รับแอปรับแอป

7 หญิงแกร่งจากชุมชนท้องถิ่น จุดไฟ “ประโยชน์” และ “ความสุข” ให้ทั้งหมู่บ้าน

ชลธิชา บุญมา01-30

แรงบันดาลใจจากพระราชดำรัส สู่เวที “ประโยชน์สุขเดย์”

พระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเน้นการทำงาน เพื่อส่วนรวม เพื่อสร้างทั้ง “ประโยชน์” และ “ความสุข” ให้ผู้คนในสังคม กลายเป็นจุดตั้งต้นของโครงการ “ประโยชน์สุข” โดย SCG ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการท้องถิ่นและชุมชนให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง พึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

จากการทำงานกับชุมชนทั่วประเทศ SCG จึงต่อยอดจัดงาน “ประโยชน์สุขเดย์” บนเวทีที่เปิดพื้นที่ให้ชุมชนได้ เล่าเรื่อง โชว์ผลงาน และเติบโตไปด้วยกัน ผ่านเรื่องเล่าของผู้นำตัวจริงจากพื้นที่

ในงานนี้ ตัวแทนผู้นำชุมชนจากหลายภูมิภาค ถูกชวนขึ้นเวทีในรูปแบบคล้าย TED Talk เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ การลองผิดลองถูก และผลลัพธ์จริงในพื้นที่ ชี้ให้เห็นพลังของ “คนตัวเล็กแต่ใจใหญ่” ที่ลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ จนกลายเป็นพลังใหญ่ของประเทศ

Inclusive Society พลังผู้ประกอบการท้องถิ่นฐานราก

เวทีประโยชน์สุขเดย์เริ่มต้นด้วยแนวคิดสำคัญจากผู้บริหาร SCG ที่ตอกย้ำว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมผู้บริโภค ผู้ประกอบการท้องถิ่น หรือ Micro Entrepreneur คือฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก

SCG จึงมุ่งสร้าง “Inclusive Society” หรือ “สังคมแห่งการมีส่วนร่วม” ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนในระบบเศรษฐกิจได้เติบโตไปด้วยกัน เพราะความยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากแต่ละภาคส่วนไม่จับมือกันเดิน

จากเวทีใหญ่ แนวคิดจึงถูกส่งต่อไปสู่เสียงเล่าจากตัวแทนผู้นำชุมชนทั้ง 7 คน ที่กลายเป็นภาพสะท้อนชัดเจนของคำว่า “ประโยชน์สุข” ในชีวิตจริง

1. แม่ดารี: น้ำตาแม่หม้ายที่กลายเป็นยานวดสมุนไพรของชุมชน

หนึ่งในตัวแทนหญิงแกร่ง คือ แม่ดารี จิตตานันท์ พรรณา จากอำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ เจ้าของแบรนด์สมุนไพรนวด “ดารีสมุนไพรออแกนิค” ที่เติบโตมาจากหัวใจของคนในชุมชน

แม่ดารีทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงชุมชน ขับเคลื่อนศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ จนสังเกตเห็นปัญหาผู้สูงอายุในพื้นที่ที่มักปวดเมื่อย แต่ต้องพึ่งยานวดราคาแพง จึงรวมกลุ่มปราชญ์ชาวบ้านและหมอพื้นบ้าน พัฒนาสูตร “ยานวดน้ำตาแม่หม้าย” จากสมุนไพรพื้นถิ่นในป่าสักทองที่ปลอดสารเคมี ใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อยได้จริง

เมื่อเข้าร่วมโครงการประโยชน์สุข แม่ดารีได้เรียนรู้การพัฒนาสูตรและบรรจุภัณฑ์ จนต่อยอดสู่แบรนด์ “ดารีสมุนไพรออแกนิค” กลายเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรอัตลักษณ์ของอำเภอวังชิ้น สร้างรายได้ให้ผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางในชุมชน สินค้าของเธอได้รับการตอบรับดีเยี่ยมในงานออกร้านระดับจังหวัด ขายหมดในเวลาไม่นาน

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของสินค้า แต่เป็นตัวอย่างของการใช้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ประกอบกับหลักเศรษฐกิจยั่งยืน จนชุมชนสามารถสร้างรายได้และความภาคภูมิใจไปพร้อมกัน

2. พี่ริน: จากบ่อดินขาวรกร้าง สู่เกษตรปลอดภัย “บ้านบ่อดินขาว”

จากจังหวัดแพร่ ขยับมาที่อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เราจะพบกับ พี่ริน วารินทร์ อยู่สบาย เจ้าของแบรนด์กล้วยแปรรูปสุดครีเอทีฟ “กล้วยแต๊ดแต๋” และตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านบ่อดินขาว

