เริ่มต้นทริปขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวญี่ปุ่นแบบสายชิล
การ เช่าจักรยานยนต์ขี่เองในญี่ปุ่น เป็นไอเดียที่ไบค์เกอร์หลายคนเคยคิดเล่นๆ แต่พอจะเริ่มทำจริงกลับไม่รู้จะเริ่มยังไงดี
หลายคนอาจเคยเช่ารถยนต์ขับในญี่ปุ่นกันมาบ้างแล้ว แต่ต้องบอกเลยว่า การขี่มอเตอร์ไซค์กับการขับรถยนต์ให้ฟีลต่างกันเยอะ แถมเรายังติดสไตล์การจราจรแบบไทยๆ มาด้วย ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ
เลือกร้านเช่า – เลือกมอเตอร์ไซค์ – เลือกอิสระในแบบเรา
เดี๋ยวนี้การหาร้านเช่ารถในญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องยาก แค่เสิร์ชบนกูเกิลก็มีตัวเลือกเพียบ
ครั้งนี้เลือกร้านเช่าที่ชื่อ rental819 แถวอิเคบุคุโระในโตเกียว บรรยากาศร้านมีรถให้เลือกหลายแบบตั้งแต่รถเล็กไปจนถึงบิ๊กไบค์
สุดท้ายจบที่การเลือก ยามาฮ่า NMAX 125 ใหม่ เพราะ
ขี่ง่าย ไม่ต้องปรับตัวเยอะ
ใต้เบาะเก็บของได้เยอะ ใช้งานจริงสะดวก
ประหยัดทั้งค่าเช่าและค่าน้ำมัน
ส่วนการเตรียมเอกสารไปเช่ารถ แนะนำให้จองรุ่นรถล่วงหน้าทางออนไลน์ พอไปถึงร้านใช้เอกสารแค่ 3 อย่าง
พาสปอร์ต
ใบขับขี่สากล
ใบขับขี่ไทย
ค่าเช่าและค่าประกันจ่ายผ่านบัตรเครดิตได้เลย สะดวกไม่ต้องพกเงินสดเยอะ
ค่าเช่า NMAX 125 – คุ้มแค่ไหนถ้าไปทริปวันเดียว
ยามาฮ่า NMAX อยู่ในคลาส P2 เป็นสกู๊ตเตอร์ขนาดเล็กกลางๆ ไม่เล็กสุด ราคาค่าเช่าถือว่ากำลังดี
แบบ 24 ชั่วโมง: 6,900 เยน
ถ้าไม่อยากพารถไปค้างคืนนอกที่พัก ไม่อยากวุ่นหาที่จอดแบบรถยนต์ เลือกแบบ 8 ชั่วโมง: 5,700 เยน จะคุ้มกว่า
แต่ต้องคุมเวลาดีๆ เพราะถ้าเกิน 8 ชั่วโมง คลาส P2 จะคิดเพิ่ม 1,400 เยนต่อชั่วโมง
สำหรับคลาส P2 จะมี ค่าประกันอุบัติเหตุเพิ่มอีก 1,500 เยน และก่อนคืนรถต้องไปเติมน้ำมันให้เต็มถังเหมือนตอนรับรถ
ปลายทางของทริปนี้คือ ชายหาดคะมะกุระ ระยะทางไปกลับราว 130 กว่ากิโลเมตร ถือว่าเป็นทริปวันเดียวที่กำลังสวย ไม่หนักเกินไป
จุดตั้งต้นคือไปรับรถตั้งแต่ร้านเปิดตอน 10.00 น. เพื่อจะได้มีเวลาเที่ยวเต็มวัน
ของต้องมีสำหรับทริปขี่มอเตอร์ไซค์ในญี่ปุ่น
นอกจากชุดขี่มาตรฐานแล้ว ทริปแบบนี้จะสบายขึ้นเยอะถ้าเตรียมของเหล่านี้ไปด้วย
อุปกรณ์พื้นฐาน
หมวกกันน็อค
ถุงมือ
รองเท้าหุ้มส้นหรือรองเท้าที่ขี่รถแล้วถนัด
อุปกรณ์เสริมที่ควรมี
ที่จับมือถือสำหรับติดแฮนด์หรือก้านกระจกมองข้าง เพื่อใช้ดูแผนที่
สายชาร์จและหัวชาร์จแบบเสียบช่อง 12V
เพราะเราจะใช้กูเกิลแมปนำทางเป็นหลัก ถ้าปล่อยให้แบตหมดกลางทางนี่คือเรื่องใหญ่มาก แนะนำให้
เสียบชาร์จมือถือไว้ตลอดขณะขี่
โหลดเส้นทางเก็บไว้ล่วงหน้าเผื่ออินเทอร์เน็ตหลุด
ถ้าใครไม่ได้เตรียมตัวมาเลย หลายร้านก็มีพวกอุปกรณ์เสริมให้เช่า แต่ถ้าพกของตัวเองมาได้ก็จะอุ่นใจกว่า
ออกเดินทางจากโตเกียวสู่คะมะกุระ
ยามาฮ่า NMAX เป็นรถที่ขี่ง่ายและควบคุมสบายมาก ที่จับมือถือยึดไว้ตรงก้านกระจกมองข้าง มุมกำลังดี มองแผนที่ได้ชัด ไม่บังหน้าปัดรถ
ตอนออกจากตัวเมืองโตเกียว ช่วงแรกใช้กูเกิลแมปนำทางก็ไม่ยากเท่าไหร่ พอเข้าถนนเส้นหลักได้แล้วก็ปล่อยไหลยาวๆ
ระหว่างทางจะมีทั้งช่วงลอดอุโมงค์ ข้ามสะพานยาวๆ และ สี่แยกพร้อมสัญญาณไฟจราจรจำนวนมาก ซึ่ง
ทำให้เสียเวลาเดินทางพอสมควร
ต้องระวังกฎจราจรแบบญี่ปุ่นให้ดีด้วย
เส้นทางจากโตเกียว ผ่านโยะโกะฮะมะไปคะมะกุระ กูเกิลแมปประเมินเวลาขาไปประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ไปกลับราว 5 ชั่วโมง ยังไม่รวมเวลาแวะพักกินข้าว เข้าห้องน้ำ หรือจอดถ่ายรูป
ถึงคะมะกุระ: เที่ยวเพลิน แต่ห้ามลืมเรื่องที่จอดรถ
คะมะมุระบีชเป็นแหล่งเที่ยวสุดฮิต โดยเฉพาะคนญี่ปุ่นเองที่นิยมมาไหว้พระที่วัดโคโตกุอิน แถมมีทั้งแบบมาเองและมากับทัวร์บัส ทำให้รอบๆ วัดการจราจรหนาแน่นมาก
สิ่งที่ต้องโฟกัสคือ การหาที่จอดรถให้ถูกต้อง
ถ้าจอดไม่เป็นที่เป็นทาง โดนปรับหนักได้
มีสิทธิโดนลากรถ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์
โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ ที่จอดแบบลานจ่ายเงินหาไม่ง่ายเท่ารถยนต์ ต้องใช้สกิลสังเกตและใช้ดวงนิดๆ
ในทริปนี้ เลือกจอดแถวจุดจอดชั่วคราวใกล้ชายหาด (เดาจากการเห็นมีหลายคันจอดอยู่) แล้วเดินลงไปเก็บบรรยากาศที่หาดสักพักใหญ่
หลังจากเดินเล่น ถ่ายรูปให้หนำใจแล้ว ก็ ขี่รถวนสำรวจรอบชายหาด แวะหาอะไรง่ายๆ กินจากร้านสะดวกซื้อ ซึ่งข้อดีคือ
มีที่จอดรถให้
มีห้องน้ำให้ใช้
อิ่มท้อง รูปครบ ก็ถึงเวลาเตรียมตัวขี่กลับโตเกียว
เหตุการณ์ไม่คาดฝัน: รถติด ตำรวจเรียก และบทเรียนเรื่องป้ายจราจร
ขากลับออกจากชายหาดเวลาประมาณ 15.30 น. แน่นอนว่าต้องเจอรถติดจากคนที่เพิ่งเที่ยวเสร็จเหมือนกัน
ตรงนี้แหละที่ข้อดีของการขี่ NMAX โผล่มาเต็มๆ เพราะ รถเล็ก เลาะรถติดได้คล่องตัว แต่เรื่องไม่คาดคิดก็ตามมาแบบไม่ทันตั้งตัว
โดนตำรวจญี่ปุ่นเรียกแถมเชิญไปสถานี ด้วยข้อหา ไม่หยุดตรงจุดให้หยุด ที่พื้นถนนเขียนภาษาญี่ปุ่นกำกับไว้ แต่ไม่มีสัญญาณไฟจราจร ซึ่งตอนขี่ผ่าน แค่ชะลอมองซ้ายขวาแล้วไปต่อ เพราะคิดว่าไม่มีรถก็โอเคแล้ว
กลายเป็นบทเรียนสำคัญของทริปนี้ว่า
ป้ายหรืออักษรบนพื้นถนนในญี่ปุ่น สำคัญมาก
ไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น แต่ต้องสังเกตและเตรียมตัวเรื่องสัญลักษณ์จราจรให้ดี
กว่าจะเคลียร์เรื่องและออกจากโรงพักได้ เวลาก็ล่วงไปถึงประมาณ 17.05 น. กูเกิลแมปคำนวณต่อให้ว่า ต้องใช้เวลาอีก 2 ชั่วโมงกว่าในการกลับไปถึงร้านเช่า
แม้เวลาเดินทางโดยรวมค่อนข้างตรงกับที่แอปบอก แต่ในญี่ปุ่น การทำเวลาให้เป๊ะไม่ง่าย เพราะ
จำกัดความเร็วชัดเจน
มีแยกไฟแดงจำนวนมาก
ถ้าทำผิด รถตำรวจพร้อมตามมาจัดการแบบไม่รีรอ
ขี่กลางคืนในญี่ปุ่น: ความยากที่ต้องเตรียมใจ
ช่วง 5 โมงเย็นไปแล้ว ฟ้าก็มืดจนเหมือนกลางคืน การขี่มอเตอร์ไซค์จากนอกเมืองกลับเข้าโตเกียวยามค่ำคืนต่างจากตอนกลางวันชัดเจน
ความยากของการขี่กลางคืนมีหลายอย่างรวมกัน
การมองเห็นทางไม่ชัดเท่าตอนกลางวัน
ต้องคอยมองทั้งแผนที่ในมือถือ รถรอบตัว ไฟจราจร และเส้นแบ่งเลนบนถนน
ลมเย็นปะทะตัวตลอดเวลา ยิ่งขี่ยิ่งหนาวขึ้นเรื่อยๆ
ถึงจะรู้ว่ามาถึงร้านเกินเวลา แต่ก็เลือกกลับไปร้านอยู่ดี เพราะคาดว่าเขาน่าจะยังเคลียร์ลูกค้าที่มาคืนรถช่วงเย็นอยู่ ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
สุดท้ายเลยโดนคิด
ค่าเกินเวลา
ค่าน้ำมันที่ไม่ได้เติมเต็มคืน
รวมแล้วถูกบวกเพิ่มอีกประมาณ 2,000 เยน จบทริปนี้ด้วยความโล่งใจและได้ประสบการณ์ใหม่ๆ แบบแน่นๆ
NMAX 125 ในมุมมองสายทริปวันเดียว
มาดูตัวเลขกันชัดๆ สำหรับทริปนี้กับ ยามาฮ่า NMAX 125
ระยะทางรวมทั้งทริป: 134 กิโลเมตร
อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยบนหน้าจอ: ประมาณ 43 กิโลเมตร/ลิตร
ถือว่าเป็นสกู๊ตเตอร์ที่ ครบเครื่องในหนึ่งคัน
ขี่ง่าย ไม่งอแงทั้งในเมืองและนอกเมือง
ฟังก์ชันใช้งานจริงเยอะ ใส่ของใต้เบาะได้มหาศาล
เครื่องยนต์มีกำลังเหลือๆ สำหรับการใช้งานประจำวัน
เร่งแซงสบาย เพราะมีระบบ VVA วาล์วแปรผัน มาช่วย
ประหยัดน้ำมันจนรู้สึกได้ทุกครั้งที่เติม
ด้วยภาพรวมทั้งหมด ถ้ามีโอกาสไปญี่ปุ่นแล้วอยากเช่ามอเตอร์ไซค์ขี่อีกครั้ง NMAX ยังเป็นตัวเลือกที่น่าเลือกซ้ำแบบไม่ต้องคิดมาก เพราะให้ความคุ้มค่าต่อเงินที่จ่ายในระดับ Best value ของทริปสั้นๆ แบบวันเดียวได้สบาย
สรุป: ทริปสั้นแต่ประสบการณ์แน่น
การเช่ามอเตอร์ไซค์ขี่เที่ยวในญี่ปุ่นไม่ยากอย่างที่คิด แค่
เตรียมเอกสารให้ครบ
วางแผนเส้นทางและเวลาเผื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ศึกษากฎและสัญลักษณ์จราจรของญี่ปุ่นให้ดี
แล้วเลือกสกู๊ตเตอร์ที่เหมาะกับการใช้งานอย่าง ยามาฮ่า NMAX 125 ก็ทำให้ทริปวันเดียวกลายเป็นทริปที่ทั้งสนุก อิสระ และได้ประสบการณ์แบบที่การนั่งรถไฟหรือรถทัวร์ให้ไม่ได้เลย

