โตมากับกองถ่ายตั้งแต่อายุ 13 แลกความฝันด้วยสุขภาพทั้งกายและใจ
ญดา-นริลญา กุลมงคลเพชร เปิดใจเส้นทางในวงการที่ไม่สวยหรูอย่างที่หลายคนคิด ชีวิตเบื้องหลังจากเด็กอินโทรเวิร์ตขี้อาย กลายมาเป็นนักแสดงที่ต้องแบกทั้งความคาดหวัง ความกดดัน และคอมเมนต์รูปลักษณ์ จนร่างกายพังจาก หอบหืด ไทรอยด์เป็นพิษ และโรคแพนิค
เธอทำงานกลางกองถ่ายตั้งแต่อายุแค่ 13 ปี ใช้ชีวิตโตมากับงานมากกว่ากับสนามเด็กเล่น ในวันที่คนอื่นไปเที่ยวกับครอบครัวหรือทำกิจกรรมกับเพื่อน ญดาอยู่ในสตูดิโอ ต่อคิวแต่งหน้า ขึ้นกองถ่าย ใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่ทั้งที่ยังเป็นเด็กมัธยม
เด็กอินโทรเวิร์ตที่หน้ากล้องกลับเปล่งประกาย
นอกกล้องญดาเป็นเด็กเงียบ ขี้อาย ไม่ค่อยกล้าแสดงออก แถมโตมากับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ค่อนข้างเข้มงวด สอนให้มีระเบียบ พูดเพราะ เรียบร้อย เป็น “กุลสตรี” เต็มตัว
แต่ทันทีที่อยู่หน้ากล้อง ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม เธอกล้าพรีเซนต์ตัวเอง กล้าเล่น กล้าลอง และรู้สึกว่าที่ตรงนั้นคือพื้นที่ที่เป็นตัวเองได้เต็มที่
ปีแรกในวงการเน้นงานโฆษณาล้วน ๆ
ถ่ายโฆษณารัว ๆ กว่า 70 ตัวภายในปีเดียว
ไปโรงเรียนจริง ๆ ไม่ถึงเดือนในหนึ่งปี เพราะที่เหลือคืออยู่กองถ่าย
ตั้งแต่ตอนนั้นเธอรู้เลยว่า การแสดงและงานบันเทิงจะเป็น อาชีพหลัก ส่วนการเป็นนักเรียนกลายเป็นบทบาทรอง
คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ผู้ผลักดันให้เดินในวงการ
แม้ที่บ้านจะมีคนไม่เห็นด้วย แต่คุณแม่คือคนเดียวที่สนับสนุนเต็มตัว ไม่ได้มองว่านี่คือการให้ลูก “ทำงานหนัก” แต่มองว่า ลูกทำได้ดี และแม่ภูมิใจ
ทุกครั้งที่ยืนมองลูกถ่ายงาน แม่มักกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เพราะความปลื้มและตื้นตัน ญดาจึงรู้สึกว่า การทำงานในวงการไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่ยังเป็นการตอบแทนหัวใจของแม่ด้วย
จากเด็กผอมผิวเข้ม ฟันเหยิน สู่คนที่ต้องรับแรงเสียดสีเรื่องหน้าตา
ญดาเล่าว่าตัวเองไม่ได้โตมาแบบเด็กหน้าตาน่ารักผิวขาวสไตล์นางเอกเลย ผอมแห้ง ผิวเข้ม ฟันเหยินในวัยเด็ก แต่เมื่อเข้าวงการก็ต้องเจอคอมเมนต์เปรียบเทียบมาตลอด
โดยเฉพาะเวลาเล่นซีรีส์และหนังที่ทีมงานตั้งใจให้ลุคออกมาเป็น “makeup no makeup” แต่งหน้าน้อยมาก ไม่ติดขนตา ไม่ทำผมจัดเต็ม ทำให้มีคอมเมนต์แนว ๆ ว่า
หน้ายังไม่ถึงนางเอก
หน้าสวยไม่พอสำหรับบทนำ