พื้นที่บ้านบ่อดินขาวเคยเป็นแหล่งขุด ดินขาว สำหรับผลิตปูนซีเมนต์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อการขุดสิ้นสุดลง พื้นที่กลับกลายเป็นบ่อรกร้าง จนฝนและธรรมชาติเปลี่ยนให้กลายเป็นแหล่งน้ำสำคัญ และได้รับการบูรณะในปี 2563 ทำให้ชุมชนมีน้ำใช้ทำการเกษตรตลอดปี

พี่รินและชาวบ้านจึงรวมกลุ่มจัดตั้ง “วิสาหกิจชุมชนเกษตรปลอดภัยบ้านบ่อดินขาว” ปลูกพืชผสมผสาน เช่น

  • กล้วย

  • ตะไคร้

  • ใบเตย

  • ผักพื้นถิ่น

พร้อมทั้งพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปขายในตลาดท้องถิ่น และยกระดับมาตรฐานอาหารแปรรูปให้ได้มาตรฐานมากขึ้น ด้วยการสนับสนุนจากโครงการประโยชน์สุขในด้านการตลาด การสร้างแบรนด์ และมาตรฐานสินค้า ทำให้ เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม พร้อมส่งต่ออาหารดีๆ ให้ผู้บริโภค และชุมชนก็ยืนได้อย่างมั่นคงมากขึ้น

3. พี่วรรณา: ครูคณิตที่ “แกะลายผ้าโบราณ” ให้กลับมามีลมหายใจ

อีกหนึ่งเรื่องเล่าที่น่าสนใจมาจากจังหวัดอุทัยธานี กับ พี่วรรณา พิมพันธุ์ อดีตครูคณิตศาสตร์ที่ผันตัวมาสานต่อภูมิปัญญาผ้าทอ จนเกิดเป็นแบรนด์ “สิริวรรณา”

ด้วยพื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ เธอนำความรู้เรื่องโครงสร้าง รูปแบบ และแพทเทิร์น มาผสานกับภูมิปัญญาชาวบ้าน สร้างโครงการ “แกะลายผ้าทอโบราณอุทัยธานี” รวบรวมและวิเคราะห์ลวดลายของผ้าทอจากชาวกะเหรี่ยงและลาวเวียง แล้วใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์กราฟิกในการถอดโครงสร้างลายผ้า ทำให้ลายโบราณที่เกือบเลือนหายกลับมาทอได้อีกครั้ง

ผลงานของเธอได้รับรางวัลระดับประเทศ และยังมีโอกาสถวายงานต่อหน้าพระบรมวงศานุวงศ์ นำไปสู่แนวคิดตั้งศูนย์รวมลายผ้าของจังหวัดอุทัยธานี ก่อนจะต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย เช่น ผ้าพันคอและของที่ระลึก ภายใต้แบรนด์ “สิริวรรณา”

โครงการประโยชน์สุขช่วยเสริมความรู้ด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์ ให้กลุ่มทอผ้าสามารถออกแบบสินค้าให้ตรงใจคนรุ่นใหม่ ทำให้ผ้าทอโบราณไม่เป็นแค่ของสะสม แต่กลายเป็นทั้ง งานศิลปะ รายได้ และมรดกทางภูมิปัญญา ที่ส่งต่อสู่คนรุ่นต่อไป

4. พี่หนู: ปลุกชีวิต “ข้าวไร่” จากผืนนาสู่แบรนด์ของชุมชน

ที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่องราวของ พี่หนู สุจิตรา ป้านวัน คือภาพชัดของการ “กลับใจ” เพื่อกลับมารับช่วงต่อภูมิปัญญาของครอบครัว

จากเดิมที่เคยปฏิเสธ ไม่อยากสานต่อการปลูกข้าวไร่ของคุณแม่ วันนี้พี่หนูกลับใช้แรงบันดาลใจจากการเห็นแม่ทำเกษตรข้าวไร่มากว่า 46 ปี มาปลุกชีวิตใหม่ให้กับข้าวไร่ ผ่านการรวมกลุ่มผู้สูงอายุและคนในชุมชน ตั้งเป็น “วิสาหกิจชุมชนข้าวไร่วังขรี”

แนวคิดคือ ใช้ผืนดินเดิม ปลูกข้าวไร่แบบดั้งเดิม รักษาพันธุ์ รักษาวิถี และสร้างรายได้ที่จับต้องได้ให้สมาชิกในชุมชน เมื่อได้เรียนรู้จากโครงการประโยชน์สุข พี่หนูต่อยอดด้วยการสร้างแบรนด์ “ข้าวไร่วังขรี – จากแม่สู่ลูก” พร้อมปรับตัวเข้าสู่ช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook และ TikTok จนสร้างยอดขายกว่า 35,000 บาทในเวลาเพียง 3 สัปดาห์

