ผ้าครามไทยบนเวทีโลก ที่ไม่ใช่แค่แฟชั่นแต่คือภูมิปัญญามีชีวิต
งาน “Kraam International Symposium 2025” คือหนึ่งในเวทีวิชาการด้านผ้าและงานคราฟต์ที่ถูกจับตามองมากที่สุดในช่วงเวลานี้ เพราะไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงผ้า แต่คือพื้นที่ที่ ภูมิปัญญาช่างทอไทยจับมือกับโลกสากล ภายใต้แนวคิดสุดเข้มข้นอย่าง Hands Across Culture
ภายในงานได้ถ่ายทอดพลังของผ้าครามไทย ตั้งแต่รากเหง้า วัฒนธรรมท้องถิ่น ไปจนถึงการออกแบบร่วมสมัยที่ตอบโจทย์ตลาดโลกอย่างจริงจัง สะท้อนให้เห็นว่า ผ้าครามไม่ได้อยู่แค่ในชุมชน แต่กำลังเดินเข้าสู่เวทีแฟชั่นและดีไซน์ระดับนานาชาติ


Hands Across Culture: เมื่อเส้นด้ายไทยเชื่อมโลก
งานครั้งนี้เกิดจากความตั้งใจของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ที่ต้องการยกระดับผ้าครามไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ผ่านการเชื่อมโยงระหว่าง
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
มุมมองของภัณฑารักษ์และนักวิชาการระดับโลก
พลังของดีไซเนอร์และครีเอทีฟรุ่นใหม่
ภายในเวทีเสวนาวิชาการ มีการเจาะลึกทั้ง มิติประวัติศาสตร์ของผ้าคราม และการต่อยอดสู่อนาคต โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญระดับโลก 3 ท่านมาร่วมแบ่งปันมุมมอง ได้แก่
เบียทริซ เควตต์ (Béatrice Quette) ภัณฑารักษ์จาก Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส
หลุยส์ คอปเปิลสโตน (Louis Copplestone) จากพิพิธภัณฑ์ Victoria and Albert Museum กรุงลอนดอน
เคนตะ วาตานาเบะ (Kenta Watanabe) ผู้ก่อตั้ง Watanabe’s Co., Ltd.
พวกเขาไม่ได้มองผ้าครามเพียงในฐานะ “ผ้า” แต่เห็นเป็นทั้ง วัตถุทางวัฒนธรรม เรื่องเล่า และโอกาสทางเศรษฐกิจ ที่สามารถขยายไปได้อีกไกล


นิทรรศการ & Kraam Market: ผ้าครามที่เล่าเรื่องได้
เสน่ห์ของงานนี้ไม่ได้อยู่แค่เวทีเสวนา แต่ยังอยู่ใน นิทรรศการและตลาด Kraam Market ที่คัดสรรผลงานผ้าครามและงานหัตถกรรมจากกลุ่มช่างฝีมือทั่วประเทศมาไว้ในที่เดียว
ในโซนนิทรรศการ มีการจัดแสดงผลงานออกแบบชุดผ้าครามจากดีไซเนอร์แถวหน้า อาทิ
SIRIVANNAVARI
ISSUE Thailand
JANESUDA
WISHARAWISH
ทุกชุดคือการตีความผ้าครามใหม่ให้ร่วมสมัย แต่ยังคงรากวัฒนธรรมไว้อย่างงดงาม
ส่วนในโซน Kraam Market ก็เต็มไปด้วยร้านค้าที่คัดมาแล้วอย่างตั้งใจ ทั้งหมด 22 ร้าน โดยแต่ละกลุ่มมีตัวตนและเรื่องราวเฉพาะตัว เช่น
กลุ่มจันทร์ศรีฝ้ายทอ จังหวัดลำพูน
โดดเด่นด้วยการย้อมสีห้อมธรรมชาติ
ทอผ้าเป็นลายกะเหรี่ยง สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนอย่างชัดเจน
กลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านดอนกลอย จังหวัดสกลนคร
นำลายผ้าเก่ามาประยุกต์ด้วยเทคนิคใหม่ ๆ
ใส่เรื่องราวลงไปในลายผ้า ให้แต่ละผืนพูดแทนเสียงของท้องถิ่น
กลุ่มตานีสยาม บ้านช่างสกุลบายศรี จังหวัดราชบุรี
นำส่วนต่าง ๆ ของต้นกล้วยมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่น
ดีไซน์ร่วมสมัย เน้นความสวยงามและใช้ได้จริง
กลุ่มราตรีกระจูด
ออกแบบเครื่องจักสานจากกระจูดให้มีรูปแบบสากล
เน้นดีไซน์ที่ตอบโจทย์ตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะ
ทั้งหมดนี้ทำให้บรรยากาศในงานไม่ใช่แค่การเดินดู แต่คือการ เดินอ่านเรื่องราวที่ถูกถักทออยู่ในทุกเส้นใย