ญดาบอกว่าเธอเลือก ปล่อยผ่าน แม้มันจะกระทบใจทุกครั้ง เพราะลึก ๆ เธอรู้ว่าตัวเองตั้งใจกับการแสดงมาก และอยากให้คนดูเชื่อในตัวละครมากกว่าหลงอยู่กับภาพลุคสวยเป๊ะ
แต่ในโลกจริง เวลาคอมเมนต์ด้านลบถาโถมเข้ามา มันก็ทำให้เธอต้องย้อนถามตัวเองเสมอว่า
เราควรเปลี่ยนอะไรไหม
เราควรพัฒนาตัวเองต่อไปทางไหน
หอบหืด ไทรอยด์ และบ้านที่มีแมว 8 ตัว
สุขภาพของญดาเริ่มแย่ลงชัดเจนในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เธอเริ่มมีอาการคล้ายหอบหืด หายใจไม่สะดวก แน่นหน้าอก รู้สึกเหมือนหลอดลมถูกบีบจนมีรูให้หายใจแค่นิดเดียว
สุดท้ายเมื่อไปตรวจแบบจริงจังจึงพบว่า
เป็น หอบหืด ซึ่งน่าจะถ่ายทอดมาจากคุณแม่
แพ้ขนแมวขั้นรุนแรง ทั้งที่ที่บ้านเลี้ยงแมวอยู่ 8 ตัว
อาการหอบหืดกระทบงานอย่างหนัก โดยเฉพาะ
ฉากใต้น้ำ เพราะอากาศเย็นชื้นและการกลั้นหายใจทำให้อาการกำเริบ มีทั้งหอบ ตะคริว และภาวะคล้ายแพนิค
ฉากบู๊หรือซีนที่ใช้ smoke และฝุ่นเยอะ ต้องเลี่ยงให้อยู่ในควันให้น้อยที่สุด ใส่แมสตลอดเวลา ถ่ายจริงเสร็จแล้วต้องรีบออกมา
วันหนึ่งหัวใจเต้น 150 เตือนว่าร่างกายไม่ไหวแล้ว
ญดาเคยคิดมาตลอดว่าอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว เป็นผลพวงจากหอบหืด แต่วันหนึ่งในวันหยุดธรรมดา เดินแค่จากโซฟาไปห้องน้ำ นาฬิกากลับแจ้งเตือนว่าหัวใจเต้นพุ่งไปถึง 150
แรก ๆ เธอคิดว่าอาจเป็นโรคหัวใจ จึงไปพบแพทย์ แต่หมอกลับตรวจเจออย่างอื่นร่วมด้วย นั่นคือ
ไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroid)
อาการที่ต้องเจอคือ
หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
เหนื่อยง่าย แรงตกไว
ฮอร์โมนแปรปรวน ประจำเดือนผิดปกติ
อารมณ์ไวต่อสิ่งกระทบ เป็นคน sensitive ขึ้น
วิธีรักษาคือกินยาคุมไทรอยด์และยาช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจให้กลับมาอยู่ในระดับที่ร่างกายรับไหว
ผอมจนไม่กล้ามองตัวเองในกระจก
ด้วยภาวะไทรอยด์เป็นพิษ น้ำหนักของญดาเริ่มลดลงเรื่อย ๆ แก้มตอบลง แขนขาซูบ จนเธอรู้สึกว่าตัวเองดูเหมือนคนป่วย ไม่ Healthy อย่างที่อยากเป็น
คนที่เป็นไฮเปอร์ไทรอยด์มักผอมและหิวทั้งวัน
ทั้งที่กินเยอะ แต่กลับผอมลงเรื่อย ๆ
ญดาจำใจต้อง ฝืนกินให้มากขึ้น ทั้ง ๆ ที่อิ่มแล้ว เพื่อให้ตัวเองไม่ซูบจนเกินไป เพราะเธอไม่ชอบภาพตัวเองที่ดูป่วยและอ่อนแอในกระจก
ลดน้ำหนักโหดเพื่อบทบาทใน “ร่างทรง”
อีกหนึ่งช่วงที่ร่างกายโดนใช้งานหนักมาก คือการเตรียมตัวเล่นภาพยนตร์ “ร่างทรง” ที่เธอต้องลดน้ำหนักอย่างจริงจังและมีนักโภชนาการคุมใกล้ชิด
น้ำหนักก่อนเริ่มคุมอยู่ที่ประมาณ 45 กก.