ตอนนี้พี่หนูยังขยายผลสู่เยาวชนและกลุ่มเปราะบาง ถ่ายทอดความรู้เรื่องการปลูกข้าวไร่ ให้กลายเป็นทั้งอาชีพ ความภาคภูมิใจ และรากฐานความยั่งยืนของชุมชนวังขรี

5. ผู้ใหญ่ลั่นทม: ปลาส้มสูตรชุมชน สู่แบรนด์มาตรฐานระดับประเทศ

กลับมาที่อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่อีกครั้ง คราวนี้เป็นเรื่องของ ผู้ใหญ่ลั่นทม โชติดิลก ผู้นำกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปถนอมอาหาร และเจ้าของแบรนด์ดัง “ปลาส้มผู้ใหญ่ลั่นทม”

จากการรวมกลุ่มพ่อแม่ชาวนาในช่วงเวลาว่างหลังฤดูกาลทำนา ผู้ใหญ่ลั่นทมเริ่มทดลองทำปลาส้มอย่างเป็นระบบ พัฒนาสูตรจาก ปลานิลเนื้อแน่น ขาวสะอาด หมักด้วยข้าวสามชนิด — ข้าวหอมมะลิขาว ข้าวหอมมะลิแดง และข้าวเหนียว — เพื่อให้ได้รสชาติที่นุ่มและกลมกล่อม

ปลาส้มที่เคยเป็นแค่อาหารพื้นบ้าน กลายมาเป็นสินค้าแปรรูปที่ได้มาตรฐาน อย. และกำลังเดินหน้าเข้ารับรองมาตรฐานฮาลาล พร้อมแตกไลน์สินค้าใหม่ เช่น

  • น้ำพริกปลาส้ม

  • นักเก็ตปลาส้ม

ด้วยการสนับสนุนของโครงการประโยชน์สุข กลุ่มชุมชนเรียนรู้การสร้างแบรนด์ การตลาดออนไลน์ และช่องทางจัดจำหน่าย ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ จนยอดขายเติบโตต่อเนื่อง ผู้ใหญ่ลั่นทมจึงกลายเป็นตัวอย่างของ “ผู้นำชุมชนหญิง” ที่ใช้ภูมิปัญญาพื้นถิ่นต่อยอดสู่ธุรกิจยั่งยืน สร้างทั้งรายได้และความสุขให้กับคนในชุมชน

6. แม่กุล: เมื่อมัลเบอร์รี่ข้างรั้ว กลายเป็นของฝากประจำจังหวัด

ที่อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน แม่กุล ณพัชติมนท์ อนันท์อัครเดชา ประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรแปรรูปปลายนาบ้านน่าน คือตัวอย่างของคนที่มองเห็นคุณค่าในสิ่งที่คนอื่นมองข้าม

ผลไม้พื้นบ้านอย่าง มัลเบอร์รี่ ที่ชาวบ้านปลูกไว้ตามหัวไร่ปลายนาเคยถูกขายในราคาถูก ถูกนำมาคิดใหม่ทำใหม่ หลังแม่กุลได้เข้าร่วมโครงการประโยชน์สุข เธอมองเห็นว่ามัลเบอร์รี่สดเหล่านี้เป็นวัตถุดิบที่ดีมากในการผลิต “มัลเบอร์รี่แก้ว” ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและไฟเบอร์สูง ช่วยระบบขับถ่ายและสมดุลลำไส้

ด้วยการใช้ผลผลิตจากสวนของชาวบ้านและศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติในจังหวัดน่าน “มัลเบอร์รี่แก้ว” จึงไม่ได้เป็นแค่สินค้าใหม่ในตลาด แต่กลายเป็นของฝากขึ้นชื่อของจังหวัดน่าน สร้างรายได้กลับสู่เกษตรกร และเป็นภาพชัดเจนของการ ต่อยอดวัตถุดิบท้องถิ่นให้เติบโตจากฐานรากอย่างแท้จริง

7. พี่ปู: เปลี่ยน “เมืองผ่าน” ให้กลายเป็น “เมืองแห่งโอกาส”

ในบรรดาผู้นำชุมชนทั้งหมด มีหนึ่งคนที่ไม่ได้ขึ้นเวทีมาพร้อมสินค้า แต่กลับสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้ชุมชนอย่างมหาศาล เธอคือ พี่ปู กัญญ์ศิริ ยิ้มประสิทธิ์ ประธานเครือข่าย OTOP อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี และประธานตลาดวัฒนธรรมลาวเวียง