ภาษาใหม่ของภูมิปัญญา: จากผืนผ้าสู่โลกดิจิทัล
อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือเวทีเสวนา Key Opinion Leaders Forum ในหัวข้อ “ภาษาใหม่ของภูมิปัญญา การบอกเล่าเรื่องราวพื้นถิ่นในดิจิทัล” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า หากอยากให้ผ้าครามไทยเป็นที่รู้จักในระดับโลก ภูมิปัญญาเก่าก็ต้องถูกเล่าใน ภาษาของยุคใหม่
เวทีนี้เปิดพื้นที่ให้วิทยากรระดับนานาชาติและอินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดังได้มาแชร์มุมมองเกี่ยวกับการ
เล่าเรื่องผ้าไทยผ่านโซเชียลมีเดีย
สร้างภาพจำใหม่ให้ผ้าไทยในสายตาคนรุ่นใหม่ทั่วโลก
เชื่อม “ของพื้นถิ่น” เข้ากับ “วัฒนธรรมป๊อปและแฟชั่นระดับโลก”
ผลลัพธ์คือภาพของผ้าครามที่ไม่ได้อยู่ในกรอบเดิม ๆ อีกต่อไป แต่กลายเป็น งานดีไซน์ที่เท่ ทันสมัย และมีศักยภาพเชิงธุรกิจอย่างชัดเจน


มุมมองจากเวทีนานาชาติ: เมื่อต่างชาติอ่านผ้าครามเป็น “ภาษาวัฒนธรรม”
ในช่วงภาษาอังกฤษของงาน ได้มีการเล่าเรื่อง Kraam International Symposium 2025 ในมุมที่เน้นการสื่อสารกับสังคมโลกอย่างชัดเจน ทั้งในด้านภาพลักษณ์ การคูรอตงาน และศักยภาพของผ้าครามในฐานะ วัตถุดิบของการออกแบบเชิงสร้างสรรค์
เวทีนี้เน้นว่า แนวคิด “Hands Across Culture” ไม่ได้เป็นแค่สโลแกน แต่หมายถึงการให้ผ้าครามไทย
จับมือกับพิพิธภัณฑ์และสถาบันศิลปะระดับโลก
เชื่อมโยงกับนักออกแบบและนักเล่าเรื่องจากต่างประเทศ
เปิดพื้นที่ให้เกิดบทสนทนาใหม่ ๆ ระหว่าง “ทอมือไทย” กับ “สายตาโลก”
การเสวนายังสะท้อนมุมมองจากภัณฑารักษ์ต่างประเทศที่มองผ้าครามไทยว่าเป็นทั้ง ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวัสดุสร้างสรรค์ที่ยังมีพื้นที่ให้ทดลองอีกมาก ซึ่งเป็นแรงเสริมสำคัญให้ช่างทอและดีไซเนอร์ไทยกล้าคิด กล้าลอง และกล้านำเสนอผลงานในระดับสากลมากยิ่งขึ้น



