รับแอปรับแอป

จากยุครุ่งเรืองสู่ของหายาก: เส้นทางชีวิต CD เพลงที่กำลังกลายเป็นตำนาน

พงศกร นาคทอง01-29

จุดเริ่มต้นของแผ่นวงกลมที่เปลี่ยนโลกดนตรี

หากย้อนไปก่อนยุคสตรีมมิง เราคงต้องยกมือไหว้ชื่อหนึ่งให้ดังๆ คือ James Russell นักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน ผู้ถูกยกย่องว่าเป็นคนปูทางให้โลกได้รู้จัก แผ่น CD เพลง เป็นครั้งแรก

เขามองเห็นข้อจำกัดของแผ่นเสียงแบบดั้งเดิมที่เก็บรักษายาก ขนย้ายลำบาก และเปราะบาง จนตัดสินใจคิดค้นสื่อบันทึกเสียงรูปแบบใหม่ที่ทั้ง ทนทาน พกพาสะดวก และผลิตได้ในต้นทุนเชิงพาณิชย์ที่จับต้องได้มากกว่า

นี่คือจุดเริ่มต้นของยุค Compact Disc ที่จะกลายเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมดนตรีในเวลาต่อมา

สิทธิบัตรแรก และการเข้ามาของยักษ์ใหญ่

สิ่งที่ทำให้ James Russell กลายเป็นบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ดนตรี คือการเป็นคนแรกที่ยื่นจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานเทคโนโลยีสำคัญ 3 อย่างเข้าด้วยกัน คือ

  • เทคโนโลยี Laser

  • การบันทึกเสียงแบบ Digital

  • แผ่น Optical Disc

เขายื่นจดสิทธิบัตรนี้ในปี ค.ศ. 1966 วางรากฐานให้เทคโนโลยีที่จะถูกนำไปต่อยอดในอีกกว่าทศวรรษต่อมา

ปลายทศวรรษ 1970 สองบริษัทยักษ์ใหญ่จากยุโรปและญี่ปุ่นอย่าง Philips และ Sony เห็นศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ จึงตัดสินใจ ซื้อลิขสิทธิ์เทคโนโลยี CD จาก James Russell และเริ่มพัฒนาสู่สินค้าเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง

แผ่น CD เพลงแผ่นแรก: ใครคือ “คนแรก” ตัวจริง?

ในเชิงพาณิชย์ แผ่น CD เพลงแผ่นแรก ที่ถูกระบุอย่างเป็นทางการ เป็นการบันทึกผลงานเพลง Waltz ของ Chopin ซึ่งบรรเลงโดยนักเปียโนชื่อดัง Claudio Arrau และถูกเผยแพร่ในปี ค.ศ. 1980

แต่โลกดนตรีก็ไม่เคยขาดข้อถกเถียง เพราะยังมีอีกหลายกระแสข่าวที่ยืนยันว่า

  • อัลบั้ม 52nd Street ของ Billy Joel คือหนึ่งในแผ่น CD รุ่นบุกเบิก

ขณะเดียวกันอีกฝ่ายก็เชื่อว่า

  • อัลบั้ม The Visitors ของวง ABBA คือชุด CD เพลงชุดแรกที่ถูกวางขายจริงในตลาด

เหนือเสียงถกเถียงเหล่านี้ สิ่งที่แน่นอนก็คือ เทคโนโลยี CD ได้ผ่านการทดสอบอย่างจริงจังตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979 และเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1980

สถานีวิทยุ BBC เคยสาธิตการใช้เครื่องเล่น CD ด้วยการเปิดอัลบั้ม Living Eyes ของวง Bee Gees ให้ผู้คนเห็นกับตาว่า “แผ่นกลมสีเงิน” นี้ทำอะไรได้บ้าง

เครื่องเล่น CD เครื่องแรก และการบุกตลาดโลก

การเปลี่ยนโฉมหน้าวงการดนตรีจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีเครื่องเล่นที่รองรับสื่อใหม่อย่าง CD

เครื่องเล่น CD ตัวแรกที่เข้าสู่ตลาดในเชิงพาณิชย์ คือผลิตภัณฑ์จาก Sony ในชื่อรุ่น CDP-101 ซึ่งวางจำหน่ายในปี ค.ศ. 1980 พร้อมๆ กับการวางจำหน่ายแผ่น CD เพลงชุดแรก

