รับแอปรับแอป

5 นวัตกรรมโซลาร์ที่จะเขย่าพลังงานไทยในปี 2569 พลิกเกมสู่ยุคไฟฟ้าสะอาดเต็มตัว

ชาตรี วัฒนชัย01-30

โซลาร์กำลังจะเปลี่ยนเกมพลังงานไทย

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่คำเตือนลอยๆ อีกต่อไป แต่กำลังเร่งให้ทั้งโลกขยับเข้าสู่ ยุคพลังงานสะอาด แบบเลี่ยงไม่ได้

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย กำลังเร่งเดินหน้าเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน จากระบบเดิมที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ไปสู่โครงการพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ขึ้น ถูกลง และเสถียรขึ้น

คำถามสำคัญคือ เทคโนโลยีไหนกันแน่ที่จะเป็นตัวปลดล็อกยุคพลังงานสะอาดของภูมิภาคนี้ และทำให้ไทยเร่งเครื่องได้ทัน?

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เร่งเครื่องพลังงานสะอาด

ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคกำลังอัดฉีดทั้งนโยบาย กฎระเบียบเอื้อการลงทุน และงบประมาณด้านพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง ทำให้โครงการใหญ่ๆ ถูกผลักดันได้เร็วขึ้นอย่างชัดเจน

จากรายงานของ Bloomberg NEF ระบุว่า ในปี 2568 จะมีโครงการผลิตพลังงานสะอาดเปิดประมูลรวม ไม่ต่ำกว่า 20 กิกะวัตต์ ส่วนใหญ่จะทยอยออกมาในช่วงครึ่งปีหลัง สะท้อนภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดที่กำลังพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในบรรดาพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด พลังงานแสงอาทิตย์ ถือเป็นดาวรุ่งของภูมิภาค Bloomberg NEF คาดว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะแตะราว 4.8 กิกะวัตต์ในปี 2568 มากกว่าปริมาณที่เพิ่มขึ้นในปี 2567 ถึงราว 1.5 เท่า

การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้เกิดจากหลายปัจจัยผสมกัน

  • เงื่อนไขทางการเงินเริ่มเอื้ออำนวยมากขึ้น

  • ขั้นตอนการอนุมัติเร็วขึ้นเมื่อมีนโยบายชัดเจน

  • โครงการมีขนาดใหญ่ขึ้น กำลังการผลิตสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง

ไทย อินโด เวียดนาม ตั้งธงโซลาร์ระยะยาว

หลายประเทศในภูมิภาคเริ่มวางเป้าหมายระยะยาวในแผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์

  • ประเทศไทย ตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตโซลาร์ให้ได้ 43 กิกะวัตต์ ภายในปี 2580

  • อินโดนีเซีย วางแผนติดตั้งกำลังผลิตพลังงานสะอาด 42.6 กิกะวัตต์ ระหว่างปี 2568–2577

  • เวียดนาม ตั้งเป้าหมายกำลังผลิตโซลาร์ที่ 24 กิกะวัตต์ ระหว่างปี 2568–2573

เป้าหมายเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ แต่เป็นสัญญาณว่าภูมิภาคนี้กำลังเปิดประตูดึงดูดการลงทุนระยะยาวด้านพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ดี โครงการโซลาร์จะเดินได้เร็วหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับรายละเอียดสำคัญอย่าง

  • ความรวดเร็วและความชัดเจนของกระบวนการอนุมัติ

  • การเข้าถึงและเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้า

  • กรอบการซื้อขายไฟฟ้าที่เอื้อให้โครงการมีความน่าเชื่อถือและน่าลงทุน

ฟิลิปปินส์–มาเลเซียขยับแรง ดาต้าเซ็นเตอร์ดันดีมานด์ไฟฟ้า

แนวโน้มระดับภูมิภาคก็เริ่มเปลี่ยนหน้าตาอย่างมีนัยสำคัญ

  • ฟิลิปปินส์ เตรียมกลับมาเปิดประมูลโครงการโซลาร์และลม หลังจากชะลอไปกว่า 2 ปี

  • มาเลเซีย เดินเกมผลักดันประเทศให้เป็น ศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาค

รัฐบาลมาเลเซียคาดว่าแค่ดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเดียว จะดันความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 7.7 กิกะวัตต์ในปี 2573 และอาจพุ่งถึง 20.9 กิกะวัตต์ในปี 2583

เมื่อดีมานด์ไฟฟ้าโตแรงขนาดนี้ สิ่งที่ตามมาคือความต้องการ

  • พลังงานสะอาดที่มีความเสถียร

  • โซลูชันการจัดการพลังงานที่วางแผนดีและตอบโจทย์ผู้ใช้งาน

ประเทศต่างๆ จึงเร่งเปลี่ยนจากแค่ “วางแผนบนกระดาษ” สู่การลุยพัฒนา โครงการจริงขนาดใหญ่ ที่เชื่อมโยงกันผ่านระบบกริด การอนุมัติที่รวดเร็ว และรูปแบบการลงทุนใหม่ๆ ที่ทำให้เป้าหมายด้านพลังงานสะอาดกลายเป็นโรงไฟฟ้าตัวจริง ไม่ใช่แค่เป้าหมายในเอกสารนโยบาย

ไทยตั้งเป้าลดคาร์บอน สู่ยุคไฟฟ้าเสรี

สำหรับประเทศไทย แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) แสดงทิศทางที่ชัดเจนว่า ไทยต้องเร่งเติมสัดส่วน พลังงานสะอาด เข้าระบบอย่างต่อเนื่อง

ไทยตั้งเป้า

  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 47% ภายในปี 2578

  • เดินหน้าไปสู่ คาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593

ในขณะเดียวกัน ไทยยังเตรียมเดินหน้าเปิดเสรีภาคไฟฟ้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผ่านนโยบาย การซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (DPPA) ที่คาดว่าจะได้รับอนุมัติในช่วงปลายปีนี้

เมื่อ DPPA เดินหน้าเต็มตัว ภาคธุรกิจจะสามารถ

  • เลือกซื้อไฟฟ้าสะอาดจากผู้ผลิตโดยตรง

  • วางกลยุทธ์ด้าน ESG และ Net Zero ได้ยืดหยุ่นขึ้น

  • กำหนดโครงสร้างต้นทุนพลังงานระยะยาวได้ชัดเจนมากขึ้น

นโยบาย Quick Big Win ดันโซลาร์ทุกระดับ

ภายใต้นโยบาย “Quick Big Win” ของกระทรวงพลังงาน พลังงานแสงอาทิตย์ถูกยกขึ้นมาเป็นเครื่องมือหลักในการเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย

มาตรการสำคัญที่เดินหน้าแล้ว เช่น

  • โซลาร์ฟาร์มชุมชน เปิดทางให้เอกชนลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน รวมกำลังการผลิต 1,500 เมกะวัตต์

  • รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ 7,500 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการโซลาร์สำหรับหน่วยงานรัฐ โรงพยาบาล ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ และระบบประปาหมู่บ้าน

  • การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เตรียมลงทุน 3,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการส่งไฟฟ้า รองรับดีมานด์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์

ภาพรวมคือ ไทยกำลังวางโครงสร้างพื้นฐานทั้งฝั่ง ดีมานด์ (ดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรม) และ ซัปพลาย (โซลาร์และโครงข่ายส่งไฟฟ้า) ให้รองรับอนาคตพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง

5 นวัตกรรมโซลาร์ที่จะพลิกโฉมพลังงานไทยในปี 2569

ภูมิทัศน์พลังงานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเปลี่ยนแบบก้าวกระโดด และปี 2569 จะเป็นปีที่นวัตกรรมหลายด้านเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นในภาคโซลาร์

ต่อไปนี้คือ 5 นวัตกรรมสำคัญ ที่จะมีบทบาทในการพลิกเกมพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งในระดับภูมิภาคและในประเทศไทย

นวัตกรรมที่ 1: LFP + BESS ระบบกักเก็บพลังงานที่จะกลายเป็นหัวใจใหม่ของกริด

แนวโน้มแรกที่กำลังมาแรงคือการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือ Battery Energy Storage System (BESS) โดยใช้เทคโนโลยี ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) เป็นแกนหลัก