ทีมงานตั้งใจคำนวณแล้วเห็นว่าถ้าลดลงไปถึง 35 กก. จะอันตรายเกินไป เพราะกระทบทั้งมวลกระดูกและกล้ามเนื้อ
เลยให้เพิ่มน้ำหนักขึ้นเป็นประมาณ 48-49 กก. ก่อนเริ่มถ่ายช่วงแรก
จากนั้นในเฟสถัดไป ค่อย ๆ ลดลงจนเหลือ 38 กก. ภายใน 1 เดือน
ทุก 3 วัน จะมีการส่งอาหารชุดใหม่มาให้ ซึ่งแต่ละรอบปริมาณจะน้อยลงเรื่อย ๆ จนร่างกายอยู่ในโหมดประคองตัวเองให้รอดมากกว่าการใช้ชีวิตแบบปกติ
ผลข้างเคียงที่ตามมาคือ
อารมณ์แปรปรวน โมโหหิวง่ายมาก
ผมร่วงจนกำมือได้ทีละ 2 กำ
รู้สึกเบลอ ๆ เหมือนร่างกายถูกดึงใช้เกินกำลัง เพราะต้องถ่ายหนังไปด้วย เรียนมหาวิทยาลัยไปด้วย และสอบไปพร้อมกัน
หอบหืด + ไทรอยด์ = โรคแพนิคที่จู่ ๆ ก็ถาโถม
เมื่อหอบหืดและไทรอยด์มาชนกัน แถมมีกดดันจากงานและเรื่องสะเทือนใจในชีวิตจริงเข้ามาโถมพร้อม ๆ กัน ญดาก็เริ่มเผชิญกับ อาการแพนิค แบบไม่ทันตั้งตัว
อาการตอนแพนิคของเธอคือ
มือสั่นควบคุมไม่ได้
หัวใจเต้นแรง จนรู้สึกว่าร่างกายกำลังจะพัง
หายใจไม่ออก รู้สึกเหมือนห้องแคบลง ภาพตรงหน้าถูกบีบเข้าใกล้
เหมือนกำลังจะขาดอากาศและตายตรงนั้น
ในช่วงที่ต้องเจอ smoke หนัก ๆ ตามกองถ่าย ญดาถูกหามเข้า ห้องฉุกเฉิน บ่อยครั้ง บางทียังไม่ทันเลิกกองก็ต้องรีบไปโรงพยาบาล เพราะหลอดลมตีบจนได้ยินเสียงหวีดในปอดทั้งสองข้าง
ครั้งหนึ่งเธอเกิดอาการแพนิคกลางที่สาธารณะ หลังจากไปกินข้าวกับเพื่อน ๆ เคราะห์ดีที่วันนั้นอยู่กับหมอเจี๊ยบ ลลนา ที่รีบพาเธอออกไปในที่โล่ง อากาศถ่ายเท พร้อมคอยพูดให้เธอตั้งสติ ค่อย ๆ หายใจเข้าออก จนอาการเริ่มดีขึ้นทีละนิด
ใช้ร่างกายหนักไป จนต้องยอมรับว่า “อายุน้อยก็ป่วยได้”
ก่อนรู้ว่าตัวเองป่วยจริง ๆ ญดายอมรับว่าตัวเอง ใช้ร่างกายโหดมาก เพราะคิดเสมอว่า
ยังเด็กอยู่ น่าจะไหว
อยากทุ่มให้ผลงานออกมาดีที่สุด
ไม่ได้ถามตัวเองเลยว่า “ร่างกายโอเคไหม” มีแรงพอหรือเปล่า
วันที่รู้ว่าเป็นไทรอยด์ เธอร้องไห้ทันที ไม่ใช่เพราะโรคนี้ร้ายแรงถึงชีวิต แต่เพราะ
เสียใจที่ละเลยร่างกายตัวเองมานานมาก ใช้มันหนักเกินไป ทั้งที่มันส่งสัญญาณเตือนเราตลอดเวลา
ข้อความที่อยากฝากถึงคนวัยทำงานทุกคนคือ
อย่าคิดว่าอายุน้อยแล้วจะไม่ป่วย
สุขภาพไม่ใช่ของตาย ถ้าไม่ดูแล มันพังได้ทุกเมื่อ
ตรวจสุขภาพเป็นประจำเหมือนเอารถเข้าเช็กระยะ เพราะอวัยวะข้างในเราไม่เห็น แต่ไม่ได้แปลว่ามันไม่พัง
ตอนนี้เธอเริ่ม
ไปตรวจสุขภาพบ่อยขึ้น
ใส่ใจอาการตัวเอง ไม่ฝืนแบบเดิม
หันมาออกกำลังกาย แต่เลือกแบบที่ไม่เร่งหัวใจ เช่น โยคะ เพราะหมอยังไม่อยากให้ทำคาร์ดิโอหนัก ๆ
ปรับอาหาร นอนให้พอ และเลิกหลอกตัวเองว่า “เดี๋ยวพักทีหลัง”
