เปิดเฟสใหม่ของการวิ่ง เริ่มที่รองเท้าคู่ที่ใช่
เบื่อรองเท้าคู่เดิมที่วิ่งแล้วรู้สึกไม่ไปไหนสักทีหรือยัง? ถ้าช่วงนี้กำลังอินกับการวิ่งจริงจัง หรือเริ่มคิดแล้วว่าควรอัปเกรดรองเท้าคู่ใหม่ให้ วิ่งเร็วขึ้น นุ่มขึ้น และสนุกขึ้น ถึงเวลามองหาคู่ที่ตรงกับตัวเองสักที
นี่คือ 8 รองเท้าวิ่งรุ่นดังที่ถูกพูดถึงหนักมากในหมู่นักวิ่งปีนี้ คัดมาแบบเน้น ๆ ทั้งสายทำเวลา สายซ้อมชิว และคนที่อยากได้คู่เดียวใช้ครอบจักรวาล เราจะเล่าแบบภาษาคนวิ่ง เน้นฟีลจริงบนเท้า และบอกชัด ๆ ว่า “รุ่นนี้เหมาะกับใคร”
คู่ไหนคือ The Best Match ที่จะพาไปถึงเส้นชัย
ก่อนเลือก ลองถามตัวเองในใจว่าอยากได้รองเท้าไว้ทำอะไรเป็นหลัก
เอาไว้ทุบเวลา ทำ PB ในวันแข่ง
เอาไว้ซ้อมทุกวันแบบนุ่ม ๆ เซฟข้อเข่า
หรืออยากได้คู่เดียวที่จัดให้ได้ทุกโหมด
จากนั้นค่อยไล่ดูทีละรุ่นว่าฟีลไหนตรงใจที่สุด
1. ADIZERO ADIOS PRO 4 – สายทำเวลาตัวจริง
ราคาโดยประมาณ ~฿8,000 : ตัวท็อปสายสปีดสำหรับฮาล์ฟถึงมาราธอน
รุ่นนี้คาแรกเตอร์คือ เร็ว ดุดัน ฟีลลิ่งเน้นทำเวลาแบบจริงจัง โฟมให้แรงส่งสูง บวกกับแท่งคาร์บอน/เอเนอร์จี้ร็อดส์ด้านในช่วยประคองฟอร์ม โดยเฉพาะช่วงท้ายที่เพซเริ่มตก ทำให้รอบขาก้าวได้แน่นและนิ่งขึ้น
หน้าเท้าค่อนข้างกระชับ ถ้าเป็นคนเท้าบวมง่ายในวันแข่ง แนะนำให้ เผื่อไซซ์ปลายเท้าเล็กน้อย จะสบายกว่า
เหมาะกับใคร: คนที่มีฐานซ้อมดี ตั้งเป้าทุบ PB ระยะ 21–42K และชอบฟีล “เด้งนิ่งคุมฟอร์ม” มากกว่า “นุ่มยวบจมพื้น”
2. Nike Alphafly 3 – เร็วจัดแต่วิ่งยาวแล้วไม่หมดแรง
ราคาโดยประมาณ ~฿9,400 : เร็วแรงแต่ยังคุมได้ วิ่งปลายทางยังยกเพซไหว
จุดเด่นคือฟีล นุ่ม ยืดหยุ่น แต่รีเทิร์นแรง โฟมเบาให้แรงส่งดี ผสานแผ่นเพลตเต็มความยาว ช่วยคืนแรงในทุกก้าว ช่วงส้นถึงกลางเท้าค่อนข้างเสถียร ใส่วิ่งยาวแล้วไม่ล้าง่าย และใส่สบายขึ้นกว่ารุ่นก่อน
เหมาะกับใคร: นักวิ่งระยะไกลที่อยากได้ “ความเร็วแบบนุ่มมือ” ใช้ได้ทั้งฮาล์ฟและฟูลมาราธอน
3. SAUCONY ENDORPHIN PRO 4 – ดุแต่ไม่โหดจนเกินไป
ราคาโดยประมาณ ~฿7,990 : น้ำหนักดี ดุแต่อบอุ่น ไม่ได้โหดจนขาไหม้
คาแรกเตอร์คือ บาลานซ์ระหว่างความเด้งกับการคอนโทรล ได้ลงตัว โฟมสองชั้นผสานเพลตคาร์บอน ช่วยให้จังหวะ Roll-over เร็ว ลื่นไหล เปลี่ยนเพซขึ้นลงได้ง่าย เหมาะมากกับทางราบยาว ๆ
กลางเท้ากระชับ ส่วนหน้าเท้าถ้าใครกว้าง แนะนำให้ลองเช็กความพอดีก่อน
เหมาะกับใคร: คนที่อยากได้รองเท้าแข่งที่ ไม่โหดจนเกินไป ใส่ซ้อมคุณภาพได้ในคู่เดียว