ตลาด BESS กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด มีการคาดการณ์ว่า

  • มูลค่าตลาดจะขึ้นไปถึง 76.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568

  • และทะยานสู่ 172.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573

  • ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) สูงถึง 17.6%

เหตุผลที่ทำให้ BESS และแบตเตอรี่ LFP มาแรง มีทั้ง

  • ประสิทธิภาพในการกักเก็บพลังงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

  • ความปลอดภัยสูงขึ้น

  • ต้นทุนแบตเตอรี่ที่ทยอยลดลง

เมื่อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ถูกใช้งานมากขึ้น โรงงานก็เร่งผลิตแบตเตอรี่มากขึ้น ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยยิ่งลดลง ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งอุตสาหกรรม EV และ อุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ที่ต้องใช้ระบบกักเก็บพลังงานในสเกลใหญ่

ในภาพรวม ประเทศทั่วโลกกำลังเร่งลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อเพิ่มความเสถียรของไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาด และปูรากฐานให้กริดในอนาคตสามารถรับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่สูงขึ้นได้โดยไม่สะดุด

นวัตกรรมที่ 2: รวมพลังโซลาร์–ลม–BESS ให้ไฟฟ้าเสถียร 24 ชั่วโมง

การเร่งเปลี่ยนผ่านภาคพลังงานสะอาดถูกพูดอย่างจริงจังในเวทีระดับโลก เช่น ในการประชุม COP30 (ปี 2025) ที่ผู้นำประเทศต่างๆ ตอกย้ำว่า ต้องเร่งเดินหน้าไฟฟ้าสะอาดเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก

หนึ่งในกลยุทธ์หลักคือการ ผสานพลังงานหมุนเวียนเข้ากับระบบกักเก็บพลังงาน ให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ

เพราะโซลาร์และลมมีจุดอ่อนเหมือนกันคือ ผลิตไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอ ขึ้นกับสภาพอากาศและเวลา แต่เมื่อจับคู่กับ BESS แล้ว ภาพทั้งหมดเปลี่ยนทันที

  • พลังงานที่ผลิตเกินในช่วงแดดจัดหรือลมแรง สามารถถูกเก็บไว้ในแบตเตอรี่

  • ระบบสามารถ จ่ายไฟได้เสถียรตลอด 24 ชั่วโมง แม้ในช่วงที่แสงอาทิตย์น้อยหรือไม่มีลม

  • กริดไฟฟ้ามีความมั่นคงมากขึ้น รองรับดีมานด์สูงสุดได้ดีกว่าเดิม

ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือโครงการ Limestone Coast North Energy Park ในออสเตรเลีย ที่ใช้ระบบกักเก็บพลังงานของ Trina Storage ขนาด 250 MW / 500 MWh ในการทำงานร่วมกับพลังงานหมุนเวียน โครงการนี้ช่วยเสริมความมั่นคงให้กับระบบไฟในภูมิภาคออสเตรเลียตอนใต้ และเป็นกรณีศึกษาสำคัญของการใช้โซลาร์และ BESS ร่วมกันอย่างจริงจัง

เมื่อโมเดลแบบนี้ถูกยกมาปรับใช้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทย ก็จะกลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้พลังงานหมุนเวียนก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักของระบบไฟฟ้าได้จริง ไม่ใช่แค่ตัวเสริมอย่างที่เคยเป็น

นวัตกรรมที่ 3: ใช้ที่ดินอย่างสร้างสรรค์ เปลี่ยนพื้นที่ร้างให้กลายเป็นแหล่งพลังงาน

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน คือ การใช้ที่ดินอย่างชาญฉลาดและคุ้มค่าที่สุด

เทรนด์ที่มาแรงทั่วโลกคือการเปลี่ยน พื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งานหรือพื้นที่เสื่อมโทรม ให้กลายเป็นฐานการผลิตพลังงานสะอาด แถมยังสามารถทำการเกษตรหรือประมงคู่ไปได้ด้วย

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ

  • เหมืองร้างแห่งหนึ่งในมณฑลซานตง ประเทศจีน ถูกพลิกโฉมเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาด 150 เมกะวัตต์