เรื่องอาหาร ญดาเคยเป็นสายแซ่บ สายทอดเต็มตัว
ข้าวหมูทอด ข้าวไก่ทอด ทงคัตสึ
น้ำจิ้มเค็ม ๆ โซเดียมสูงจัดเต็ม
พอสุขภาพเริ่มแย่ เธอค่อย ๆ ปรับมาเป็น
เน้นของต้ม ของลวก ชาบูน้ำใส
ลดการจิ้มน้ำจิ้มเยอะ ๆ เพราะกลัวเลือดหนืดจากโซเดียม
ส่วนการนอนคือโจทย์ใหญ่ของคนทำงานกองถ่าย
บางวันถ่ายตั้งแต่เช้าถึงดึก เลิกหลัง 4 ทุ่ม
นอนจริง ๆ แค่ 4-5 ชั่วโมง
ถ้าวันไหนได้หยุดจะพยายามนอนให้ถึง 7-8 ชั่วโมง เพื่อกู้คืนร่างกาย
ด้านคาเฟอีน เธอพยายามคุมเพราะมีปัญหาไทรอยด์
ดื่มชา ชาเขียว กาแฟได้แค่นิดเดียว
พูดเหมือนคุมเก่ง แต่เจ้าตัวสารภาพว่า “เอาจริงก็กินน้ำอัดลมอยู่ดี” แบบขำ ๆ
เมื่อบทบาทการแสดงซึมเข้าไปในชีวิตจริง
ในฐานะนักแสดง ญดายอมรับว่าเธอไม่ได้ “ออกจากตัวละครไม่ได้” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พฤติกรรมบางอย่างจากตัวละครติดเข้ามาในชีวิตจริง แบบไม่รู้ตัว
ตัวอย่างเช่นบท “ไข่มุก” จากซีรีส์สืบสันดาน ที่เป็นเมดเงียบ ๆ คิดเยอะ ไม่ค่อยพูด ปกติญดาเป็นคนช่างพูด แต่พอถ่ายเรื่องนี้จบกลับกลายเป็นคนไม่ค่อยพูด เก็บทุกอย่างไว้ในใจ จนคนรอบตัวและคุณแม่สังเกตได้ว่าเธอดูแปลกไป
บางฉากในงานแสดง ยังไปกระทบแผลลึกในใจ ทำให้เวลาต้องดึงความทรงจำบางอย่างขึ้นมาเพื่อแสดง มันไม่ใช่แค่การสวมบท แต่คือการ เอาเรื่องจริงในใจออกมาใช้ ซึ่งบางครั้งพอเปิดแล้วก็ปิดไม่สนิททันที
ใน “ร่างทรง” ยิ่งหนักเข้าไปอีก เพราะคนรอบตัวบอกเธอว่าเปลี่ยนไปมากในช่วงที่ถ่ายทำ แม้เจ้าตัวจะรู้สึกว่าตัวเอง “ปกติ” ก็ตาม เธอมักนั่งเงียบ นั่งก้มหน้า หรือติดบุคลิกจากตัวละครโดยไม่รู้ตัว
จากเด็กผิวเข้มสู่ลุคปัง ดูแลตัวเองแบบไม่ต้องพึ่งดราม่า
ตอนเด็ก ๆ ญดาไม่ค่อยดูแลผิวและอาหารการกิน กินแต่น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ และไม่สนใจแดดเลย แต่พอโตขึ้นและงานในวงการทำให้ต้องอยู่ต่อหน้ากล้อง เธอเริ่มปรับตัวใหม่
หลัก ๆ ที่เธอทำคือ
เริ่มดูแล ผิวกายและผิวหน้า อย่างจริงจัง
เลี่ยงแดดให้มากที่สุด เพราะแดดทำร้ายผิวและเร่งความแก่
ลดน้ำอัดลมและขนมลงบ้าง หันไปกินน้ำผักผลไม้แทน โดยมีคุณแม่เป็นคนปั่นให้เอง
เธอเน้นว่า ไม่จำเป็นต้องเป๊ะทุกอย่าง แต่อย่างน้อยเราควรเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน
คอมเมนต์แรงเท่าไหร่ ถ้าใจเราดีดขึ้นได้ ก็รอด
ญดาเชื่อว่า กำลังใจสำคัญมาก โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนถูกวิจารณ์ได้ง่ายบนโซเชียล ถ้าเราไปจมอยู่กับคอมเมนต์ลบ ๆ นาน ๆ เราจะค่อย ๆ กลายเป็นอย่างที่เขาพูดโดยไม่รู้ตัว
