รับแอปรับแอป

Kraam International Symposium 2025: ผ้าครามไทยก้าวสู่เวทีโลก ภายใต้พลัง Hands Across Culture

สมพงษ์ รุ่งกิจ01-30

ผ้าครามไทยบนเวทีโลก ที่ไม่ใช่แค่แฟชั่นแต่คือภูมิปัญญามีชีวิต

งาน “Kraam International Symposium 2025” คือหนึ่งในเวทีวิชาการด้านผ้าและงานคราฟต์ที่ถูกจับตามองมากที่สุดในช่วงเวลานี้ เพราะไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงผ้า แต่คือพื้นที่ที่ ภูมิปัญญาช่างทอไทยจับมือกับโลกสากล ภายใต้แนวคิดสุดเข้มข้นอย่าง Hands Across Culture

ภายในงานได้ถ่ายทอดพลังของผ้าครามไทย ตั้งแต่รากเหง้า วัฒนธรรมท้องถิ่น ไปจนถึงการออกแบบร่วมสมัยที่ตอบโจทย์ตลาดโลกอย่างจริงจัง สะท้อนให้เห็นว่า ผ้าครามไม่ได้อยู่แค่ในชุมชน แต่กำลังเดินเข้าสู่เวทีแฟชั่นและดีไซน์ระดับนานาชาติ

Hands Across Culture: เมื่อเส้นด้ายไทยเชื่อมโลก

งานครั้งนี้เกิดจากความตั้งใจของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ที่ต้องการยกระดับผ้าครามไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ผ่านการเชื่อมโยงระหว่าง

  • ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • มุมมองของภัณฑารักษ์และนักวิชาการระดับโลก

  • พลังของดีไซเนอร์และครีเอทีฟรุ่นใหม่

ภายในเวทีเสวนาวิชาการ มีการเจาะลึกทั้ง มิติประวัติศาสตร์ของผ้าคราม และการต่อยอดสู่อนาคต โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญระดับโลก 3 ท่านมาร่วมแบ่งปันมุมมอง ได้แก่

  • เบียทริซ เควตต์ (Béatrice Quette) ภัณฑารักษ์จาก Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส

  • หลุยส์ คอปเปิลสโตน (Louis Copplestone) จากพิพิธภัณฑ์ Victoria and Albert Museum กรุงลอนดอน

  • เคนตะ วาตานาเบะ (Kenta Watanabe) ผู้ก่อตั้ง Watanabe’s Co., Ltd.

พวกเขาไม่ได้มองผ้าครามเพียงในฐานะ “ผ้า” แต่เห็นเป็นทั้ง วัตถุทางวัฒนธรรม เรื่องเล่า และโอกาสทางเศรษฐกิจ ที่สามารถขยายไปได้อีกไกล

นิทรรศการ & Kraam Market: ผ้าครามที่เล่าเรื่องได้

เสน่ห์ของงานนี้ไม่ได้อยู่แค่เวทีเสวนา แต่ยังอยู่ใน นิทรรศการและตลาด Kraam Market ที่คัดสรรผลงานผ้าครามและงานหัตถกรรมจากกลุ่มช่างฝีมือทั่วประเทศมาไว้ในที่เดียว

ในโซนนิทรรศการ มีการจัดแสดงผลงานออกแบบชุดผ้าครามจากดีไซเนอร์แถวหน้า อาทิ

  • SIRIVANNAVARI

  • ISSUE Thailand

  • JANESUDA

  • WISHARAWISH

ทุกชุดคือการตีความผ้าครามใหม่ให้ร่วมสมัย แต่ยังคงรากวัฒนธรรมไว้อย่างงดงาม

ส่วนในโซน Kraam Market ก็เต็มไปด้วยร้านค้าที่คัดมาแล้วอย่างตั้งใจ ทั้งหมด 22 ร้าน โดยแต่ละกลุ่มมีตัวตนและเรื่องราวเฉพาะตัว เช่น

  • กลุ่มจันทร์ศรีฝ้ายทอ จังหวัดลำพูน

    • โดดเด่นด้วยการย้อมสีห้อมธรรมชาติ

    • ทอผ้าเป็นลายกะเหรี่ยง สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนอย่างชัดเจน

  • กลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านดอนกลอย จังหวัดสกลนคร

    • นำลายผ้าเก่ามาประยุกต์ด้วยเทคนิคใหม่ ๆ

    • ใส่เรื่องราวลงไปในลายผ้า ให้แต่ละผืนพูดแทนเสียงของท้องถิ่น

  • กลุ่มตานีสยาม บ้านช่างสกุลบายศรี จังหวัดราชบุรี

    • นำส่วนต่าง ๆ ของต้นกล้วยมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่น

    • ดีไซน์ร่วมสมัย เน้นความสวยงามและใช้ได้จริง

  • กลุ่มราตรีกระจูด

    • ออกแบบเครื่องจักสานจากกระจูดให้มีรูปแบบสากล

    • เน้นดีไซน์ที่ตอบโจทย์ตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะ

ทั้งหมดนี้ทำให้บรรยากาศในงานไม่ใช่แค่การเดินดู แต่คือการ เดินอ่านเรื่องราวที่ถูกถักทออยู่ในทุกเส้นใย

ภาษาใหม่ของภูมิปัญญา: จากผืนผ้าสู่โลกดิจิทัล

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือเวทีเสวนา Key Opinion Leaders Forum ในหัวข้อ “ภาษาใหม่ของภูมิปัญญา การบอกเล่าเรื่องราวพื้นถิ่นในดิจิทัล” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า หากอยากให้ผ้าครามไทยเป็นที่รู้จักในระดับโลก ภูมิปัญญาเก่าก็ต้องถูกเล่าใน ภาษาของยุคใหม่

เวทีนี้เปิดพื้นที่ให้วิทยากรระดับนานาชาติและอินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดังได้มาแชร์มุมมองเกี่ยวกับการ

  • เล่าเรื่องผ้าไทยผ่านโซเชียลมีเดีย

  • สร้างภาพจำใหม่ให้ผ้าไทยในสายตาคนรุ่นใหม่ทั่วโลก

  • เชื่อม “ของพื้นถิ่น” เข้ากับ “วัฒนธรรมป๊อปและแฟชั่นระดับโลก”

ผลลัพธ์คือภาพของผ้าครามที่ไม่ได้อยู่ในกรอบเดิม ๆ อีกต่อไป แต่กลายเป็น งานดีไซน์ที่เท่ ทันสมัย และมีศักยภาพเชิงธุรกิจอย่างชัดเจน

มุมมองจากเวทีนานาชาติ: เมื่อต่างชาติอ่านผ้าครามเป็น “ภาษาวัฒนธรรม”

ในช่วงภาษาอังกฤษของงาน ได้มีการเล่าเรื่อง Kraam International Symposium 2025 ในมุมที่เน้นการสื่อสารกับสังคมโลกอย่างชัดเจน ทั้งในด้านภาพลักษณ์ การคูรอตงาน และศักยภาพของผ้าครามในฐานะ วัตถุดิบของการออกแบบเชิงสร้างสรรค์

เวทีนี้เน้นว่า แนวคิด “Hands Across Culture” ไม่ได้เป็นแค่สโลแกน แต่หมายถึงการให้ผ้าครามไทย

  • จับมือกับพิพิธภัณฑ์และสถาบันศิลปะระดับโลก

  • เชื่อมโยงกับนักออกแบบและนักเล่าเรื่องจากต่างประเทศ

  • เปิดพื้นที่ให้เกิดบทสนทนาใหม่ ๆ ระหว่าง “ทอมือไทย” กับ “สายตาโลก”

การเสวนายังสะท้อนมุมมองจากภัณฑารักษ์ต่างประเทศที่มองผ้าครามไทยว่าเป็นทั้ง ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวัสดุสร้างสรรค์ที่ยังมีพื้นที่ให้ทดลองอีกมาก ซึ่งเป็นแรงเสริมสำคัญให้ช่างทอและดีไซเนอร์ไทยกล้าคิด กล้าลอง และกล้านำเสนอผลงานในระดับสากลมากยิ่งขึ้น

