รับแอปรับแอป

จากเด็กอินโทรเวิร์ตสู่นางเอกร่างพัง: ญดา นริลญา เล่าเบื้องหลังชีวิตและโรคแพนิคที่ไม่มีใครเห็น

ศุภชัย เจริญผล01-31

โตมากับกองถ่ายตั้งแต่อายุ 13 แลกความฝันด้วยสุขภาพทั้งกายและใจ

ญดา-นริลญา กุลมงคลเพชร เปิดใจเส้นทางในวงการที่ไม่สวยหรูอย่างที่หลายคนคิด ชีวิตเบื้องหลังจากเด็กอินโทรเวิร์ตขี้อาย กลายมาเป็นนักแสดงที่ต้องแบกทั้งความคาดหวัง ความกดดัน และคอมเมนต์รูปลักษณ์ จนร่างกายพังจาก หอบหืด ไทรอยด์เป็นพิษ และโรคแพนิค

เธอทำงานกลางกองถ่ายตั้งแต่อายุแค่ 13 ปี ใช้ชีวิตโตมากับงานมากกว่ากับสนามเด็กเล่น ในวันที่คนอื่นไปเที่ยวกับครอบครัวหรือทำกิจกรรมกับเพื่อน ญดาอยู่ในสตูดิโอ ต่อคิวแต่งหน้า ขึ้นกองถ่าย ใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่ทั้งที่ยังเป็นเด็กมัธยม

เด็กอินโทรเวิร์ตที่หน้ากล้องกลับเปล่งประกาย

นอกกล้องญดาเป็นเด็กเงียบ ขี้อาย ไม่ค่อยกล้าแสดงออก แถมโตมากับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ค่อนข้างเข้มงวด สอนให้มีระเบียบ พูดเพราะ เรียบร้อย เป็น “กุลสตรี” เต็มตัว

แต่ทันทีที่อยู่หน้ากล้อง ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม เธอกล้าพรีเซนต์ตัวเอง กล้าเล่น กล้าลอง และรู้สึกว่าที่ตรงนั้นคือพื้นที่ที่เป็นตัวเองได้เต็มที่

  • ปีแรกในวงการเน้นงานโฆษณาล้วน ๆ

  • ถ่ายโฆษณารัว ๆ กว่า 70 ตัวภายในปีเดียว

  • ไปโรงเรียนจริง ๆ ไม่ถึงเดือนในหนึ่งปี เพราะที่เหลือคืออยู่กองถ่าย

ตั้งแต่ตอนนั้นเธอรู้เลยว่า การแสดงและงานบันเทิงจะเป็น อาชีพหลัก ส่วนการเป็นนักเรียนกลายเป็นบทบาทรอง

คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ผู้ผลักดันให้เดินในวงการ

แม้ที่บ้านจะมีคนไม่เห็นด้วย แต่คุณแม่คือคนเดียวที่สนับสนุนเต็มตัว ไม่ได้มองว่านี่คือการให้ลูก “ทำงานหนัก” แต่มองว่า ลูกทำได้ดี และแม่ภูมิใจ

ทุกครั้งที่ยืนมองลูกถ่ายงาน แม่มักกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เพราะความปลื้มและตื้นตัน ญดาจึงรู้สึกว่า การทำงานในวงการไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่ยังเป็นการตอบแทนหัวใจของแม่ด้วย

จากเด็กผอมผิวเข้ม ฟันเหยิน สู่คนที่ต้องรับแรงเสียดสีเรื่องหน้าตา

ญดาเล่าว่าตัวเองไม่ได้โตมาแบบเด็กหน้าตาน่ารักผิวขาวสไตล์นางเอกเลย ผอมแห้ง ผิวเข้ม ฟันเหยินในวัยเด็ก แต่เมื่อเข้าวงการก็ต้องเจอคอมเมนต์เปรียบเทียบมาตลอด

โดยเฉพาะเวลาเล่นซีรีส์และหนังที่ทีมงานตั้งใจให้ลุคออกมาเป็น “makeup no makeup” แต่งหน้าน้อยมาก ไม่ติดขนตา ไม่ทำผมจัดเต็ม ทำให้มีคอมเมนต์แนว ๆ ว่า

  • หน้ายังไม่ถึงนางเอก

  • หน้าสวยไม่พอสำหรับบทนำ

ญดาบอกว่าเธอเลือก ปล่อยผ่าน แม้มันจะกระทบใจทุกครั้ง เพราะลึก ๆ เธอรู้ว่าตัวเองตั้งใจกับการแสดงมาก และอยากให้คนดูเชื่อในตัวละครมากกว่าหลงอยู่กับภาพลุคสวยเป๊ะ