สิ่งที่เธอเลือกทำคือ
ไม่อ่านก็ได้ ถ้ารู้ว่าตัวเองยังไม่แข็งแรงพอ
ถ้าเผลออ่านแล้วเจ็บ ก็ให้รู้ทันว่าเราแค่ “รู้สึก” แต่อย่าเอามาปักในใจ
ให้คอมเมนต์ด้านดีเป็นพลัง แต่ไม่ให้คอมเมนต์ด้านลบมากำหนดคุณค่าตัวเรา
ธรรมะและสมาธิ: เครื่องมือฮีลใจที่เธอไม่คิดว่าจะอินขนาดนี้
จุดเริ่มต้นของการเข้าใกล้ธรรมะของญดาไม่ได้สวยหรูเลย ตอนอายุ 18 คุณแม่ส่งไปปฏิบัติธรรมช่วงสิ้นปี เพราะกลัวลูกจะเป็นเด็กดื้อ เธอไปแบบไม่อิน สายตาลุกลี้ลุกลน อยากลืมตาตลอดเวลา
วันแรกที่นั่งสมาธิ เธอรู้สึก
ตายุบยิบ เหมือนมีมดไต่ ต้องลืมตาให้ได้
คันตรงโน้นที ตรงนี้ที ทนไม่ค่อยไหว
แต่พอผ่านไปวันที่ 2-3 ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยน เธอเปรียบความรู้สึกตอนนั้นเหมือน
แก้วน้ำที่เคยคนตลอดเวลา พอหยุดคน น้ำค่อย ๆ ใสขึ้น และตะกอนค่อย ๆ ตกลงด้านล่าง
นั่นคือครั้งแรกที่เธอรู้จักคำว่า “สงบจริง ๆ” และเริ่มเห็นตัวเองชัดขึ้น รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ
มองตัวเองอีก 5 ปีข้างหน้า…กลัวอย่างเดียวคือกลัวใจตัวเอง
เมื่อถูกถามถึงภาพตัวเองในอีก 5 ปี ญดาบอกตรง ๆ ว่า คิดภาพไม่ออก เพราะแค่ทุกวันนี้ ชีวิตก็เต็มไปด้วยปัญหาที่ผลัดกันเข้ามาให้เรียนรู้ไม่จบ
เธอรู้ตัวดีว่าตัวเองโตเกินวัยทางด้านความคิดและวุฒิภาวะ แต่สิ่งที่กลัวมีอยู่สองอย่าง
กลัวว่าวันหนึ่งจะไม่เหลือพลังสดใสแบบนี้ให้ตัวเอง
กลัวว่าโลกจะโบยตีจนเราแข็งหรือด้านเกินไป
เธอแอบพูดเล่น ๆ ว่ากลัวใจตัวเอง วันหนึ่งอาจจะหนีไปบวชก็ได้ แต่สิ่งที่หวังจริง ๆ คือ
อยากยังรักษา พลังสดใส ของตัวเองเอาไว้
อยากมีคนรอบข้างที่มีพลังดี ๆ มาช่วยซัพพอร์ตและฮีลใจกันและกัน
อยากฮีลใจตัวเองได้ต่อไปเรื่อย ๆ แม้โลกจะโหดขึ้นทุกวัน
บทสรุปจากญดา: สุขภาพไม่ใช่ของตาย อย่ารอให้ร่างพังแล้วค่อยเริ่มรักตัวเอง
เรื่องราวของญดา นริลญา ไม่ใช่แค่ภาพสวย ๆ ของนางเอกหน้ากล้อง แต่คือชีวิตจริงของผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยคิดว่า “อายุน้อย เดี๋ยวร่างกายก็ทนได้” จนสุดท้ายต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะหอบหืด ไทรอยด์ และแพนิค
สิ่งที่เธออยากฝากคือ
ถ้ารู้สึกแปลกไปจากเดิม อย่าฝืน ควรไปตรวจ
งานสำคัญ แต่ร่างกายคือบ้านหลังเดียวของเรา
อายุน้อยก็ล้มหมอนได้ ไม่ต้องรอแก่ถึงจะป่วย
และเหนือสิ่งอื่นใด อย่าปล่อยให้คอมเมนต์ของคนอื่นดังจนกลบเสียงหัวใจของตัวเอง ถ้าเราดูแลร่างกายและใจดีพอ วันหนึ่งเราจะขอบคุณตัวเองที่ไม่ยอมพังไปกลางทางเพียงเพราะอยากทำให้ทุกคนพอใจ ยกเว้นตัวเราเอง