  • ในพื้นที่เดียวกัน มีทั้ง โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ และ ระบบกักเก็บพลังงาน ทำงานควบคู่กับกิจกรรมการเกษตรและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

โปรเจ็กต์นี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า

  • พลังงานหมุนเวียนไม่จำเป็นต้องแย่งที่ดินจากภาคเกษตร

  • หากออกแบบดี สามารถ ใช้ที่ดินหนึ่งผืนเพื่อทั้งการผลิตไฟฟ้า การเกษตร และการประมง ไปพร้อมกัน

อีกหนึ่งกรณีที่น่าสนใจคือ ไมโครกริดอัจฉริยะ ที่สำนักงานใหญ่ของทรินาโซลาร์ในประเทศจีน ซึ่งเป็นตัวอย่างครบวงจรของการผสาน

  • แผงโซลาร์บนโครงสร้างหลังคาที่จอดรถ

  • ระบบกักเก็บพลังงานแบบ All-in-one

  • ระบบชาร์จแบบสองทิศทาง (V2G) ที่สามารถทั้งชาร์จไฟให้รถยนต์ไฟฟ้า และส่งไฟกลับเข้าสู่โครงข่ายกริด

ระบบนี้สร้าง วงจรพลังงานหมุนเวียนตั้งแต่ “การผลิต – การจัดเก็บ – การชาร์จ – การคายประจุ” ให้เป็นระบบเดียวกัน เป็นเคสตัวอย่างของการออกแบบระบบพลังงานแบบใหม่ ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับอาคารและคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ในเมืองใหญ่ของไทยในอนาคต

นวัตกรรมที่ 4: แผงโซลาร์ประสิทธิภาพสูงยุคใหม่ ทนทานและผลิตไฟได้มากกว่าเดิม

เมื่อพลังงานแสงอาทิตย์ยังคงเป็น เสาหลักของพลังงานหมุนเวียน การพัฒนาแผงโซลาร์เซลล์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและทนทานต่อสภาพอากาศจึงเป็นหัวใจสำคัญ

ความก้าวหน้าล่าสุดในเซลล์แสงอาทิตย์แบบ แทนเดม เพอรอฟสไกต์/ซิลิคอน ทำให้ประสิทธิภาพของโซลาร์พีวีพุ่งขึ้นถึง 31% ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีทั่วไปในท้องตลาด

ทรินาโซลาร์แสดงบทบาทในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมด้วยการผลักดันเทคโนโลยีอย่าง

  • TOPCon Ultra

  • เซลล์แทนเดมเพอรอฟสไกต์/ซิลิคอน

พร้อมทั้งสร้างสถิติโลกใหม่ถึง 5 รายการ ทั้งในด้าน

  • ประสิทธิภาพของเซลล์แสงอาทิตย์

  • กำลังไฟฟ้าของโมดูลขนาด 3.1 ตารางเมตร ที่ผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง 841 วัตต์ ด้วยประสิทธิภาพระดับ 31%

อีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าจับตาคือ โซลาร์พีวีรุ่น Shield ที่ออกแบบมาเพื่อรับมือสภาพอากาศสุดขั้ว

  • ทนต่อลูกเห็บเส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุด 75 มม.

  • รับแรงกระแทกได้แม้ตกกระทบที่มุม 60°

สำหรับประเทศอย่างไทยที่เริ่มเจอสภาพอากาศแปรปรวนและพายุรุนแรงมากขึ้น แผงโซลาร์ที่ทั้งแรง ทั้งอึด และให้ประสิทธิภาพสูง จะยิ่งสำคัญต่อการลงทุนระยะยาวของทั้งภาครัฐและเอกชน

นวัตกรรมที่ 5: ดาต้าเซ็นเตอร์สีเขียว หัวใจใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัล

ดาต้าเซ็นเตอร์กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นคลาวด์ AI สตรีมมิง หรืออีคอมเมิร์ซ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ดาต้าเซ็นเตอร์ก็ถูกมองว่าเป็น “โรงงานใช้ไฟตัวใหญ่” เช่นกัน