นิทรรศการดีไซน์ร่วมสมัย: เมื่อครามเก่าถูกออกแบบใหม่

ในสายตาคนรักผ้า งานนี้คือสวรรค์ของคนหลงใหลใน เทกซ์ไทล์ที่มีทั้งดีไซน์และความหมาย เพราะนิทรรศการและพื้นที่ Kraam Market ที่เล่าในภาคภาษาอังกฤษ ก็ยังคงย้ำภาพเดิมให้ชัดขึ้นไปอีกขั้น

จุดเด่นสำคัญคือการโชว์ให้เห็นว่า ผ้าครามไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบเดิมแบบผ้าถุงหรือผ้าคลุมไหล่ แต่สามารถต่อยอดไปเป็น

  • เสื้อผ้าร่วมสมัยที่ใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน

  • แฟชั่นไอเทมที่เข้ากับสตรีตสไตล์

  • งานตกแต่งบ้านและไลฟ์สไตล์โปรดักต์ที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจน

การทำงานร่วมกันของช่างทอในชุมชนกับดีไซเนอร์อาชีพ ทำให้เกิดผลงานที่ บาลานซ์ระหว่างความดิบของงานแฮนด์เมด กับความประณีตแบบแฟชั่นเฮาส์ระดับสากล

Tradition with a Twist: เมื่อผ้าครามพูดภาษาของโลก

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบมาขยายในเวทีภาษาอังกฤษคือธีม “Tradition with a Twist: Sharing Local Culture in a Global Language” ที่พูดตรง ๆ ว่า ถ้าอยากให้วัฒนธรรมไปไกล เราต้องกล้าเล่าใหม่ให้โลกเข้าใจ

ในยุคที่อินฟลูเอ็นเซอร์มีอิทธิพลเทียบเท่าสื่อหลัก การดึงผู้ทรงอิทธิพลจากต่างประเทศมาร่วมแชร์มุมมอง คือการส่งสัญญาณชัดว่า ผ้าไทยไม่ได้อยู่แค่ในชุมชน แต่อยู่บนหน้าฟีดของคนทั้งโลกได้เช่นกัน

เวทีนี้ชวนคิดว่า

  • จะเล่าเรื่องผ้าครามอย่างไรให้คนที่ไม่รู้จักมาก่อน “อยากรู้ต่อ”

  • จะเปลี่ยนภาพจำจาก “ผ้าโบราณ” เป็น “แฟชั่นเท่ ๆ ที่มีสตอรี่” ได้อย่างไร

  • จะใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลช่วยชุมชนผ้าไทยสร้างตัวตนในระดับสากลได้แบบไหนบ้าง

คำตอบอาจไม่มีสูตรตายตัว แต่สิ่งที่เห็นชัดคือ ผ้าครามไทยกำลังเดินออกจากกรอบเดิม และกลายเป็นภาษาใหม่ของการสื่อสารวัฒนธรรม

บทสรุป: ผ้าครามไทยไม่ได้มาเล่น ๆ แต่กำลังจะไปไกล

Kraam International Symposium 2025 แสดงให้เห็นชัดว่า ผ้าครามไทยอยู่ในจังหวะสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน จากงานหัตถกรรมท้องถิ่น สู่การเป็น

  • สินค้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

  • วัสดุสร้างสรรค์สำหรับนักออกแบบทั่วโลก

  • สื่อกลางในการเล่าเรื่องวัฒนธรรมไทยให้คนต่างชาติได้เข้าใจ

สิ่งที่งานนี้กำลังบอกเราก็คือ ถ้าชุมชน ช่างทอ ดีไซเนอร์ นักเล่าเรื่อง และคนทำงานนโยบาย จับมือกันจริง ๆ แบบ Hands Across Culture ผ้าครามไทยจะไม่ใช่แค่ของดีประจำท้องถิ่น แต่จะกลายเป็นหนึ่งในไอคอนของโลกงานผ้าอย่างแท้จริง

และสำหรับคนรักผ้า บอกได้คำเดียวว่า นี่ไม่ใช่แค่งานจัดแสดง แต่มันคือการประกาศตัวของผ้าครามไทยบนแผนที่โลกอย่างเต็มภาคภูมิ