ไม่นานนัก นักฟังเพลงทั่วโลกก็เริ่มหันมาให้ความสนใจกับ CD อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในยุคแรกที่การผลิตยังถูกผูกขาดอยู่ในมือของโรงงานเพียง 2 แห่ง คือของ Philips และ Sony

ยุคบุกเบิกนั้น แผ่น CD มีราคาต่อแผ่นราว 30 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,000 บาท) ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับยุคถัดมา แต่เมื่อตลาดขยาย ผู้ผลิตเพิ่มขึ้น กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น ราคาของทั้งแผ่น CD และเครื่องเล่น CD ก็เริ่มทยอยลดลง

ปี ค.ศ. 1982 บริษัทอย่าง Hitachi กระโดดเข้ามาร่วมวงเปิดตัวเครื่องเล่น CD ของตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้น ส่วนแบ่งยอดขาย CD ส่วนใหญ่ก็ยังตกอยู่ในมือของ Sony ที่ได้เปรียบจากการถือครองลิขสิทธิ์เพลงเป็นจำนวนมาก

ในปีแรกของการทำตลาดเต็มรูปแบบ Sony มียอดขายแผ่น CD สูงถึง 20,000 แผ่น ถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนศักยภาพของสื่อใหม่ชนิดนี้อย่างชัดเจน

CD ครองโลก: จากเทปคาสเซ็ตสู่มาตรฐานอุตสาหกรรม

เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางทศวรรษ 1980 CD ได้กลายเป็นผู้สั่นคลอนบัลลังก์ของ Cassette Tape อย่างแท้จริง

ช่วงแรก CD มีรูปแบบเพียงแค่ “อ่านอย่างเดียว” แต่เมื่อนวัตกรรมเดินหน้า ผู้ใช้ก็สามารถบันทึกข้อมูลลงบนแผ่น CD ได้เองในภายหลัง ทำให้มันไม่ได้เป็นเพียงสื่อสำหรับรับฟัง แต่ยังกลายเป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลในชีวิตประจำวันด้วย

ปลายทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา Compact Disc ได้ถูกยอมรับให้เป็น มาตรฐานอุตสาหกรรมการบันทึกเสียง และครองความยิ่งใหญ่ยาวนานมาจนเกือบแตะยุค 2010

จากราคาหลักหมื่น…สู่แค่ไม่กี่ร้อย

เวลาผ่านไป เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 2010 สถานะของ CD ก็เริ่มเปลี่ยน จากสื่อกระแสหลัก สู่ของที่ถูกเบียดพื้นที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ

ยุครุ่งเรืองของ CD มือสอง เคยทำให้บางแผ่นมีมูลค่าแตะหลักพันไปจนถึงหลักหมื่นบาท แต่ปัจจุบันแผ่นที่เคยหายากและขายต่อกันในราคาสูง กลับถูกกดลงจนเหลือเพียง “หลักร้อย” เท่านั้น

ในเวลาเดียวกัน

  • วงการสิ่งพิมพ์ถูกกดดันอย่างหนัก

  • วงการภาพยนตร์เองก็ไม่ได้สดใส

  • ส่วนดนตรีนั้น ก็เหมือนคนไข้ที่หมอกำลังมองหาเตียงให้นอนรอดูอาการ

CD จึงมิได้เพิ่งเริ่มมอดไหม้จากข่าวการปิดแผนก CD ของ B2S แต่ในความเป็นจริง วงการนี้นอนให้น้ำเกลือมานานเกือบ 20 ปีแล้ว

ศัตรูตัวจริงของ CD: ผีเทป-ไฟล์เถื่อน-สตรีมมิง

ความเสื่อมถอยของ CD ไม่ได้เกิดขึ้นแบบปุบปับ แต่เป็นผลสะสมจากหลายปัจจัยที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่น

  • ปัญหา เทปผี และ CD เถื่อน ที่ทำลายตลาดลิขสิทธิ์

  • การมาถึงของไฟล์เพลง MP3 ละเมิดลิขสิทธิ์

  • การเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มแชร์ไฟล์อย่าง Napster

  • การแพร่หลายของ BitTorrent ที่ทำให้การแจกจ่ายไฟล์ละเมิดลิขสิทธิ์ง่ายกว่าที่เคย

  • และท้ายที่สุด ถูกซ้ำเติมด้วยเทคโนโลยี Streaming และการฟังเพลงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เข้าถึงเพลงได้ฟรีหรือราคาถูก

ร้านขาย CD ที่เคยคึกคักจึงค่อยๆ ทยอยล้มหายตายจาก ร้านใหญ่ ร้านเล็ก ไม่มีใครรอดได้ง่ายๆ

