หลังเป็นข่าวลือและกระแสไวรัลมาหลายวัน ในที่สุด Swatch และ Audemars Piguet ก็เปิดตัวคอลแลบ “Royal Pop” อย่างเป็นทางการแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้วงการนาฬิกาช็อกไม่ใช่แค่การร่วมงานกันของสองแบรนด์ดัง เพราะตัวสินค้าจริงกลับไม่ใช่ Royal Oak เวอร์ชันราคาย่อมเยาแบบที่หลายคนคาดหวัง แต่เป็น “นาฬิกาพก” ดีไซน์สีสันจัดจ้านแทน
คอลเลกชันนี้ถูกออกแบบโดยผสมระหว่าง Audemars Piguet Royal Oak กับ Swatch POP จากยุค 80s และกลายเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของวงการนาฬิกาในปี 2026

จากข่าวลือ Royal Oak สู่ Royal Pop
กระแสเริ่มต้นขึ้นหลัง Swatch ปล่อย teaser คำว่า “Royal” และ “Pop” ด้วยฟอนต์ที่คล้าย Royal Oak อย่างชัดเจน
หลายคนจึงเชื่อทันทีว่า Swatch กำลังจะทำ “MoonSwatch เวอร์ชัน AP” หรือ Royal Oak ราคาจับต้องได้แบบเดียวกับที่เคยทำร่วมกับ Omega และ Blancpain มาก่อน
ยิ่งหลังมีภาพเรนเดอร์ AI หลุดเต็มโซเชียล ความคาดหวังก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ
แต่เมื่อเปิดตัวจริง Swatch กลับเลือกเดินอีกทาง ด้วยการนำแนวคิดจาก Swatch POP รุ่นปี 1986 มาทำใหม่ในสไตล์ Audemars Piguet แทน
ผลลัพธ์คือ “Royal Pop” นาฬิกาพกแบบถอดสายได้ ที่สามารถคล้องคอ ห้อยกระเป๋า หรือใส่กับ accessories อื่นได้
มีทั้งหมด 8 รุ่น
Royal Pop Collection เปิดตัวทั้งหมด 8 สี โดยแต่ละรุ่นใช้ชื่อคำว่า “เลข 8” ในหลายภาษา เพื่ออ้างอิงสกรู 8 ตัวบน bezel ของ Royal Oak
ดีไซน์หลักยังคงกลิ่นอาย AP ชัดเจน ทั้ง
bezel ทรง octagon
สกรูแบบ Royal Oak
ลาย Petite Tapisserie บนหน้าปัด
โทนสีสดแบบ POP watch
ตัวเรือนแบ่งเป็น 2 สไตล์หลัก คือ Lépine และ Savonnette ซึ่งแตกต่างกันที่ตำแหน่งเม็ดมะยมและรูปแบบหน้าปัด
บางรุ่นใช้สีจัดจ้านแบบแดง เหลือง ฟ้า หรือส้ม ขณะที่รุ่นสีขาว “Huit Blanc” กลายเป็นตัวที่ถูกพูดถึงมาก เพราะใช้สีสกรูแบบสุ่ม ทำให้แต่ละเรือนแทบไม่เหมือนกัน

ใช้กลไกใหม่ที่ดัดแปลงจาก Sistem51
อีกจุดที่หลายคนสนใจคือกลไก
Royal Pop ใช้ movement ที่พัฒนาจาก Swatch Sistem51 แต่ถูกปรับเป็นระบบไขลานมือ พร้อม power reserve มากกว่า 90 ชั่วโมง
Swatch ยังใส่ Nivachron balance spring เพื่อช่วยลดผลกระทบจากสนามแม่เหล็ก ซึ่งถือว่าค่อนข้างจริงจังกว่าที่หลายคนคิดสำหรับคอลแลบสายแฟชัน
ด้านหลังตัวเรือนยังมีลวดลาย Pop Art และฝาหลังโปร่งใสบางส่วนให้เห็นกลไกด้านใน
ราคาเริ่มประมาณ 14,000 บาท
Royal Pop เปิดราคาที่ประมาณ 400–420 ดอลลาร์ หรือราว 14,000–15,000 บาท แล้วแต่รุ่น
แม้จะถูกกว่านาฬิกา Audemars Piguet จริงหลายสิบเท่า แต่ก็ถือว่าแพงกว่า Swatch ปกติพอสมควร
Swatch ระบุว่าจะวางขายเฉพาะบางสาขาเท่านั้น และจำกัดการซื้อ 1 เรือนต่อคนต่อวัน เหมือนตอน MoonSwatch เปิดตัว
ทันทีที่รายละเอียดออกมา หลายประเทศก็เริ่มมีคนไปต่อคิวหน้าร้านล่วงหน้าแล้ว โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรป

กระแสแบ่งเป็นสองฝั่งชัดเจน
แม้หลายคนชอบความกล้าและความแปลกของโปรเจกต์นี้ แต่ก็มีแฟนนาฬิกาจำนวนมากผิดหวัง เพราะคาดหวังว่าจะได้เห็น Royal Oak แบบ wearable มากกว่า
บางส่วนมองว่า Royal Pop สนุกและสร้างสรรค์ดี ขณะที่อีกฝั่งมองว่ามันดู “ของเล่นเกินไป” สำหรับชื่อ Audemars Piguet
ในโลกออนไลน์เริ่มมีทั้งมีม คำแซว และการถกเถียงหนักพอสมควร โดยเฉพาะในกลุ่มนักสะสมสาย traditional luxury watch
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายก็มองว่า Swatch ตั้งใจทำแบบนี้ตั้งแต่แรก เพราะไม่ต้องการสร้าง Royal Oak ราคาถูกตรง ๆ จนกระทบภาพลักษณ์ของ AP มากเกินไป

อาจกลายเป็นคอลแลบที่ใหญ่ที่สุดหลัง MoonSwatch
แม้เสียงตอบรับจะผสมกัน แต่กระแสของ Royal Pop ยังถือว่าแรงมาก
หลายสื่อมองว่านี่คือคอลแลบที่ถูกพูดถึงที่สุดของวงการนาฬิกาหลัง MoonSwatch ปี 2022 และอาจเป็นอีกโปรเจกต์ที่ดึงคนรุ่นใหม่เข้าหาวงการ mechanical watch ได้มากขึ้น
โดยเฉพาะการที่ Audemars Piguet ยอมเปิดให้ Swatch ใช้ดีไซน์และ DNA ของ Royal Oak ถือเป็นเรื่องที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
สำหรับวงการนาฬิกา ปี 2026 จึงอาจเป็นปีที่เส้นแบ่งระหว่าง luxury watch กับ pop culture เริ่มบางลงกว่าเดิมอีกขั้นแล้วก็ได้
ที่มา hodinkee


ความคิดเห็น