โซลาร์กำลังจะเปลี่ยนเกมพลังงานไทย
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่คำเตือนลอยๆ อีกต่อไป แต่กำลังเร่งให้ทั้งโลกขยับเข้าสู่ ยุคพลังงานสะอาด แบบเลี่ยงไม่ได้
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย กำลังเร่งเดินหน้าเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน จากระบบเดิมที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ไปสู่โครงการพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ขึ้น ถูกลง และเสถียรขึ้น
คำถามสำคัญคือ เทคโนโลยีไหนกันแน่ที่จะเป็นตัวปลดล็อกยุคพลังงานสะอาดของภูมิภาคนี้ และทำให้ไทยเร่งเครื่องได้ทัน?
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เร่งเครื่องพลังงานสะอาด
ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคกำลังอัดฉีดทั้งนโยบาย กฎระเบียบเอื้อการลงทุน และงบประมาณด้านพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง ทำให้โครงการใหญ่ๆ ถูกผลักดันได้เร็วขึ้นอย่างชัดเจน
จากรายงานของ Bloomberg NEF ระบุว่า ในปี 2568 จะมีโครงการผลิตพลังงานสะอาดเปิดประมูลรวม ไม่ต่ำกว่า 20 กิกะวัตต์ ส่วนใหญ่จะทยอยออกมาในช่วงครึ่งปีหลัง สะท้อนภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดที่กำลังพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในบรรดาพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด พลังงานแสงอาทิตย์ ถือเป็นดาวรุ่งของภูมิภาค Bloomberg NEF คาดว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะแตะราว 4.8 กิกะวัตต์ในปี 2568 มากกว่าปริมาณที่เพิ่มขึ้นในปี 2567 ถึงราว 1.5 เท่า
การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้เกิดจากหลายปัจจัยผสมกัน
เงื่อนไขทางการเงินเริ่มเอื้ออำนวยมากขึ้น
ขั้นตอนการอนุมัติเร็วขึ้นเมื่อมีนโยบายชัดเจน
โครงการมีขนาดใหญ่ขึ้น กำลังการผลิตสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง
ไทย อินโด เวียดนาม ตั้งธงโซลาร์ระยะยาว
หลายประเทศในภูมิภาคเริ่มวางเป้าหมายระยะยาวในแผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์
ประเทศไทย ตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตโซลาร์ให้ได้ 43 กิกะวัตต์ ภายในปี 2580
อินโดนีเซีย วางแผนติดตั้งกำลังผลิตพลังงานสะอาด 42.6 กิกะวัตต์ ระหว่างปี 2568–2577
เวียดนาม ตั้งเป้าหมายกำลังผลิตโซลาร์ที่ 24 กิกะวัตต์ ระหว่างปี 2568–2573
เป้าหมายเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ แต่เป็นสัญญาณว่าภูมิภาคนี้กำลังเปิดประตูดึงดูดการลงทุนระยะยาวด้านพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ดี โครงการโซลาร์จะเดินได้เร็วหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับรายละเอียดสำคัญอย่าง
ความรวดเร็วและความชัดเจนของกระบวนการอนุมัติ
การเข้าถึงและเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้า
กรอบการซื้อขายไฟฟ้าที่เอื้อให้โครงการมีความน่าเชื่อถือและน่าลงทุน

ฟิลิปปินส์–มาเลเซียขยับแรง ดาต้าเซ็นเตอร์ดันดีมานด์ไฟฟ้า
แนวโน้มระดับภูมิภาคก็เริ่มเปลี่ยนหน้าตาอย่างมีนัยสำคัญ
ฟิลิปปินส์ เตรียมกลับมาเปิดประมูลโครงการโซลาร์และลม หลังจากชะลอไปกว่า 2 ปี