ร้าน CD: จากแหล่งพักผ่อนของคอเพลง สู่ตำนานในความทรงจำ

ครั้งหนึ่ง ร้าน CD เคยเป็นเสมือนสวนสนุกของคนรักเพลง ทั้งร้านใหญ่ระดับเชน และร้านเล็กแบบ Stand Alone ต่างเคยมีลูกค้าเดินเข้าออกไม่ขาดสาย

แต่เมื่อยอดขายร่วงฮวบ ไม่สมดุลกับภาระค่าเช่าและค่าจ้างพนักงาน ร้านในห้างสรรพสินค้าจำนวนมากจึงยืนระยะไม่ไหว ต้องทยอยปิดตัว

แม้แต่ร้านระดับตำนานที่อยู่เดี่ยวๆ นอกห้าง มีต้นทุนค่าเช่าต่ำกว่า ใช้แรงเจ้าของร้านเป็นหลัก ก็ยังเอาตัวรอดได้ยาก เมื่อยอดขาย CD ตกลงอย่างต่อเนื่อง

หลายร้านจึงต้อง ปรับตัวครั้งใหญ่ เช่น

  • เปลี่ยนมาขายกาแฟ ขนม หรืออาหาร ควบคู่ไปกับแผ่น CD

  • บางรายหันไปทำธุรกิจสายอื่นเต็มตัว

  • บางร้านก็ปิดฉากแบบไม่เหลือร่องรอย

แผ่นเสียง-เทปฟื้น แต่ CD ยังไปต่อแบบกะเผลก

ตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็น การกลับมาของแผ่นเสียง (Vinyl) และกระแสของเทปที่ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง

กระแสย้อนยุคเหล่านี้ช่วยให้ร้าน CD บางแห่งมีรายได้เพิ่มขึ้นบ้าง จากการหันมาขาย

  • แผ่นเสียง

  • เทปคาสเซ็ต

  • CD มือสอง

  • หรือ CD นำเข้าจากต่างประเทศโดยตรง

แต่ต้องยอมรับว่า มันเป็นเพียงแรงกระตุ้นเล็กน้อย ไม่ได้พลิกสถานการณ์ได้จริง

ปัจจุบันแม้แผ่นเสียงและเทปจะเคยกลับมาแบบสวยๆ แต่ตอนนี้ก็เริ่มชะลอตัวเช่นกัน สังเกตได้จากแผ่นชื่อดังจำนวนมากที่เคยถูกกักตุนไว้เพื่อเก็งกำไร ไม่ว่าจะเป็นผลงานของคาราบาว เต๋อ หรืออัสนี-วสันต์ ต่างถูกทยอย “ปล่อยของ” ออกมาแยกขายจากชุด Boxset เดิม

จากแหล่งค้าส่งคลองถม…สู่ศูนย์ร้าน CD

หลังจากแผนกขาย CD ของ B2S ในห้าง Central เริ่มทยอยปิดตัวลง ผู้ที่ติดตามวงการ CD อย่างใกล้ชิดก็เริ่มมองไปรอบๆ แล้วพบความจริงที่น่าใจหาย

แหล่งค้าขาย CD รายใหญ่ในอดีตอย่าง ย่านคลองถม ที่เคยเต็มไปด้วยร้านขายส่งและปลีก บัดนี้ เหลือจำนวนร้าน CD เท่ากับ 0

ฝั่งเพลงสากลเองก็ต้องปรับตัว จากเดิมที่เคยผลิตแผ่นในประเทศ ปัจจุบันหันมาใช้การ นำเข้าแผ่นจากต่างประเทศโดยตรง แทน เพื่อเป็นการลดต้นทุนบางด้าน และทำให้วงการ CD เพลงสากลยังพอเดินหน้าต่อไปได้ในระดับหนึ่ง

ส่วน วงการ CD เพลงไทย นั้นเงียบยิ่งกว่า นานๆ ถึงจะมีอัลบั้มใหม่โผล่มาสักชุด ไม่ว่าจะจากค่ายใหญ่หรือค่ายเล็ก และส่วนใหญ่เลือกใช้วิธี ขายตรงผ่าน Social Media เป็นหลัก

การปิดแผนก CD: สัญญาณปิดฉากยุคหนึ่งของไทย

การตัดสินใจปิดแผนกขาย CD เพลงของ B2S ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ของประเทศไทย เปรียบเสมือนการประกาศปิดม่านยุคทองของ CD เพลงในบ้านเรา