แต่ในโลกจริง เวลาคอมเมนต์ด้านลบถาโถมเข้ามา มันก็ทำให้เธอต้องย้อนถามตัวเองเสมอว่า

  • เราควรเปลี่ยนอะไรไหม

  • เราควรพัฒนาตัวเองต่อไปทางไหน

หอบหืด ไทรอยด์ และบ้านที่มีแมว 8 ตัว

สุขภาพของญดาเริ่มแย่ลงชัดเจนในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เธอเริ่มมีอาการคล้ายหอบหืด หายใจไม่สะดวก แน่นหน้าอก รู้สึกเหมือนหลอดลมถูกบีบจนมีรูให้หายใจแค่นิดเดียว

สุดท้ายเมื่อไปตรวจแบบจริงจังจึงพบว่า

  • เป็น หอบหืด ซึ่งน่าจะถ่ายทอดมาจากคุณแม่

  • แพ้ขนแมวขั้นรุนแรง ทั้งที่ที่บ้านเลี้ยงแมวอยู่ 8 ตัว

อาการหอบหืดกระทบงานอย่างหนัก โดยเฉพาะ

  • ฉากใต้น้ำ เพราะอากาศเย็นชื้นและการกลั้นหายใจทำให้อาการกำเริบ มีทั้งหอบ ตะคริว และภาวะคล้ายแพนิค

  • ฉากบู๊หรือซีนที่ใช้ smoke และฝุ่นเยอะ ต้องเลี่ยงให้อยู่ในควันให้น้อยที่สุด ใส่แมสตลอดเวลา ถ่ายจริงเสร็จแล้วต้องรีบออกมา

วันหนึ่งหัวใจเต้น 150 เตือนว่าร่างกายไม่ไหวแล้ว

ญดาเคยคิดมาตลอดว่าอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว เป็นผลพวงจากหอบหืด แต่วันหนึ่งในวันหยุดธรรมดา เดินแค่จากโซฟาไปห้องน้ำ นาฬิกากลับแจ้งเตือนว่าหัวใจเต้นพุ่งไปถึง 150

แรก ๆ เธอคิดว่าอาจเป็นโรคหัวใจ จึงไปพบแพทย์ แต่หมอกลับตรวจเจออย่างอื่นร่วมด้วย นั่นคือ

  • ไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroid)

อาการที่ต้องเจอคือ

  • หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

  • เหนื่อยง่าย แรงตกไว

  • ฮอร์โมนแปรปรวน ประจำเดือนผิดปกติ

  • อารมณ์ไวต่อสิ่งกระทบ เป็นคน sensitive ขึ้น

วิธีรักษาคือกินยาคุมไทรอยด์และยาช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจให้กลับมาอยู่ในระดับที่ร่างกายรับไหว

ผอมจนไม่กล้ามองตัวเองในกระจก

ด้วยภาวะไทรอยด์เป็นพิษ น้ำหนักของญดาเริ่มลดลงเรื่อย ๆ แก้มตอบลง แขนขาซูบ จนเธอรู้สึกว่าตัวเองดูเหมือนคนป่วย ไม่ Healthy อย่างที่อยากเป็น

  • คนที่เป็นไฮเปอร์ไทรอยด์มักผอมและหิวทั้งวัน

  • ทั้งที่กินเยอะ แต่กลับผอมลงเรื่อย ๆ

ญดาจำใจต้อง ฝืนกินให้มากขึ้น ทั้ง ๆ ที่อิ่มแล้ว เพื่อให้ตัวเองไม่ซูบจนเกินไป เพราะเธอไม่ชอบภาพตัวเองที่ดูป่วยและอ่อนแอในกระจก

ลดน้ำหนักโหดเพื่อบทบาทใน “ร่างทรง”

อีกหนึ่งช่วงที่ร่างกายโดนใช้งานหนักมาก คือการเตรียมตัวเล่นภาพยนตร์ “ร่างทรง” ที่เธอต้องลดน้ำหนักอย่างจริงจังและมีนักโภชนาการคุมใกล้ชิด

  • น้ำหนักก่อนเริ่มคุมอยู่ที่ประมาณ 45 กก.