มาเลเซีย เดินเกมผลักดันประเทศให้เป็น ศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาค
รัฐบาลมาเลเซียคาดว่าแค่ดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเดียว จะดันความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 7.7 กิกะวัตต์ในปี 2573 และอาจพุ่งถึง 20.9 กิกะวัตต์ในปี 2583
เมื่อดีมานด์ไฟฟ้าโตแรงขนาดนี้ สิ่งที่ตามมาคือความต้องการ
พลังงานสะอาดที่มีความเสถียร
โซลูชันการจัดการพลังงานที่วางแผนดีและตอบโจทย์ผู้ใช้งาน
ประเทศต่างๆ จึงเร่งเปลี่ยนจากแค่ “วางแผนบนกระดาษ” สู่การลุยพัฒนา โครงการจริงขนาดใหญ่ ที่เชื่อมโยงกันผ่านระบบกริด การอนุมัติที่รวดเร็ว และรูปแบบการลงทุนใหม่ๆ ที่ทำให้เป้าหมายด้านพลังงานสะอาดกลายเป็นโรงไฟฟ้าตัวจริง ไม่ใช่แค่เป้าหมายในเอกสารนโยบาย
ไทยตั้งเป้าลดคาร์บอน สู่ยุคไฟฟ้าเสรี
สำหรับประเทศไทย แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) แสดงทิศทางที่ชัดเจนว่า ไทยต้องเร่งเติมสัดส่วน พลังงานสะอาด เข้าระบบอย่างต่อเนื่อง
ไทยตั้งเป้า
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 47% ภายในปี 2578
เดินหน้าไปสู่ คาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593
ในขณะเดียวกัน ไทยยังเตรียมเดินหน้าเปิดเสรีภาคไฟฟ้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผ่านนโยบาย การซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (DPPA) ที่คาดว่าจะได้รับอนุมัติในช่วงปลายปีนี้
เมื่อ DPPA เดินหน้าเต็มตัว ภาคธุรกิจจะสามารถ
เลือกซื้อไฟฟ้าสะอาดจากผู้ผลิตโดยตรง
วางกลยุทธ์ด้าน ESG และ Net Zero ได้ยืดหยุ่นขึ้น
กำหนดโครงสร้างต้นทุนพลังงานระยะยาวได้ชัดเจนมากขึ้น
นโยบาย Quick Big Win ดันโซลาร์ทุกระดับ
ภายใต้นโยบาย “Quick Big Win” ของกระทรวงพลังงาน พลังงานแสงอาทิตย์ถูกยกขึ้นมาเป็นเครื่องมือหลักในการเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย
มาตรการสำคัญที่เดินหน้าแล้ว เช่น
โซลาร์ฟาร์มชุมชน เปิดทางให้เอกชนลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน รวมกำลังการผลิต 1,500 เมกะวัตต์
รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ 7,500 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการโซลาร์สำหรับหน่วยงานรัฐ โรงพยาบาล ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ และระบบประปาหมู่บ้าน
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เตรียมลงทุน 3,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการส่งไฟฟ้า รองรับดีมานด์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์
ภาพรวมคือ ไทยกำลังวางโครงสร้างพื้นฐานทั้งฝั่ง ดีมานด์ (ดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรม) และ ซัปพลาย (โซลาร์และโครงข่ายส่งไฟฟ้า) ให้รองรับอนาคตพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง

5 นวัตกรรมโซลาร์ที่จะพลิกโฉมพลังงานไทยในปี 2569
ภูมิทัศน์พลังงานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเปลี่ยนแบบก้าวกระโดด และปี 2569 จะเป็นปีที่นวัตกรรมหลายด้านเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นในภาคโซลาร์