ต้นทางของเรื่องนี้เริ่มจากการที่พี่ปูมองเห็นว่า พื้นที่ที่เธออยู่เป็นย่านอุตสาหกรรม ชาวบ้านรายได้น้อย และมักถูกมองข้าม เธอจึงตัดสินใจสร้าง “ตลาดลาวเวียง” เพื่อฟื้นชีวิตชุมชนลาวเวียงโบราณที่ตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5

แม้จะเริ่มจากศูนย์ ไม่มีทุน และต้องฝ่าความขัดแย้งระหว่างหมู่บ้าน แต่เมื่อได้เข้าร่วมโครงการประโยชน์สุข พี่ปูได้เรียนรู้แนวคิดการพัฒนาร่วม และการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ จนสามารถเปิดตลาดภายในเวลาเพียง 2 เดือน มียอดขายกว่า 100,000 บาทต่อสัปดาห์ รายได้ของแม่ค้าเพิ่มจากวันละไม่กี่ร้อยเป็นหลักพัน

วันนี้ตลาดลาวเวียงกลายเป็นศูนย์กลางของความรัก ความสามัคคี และรายได้ของชุมชน จนพัฒนาขึ้นเป็นตลาดประจำจังหวัดกาญจนบุรี และเป็นตัวอย่างชัดเจนของการเปลี่ยนจาก “เมืองผ่าน” ให้กลายเป็น “เมืองแห่งโอกาส” ด้วยพลังของคนในชุมชนเอง

คำว่า “ประโยชน์สุข” ที่มีชีวิตจริงอยู่ในชุมชน

เมื่อเสียงจาก 7 หญิงแกร่งจบลง แนวคิดของคำว่า “ประโยชน์สุข” ก็ถูกขยายความให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผ่านการทบทวนพระราชดำรัสสำคัญในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของทั้งในหลวงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 ที่ทรงยืนยันว่าจะ “ครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน”

ความหมายของคำว่า “ประโยชน์สุข” จึงไม่ใช่แค่คำสวยหรู แต่คือการรวมกันของคำว่า “ประโยชน์” และ “ความสุข” ที่ต้องเกิดขึ้นจริงกับผู้คนในชีวิตประจำวัน และยิ่งในรัชกาลปัจจุบัน ยังมีการต่อยอดแนวคิดด้วยคำว่า “สืบสาน รักษา และต่อยอด”

  • สืบสาน คือทำต่อในสิ่งดีที่มีอยู่แล้ว อย่าปล่อยให้หายไป

  • รักษา คือปกป้องคุณค่าที่มีอยู่ ไม่ให้ถูกทำลาย

  • ต่อยอด คือปรับตัวให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี และสภาพเศรษฐกิจ

เมื่อมองย้อนกลับไปที่ทั้ง 7 ผู้นำชุมชน จะเห็นว่า ทุกคนกำลังทำสิ่งเดียวกัน คือ

  • สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • รักษาทรัพยากร วัฒนธรรม และคนในชุมชน

  • ต่อยอดเป็นสินค้า กิจกรรม และโมเดลเศรษฐกิจใหม่ๆ

ทั้งหมดนี้คือหัวใจของโครงการ “ประโยชน์สุข” ที่ SCG ใช้เป็นกรอบในการทำงานร่วมกับชุมชน เพื่อให้ผู้ประกอบการฐานรากเติบโตอย่างเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้จริง

ท้ายที่สุด คำว่า “ประโยชน์สุข” จึงไม่ได้อยู่แค่ในพระราชดำรัสหรือแผ่นกระดาษ แต่มันกำลังมีชีวิตอยู่ใน

  • ยานวดสมุนไพรของแม่ดารี

  • กล้วยแต๊ดแต๋และเกษตรปลอดภัยบ้านบ่อดินขาว

  • ผ้าทอโบราณที่กลับมาทอใหม่อีกครั้ง

  • ข้าวไร่วังขรีจากแม่สู่ลูก

  • ปลาส้มชุมชนที่ได้มาตรฐานระดับประเทศ

  • มัลเบอร์รี่แก้วของฝากเมืองน่าน

  • และตลาดลาวเวียงที่ปลุกย่านอุตสาหกรรมให้กลับมามีชีวิต

นี่คือเรื่องเล่าจากคนตัวเล็กในชุมชนที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อประโยชน์และความสุขเดินไปด้วยกัน ความยั่งยืนก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป