รับแอปรับแอป

เจาะลึกเบื้องหลัง "Orang Ikan" เมื่อหนังสัตว์ประหลาดกลายเป็นเรื่องมิตรภาพ ท่ามกลางนรกกลางสงคราม

ภาคภูมิ ศรีสุข01-30

บรรยากาศ World Premiere สุดเอ็กซ์คลูซีฟกลางโตเกียว

“Orang Ikan” (โอรัง อิคัง) หนึ่งในหนังเด่นของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวปีนี้ เป็นโปรเจ็กต์ที่สายหนังสยอง-สัตว์ประหลาดห้ามพลาดอย่างแท้จริง

หลังจากทีมนักแสดงและทีมงานเดินเฉิดฉายบนพรมแดงที่งานเทศกาลฯ ภาพยนตร์ก็เข้าฉายรอบ World Premiere พร้อมทอล์คสุดพิเศษที่ย่านยูราคุโช ใจกลางกรุงโตเกียว

ในงานนี้เป็นบทสนทนาแบบใกล้ชิดระหว่าง ดีน ฟูจิโอกะ นักแสดงชาวญี่ปุ่น หนึ่งในตัวละครหลักของเรื่อง และ ไมค์ วิลวน ผู้กำกับชาวสิงคโปร์ที่ทำงานในอินโดนีเซียอยู่บ่อยครั้ง เราจะพาไปสรุปทุกโมเมนต์สำคัญจากบนเวทีให้ครบจบในโพสต์เดียว

เคมีระหว่างผู้กำกับและนักแสดงนำ

ไมค์ วิลวน พูดถึงดินแดนความร่วมงานกับดีนแบบตรงจากใจว่า เขาเห็นดีนเป็นทั้งเพื่อนร่วมงานที่ยอดเยี่ยมและเป็นคนที่เคารพมาก พร้อมย้ำว่าอยากกลับมาร่วมงานกันอีกในอนาคต

ด้านดีน ฟูจิโอกะ เล่าว่าเขาไม่ได้แค่เป็นนักแสดง แต่ยังเข้าไปช่วยในฐานะโปรดิวเซอร์ช่วงกลางโปรดักชันของเรื่องนี้ด้วย และรู้สึกดีใจมากที่วันนี้ทุกอย่างถูกส่งต่อถึงผู้ชมตรงหน้า

ความสัมพันธ์เบื้องหลังกล้องที่แน่นแฟ้น นี้สะท้อนชัดในน้ำเสียงและสายตาที่ทั้งคู่มองกันบนเวที เหมือนเป็นคำยืนยันว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้สร้างมาด้วยเทคนิคอย่างเดียว แต่สร้างด้วยใจจริงๆ

จุดเริ่มต้นของตำนาน Orang Ikan

ไมค์เล่าว่า เขาและผู้กำกับสิงคโปร์ชื่อดังอย่าง Eric Khoo เป็นแฟนหนังสัตว์ประหลาดตัวยง ทั้งคู่เลยก่อตั้งบริษัท Gorylah Pictures ขึ้นมาเพื่อสร้างหนังแบบที่ตัวเองรักและคลั่งไคล้

สิ่งที่พวกเขาตามหาคือ ตำนานพื้นบ้านของอินโดนีเซียที่ยังไม่ถูกเล่าเกินไปนัก ตำนานที่แฝงทั้งความลี้ลับและบรรยากาศแบบโฟล์กเลอร์

ระหว่างค้นคว้า ไมค์ไปเจอรายงานเก่าเกี่ยวกับทหารญี่ปุ่นที่เคยเห็นบางสิ่งบางอย่างบนเกาะแห่งหนึ่ง เรื่องเล่าที่คลุมเครือและไม่ชัดเจนนี่เอง กลายเป็นเชื้อไฟให้เกิด “Orang Ikan” ในแบบฉบับของเขา

เขาย้ำว่าไม่ได้อยากทำหนังที่มีแต่ภาพโหด เลือดสาดไร้แก่นสาร แต่เลือกใช้ สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นฉากหลัง เพื่อเล่าเรื่องมนุษยธรรมและสายสัมพันธ์แบบพี่น้องท่ามกลางความโหดร้าย

ด้านดีนเล่าว่า ตอนเห็นบทครั้งแรก เขาคิดว่าจะเจอหนังสยอง หนังสงคราม หรืออะไรที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก แต่พอเริ่มอ่านจริงๆ กลับรู้สึกว่ามันดึงดูด และกำลังพาเขาไปไกลกว่าหนังแนวที่คาดไว้มาก