ต่อไปนี้คือ 5 นวัตกรรมสำคัญ ที่จะมีบทบาทในการพลิกเกมพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งในระดับภูมิภาคและในประเทศไทย
นวัตกรรมที่ 1: LFP + BESS ระบบกักเก็บพลังงานที่จะกลายเป็นหัวใจใหม่ของกริด
แนวโน้มแรกที่กำลังมาแรงคือการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือ Battery Energy Storage System (BESS) โดยใช้เทคโนโลยี ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) เป็นแกนหลัก
ตลาด BESS กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด มีการคาดการณ์ว่า
มูลค่าตลาดจะขึ้นไปถึง 76.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568
และทะยานสู่ 172.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573
ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) สูงถึง 17.6%
เหตุผลที่ทำให้ BESS และแบตเตอรี่ LFP มาแรง มีทั้ง
ประสิทธิภาพในการกักเก็บพลังงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ความปลอดภัยสูงขึ้น
ต้นทุนแบตเตอรี่ที่ทยอยลดลง
เมื่อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ถูกใช้งานมากขึ้น โรงงานก็เร่งผลิตแบตเตอรี่มากขึ้น ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยยิ่งลดลง ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งอุตสาหกรรม EV และ อุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ที่ต้องใช้ระบบกักเก็บพลังงานในสเกลใหญ่
ในภาพรวม ประเทศทั่วโลกกำลังเร่งลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อเพิ่มความเสถียรของไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาด และปูรากฐานให้กริดในอนาคตสามารถรับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่สูงขึ้นได้โดยไม่สะดุด
นวัตกรรมที่ 2: รวมพลังโซลาร์–ลม–BESS ให้ไฟฟ้าเสถียร 24 ชั่วโมง
การเร่งเปลี่ยนผ่านภาคพลังงานสะอาดถูกพูดอย่างจริงจังในเวทีระดับโลก เช่น ในการประชุม COP30 (ปี 2025) ที่ผู้นำประเทศต่างๆ ตอกย้ำว่า ต้องเร่งเดินหน้าไฟฟ้าสะอาดเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก
หนึ่งในกลยุทธ์หลักคือการ ผสานพลังงานหมุนเวียนเข้ากับระบบกักเก็บพลังงาน ให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
เพราะโซลาร์และลมมีจุดอ่อนเหมือนกันคือ ผลิตไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอ ขึ้นกับสภาพอากาศและเวลา แต่เมื่อจับคู่กับ BESS แล้ว ภาพทั้งหมดเปลี่ยนทันที
พลังงานที่ผลิตเกินในช่วงแดดจัดหรือลมแรง สามารถถูกเก็บไว้ในแบตเตอรี่
ระบบสามารถ จ่ายไฟได้เสถียรตลอด 24 ชั่วโมง แม้ในช่วงที่แสงอาทิตย์น้อยหรือไม่มีลม
กริดไฟฟ้ามีความมั่นคงมากขึ้น รองรับดีมานด์สูงสุดได้ดีกว่าเดิม
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือโครงการ Limestone Coast North Energy Park ในออสเตรเลีย ที่ใช้ระบบกักเก็บพลังงานของ Trina Storage ขนาด 250 MW / 500 MWh ในการทำงานร่วมกับพลังงานหมุนเวียน โครงการนี้ช่วยเสริมความมั่นคงให้กับระบบไฟในภูมิภาคออสเตรเลียตอนใต้ และเป็นกรณีศึกษาสำคัญของการใช้โซลาร์และ BESS ร่วมกันอย่างจริงจัง