  • ต้นทุนด้านพลังงานคิดเป็น 30–50% ของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ของดาต้าเซ็นเตอร์

  • ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียว ใช้ไฟฟ้าเทียบเท่ากับเมืองขนาดเล็กทั้งเมือง

ในยุโรป ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากจึงเริ่มตั้ง มาตรฐานด้าน ESG ไว้อย่างเข้มข้น เช่น

  • ใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก

  • นำความร้อนที่เกิดขึ้นจากการทำงานของเซิร์ฟเวอร์กลับมาใช้ใหม่

  • เพิ่มประสิทธิภาพระบบทำความเย็นและลดการใช้น้ำ

  • ใช้เทคโนโลยีระบายความร้อนรูปแบบใหม่ เช่น การระบายความร้อนด้วยของเหลว และการจัดการการไหลเวียนอากาศขั้นสูง

นอกจากนี้ การนำระบบจัดการพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI เข้ามาช่วย ยังทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์สามารถ

  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระดับละเอียด

  • ลดการสูญเสียโดยไม่จำเป็น

  • ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด

แนวโน้มนี้เริ่มขยายมาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเช่นกัน

สำหรับประเทศไทย รัฐมีนโยบายและมาตรการรองรับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น

  • การสนับสนุนนโยบายด้านพลังงานหมุนเวียน

  • การอนุมัติโครงการที่มีความคล่องตัวมากขึ้น

ในมุมของอุตสาหกรรมโซลาร์ ทรินาโซลาร์มีบทบาทในการจัดหา

  • แผงโซลาร์ประสิทธิภาพสูง

  • ระบบกักเก็บพลังงาน

เพื่อช่วยให้ดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยสามารถเดินหน้า สู่การใช้ไฟฟ้าสะอาดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้จริง พร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมายคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศในระยะยาว

ไทยกับบทบาทผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานในอาเซียน

ประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และประเทศไทยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เดินเกมเชิงรุกอย่างชัดเจน

5 นวัตกรรมของพลังงานแสงอาทิตย์ ตั้งแต่

  • ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ LFP

  • การผสานพลังงานหมุนเวียนกับ BESS

  • การใช้ที่ดินอย่างสร้างสรรค์

  • แผงโซลาร์ประสิทธิภาพสูงและทนสภาพอากาศรุนแรง

  • ดาต้าเซ็นเตอร์แบบยั่งยืนที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด

ทั้งหมดนี้ช่วยปลดล็อกโอกาสใหม่ให้กับ

  • การเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด

  • ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

ทรินาโซลาร์เองไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ “ผู้ขายเทคโนโลยี” แต่กำลังสร้าง พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และบูรณาการโซลูชันด้านการจัดการพลังงาน เพื่อเสริมศักยภาพให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาค เดินหน้าเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปพร้อมกัน

สู่อนาคตพลังงานสะอาดของภูมิภาคที่เท่าเทียมและยั่งยืน

การพัฒนาโครงการโซลาร์ขนาดใหญ่ระดับประเทศ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัย การทำงานร่วมกันระหว่าง

  • ภาครัฐ

  • ภาคเอกชนและผู้ประกอบการ

  • สถาบันวิจัยและภาควิชาการ

หากทุกฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกัน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีศักยภาพสูงมากที่จะก้าวขึ้นมาเป็น ผู้นำระดับโลกด้านพลังงานหมุนเวียน สร้างทั้งความมั่นคงทางพลังงาน และอนาคตที่สะอาดขึ้นสำหรับคนรุ่นถัดไป

ภายใต้ภารกิจ “Solar Energy for All” การผลักดันโครงการขนาดใหญ่ทั่วเอเชียแปซิฟิก การบูรณาการเทคโนโลยี การจัดเก็บ และการบริหารจัดการพลังงานอย่างชาญฉลาด จะช่วยสร้างระบบนิเวศพลังงานใหม่ที่

  • ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

  • ตั้งอยู่บนความร่วมมือระยะยาว

  • มุ่งสู่อนาคตที่สะอาด เท่าเทียม และยั่งยืนสำหรับทั้งภูมิภาค