พล็อต: จากเรือนรกสู่เกาะลึกลับ

“Orang Ikan” พาผู้ชมย้อนเวลากลับไปปี 1942 ช่วงที่สงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังลุกไหม้ไปทั่วโลก

บนเรือนรกของญี่ปุ่น มีเชลยศึกชาวญี่ปุ่นชื่อ ไซโตะ (รับบทโดยดีน ฟูจิโอกะ) ผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศ กำลังถูกส่งตัวกลับญี่ปุ่นเพื่อรับโทษประหาร เขาถูกล่ามโซ่ไว้กับทหารอังกฤษนามว่า บรอนสัน (แสดงโดย Callum Woodhouse)

เรือนรกลำนี้ถูกตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำฝ่ายสัมพันธมิตรยิงจนจม ทั้งสองคนถูกซัดขึ้นฝั่งบนเกาะร้างกลางทะเล ที่คิดว่าจะรอดตายแล้วจบ กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของนรกบทใหม่

บนเกาะนั้น พวกเขาไม่ได้อยู่ลำพัง หากแต่ถูกตามล่าโดยสิ่งมีชีวิตประหลาด “Orang Ikan” สัตว์ประหลาดครึ่งคนครึ่งปลา ที่ไม่มีวันหยุด จนกว่าทั้งคู่จะตาย

ไซโตะและบรอนสันจำเป็นต้อง กลืนความเกลียดชังและอคติที่มีต่อกัน เพื่อหาทางเอาชีวิตรอดให้ได้ ก่อนที่พวกเขาจะกลายเป็นเหยื่อรายต่อไปของสิ่งมีชีวิตจากตำนาน

มนุษย์ปลา ตำนาน ความกลัว และสิ่งที่เราไม่รู้จัก

ดีนย้ำอีกครั้งว่า ตอนที่อ่านบท เขาคาดไว้ว่าเรื่องนี้จะพุ่งไปทางสยองขวัญหรือหนังสงครามเต็มตัว แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่าหนังลึกกว่านั้นมาก มีชั้นเชิงทางอารมณ์และความเป็นมนุษย์ซ่อนอยู่ใต้เปลือกของหนังสัตว์ประหลาด

ไมค์อธิบายถึงแก่นของตำนานที่นำมาใช้ว่า ทุกภูมิภาคบนโลกมีตำนานของตัวเอง และ ภาพของมนุษย์ปลาหรือสิ่งมีชีวิตลึกลับจากทะเล ก็เป็นอะไรที่ผู้คนบนโลกคุ้นเคย แม้จะไม่เคยพบเห็นจริงก็ตาม

สิ่งนี้เชื่อมกับความกลัวที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์: ความกลัวต่อสิ่งที่ไม่รู้จัก เรื่องเล่าที่ถูกส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น กลายเป็นพื้นฐานให้ตำนาน Orang Ikan ถือกำเนิดขึ้น

ไมค์นำเรื่องเล่าจากทหารญี่ปุ่นในอินโดนีเซียมาใช้เป็นฐานผสมผสานกับประวัติศาสตร์จริง จนกลายเป็นหนังที่เป็น การหลอมรวมระหว่างตำนาน + ความทรงจำจากสงคราม + มุมมองแบบเอเชีย เข้าไว้ด้วยกันในเรื่องเดียว

เส้นทางของดีน ฟูจิโอกะ สู่เกาะกลางนรก

ดีนย้อนเล่าความทรงจำส่วนตัวว่า ครั้งสุดท้ายที่เขามางานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว คือราวปี 2007–2008 ช่วงที่เขายังใช้ชีวิตอยู่ในฮ่องกง

ตอนนั้นเขาไม่แน่ใจเลยว่าจะเดินหน้าสายการแสดงต่อไปหรือไม่ แต่หลังจากเดินทางและพบผู้คนมากมาย เขาก็เริ่มร่วมงานกับผู้สร้างจากสิงคโปร์และอินโดนีเซีย จนนำไปสู่โปรเจ็กต์อย่าง “Orang Ikan”

ดีนบอกว่าเขา ทุ่มเททั้งหัวใจและแรงกาย ให้กับงานนี้ และรู้สึกดีมากที่ได้แบ่งปันผลงานชิ้นนี้กับผู้ชมในโตเกียว

ไมค์เสริมว่า โปรเจ็กต์นี้คือการร่วมงานกันของทีมงานนานาชาติจากหลากหลายประเทศ แต่กลับทำให้ได้หนังที่ใช้ “ภาษาสากล” ในการสื่อสารอารมณ์