4. ON Cloudmonster 2 – เด้งสนุก ใส่วิ่งก็ได้ ใส่เที่ยวก็ดี
ราคาโดยประมาณ ~฿7,500 : สาย All-round ที่ทั้งเท่และวิ่งเพลิน
คาแรกเตอร์คือ เด้งนุ่ม ฟีลวิ่งสนุก ใช้ได้หลายโอกาส ด้วยโครงสร้าง CloudTec ให้แรงตอบสนองดี เอาอยู่ทั้งวิ่งชิลและวิ่งยาว ดีไซน์ยังออกแนวแฟชั่น ใส่ใช้ในชีวิตประจำวันได้แบบไม่ขัดเขิน
พื้นรองเท้าค่อนข้างสูง แนะนำให้ลองเดิน–วิ่งสั้น ๆ เพื่อเช็กความนิ่งของข้อเท้าก่อนตัดสินใจ
เหมาะกับใคร: สาย All-rounder ที่อยากมี คู่เดียวจบ ครอบคลุมทั้งซ้อมเบา วิ่งสวนสาธารณะ และใส่ทำงาน/เที่ยว
5. ASICS GEL-NIMBUS 27 TOKYO – เพื่อนคู่ใจสายซ้อมทุกวัน
ราคาโดยประมาณ ~฿6,500 : นุ่ม สบาย ซัพพอร์ตดี วิ่งได้ทุกวัน
คาแรกเตอร์คือ นุ่ม คุมง่าย เซฟเข่าและข้อเท้า โฟมรองรับแรงกระแทกดีมาก เสริมด้วยเจลบริเวณส้น ลดแรงกระแทกได้ชัด หน้าเท้าไม่บีบ ใส่วิ่งยาว ๆ ได้สบาย
แต่รุ่นนี้จะไม่ใช่รองเท้าแข่งจ๋า เน้นวิ่งเพซสบายมากกว่ากดสุดสปีด
เหมาะกับใคร: มือใหม่ที่อยากเริ่มวิ่งจริงจัง หรือสายระยะไกลที่เน้น Recovery / Long Run นุ่ม ๆ สบายข้อเท้า
6. HOKA MACH X 2 WIDE – เร็วขึ้นแต่ยังเฟรนด์ลี่ต่อข้อเท้า
ราคาโดยประมาณ ~฿7,490 : หน้าเท้ากว้างก็วิ่งเร็วได้แบบไม่ทรมาน
คาแรกเตอร์คือ เบา เร็ว แต่ไม่ดุจนเกินไป โฟมเด้ง พร้อมแผ่นเสริมช่วยดีดแรง แต่ยังให้ฟีลนุ่มพอ ไม่แข็งจนขาเครียด รุ่น Wide ช่วยให้คนหน้าเท้ากว้างหา “รองเท้าสายเร็ว” ที่ใส่สบายได้ง่ายขึ้น
ฟีลพื้นกลางจะค่อนข้างกระชับ ถ้าเป็นสายชอบนุ่มโอบเท้ามาก ๆ อาจลองดูรุ่นที่ซอฟต์กว่านี้
เหมาะกับใคร: คนที่อยากซ้อมคุณภาพ เทมโป หรืออัปเพซ โดยยังไม่อยากข้ามไปใช้รองเท้าแข่งเพลตคาร์บอนเต็มตัว
7. BROOKS Glycerin Max Medium (1B) – นุ่มโคตร ๆ สำหรับ Daily Training
ราคาโดยประมาณ ~฿6,900 : สายซ้อมทุกวันแบบนุ่มสุดใจ
คาแรกเตอร์คือ นุ่ม หนึบ มั่นคง โฟมให้ความซอฟต์สูง ช่วยลดแรงกระแทกอย่างรู้สึกได้ชัด ใส่วิ่งได้ทุกวันแบบไม่โหดข้อเท้า เข้ากับสรีระเท้าได้หลายแบบ ฟอร์มไม่ต้องเป๊ะก็ยังวิ่งได้สนุก
แต่รุ่นนี้ไม่ใช่สายสปีด ถ้าอยากทำเวลาเสริม แนะนำให้มีอีกคู่เน้นแข่งไว้หมุนเวียนกัน
เหมาะกับใคร: มือใหม่จนถึงระดับกลาง ที่อยากได้รองเท้าซ้อมยาว ๆ ใส่ทุกวันแบบสบายข้อเท้า
8. SAUCONY ENDORPHIN SPEED 5 – คู่เดียวเอาอยู่ทั้งซ้อมเร็วและแข่ง
ราคาโดยประมาณ ~฿6,290 : คู่ซ้อม–กึ่งแข่งที่ใช้ได้กว้างมาก