นิทรรศการดีไซน์ร่วมสมัย: เมื่อครามเก่าถูกออกแบบใหม่
ในสายตาคนรักผ้า งานนี้คือสวรรค์ของคนหลงใหลใน เทกซ์ไทล์ที่มีทั้งดีไซน์และความหมาย เพราะนิทรรศการและพื้นที่ Kraam Market ที่เล่าในภาคภาษาอังกฤษ ก็ยังคงย้ำภาพเดิมให้ชัดขึ้นไปอีกขั้น
จุดเด่นสำคัญคือการโชว์ให้เห็นว่า ผ้าครามไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบเดิมแบบผ้าถุงหรือผ้าคลุมไหล่ แต่สามารถต่อยอดไปเป็น
เสื้อผ้าร่วมสมัยที่ใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน
แฟชั่นไอเทมที่เข้ากับสตรีตสไตล์
งานตกแต่งบ้านและไลฟ์สไตล์โปรดักต์ที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจน
การทำงานร่วมกันของช่างทอในชุมชนกับดีไซเนอร์อาชีพ ทำให้เกิดผลงานที่ บาลานซ์ระหว่างความดิบของงานแฮนด์เมด กับความประณีตแบบแฟชั่นเฮาส์ระดับสากล





Tradition with a Twist: เมื่อผ้าครามพูดภาษาของโลก
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบมาขยายในเวทีภาษาอังกฤษคือธีม “Tradition with a Twist: Sharing Local Culture in a Global Language” ที่พูดตรง ๆ ว่า ถ้าอยากให้วัฒนธรรมไปไกล เราต้องกล้าเล่าใหม่ให้โลกเข้าใจ
ในยุคที่อินฟลูเอ็นเซอร์มีอิทธิพลเทียบเท่าสื่อหลัก การดึงผู้ทรงอิทธิพลจากต่างประเทศมาร่วมแชร์มุมมอง คือการส่งสัญญาณชัดว่า ผ้าไทยไม่ได้อยู่แค่ในชุมชน แต่อยู่บนหน้าฟีดของคนทั้งโลกได้เช่นกัน
เวทีนี้ชวนคิดว่า
จะเล่าเรื่องผ้าครามอย่างไรให้คนที่ไม่รู้จักมาก่อน “อยากรู้ต่อ”
จะเปลี่ยนภาพจำจาก “ผ้าโบราณ” เป็น “แฟชั่นเท่ ๆ ที่มีสตอรี่” ได้อย่างไร
จะใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลช่วยชุมชนผ้าไทยสร้างตัวตนในระดับสากลได้แบบไหนบ้าง
คำตอบอาจไม่มีสูตรตายตัว แต่สิ่งที่เห็นชัดคือ ผ้าครามไทยกำลังเดินออกจากกรอบเดิม และกลายเป็นภาษาใหม่ของการสื่อสารวัฒนธรรม


บทสรุป: ผ้าครามไทยไม่ได้มาเล่น ๆ แต่กำลังจะไปไกล
Kraam International Symposium 2025 แสดงให้เห็นชัดว่า ผ้าครามไทยอยู่ในจังหวะสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน จากงานหัตถกรรมท้องถิ่น สู่การเป็น
สินค้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
วัสดุสร้างสรรค์สำหรับนักออกแบบทั่วโลก
สื่อกลางในการเล่าเรื่องวัฒนธรรมไทยให้คนต่างชาติได้เข้าใจ
สิ่งที่งานนี้กำลังบอกเราก็คือ ถ้าชุมชน ช่างทอ ดีไซเนอร์ นักเล่าเรื่อง และคนทำงานนโยบาย จับมือกันจริง ๆ แบบ Hands Across Culture ผ้าครามไทยจะไม่ใช่แค่ของดีประจำท้องถิ่น แต่จะกลายเป็นหนึ่งในไอคอนของโลกงานผ้าอย่างแท้จริง
และสำหรับคนรักผ้า บอกได้คำเดียวว่า นี่ไม่ใช่แค่งานจัดแสดง แต่มันคือการประกาศตัวของผ้าครามไทยบนแผนที่โลกอย่างเต็มภาคภูมิ

