ZestBuy

Ford และ IBM เริ่มจ้างพนักงานกลับ หลัง AI ยังแทนคนไม่ได้ทั้งหมด

โปรไฟล์ Phanuphong.TPhanuphong.T07-06

กระแสการนำ AI (Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์) เข้ามาแทนที่แรงงานยังคงเป็นประเด็นที่หลายองค์กรให้ความสนใจ แต่ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า บริษัทบางแห่งเริ่มปรับแนวทางอีกครั้ง หลังพบว่าระบบ AI ยังไม่สามารถทำงานบางประเภทได้ดีเท่าพนักงานที่มีประสบการณ์

รายงานจาก NDTV ซึ่งอ้างอิงข้อมูลของ CNBC และแหล่งข่าวธุรกิจหลายแห่ง ระบุว่า Ford, IBM รวมถึงองค์กรอื่น ๆ ได้เพิ่มการจ้างงานหรือดึงพนักงานกลับเข้ามาทำงานในบางตำแหน่ง หลังจากการนำ AI มาใช้งานไม่เป็นไปตามผลลัพธ์ที่คาดหวัง

Ford พบ AI ยังทดแทนประสบการณ์ของวิศวกรไม่ได้

หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ Ford ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ลงทุนด้าน AI อย่างต่อเนื่อง ทั้งการติดตั้งกล้องที่ใช้ AI หลายร้อยตัวในสายการผลิต รวมถึงระบบอัตโนมัติสำหรับตรวจสอบคุณภาพรถยนต์

อย่างไรก็ตาม บริษัทเปิดเผยว่า ระบบดังกล่าวยังไม่สามารถทดแทนความรู้และประสบการณ์ของวิศวกรอาวุโสได้ทั้งหมด โดยเฉพาะการวิเคราะห์ปัญหาที่ซับซ้อนหรือการคาดการณ์จุดบกพร่องที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการผลิต

ด้วยเหตุนี้ Ford จึงได้ว่าจ้างวิศวกรผู้มีประสบการณ์กว่า 350 คนกลับเข้ามาช่วยทำงาน รวมถึงช่วยฝึก AI และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับวิศวกรรุ่นใหม่ แทนที่จะให้ AI ทำงานเพียงลำพัง

Charles Poon รองประธานฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ของ Ford ระบุว่า AI เป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพ แต่ประสิทธิภาพของมันขึ้นอยู่กับข้อมูลและองค์ความรู้ที่ใช้ฝึกระบบ หากขาดประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ AI ก็อาจให้ผลลัพธ์ที่ไม่สมบูรณ์

IBM เพิ่มการจ้างงานระดับเริ่มต้นอีกครั้ง

IBM ก็เป็นอีกบริษัทที่ถูกจับตามอง หลังจากก่อนหน้านี้บริษัทผลักดันการใช้ AI และระบบอัตโนมัติในงานด้านทรัพยากรบุคคล (HR)

แม้ AI จะสามารถตอบคำถามทั่วไปของพนักงานได้เป็นจำนวนมาก เช่น เรื่องวันลา นโยบายบริษัท หรือข้อมูลพื้นฐาน แต่เมื่อเจอกับกรณีที่ซับซ้อน ระบบยังต้องพึ่งพาการตัดสินใจของมนุษย์

Nickle Lamoreaux ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของ IBM ระบุว่า บริษัทมีแผนเพิ่มการจ้างงานระดับเริ่มต้นในสหรัฐฯ หลายเท่าตัว เพื่อรักษาการพัฒนาบุคลากรในระยะยาว และสร้างคนรุ่นใหม่ที่สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไม่ใช่แค่ Ford และ IBM

รายงานยังยกตัวอย่าง Commonwealth Bank of Australia ซึ่งเคยลดจำนวนพนักงานคอลเซ็นเตอร์และนำ AI Voice Bot เข้ามาให้บริการลูกค้า

หลังใช้งานจริง ธนาคารพบว่าระบบ AI ไม่สามารถจัดการกับคำถามที่ซับซ้อนได้ทั้งหมด ส่งผลให้จำนวนสายโทรศัพท์เพิ่มขึ้น และท้ายที่สุดองค์กรต้องปรับแนวทาง พร้อมยอมรับว่าการตัดสินใจในครั้งนั้นยังพิจารณาปัจจัยทางธุรกิจได้ไม่ครบถ้วน

ก่อนหน้านี้ Klarna ก็เคยเปิดเผยในลักษณะเดียวกันว่า บริษัทกลับมาจ้างพนักงานบางส่วน หลังพบว่าผลงานจาก AI ในบางงานยังมีคุณภาพไม่เพียงพอสำหรับการให้บริการลูกค้า

ผลสำรวจสะท้อนแนวโน้มใหม่ของตลาดแรงงาน

ข้อมูลจากบริษัทจัดหางาน Robert Half ที่ถูกเผยแพร่ผ่าน CNBC ระบุว่า 32% ของผู้จัดการฝ่ายสรรหาบุคลากรในสหรัฐฯ เคยยกเลิกตำแหน่งงานเพราะนำ AI มาใช้ แต่ภายหลังต้องกลับมาจ้างพนักงานในตำแหน่งเดิมหรือใกล้เคียงอีกครั้ง เนื่องจาก AI ยังไม่สามารถทำงานทั้งหมดได้ตามที่องค์กรต้องการ

ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า AI ล้มเหลว แต่สะท้อนว่าในหลายสายงาน โดยเฉพาะงานที่ต้องอาศัยประสบการณ์ การตัดสินใจ และความเข้าใจบริบทของธุรกิจ มนุษย์ยังคงมีบทบาทสำคัญ

AI ยังมีบทบาท แต่เปลี่ยนมาเป็นผู้ช่วยมากกว่าผู้แทน

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนว่าองค์กรกำลังเลิกใช้ AI แต่เป็นการปรับแนวคิดจาก "ใช้ AI แทนคน" ไปสู่ "ใช้ AI ทำงานร่วมกับคน"

ในกรณีของ Ford วิศวกรที่กลับเข้ามาทำงานไม่ได้เพียงตรวจสอบคุณภาพสินค้าเท่านั้น แต่ยังช่วยพัฒนาและฝึกระบบ AI ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า AI และมนุษย์สามารถเสริมศักยภาพซึ่งกันและกันได้ มากกว่าจะเป็นคู่แข่งโดยตรง

บทสรุป

กรณีของ Ford, IBM และองค์กรอื่น ๆ สะท้อนว่า แม้ AI จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างมาก แต่ในปัจจุบันยังไม่สามารถทดแทนทักษะของมนุษย์ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ประสบการณ์ การตัดสินใจ และความเข้าใจในสถานการณ์ที่ซับซ้อน

สำหรับผู้ใช้งานและภาคธุรกิจ ประเด็นนี้มีความสำคัญเพราะแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มของตลาดแรงงานอาจไม่ได้มุ่งไปสู่การแทนที่มนุษย์ทั้งหมด แต่เป็นการสร้างรูปแบบการทำงานที่ผสานความสามารถของ AI กับผู้เชี่ยวชาญเข้าด้วยกัน ซึ่งน่าจะเป็นทิศทางที่หลายองค์กรทั่วโลกจับตาในช่วงต่อจากนี้

ที่มา ndtv

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น