รับแอปรับแอป

จากเกือบขายทิ้ง 50 ล้าน…สู่วันที่ Netflix พลิกเกมล้มยักษ์ Blockbuster

ธีรภัทร แก้วประเสริฐ01-29

ถ้าเกือบเจ๊งตั้งแต่ต้น…ไม่ได้แปลว่าต้องแพ้ทั้งเกม

ลองจินตนาการดูว่า วันนี้คุณเปิด Netflix ดูซีรีส์ชิล ๆ อยู่บ้าน แล้วรู้ไหมว่า แพลตฟอร์มที่คนทั่วโลกใช้ดูหนังกันทุกวัน เคยมีจุดหนึ่งที่เกือบถูกขายทิ้งในราคาแค่ 50 ล้านดอลลาร์ เท่านั้น

และคนที่ไม่ยอมซื้อก็คืออดีตเจ้าพ่อวงการเช่าวิดีโออย่าง Blockbuster นี่แหละ

ทุกวันนี้ Netflix กลายเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิงระดับโลก มีคอนเทนต์หลายร้อยเรื่อง คนดูนับพันล้านชั่วโมงต่อเดือน แต่เส้นทางกว่าจะมาถึงจุดนี้ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลยสักนิด

จุดเริ่มต้น: ค่าปรับคืนเทปช้า 40 ดอลลาร์ ที่เปลี่ยนวงการ

จุดกำเนิดของ Netflix ไม่ได้เริ่มจากห้องบอร์ดรูมสุดหรู แต่มาจาก Pain Point เล็ก ๆ ของคนเช่าหนังธรรมดาคนหนึ่ง

ปี 1997 Reed Hastings ถูกปรับค่าคืนเทปหนังเรื่อง “Apollo 13” ช้าไป จ่ายค่าปรับไปถึง 40 ดอลลาร์ เขาเลยตั้งคำถามง่าย ๆ แต่ทรงพลังมากว่า

“ทำไมการเช่าหนังต้องยุ่งยากและน่าหงุดหงิดขนาดนี้?”

จากคำถามเดียวนี้ เขากับ Marc Randolph จึงร่วมกันสร้างบริการเช่าหนังรูปแบบใหม่ ที่ทำให้คนดูไม่ต้องเจอค่าปรับชวนหัวร้อนอีกต่อไป

Netflix ยุคแรกเริ่มจากโมเดล ส่งดีวีดีทางไปรษณีย์ ลูกค้าเลือกหนังออนไลน์ แล้วรอรับดีวีดีที่บ้าน ดูเสร็จแค่ใส่แผ่นคืนลงซอง ส่งกลับ โดย ไม่มีค่าปรับล่าช้า

ไอเดียดี ใช้งานง่าย แต่ชีวิตจริงไม่ได้หวานขนาดนั้น

ช่วงแรก Netflix ยังเป็นแค่บริษัทเล็ก ๆ ลูกค้าหลัก ๆ มีเพียงไม่กี่หมื่นคน ต้นทุนดำเนินการสูง กำไรบางเฉียบ ในขณะที่ฝั่งตรงข้ามคือยักษ์ใหญ่ Blockbuster ที่มีร้านกว่า 9,000 สาขาทั่วสหรัฐฯ ครองตลาดเช่าวิดีโอแบบเบ็ดเสร็จ

ปีแห่งความเกือบพัง และดีล 50 ล้านที่ถูกปัดตก

ปี 2000 คือปีที่ Netflix เจอศึกหนักเต็ม ๆ บริษัทขาดทุนอย่างต่อเนื่อง เงินสดเริ่มร่อยหรอ และการจะหาเงินลงทุนเพิ่มก็ไม่ง่ายเลยในเวลานั้น

เมื่อเงินในมือใกล้หมด ทางเลือกที่เหลืออยู่ไม่มาก Reed Hastings จึงตัดสินใจเดินเข้าไปหา “เจ้าตลาด” อย่าง Blockbuster ด้วยข้อเสนอที่ฟังดูสมเหตุสมผลมากในตอนนั้น

ขอขายกิจการ Netflix ทั้งบริษัทในราคา 50 ล้านดอลลาร์

แต่คำตอบที่ได้รับกลับมา คือการปฏิเสธแบบไม่ใยดี Blockbuster มอง Netflix เป็นแค่ “เด็กเล่นขายของ” ธุรกิจเล็ก ๆ ที่ไม่น่าจะเติบโตไปไกลกว่านี้ได้

ดีลไม่เกิด เงินก็ยังแทบไม่เหลือ และ Netflix อยู่ในจุดที่แทบจะต้องปิดบริษัทได้ทุกเมื่อ