เมื่อโมเดลแบบนี้ถูกยกมาปรับใช้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทย ก็จะกลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้พลังงานหมุนเวียนก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักของระบบไฟฟ้าได้จริง ไม่ใช่แค่ตัวเสริมอย่างที่เคยเป็น
นวัตกรรมที่ 3: ใช้ที่ดินอย่างสร้างสรรค์ เปลี่ยนพื้นที่ร้างให้กลายเป็นแหล่งพลังงาน
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน คือ การใช้ที่ดินอย่างชาญฉลาดและคุ้มค่าที่สุด
เทรนด์ที่มาแรงทั่วโลกคือการเปลี่ยน พื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งานหรือพื้นที่เสื่อมโทรม ให้กลายเป็นฐานการผลิตพลังงานสะอาด แถมยังสามารถทำการเกษตรหรือประมงคู่ไปได้ด้วย
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ
เหมืองร้างแห่งหนึ่งในมณฑลซานตง ประเทศจีน ถูกพลิกโฉมเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาด 150 เมกะวัตต์
ในพื้นที่เดียวกัน มีทั้ง โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ และ ระบบกักเก็บพลังงาน ทำงานควบคู่กับกิจกรรมการเกษตรและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
โปรเจ็กต์นี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า
พลังงานหมุนเวียนไม่จำเป็นต้องแย่งที่ดินจากภาคเกษตร
หากออกแบบดี สามารถ ใช้ที่ดินหนึ่งผืนเพื่อทั้งการผลิตไฟฟ้า การเกษตร และการประมง ไปพร้อมกัน
อีกหนึ่งกรณีที่น่าสนใจคือ ไมโครกริดอัจฉริยะ ที่สำนักงานใหญ่ของทรินาโซลาร์ในประเทศจีน ซึ่งเป็นตัวอย่างครบวงจรของการผสาน
แผงโซลาร์บนโครงสร้างหลังคาที่จอดรถ
ระบบกักเก็บพลังงานแบบ All-in-one
ระบบชาร์จแบบสองทิศทาง (V2G) ที่สามารถทั้งชาร์จไฟให้รถยนต์ไฟฟ้า และส่งไฟกลับเข้าสู่โครงข่ายกริด
ระบบนี้สร้าง วงจรพลังงานหมุนเวียนตั้งแต่ “การผลิต – การจัดเก็บ – การชาร์จ – การคายประจุ” ให้เป็นระบบเดียวกัน เป็นเคสตัวอย่างของการออกแบบระบบพลังงานแบบใหม่ ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับอาคารและคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ในเมืองใหญ่ของไทยในอนาคต
นวัตกรรมที่ 4: แผงโซลาร์ประสิทธิภาพสูงยุคใหม่ ทนทานและผลิตไฟได้มากกว่าเดิม
เมื่อพลังงานแสงอาทิตย์ยังคงเป็น เสาหลักของพลังงานหมุนเวียน การพัฒนาแผงโซลาร์เซลล์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและทนทานต่อสภาพอากาศจึงเป็นหัวใจสำคัญ
ความก้าวหน้าล่าสุดในเซลล์แสงอาทิตย์แบบ แทนเดม เพอรอฟสไกต์/ซิลิคอน ทำให้ประสิทธิภาพของโซลาร์พีวีพุ่งขึ้นถึง 31% ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีทั่วไปในท้องตลาด
ทรินาโซลาร์แสดงบทบาทในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมด้วยการผลักดันเทคโนโลยีอย่าง
TOPCon Ultra
เซลล์แทนเดมเพอรอฟสไกต์/ซิลิคอน
พร้อมทั้งสร้างสถิติโลกใหม่ถึง 5 รายการ ทั้งในด้าน
ประสิทธิภาพของเซลล์แสงอาทิตย์
กำลังไฟฟ้าของโมดูลขนาด 3.1 ตารางเมตร ที่ผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง 841 วัตต์ ด้วยประสิทธิภาพระดับ 31%
อีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าจับตาคือ โซลาร์พีวีรุ่น Shield ที่ออกแบบมาเพื่อรับมือสภาพอากาศสุดขั้ว
ทนต่อลูกเห็บเส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุด 75 มม.
