
4. ยาถ่ายหรือยาระบาย
ยาระบายจะกระตุ้นลำไส้ใหญ่ให้บีบตัว ทำให้ถ่ายบ่อยขึ้น พอถ่ายมาก ก็รู้สึกตัวเบา น้ำหนักเหมือนจะลดลง
แต่ผลข้างเคียงคือ
ท้องเดิน สูญเสียน้ำและเกลือแร่
หากใช้ต่อเนื่องนาน ๆ ร่างกายจะเริ่มดื้อยา ต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ได้ผลเท่าเดิม
ยาระบายควรใช้เพื่อ บรรเทาอาการท้องผูกเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือในการลดความอ้วน
5. ยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร
ยากลุ่มนี้ไม่ได้ช่วยลดน้ำหนักโดยตรง แต่ถูกใส่เข้ามาในยาชุดเพื่อ
ลดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร จากการที่กินอาหารน้อยลงเพราะฤทธิ์ยาลดความอยากอาหาร
เมื่อร่างกายได้รับอาหารน้อย แต่กระเพาะยังหลั่งกรดตามปกติ ก็เสี่ยงเป็นโรคกระเพาะ แพทย์จึงอาจใช้ยาลดกรดเพื่อลดผลข้างเคียงส่วนนั้น
แต่ในยาชุดเถื่อน มักใช้แบบไร้การควบคุม จึงไม่ใช่เรื่องปลอดภัยนัก
6. ยาลดอัตราการเต้นของหัวใจ
เช่น โพรพราโนลอล (Propranolol) ปกติใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ในยาชุดลดน้ำหนัก มักใส่เพื่อลดอาการใจสั่นที่เกิดจาก
ยาลดความอยากอาหาร
ไทรอยด์ฮอร์โมน
แต่ยากลุ่มนี้เองก็มีผลข้างเคียง เช่น
เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
หัวใจเต้นช้าเกินไป
ความดันโลหิตต่ำ
เท่ากับว่ากินยาหนึ่งตัวเพื่อแก้ผลข้างเคียงของอีกตัว แล้วก็ไปสร้างปัญหาใหม่เพิ่มเข้าไปอีก
7. ยานอนหลับ หรือยาที่ทำให้ง่วง
เช่น ไดอะซีแพม (Diazepam) ที่ปกติใช้เพื่อช่วยให้นอนหลับ หรือคลายกังวล
ในยาลดความอ้วน มักถูกนำมาใช้เพื่อลดผลข้างเคียงจากยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท ทำให้นอนไม่หลับ
แต่ยากลุ่มนี้จัดเป็น วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภทที่ 2 การใช้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด
หากกินในปริมาณสูงเกินไป อาจกดการหายใจ และทำให้ความดันโลหิตต่ำได้ อันตรายอย่างมาก
สรุป: ผอมแบบด่วนจี๋ อาจแลกมาด้วยชีวิต
การลดน้ำหนักที่ดีและปลอดภัย ไม่เคยเริ่มต้นจากการพึ่งยาเป็นหลัก สิ่งสำคัญที่สุดคือ
ควบคุมอาหารแบบมีสติและยั่งยืน
ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย
ปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตในระยะยาว
แม้การใช้ยาลดน้ำหนักจะให้ผลเร็ว น้ำหนักลงไว แต่หากไม่ควบคุมอาหาร ไม่ออกกำลังกาย เมื่อหยุดยา น้ำหนักก็มีโอกาสเด้งกลับเหมือนเดิม แถมยังเสี่ยงผลข้างเคียงที่รุนแรงต่อสุขภาพ
หากคิดจะใช้ยาลดความอ้วน ควรปรึกษาแพทย์ และใช้ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อให้ได้ทั้งความปลอดภัย และผลลัพธ์ที่ไม่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงแลกกับความผอมชั่วคราว