แต่แทนที่จะยอมแพ้ การโดนปฏิเสธกลับกลายเป็น เชื้อไฟก้อนใหญ่ ให้ทีมผู้ก่อตั้งลุกขึ้นมาปรับโมเดลธุรกิจอย่างจริงจัง

จากร้านเช่าวิดีโอออนไลน์…สู่การมองเห็นอนาคตของการดูหนัง

Netflix รู้ดีว่าถ้ายังยึดติดกับการเป็นแค่ “ร้านเช่าดีวีดีออนไลน์” สู้ยังไงก็ไม่มีทางชนยักษ์อย่าง Blockbuster ได้

พวกเขาเลยเริ่มคิดใหม่ตั้งแต่รากฐานว่า

“อนาคตของการดูหนัง จะเกิดขึ้นที่ไหน? ที่ร้านเช่า หรือที่บ้าน?”

เมื่อเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเริ่มพัฒนา ความเร็วสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายถูกลง Netflix ก็เริ่มขยับตามทันที ไม่รอให้คู่แข่งลงมือก่อน

ปี 2007 Netflix เปิดบริการ “ดูหนังออนไลน์แบบสตรีมมิง” ให้ผู้ใช้สามารถกดดูคอนเทนต์ได้ทันทีจากหน้าจอ ไม่ต้องรอแผ่น ไม่ต้องรอไปรษณีย์

ไม่ใช่แค่ย้ายแพลตฟอร์มจากแผ่นดีวีดีมาบนออนไลน์ แต่ Netflix ยัง ดึงเอา Data และ AI เข้ามาช่วย วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ชม

ใครชอบดูแนวไหน ดูบ่อยแค่ไหน หยุดดูตรงไหน กดข้ามอะไร ระบบจะเรียนรู้ทั้งหมด เพื่อนำมาสร้างระบบแนะนำหนังและซีรีส์ที่ “โดนใจ” แต่ละคนในแบบเฉพาะตัว

จากแพลตฟอร์มเช่าหนังธรรมดา ๆ Netflix เริ่มกลายเป็น แพลตฟอร์มความบันเทิงที่เข้าใจคนดูในระดับลึก

จุดเปลี่ยนใหญ่: จากแพลตฟอร์มดูหนัง สู่การเป็นเจ้าของคอนเทนต์เอง

แค่สตรีมมิงอย่างเดียวไม่พอจะครองโลกได้ Netflix เลือกเดินเกมต่อไปด้วยการเป็น เจ้าของคอนเทนต์เอง

ปี 2013 พวกเขาตัดสินใจลงทุนสร้างซีรีส์ออริจินัลเรื่องแรกของตัวเอง นั่นคือ House of Cards

การตัดสินใจครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะการผลิตซีรีส์คุณภาพสูงต้องใช้เงินและความเสี่ยงมหาศาล แต่ Netflix กล้าเดิมพัน เพราะเขามี ข้อมูลจากผู้ใช้งานจริง อยู่ในมือว่าคนดูชอบอะไร สนใจแนวไหน นักแสดงแบบไหนที่มีโอกาสปัง

ผลลัพธ์คือ House of Cards กลายเป็นกระแสถล่มทลาย ช่วยดันภาพลักษณ์ Netflix จากแค่ “ที่ดูหนัง” กลายเป็นแบรนด์ที่ สร้างคอนเทนต์คุณภาพของตัวเอง

เมื่อเป็นเจ้าของ Content เอง Netflix ไม่ต้องพึ่งสตูดิโอเจ้าอื่นอย่างเดียวอีกต่อไป และยังสามารถสร้างเอกลักษณ์ของแพลตฟอร์มให้ชัดเจน แตกต่าง และจูงใจให้คนสมัครสมาชิกต่อเนื่องได้ง่ายขึ้น

จากจุดนี้ Netflix ก็เดินหน้าเร่งเครื่องเต็มกำลัง ขยายทั้งคอนเทนต์และฐานผู้ชมไปทั่วโลก ในขณะที่ฝั่ง Blockbuster กลับไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

ปี 2010 Blockbuster ที่เคยเป็นเบอร์ 1 ในวงการเช่าวิดีโอ ต้องประกาศล้มละลายอย่างเป็นทางการ

ทำไมสุดท้าย Netflix ถึงรอด…แต่ Blockbuster กลับดับ

ถ้ามองเฉพาะเรื่อง “ทรัพยากร” Netflix แทบไม่ได้ได้เปรียบอะไรเลย

  • ไม่ได้มีเงินถุงเงินถังแบบยักษ์ใหญ่ในตลาด

  • ไม่มีเครือข่ายหน้าร้านเป็นพัน ๆ แห่งเหมือน Blockbuster

แต่สิ่งที่ Netflix มีเหนือกว่าอย่างชัดเจนคือ มุมมองต่ออนาคตและความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนตัวเอง

จุดแข็งสำคัญของ Netflix คือ…

  • ยืดหยุ่นและกล้าปรับตัวเร็ว
    ไม่ยึดติดว่าตัวเองต้องเป็น “บริษัทเช่าดีวีดี” อย่างเดียว กล้าปรับจากดีวีดี → สตรีมมิง → ผลิตคอนเทนต์เอง

  • เข้าใจลูกค้าแบบลึกจริง ๆ
    ใช้ข้อมูลพฤติกรรมการรับชมมาวิเคราะห์และสร้างระบบแนะนำคอนเทนต์ที่ตรงใจ ทำให้คนรู้สึกว่า “Netflix รู้ว่าเราชอบอะไร”

  • ไม่หยุดแค่แก้ Pain Point เดิม
    จากปัญหาค่าปรับดีวีดีที่เป็นต้นเรื่อง พวกเขาไม่หยุดแค่ทำให้คนเช่าหนังสะดวกขึ้น แต่ก้าวไปไกลถึงการสร้าง ประสบการณ์ใหม่ในการดูหนังและซีรีส์ ที่บ้านได้แบบจุใจ

Netflix มองเห็นก่อนว่า “อนาคตของการดูหนังอยู่ที่บ้าน ไม่ใช่ร้านเช่า” และลงมือปรับธุรกิจไปในทิศทางนั้นอย่างจริงจัง ในขณะที่ Blockbuster แม้จะมีโอกาสซื้อ Netflix ในราคาแค่ 50 ล้านดอลลาร์ แต่กลับมองข้ามและเลือกเดินเกมแบบเดิม

ของขวัญที่ชื่อว่า “คำปฏิเสธ”

ในมุมของคนทำธุรกิจและคนใช้ชีวิต คำว่า “โดนปฏิเสธ” มักฟังดูเจ็บปวด แต่สำหรับ Netflix มันกลับกลายเป็น ของขวัญชิ้นใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่ง

เพราะถ้าวันนั้น Blockbuster ตอบตกลงซื้อ Netflix จริง ๆ เรื่องราวทั้งหมดอาจจบลงแค่ดีลซื้อขายธรรมดา ๆ และโลกอาจไม่มีแพลตฟอร์มสตรีมมิงที่ชื่อ Netflix อย่างในวันนี้

จากบริษัทที่เกือบขาดทุนจนต้องขายทิ้ง วันนี้ Netflix มีมูลค่าตลาดมากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ ส่วน Blockbuster ที่ครั้งหนึ่งเคยมีโอกาสซื้อกิจการนี้ในราคาเพียง 50 ล้านดอลลาร์ ตอนนี้เหลือเพียง ร้านสาขาเดียวในโลก ที่กลายเป็นเหมือนแลนด์มาร์กให้คนไปถ่ายรูปเล่นมากกว่าจะไปเช่าวิดีโอจริง ๆ

บางครั้งการถูกมองข้ามในวันนี้…อาจคือจุดเริ่มต้นของการล้มยักษ์ในวันหน้า

สรุปทิ้งท้ายสำหรับสายดูหนังและคนทำธุรกิจ

เรื่องของ Netflix ไม่ได้เป็นแค่เคสธุรกิจระดับโลก แต่มันคือบทเรียนสำหรับทุกคนที่เคยเจอจังหวะ “จะไปต่อดีไหม หรือควรยอมแพ้ดี”

  • จุดเล็ก ๆ อย่างค่าปรับคืนเทป 40 ดอลลาร์ สามารถกลายเป็นธุรกิจระดับหมื่นล้านได้ ถ้าเรามองเห็น Pain Point ชัดและกล้าลงมือ

  • การถูกปฏิเสธ ไม่ได้แปลว่า “เราไม่เก่งพอ” เสมอไป แต่อาจแปลว่า “เขามองไม่เห็นอนาคตแบบที่เราเห็น”

  • โลกของความบันเทิงเปลี่ยนไปตลอดเวลา จากแผ่นเทป → ดีวีดี → สตรีมมิง → คอนเทนต์ออริจินัล ใครยึดติดกับรูปแบบเดิมนานเกินไป ก็มักเป็นคนที่หลุดเกมก่อนเสมอ

สำหรับสายดูหนังอย่างเรา ๆ ครั้งต่อไปที่กดเปิด Netflix ขึ้นมา ลองนึกเล่น ๆ ว่า ถ้าวันนั้นดีล 50 ล้านล้มไม่ลง เราอาจกำลังใช้แอปอะไรบางอย่างของ Blockbuster ดูซีรีส์แทนก็เป็นได้…