คาแรกเตอร์คือ เร็ว คล่องตัว ภายในใช้แผ่นไนลอน/เพลตที่ยืดหยุ่นกว่าคาร์บอน ทำให้ใส่แล้วไม่แข็งจนเกินไป เหมาะกับทั้งซ้อมเทมโป อัปเพซ และลงแข่งระยะสั้น–กลางได้สบาย
จุดเด่นคือฟีลเพลตที่เป็นมิตร เหมาะกับคนที่อยากลองโลกเพลตแบบไม่โดนดุใส่ตั้งแต่คู่แรก
เหมาะกับใคร: นักวิ่งที่อยากมี “คู่เดียวจบ” สำหรับทั้งซ้อมคุณภาพและแข่งระยะ 5–21K
เลือกให้ตรงใจใน 3 นาที
1) เคลียร์เป้าหมายให้ชัดก่อน
เน้นซ้อมสบายทุกวัน → GEL-NIMBUS 27, Glycerin Max, Cloudmonster 2
เน้นทำเวลา/ลงแข่งจริงจัง → Adios Pro 4, Alphafly 3, Endorphin Pro 4
เน้นครอบคลุมซ้อมเร็ว + แข่งระยะสั้น–กลาง → Endorphin Speed 5, Mach X 2
2) ดูสรีระเท้า + ฟีลที่ชอบ
หน้าเท้ากว้าง/บวมง่ายวันแข่ง → เผื่อไซซ์ปลายเท้า หรือเลือกทรง Wide (เช่น Mach X 2 Wide)
สายชอบฟีลนุ่มสบาย → Glycerin Max, GEL-NIMBUS 27
สายเด้งจัด แรงส่งแน่น → Adios Pro 4, Alphafly 3, Endorphin Pro 4
อยากคล่องตัว ใส่ได้ทุกบทซ้อม → Endorphin Speed 5, Cloudmonster 2
3) ถ้างบไหว ลองใช้ “โรเตชัน” ช่วย
การมีรองเท้ามากกว่าหนึ่งประเภทช่วยทั้งยืดอายุรองเท้า และลดความเสี่ยงการบาดเจ็บ
Daily / Easy Run: GEL-NIMBUS 27 หรือ Glycerin Max
Fast / Tempo / Race: Endorphin Speed 5 หรือ Adios Pro 4
เช็กลิสต์ก่อนรูดบัตร
ก่อนตัดสินใจซื้อ ลองดูตามนี้สักนิด ช่วยเซฟทั้งเงินและข้อเท้า
ลองตอนบ่าย–เย็น เท้าจะขยายใกล้เคียงช่วงที่เราออกไปวิ่งจริง
เผื่อปลายเท้า 0.5–1 ซม. กันเล็บช้ำและอาการบวมช่วงท้ายระยะ
สวมถุงเท้าที่ใช้วิ่งจริง ไปลอง จะได้ฟีลพอดีใกล้เคียงวันใช้งานที่สุด
เช็กเงื่อนไขรีเทิร์น/เปลี่ยนไซซ์ โดยเฉพาะรุ่นแข่งที่ฟิตกระชับเป็นพิเศษ
ค่อย ๆ เพิ่มระยะ หากเปลี่ยนประเภทรองเท้า เช่น จากรองเท้านุ่มซอฟต์ไปใช้รุ่นที่มีเพลตคาร์บอน
สรุป: รองเท้าที่ใช่ = การลงทุนที่คุ้มที่สุดสำหรับนักวิ่ง
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ แปลว่าคุณกำลังจริงจังกับการเลือกคู่ใหม่ให้ตัวเองอยู่แน่นอน
ไม่ว่าคุณจะมองหา รองเท้าซ้อมประจำวันที่นุ่ม เด้ง เซฟข้อเข่า หรือเล็งรองเท้า สายคาร์บอนเอาไว้ทำเวลา สำหรับสนามมาราธอนแรกของชีวิต สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ
รองเท้าที่เข้ากับเท้าและสไตล์วิ่งของคุณมากที่สุด คือการลงทุนที่คุ้มที่สุดเสมอ
เลือกให้ตรงเป้าหมาย ทดลองให้พอดีเท้า แล้วปล่อยให้รองเท้าคู่ใหม่พาคุณออกไปเก็บระยะและความทรงจำดี ๆ บนถนนวิ่งได้แบบยาว ๆ