เพราะความจริงคือ ร้าน CD ทั้งในรูปแบบ Franchise และร้านรายย่อย ล้วนอยู่ในสภาพไม่ต่างกัน

  • ยอดขายไม่พอกับค่าใช้จ่าย

  • ค่าเช่าพื้นที่ในห้างสูงขึ้นเรื่อยๆ

กรณีศึกษาสำคัญมีให้เห็นชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น

  • ร้านแมงป่อง ที่ทยอยปิดสาขาในห้างมานานกว่าสิบปี

  • ร้าน Boomerang ที่ปิดไปหลายสาขา

  • ร้าน CAP Music ที่ปรับตัวจากร้านขาย CD มาเน้นบทบาทเป็นค่ายเพลง

ในขณะที่ร้านเล็กบางร้านที่ยังยืนระยะได้ เช่น น้องท่าพระจันทร์, Musicland, PaPaPu, MenuPleng ก็ล้วนต้องอาศัยการปรับตัวอย่างหนัก ทั้งการเพิ่มสินค้าใหม่อย่างแผ่นเสียง เทป หรือ CD มือสอง รวมถึงการนำเข้า CD ต่างประเทศมาขายเฉพาะกลุ่ม

เมื่อผู้ผลิตทยอยถอย: วิกฤตจากต้นทางสายพาน

ร้านจะอยู่ได้ ก็ต้องมีของใหม่ให้ขายอยู่เรื่อยๆ และสำหรับวงการ CD ไทยแล้ว สายพานนี้กำลังฝืดอย่างเห็นได้ชัด

ปัจจุบันสายตาหลายคู่จับจ้องไปยังค่าย แกรมมี่ ซึ่งถือเป็นผู้ผลิต CD รายใหญ่ที่สุดในประเทศ ทว่าช่วงหลังๆ กลับมีจำนวนอัลบั้ม CD ใหม่ออกสู่ตลาดน้อยลงอย่างผิดสังเกต

ค่าย RS นั้นเลิกผลิต CD ไปแล้วราว 20 ปี ค่ายเพลงไทยอีกมากมายก็ทยอยหายไปจากตลาด จนเหลือเพียง

  • ค่ายใหญ่ไม่กี่รายที่ยัง “พอ” ผลิต CD

  • ค่าย Indy และศิลปินอิสระที่ทำ CD ขายเองแบบจำนวนจำกัด

หนึ่งในค่ายที่เคยมี ปริมาณ CD อยู่ในระดับน่าสนใจมาก คือแบรนด์ “แม่ไม้เพลงไทย” แต่ปัจจุบันได้หยุดผลิต CD ไปแล้ว

นี่คือ สัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ของวงการ CD ไทย เพราะหากวันหนึ่งค่ายใหญ่ทุกค่ายตัดสินใจเลิกผลิต CD พร้อมกัน เราอาจเหลือเพียงไม่กี่ราย เช่นแกรมมี่ นิธิทัศน์ หรือรถไฟดนตรีที่ยังทำอยู่บ้างเท่านั้น

อนาคตของ CD: จากของใช้จริงสู่ของสะสม

เมื่อวันนั้นมาถึง วันที่ทุกค่ายเลิกผลิต CD อย่างเต็มตัว บทบาทของ CD จะไม่ใช่สื่อหลักสำหรับการฟังเพลงอีกต่อไป

มันจะกลายเป็น สินค้า Niche Market อย่างเต็มรูปแบบ ผลิตจำนวนน้อย เปิดให้แฟนเพลงตัวจริงจองล่วงหน้า เอาไว้สะสมมากกว่าเอาไว้เปิดฟังในชีวิตประจำวัน

สำหรับนักสะสมแล้ว ภาพในอนาคตอาจจะชัดเจนอยู่แล้วว่า

CD เพลงกำลังจะเดินทางจากชั้นวางทั่วไป สู่การเป็น “ของหายาก” ที่ใครมี ก็เหมือนถือประวัติศาสตร์ดนตรีชิ้นหนึ่งอยู่ในมือ

และสำหรับคนที่รักการสะสมแผ่น CD วันนี้อาจถึงเวลาต้องถามตัวเองว่า…

เราพร้อมหรือยัง ที่จะเก็บ CD ในมือไม่ใช่แค่เพื่อฟัง แต่เพื่อรักษาชิ้นส่วนหนึ่งของยุคสมัยเอาไว้?