  • ทีมงานตั้งใจคำนวณแล้วเห็นว่าถ้าลดลงไปถึง 35 กก. จะอันตรายเกินไป เพราะกระทบทั้งมวลกระดูกและกล้ามเนื้อ

  • เลยให้เพิ่มน้ำหนักขึ้นเป็นประมาณ 48-49 กก. ก่อนเริ่มถ่ายช่วงแรก

  • จากนั้นในเฟสถัดไป ค่อย ๆ ลดลงจนเหลือ 38 กก. ภายใน 1 เดือน

ทุก 3 วัน จะมีการส่งอาหารชุดใหม่มาให้ ซึ่งแต่ละรอบปริมาณจะน้อยลงเรื่อย ๆ จนร่างกายอยู่ในโหมดประคองตัวเองให้รอดมากกว่าการใช้ชีวิตแบบปกติ

ผลข้างเคียงที่ตามมาคือ

  • อารมณ์แปรปรวน โมโหหิวง่ายมาก

  • ผมร่วงจนกำมือได้ทีละ 2 กำ

  • รู้สึกเบลอ ๆ เหมือนร่างกายถูกดึงใช้เกินกำลัง เพราะต้องถ่ายหนังไปด้วย เรียนมหาวิทยาลัยไปด้วย และสอบไปพร้อมกัน

หอบหืด + ไทรอยด์ = โรคแพนิคที่จู่ ๆ ก็ถาโถม

เมื่อหอบหืดและไทรอยด์มาชนกัน แถมมีกดดันจากงานและเรื่องสะเทือนใจในชีวิตจริงเข้ามาโถมพร้อม ๆ กัน ญดาก็เริ่มเผชิญกับ อาการแพนิค แบบไม่ทันตั้งตัว

อาการตอนแพนิคของเธอคือ

  • มือสั่นควบคุมไม่ได้

  • หัวใจเต้นแรง จนรู้สึกว่าร่างกายกำลังจะพัง

  • หายใจไม่ออก รู้สึกเหมือนห้องแคบลง ภาพตรงหน้าถูกบีบเข้าใกล้

  • เหมือนกำลังจะขาดอากาศและตายตรงนั้น

ในช่วงที่ต้องเจอ smoke หนัก ๆ ตามกองถ่าย ญดาถูกหามเข้า ห้องฉุกเฉิน บ่อยครั้ง บางทียังไม่ทันเลิกกองก็ต้องรีบไปโรงพยาบาล เพราะหลอดลมตีบจนได้ยินเสียงหวีดในปอดทั้งสองข้าง

ครั้งหนึ่งเธอเกิดอาการแพนิคกลางที่สาธารณะ หลังจากไปกินข้าวกับเพื่อน ๆ เคราะห์ดีที่วันนั้นอยู่กับหมอเจี๊ยบ ลลนา ที่รีบพาเธอออกไปในที่โล่ง อากาศถ่ายเท พร้อมคอยพูดให้เธอตั้งสติ ค่อย ๆ หายใจเข้าออก จนอาการเริ่มดีขึ้นทีละนิด

ใช้ร่างกายหนักไป จนต้องยอมรับว่า “อายุน้อยก็ป่วยได้”

ก่อนรู้ว่าตัวเองป่วยจริง ๆ ญดายอมรับว่าตัวเอง ใช้ร่างกายโหดมาก เพราะคิดเสมอว่า

  • ยังเด็กอยู่ น่าจะไหว

  • อยากทุ่มให้ผลงานออกมาดีที่สุด

  • ไม่ได้ถามตัวเองเลยว่า “ร่างกายโอเคไหม” มีแรงพอหรือเปล่า

วันที่รู้ว่าเป็นไทรอยด์ เธอร้องไห้ทันที ไม่ใช่เพราะโรคนี้ร้ายแรงถึงชีวิต แต่เพราะ

เสียใจที่ละเลยร่างกายตัวเองมานานมาก ใช้มันหนักเกินไป ทั้งที่มันส่งสัญญาณเตือนเราตลอดเวลา

ข้อความที่อยากฝากถึงคนวัยทำงานทุกคนคือ

  • อย่าคิดว่าอายุน้อยแล้วจะไม่ป่วย

  • สุขภาพไม่ใช่ของตาย ถ้าไม่ดูแล มันพังได้ทุกเมื่อ

  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำเหมือนเอารถเข้าเช็กระยะ เพราะอวัยวะข้างในเราไม่เห็น แต่ไม่ได้แปลว่ามันไม่พัง

ตอนนี้เธอเริ่ม

  • ไปตรวจสุขภาพบ่อยขึ้น

  • ใส่ใจอาการตัวเอง ไม่ฝืนแบบเดิม

  • หันมาออกกำลังกาย แต่เลือกแบบที่ไม่เร่งหัวใจ เช่น โยคะ เพราะหมอยังไม่อยากให้ทำคาร์ดิโอหนัก ๆ

ปรับอาหาร นอนให้พอ และเลิกหลอกตัวเองว่า “เดี๋ยวพักทีหลัง”