รับแรงกระแทกได้แม้ตกกระทบที่มุม 60°
สำหรับประเทศอย่างไทยที่เริ่มเจอสภาพอากาศแปรปรวนและพายุรุนแรงมากขึ้น แผงโซลาร์ที่ทั้งแรง ทั้งอึด และให้ประสิทธิภาพสูง จะยิ่งสำคัญต่อการลงทุนระยะยาวของทั้งภาครัฐและเอกชน
นวัตกรรมที่ 5: ดาต้าเซ็นเตอร์สีเขียว หัวใจใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัล
ดาต้าเซ็นเตอร์กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นคลาวด์ AI สตรีมมิง หรืออีคอมเมิร์ซ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ดาต้าเซ็นเตอร์ก็ถูกมองว่าเป็น “โรงงานใช้ไฟตัวใหญ่” เช่นกัน
ต้นทุนด้านพลังงานคิดเป็น 30–50% ของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ของดาต้าเซ็นเตอร์
ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียว ใช้ไฟฟ้าเทียบเท่ากับเมืองขนาดเล็กทั้งเมือง
ในยุโรป ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากจึงเริ่มตั้ง มาตรฐานด้าน ESG ไว้อย่างเข้มข้น เช่น
ใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก
นำความร้อนที่เกิดขึ้นจากการทำงานของเซิร์ฟเวอร์กลับมาใช้ใหม่
เพิ่มประสิทธิภาพระบบทำความเย็นและลดการใช้น้ำ
ใช้เทคโนโลยีระบายความร้อนรูปแบบใหม่ เช่น การระบายความร้อนด้วยของเหลว และการจัดการการไหลเวียนอากาศขั้นสูง
นอกจากนี้ การนำระบบจัดการพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI เข้ามาช่วย ยังทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์สามารถ
เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระดับละเอียด
ลดการสูญเสียโดยไม่จำเป็น
ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด
แนวโน้มนี้เริ่มขยายมาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเช่นกัน
สำหรับประเทศไทย รัฐมีนโยบายและมาตรการรองรับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น
การสนับสนุนนโยบายด้านพลังงานหมุนเวียน
การอนุมัติโครงการที่มีความคล่องตัวมากขึ้น
ในมุมของอุตสาหกรรมโซลาร์ ทรินาโซลาร์มีบทบาทในการจัดหา
แผงโซลาร์ประสิทธิภาพสูง
ระบบกักเก็บพลังงาน
เพื่อช่วยให้ดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยสามารถเดินหน้า สู่การใช้ไฟฟ้าสะอาดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้จริง พร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมายคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศในระยะยาว
ไทยกับบทบาทผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานในอาเซียน
ประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และประเทศไทยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เดินเกมเชิงรุกอย่างชัดเจน
5 นวัตกรรมของพลังงานแสงอาทิตย์ ตั้งแต่
ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ LFP
การผสานพลังงานหมุนเวียนกับ BESS
การใช้ที่ดินอย่างสร้างสรรค์
แผงโซลาร์ประสิทธิภาพสูงและทนสภาพอากาศรุนแรง
ดาต้าเซ็นเตอร์แบบยั่งยืนที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด
ทั้งหมดนี้ช่วยปลดล็อกโอกาสใหม่ให้กับ
การเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด
ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
ทรินาโซลาร์เองไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ “ผู้ขายเทคโนโลยี” แต่กำลังสร้าง พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และบูรณาการโซลูชันด้านการจัดการพลังงาน เพื่อเสริมศักยภาพให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาค เดินหน้าเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปพร้อมกัน
สู่อนาคตพลังงานสะอาดของภูมิภาคที่เท่าเทียมและยั่งยืน
การพัฒนาโครงการโซลาร์ขนาดใหญ่ระดับประเทศ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัย การทำงานร่วมกันระหว่าง
ภาครัฐ
ภาคเอกชนและผู้ประกอบการ
สถาบันวิจัยและภาควิชาการ
หากทุกฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกัน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีศักยภาพสูงมากที่จะก้าวขึ้นมาเป็น ผู้นำระดับโลกด้านพลังงานหมุนเวียน สร้างทั้งความมั่นคงทางพลังงาน และอนาคตที่สะอาดขึ้นสำหรับคนรุ่นถัดไป
ภายใต้ภารกิจ “Solar Energy for All” การผลักดันโครงการขนาดใหญ่ทั่วเอเชียแปซิฟิก การบูรณาการเทคโนโลยี การจัดเก็บ และการบริหารจัดการพลังงานอย่างชาญฉลาด จะช่วยสร้างระบบนิเวศพลังงานใหม่ที่
ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
ตั้งอยู่บนความร่วมมือระยะยาว
มุ่งสู่อนาคตที่สะอาด เท่าเทียม และยั่งยืนสำหรับทั้งภูมิภาค