ทุกคนต่างมีพื้นเพและเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่เมื่อมารวมกันบนกองถ่ายกลางภูเขาในอินโดนีเซีย—ที่ถึงขั้นไม่มีสัญญาณมือถือ—สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียง ทีมเวิร์ก ลมหายใจ และความมุ่งมั่นที่จะทำหนังเรื่องนี้ให้ดีที่สุด

กองถ่ายโหดกว่าหนังสัตว์ประหลาด

ดีนเล่าถึงสภาพการถ่ายทำแบบไม่แต่งเติม ว่าพวกเขาแทบไม่มีที่พักที่เรียกว่าอยู่สบายได้เลย ถึงขั้นต้องเอามือปิดปากตอนนอนกันแมลงบินเข้า!

ทุกวันของการถ่ายทำคือการต่อสู้กับทั้งสภาพแวดล้อมและร่างกายตัวเอง เรียกได้ว่า “ทรมานจริง เจ็บจริง เหนื่อยจริง” แต่ก็เพื่อให้ภาพทุกเฟรมออกมาสมจริงที่สุด

ไมค์เล่าว่าทีมงานต้องลุยทั้งปีนเขา ลุยน้ำ ขึ้นเขาลงห้วย จนเขายิ่งชื่นชมในความแกร่งของดีน และความพิถีพิถันในรายละเอียดของเจ้าตัว

แม้ต้องเดินป่าเดินเขามายาวนาน แต่ทุกครั้งที่ถึงกองถ่าย ทั้งคู่ก็ยังมีช่วงเวลาร่วมกันเพื่อปรับจูนพลังและมุมมอง ก่อนลุยถ่ายฉากโหดๆ ต่อไป

รู้จักผู้กำกับ ไมค์ วิลวน ให้ลึกขึ้นอีกนิด

ไมค์ วิลวน เป็นผู้กำกับชาวสิงคโปร์ที่ทำงานในอินโดนีเซียอยู่บ่อยครั้ง และไม่ได้มีแค่ตำแหน่งผู้กำกับเท่านั้น แต่ยังเป็นทั้งโปรดิวเซอร์และนักเขียนบทอีกด้วย

ผลงานที่เขาโดดเด่นในฐานะโปรดิวเซอร์ เช่น The Night Comes for Us (2018) และ Headshot (2016) สายแอ็กชัน-ดุเดือดน่าจะคุ้นชื่อกันดี

งานกำกับหนังยาวเรื่องแรกของเขา คือ Buffalo Boys (2018) ที่เปิดตัวในเทศกาล Fantasia และคว้ารางวัลขวัญใจผู้ชม (Audience Award) จากงาน Asian World Film Festival ที่ลอสแองเจลิส

ต่อมามีหนังเรื่องที่สอง Losmen Melat (2023) ที่ได้ฉายในงาน Sitges Film Festival และขยายจักรวาลต่อด้วยซีรีส์ “Losmen Melati: The Series” แสดงให้เห็นว่าไมค์ไม่ได้หยุดอยู่แค่โปรเจ็กต์เดียว แต่กำลังสร้างทางของตัวเองในโลกหนังสยอง-ดราม่าแบบเอเชียได้อย่างมั่นคง

สรุป: ทำไมสายหนังสยองต้องจับตา “Orang Ikan”

ถ้าใครกำลังมองหาหนังสยองขวัญที่ไม่ได้มีดีแค่สัตว์ประหลาดโผล่มาให้ตกใจ แต่มี สงคราม ประวัติศาสตร์ ตำนานพื้นบ้าน และดราม่าความเป็นมนุษย์ ผสมกันอย่างจริงจัง “Orang Ikan” คือชื่อที่ควรจดไว้ในลิสต์

  • มีสิ่งมีชีวิตประหลาดจากตำนานที่ถูกตีความใหม่ให้ร่วมสมัย

  • ใช้ฉากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างบรรยากาศน่าอึดอัดและสิ้นหวัง

  • พาตัวละครที่เกลียดกันมาต้องร่วมมือกันเอาชีวิตรอด

  • กองถ่ายจริงดิบโหด สะท้อนความตั้งใจของทีมงานเต็มร้อย

นี่ไม่ใช่แค่หนังสัตว์ประหลาดไล่ล่าบนเกาะร้าง แต่มันคือเรื่องราวของความกลัว ความเชื่อ และความเป็นมนุษย์ ท่ามกลางนรกที่ชื่อว่าสงคราม