เรื่องอาหาร ญดาเคยเป็นสายแซ่บ สายทอดเต็มตัว

  • ข้าวหมูทอด ข้าวไก่ทอด ทงคัตสึ

  • น้ำจิ้มเค็ม ๆ โซเดียมสูงจัดเต็ม

พอสุขภาพเริ่มแย่ เธอค่อย ๆ ปรับมาเป็น

  • เน้นของต้ม ของลวก ชาบูน้ำใส

  • ลดการจิ้มน้ำจิ้มเยอะ ๆ เพราะกลัวเลือดหนืดจากโซเดียม

ส่วนการนอนคือโจทย์ใหญ่ของคนทำงานกองถ่าย

  • บางวันถ่ายตั้งแต่เช้าถึงดึก เลิกหลัง 4 ทุ่ม

  • นอนจริง ๆ แค่ 4-5 ชั่วโมง

  • ถ้าวันไหนได้หยุดจะพยายามนอนให้ถึง 7-8 ชั่วโมง เพื่อกู้คืนร่างกาย

ด้านคาเฟอีน เธอพยายามคุมเพราะมีปัญหาไทรอยด์

  • ดื่มชา ชาเขียว กาแฟได้แค่นิดเดียว

  • พูดเหมือนคุมเก่ง แต่เจ้าตัวสารภาพว่า “เอาจริงก็กินน้ำอัดลมอยู่ดี” แบบขำ ๆ

เมื่อบทบาทการแสดงซึมเข้าไปในชีวิตจริง

ในฐานะนักแสดง ญดายอมรับว่าเธอไม่ได้ “ออกจากตัวละครไม่ได้” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พฤติกรรมบางอย่างจากตัวละครติดเข้ามาในชีวิตจริง แบบไม่รู้ตัว

ตัวอย่างเช่นบท “ไข่มุก” จากซีรีส์สืบสันดาน ที่เป็นเมดเงียบ ๆ คิดเยอะ ไม่ค่อยพูด ปกติญดาเป็นคนช่างพูด แต่พอถ่ายเรื่องนี้จบกลับกลายเป็นคนไม่ค่อยพูด เก็บทุกอย่างไว้ในใจ จนคนรอบตัวและคุณแม่สังเกตได้ว่าเธอดูแปลกไป

บางฉากในงานแสดง ยังไปกระทบแผลลึกในใจ ทำให้เวลาต้องดึงความทรงจำบางอย่างขึ้นมาเพื่อแสดง มันไม่ใช่แค่การสวมบท แต่คือการ เอาเรื่องจริงในใจออกมาใช้ ซึ่งบางครั้งพอเปิดแล้วก็ปิดไม่สนิททันที

ใน “ร่างทรง” ยิ่งหนักเข้าไปอีก เพราะคนรอบตัวบอกเธอว่าเปลี่ยนไปมากในช่วงที่ถ่ายทำ แม้เจ้าตัวจะรู้สึกว่าตัวเอง “ปกติ” ก็ตาม เธอมักนั่งเงียบ นั่งก้มหน้า หรือติดบุคลิกจากตัวละครโดยไม่รู้ตัว

จากเด็กผิวเข้มสู่ลุคปัง ดูแลตัวเองแบบไม่ต้องพึ่งดราม่า

ตอนเด็ก ๆ ญดาไม่ค่อยดูแลผิวและอาหารการกิน กินแต่น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ และไม่สนใจแดดเลย แต่พอโตขึ้นและงานในวงการทำให้ต้องอยู่ต่อหน้ากล้อง เธอเริ่มปรับตัวใหม่

หลัก ๆ ที่เธอทำคือ

  • เริ่มดูแล ผิวกายและผิวหน้า อย่างจริงจัง

  • เลี่ยงแดดให้มากที่สุด เพราะแดดทำร้ายผิวและเร่งความแก่

  • ลดน้ำอัดลมและขนมลงบ้าง หันไปกินน้ำผักผลไม้แทน โดยมีคุณแม่เป็นคนปั่นให้เอง

เธอเน้นว่า ไม่จำเป็นต้องเป๊ะทุกอย่าง แต่อย่างน้อยเราควรเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน

คอมเมนต์แรงเท่าไหร่ ถ้าใจเราดีดขึ้นได้ ก็รอด

ญดาเชื่อว่า กำลังใจสำคัญมาก โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนถูกวิจารณ์ได้ง่ายบนโซเชียล ถ้าเราไปจมอยู่กับคอมเมนต์ลบ ๆ นาน ๆ เราจะค่อย ๆ กลายเป็นอย่างที่เขาพูดโดยไม่รู้ตัว

สิ่งที่เธอเลือกทำคือ

  • ไม่อ่านก็ได้ ถ้ารู้ว่าตัวเองยังไม่แข็งแรงพอ

  • ถ้าเผลออ่านแล้วเจ็บ ก็ให้รู้ทันว่าเราแค่ “รู้สึก” แต่อย่าเอามาปักในใจ

  • ให้คอมเมนต์ด้านดีเป็นพลัง แต่ไม่ให้คอมเมนต์ด้านลบมากำหนดคุณค่าตัวเรา

ธรรมะและสมาธิ: เครื่องมือฮีลใจที่เธอไม่คิดว่าจะอินขนาดนี้

จุดเริ่มต้นของการเข้าใกล้ธรรมะของญดาไม่ได้สวยหรูเลย ตอนอายุ 18 คุณแม่ส่งไปปฏิบัติธรรมช่วงสิ้นปี เพราะกลัวลูกจะเป็นเด็กดื้อ เธอไปแบบไม่อิน สายตาลุกลี้ลุกลน อยากลืมตาตลอดเวลา

วันแรกที่นั่งสมาธิ เธอรู้สึก

  • ตายุบยิบ เหมือนมีมดไต่ ต้องลืมตาให้ได้

  • คันตรงโน้นที ตรงนี้ที ทนไม่ค่อยไหว

แต่พอผ่านไปวันที่ 2-3 ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยน เธอเปรียบความรู้สึกตอนนั้นเหมือน

แก้วน้ำที่เคยคนตลอดเวลา พอหยุดคน น้ำค่อย ๆ ใสขึ้น และตะกอนค่อย ๆ ตกลงด้านล่าง

นั่นคือครั้งแรกที่เธอรู้จักคำว่า “สงบจริง ๆ” และเริ่มเห็นตัวเองชัดขึ้น รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ

มองตัวเองอีก 5 ปีข้างหน้า…กลัวอย่างเดียวคือกลัวใจตัวเอง

เมื่อถูกถามถึงภาพตัวเองในอีก 5 ปี ญดาบอกตรง ๆ ว่า คิดภาพไม่ออก เพราะแค่ทุกวันนี้ ชีวิตก็เต็มไปด้วยปัญหาที่ผลัดกันเข้ามาให้เรียนรู้ไม่จบ

เธอรู้ตัวดีว่าตัวเองโตเกินวัยทางด้านความคิดและวุฒิภาวะ แต่สิ่งที่กลัวมีอยู่สองอย่าง

  • กลัวว่าวันหนึ่งจะไม่เหลือพลังสดใสแบบนี้ให้ตัวเอง

  • กลัวว่าโลกจะโบยตีจนเราแข็งหรือด้านเกินไป

เธอแอบพูดเล่น ๆ ว่ากลัวใจตัวเอง วันหนึ่งอาจจะหนีไปบวชก็ได้ แต่สิ่งที่หวังจริง ๆ คือ

  • อยากยังรักษา พลังสดใส ของตัวเองเอาไว้

  • อยากมีคนรอบข้างที่มีพลังดี ๆ มาช่วยซัพพอร์ตและฮีลใจกันและกัน

  • อยากฮีลใจตัวเองได้ต่อไปเรื่อย ๆ แม้โลกจะโหดขึ้นทุกวัน

บทสรุปจากญดา: สุขภาพไม่ใช่ของตาย อย่ารอให้ร่างพังแล้วค่อยเริ่มรักตัวเอง

เรื่องราวของญดา นริลญา ไม่ใช่แค่ภาพสวย ๆ ของนางเอกหน้ากล้อง แต่คือชีวิตจริงของผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยคิดว่า “อายุน้อย เดี๋ยวร่างกายก็ทนได้” จนสุดท้ายต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะหอบหืด ไทรอยด์ และแพนิค

สิ่งที่เธออยากฝากคือ

  • ถ้ารู้สึกแปลกไปจากเดิม อย่าฝืน ควรไปตรวจ

  • งานสำคัญ แต่ร่างกายคือบ้านหลังเดียวของเรา

  • อายุน้อยก็ล้มหมอนได้ ไม่ต้องรอแก่ถึงจะป่วย

และเหนือสิ่งอื่นใด อย่าปล่อยให้คอมเมนต์ของคนอื่นดังจนกลบเสียงหัวใจของตัวเอง ถ้าเราดูแลร่างกายและใจดีพอ วันหนึ่งเราจะขอบคุณตัวเองที่ไม่ยอมพังไปกลางทางเพียงเพราะอยากทำให้ทุกคนพอใจ ยกเว้นตัวเราเอง