รับแอปรับแอป

จากวัยรุ่นติดเกม สู่นักพัฒนาเว็บ: เส้นทางโปรแกรมเมอร์ที่เริ่มจากศูนย์และไม่พึ่ง AI

สุพจน์ วัฒนชัย01-31

จุดสตาร์ต: จากเด็กติดเกมสู่คนอยากเปลี่ยนชีวิต

สมัยอายุประมาณ 15–16 ปี ชีวิตทั้งวันของผมมีแค่เล่นเกมวนไป จนอยู่ดี ๆ ก็ถามตัวเองว่า “ถ้ายังใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไป…อนาคตเราจะเป็นยังไง?”

คำถามเล็ก ๆ นั่นแหละคือจุดเปลี่ยน ผมเริ่มลองมองหาอาชีพต่าง ๆ จนมาสะดุดกับคำว่า “โปรแกรมเมอร์” พอได้รู้ว่ามันคือการใช้คอม ทำงานผ่านโค้ด ใช้สมองเยอะกว่าใช้เงินลงทุน ผมก็เริ่มสนใจทันที เพราะสิ่งเดียวที่ต้องลงทุนคือ เวลาและการฝึกฝนสkill

ผมเริ่มศึกษาว่าโปรแกรมเมอร์ตั้งต้นยังไง ต้องรู้อะไร ใช้เครื่องมือแบบไหน ยิ่งอ่านยิ่งงง ยิ่งเรียนยิ่งรู้สึกว่ามันซับซ้อน แต่ในอีกมุมหนึ่งก็รู้สึกว่ามันท้าทายมาก และอยากลองพิสูจน์ตัวเอง

วงจรเริ่ม–หยุด–เริ่มใหม่ และจุดเปลี่ยนช่วงโควิด

ตอนอายุ 16 ผมเริ่มจริงจังกับการเขียนโปรแกรม แต่เหมือนหลาย ๆ คนคือไฟมาเร็วและดับไว เรียน 1–2 วันก็หยุด แล้วอีกเดือนค่อยกลับมาเรียนใหม่ วนลูปแบบนี้อยู่ประมาณ 3–4 รอบ

ปลายปี 2022 ช่วงโควิดระบาดหนัก ผมเรียนอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคนครราชสีมา และต้องเรียนออนไลน์ ทำให้ในหนึ่งวันมีเวลาเรียนแค่ 2–4 ชั่วโมง ที่เหลือคือเวลาว่าง และผมก็เริ่มถามตัวเองว่า เวลาที่เหลือทั้งหมดจะเอาไปทำอะไรดี

วันหนึ่งผมไปเห็นกระดาษสรุปเนื้อหาเขียนโปรแกรมที่เคยเรียนไว้ เลยตัดสินใจลองกลับมาเริ่มใหม่แบบจริงจัง คราวนี้มาโหด ดูคลิปสอนวันละเกือบ 10 ชั่วโมง ดูซ้ำคลิปเดิมไปหลายวัน ลองพิมพ์ตาม ทำตามทุกขั้นตอน

ผมไล่เรียนตั้งแต่ HTML, CSS จนมาถึง JavaScript และใช่ครับ…พอถึง JavaScript ผมพังเลย ไม่เข้าใจ ไม่อิน ไม่ชอบเลยสักนิด ถึงขั้นบอกตัวเองว่า “พอ! ไม่ฝืนแล้ว” แล้วก็วางมันไปแบบไม่เสียดายด้วยซ้ำ 555

หันกลับมาเปิดใจให้ JavaScript อีกครั้ง

แต่ปลายปี 2022 ผมตัดสินใจกลับมาเปิดใจให้ JavaScript อีกรอบ คราวนี้ตั้งใจไม่อคติ ไม่ด่ามันในใจ แล้วลองเรียนใหม่แบบใจเย็น ๆ

ผลคือ…ผมเข้าใจมันจริง ๆ จนได้ และมองมันต่างไปจากเดิมมาก เหมือนเรายอมให้โอกาสคนคนหนึ่ง แล้วพบว่าเขาไม่ได้แย่อย่างที่เคยคิด

ต้นปี 2023 ผมเริ่มรู้จักช่องของพี่โอม เข้าไปอยู่ในกลุ่ม Discord และเริ่มช่วยตอบคำถามในกลุ่ม เช่น เรื่อง ReactJS มีคนหนึ่งชื่อ “อาร์ม” ทักมาขอให้ช่วยดูโค้ดส่วนตัว เราก็เลยได้คุยกันบ่อยขึ้นจนกลายเป็นเพื่อนสนิท

เดือนที่ 2 ของปี 2023 อาร์มแนะนำงานแรกให้ผม เป็นงานโปรเจ็กต์ที่ทำด้วยกัน จากนั้นเดือนที่ 3 เขาก็ส่งต่องานให้ผมดูแลคนเดียว ให้คุยกับลูกค้าเองเต็มตัว

สำหรับคนที่เป็น Introvert สุดทางแบบผม การต้องคุยกับคนแปลกหน้าด้วยความเร่งด่วนคือฝันร้าย แต่ผมก็เลือกที่จะลองบอกลูกค้าตรง ๆ ว่า ผมค่อนข้างขี้อายและนี่คืองานแรกที่คุยเอง โชคดีที่ลูกค้าเข้าใจและให้โอกาส

งานนั้นไม่ได้ออกมาสมบูรณ์แบบ แต่มันคือ ก้าวแรกที่สำคัญมากในการออกจาก Comfort Zone

จากโปรเจ็กต์แรกสู่โลกการทำงานจริง

หลังจากจบงานกับลูกค้าคนนั้น ประมาณ 2 เดือนต่อมา ในเดือนพฤษภาคม 2023 ผมเริ่มโพสต์หางานเองในกลุ่มนักเขียนโปรแกรมและกลุ่มอื่น ๆ จนได้เจอกับนายจ้างคนหนึ่งจากกลุ่มนั้น ซึ่งต่อมากลายเป็นหัวหน้าที่ผมทำงานด้วยยาว ๆ ถึงวันนี้

เหตุผลที่ตัดสินใจออกมาหางานจริง ๆ มีสองอย่างใหญ่ ๆ คือ

  • ผมรู้ว่าอาชีพโปรแกรมเมอร์ ไม่จำเป็นต้องมีใบปริญญา แค่คุณเก่งจริงและทำงานได้ก็พอ

  • ตอนนั้นผมมีรักครั้งแรก และเป็นรักที่ทั้งสวยงามและเจ็บปวด มันทำให้ผมอยากเติบโต ให้ตัวเองมีศักยภาพพอที่จะดูแลใครสักคนได้ ถึงมองย้อนกลับไปจะรู้ว่าความคิดตอนนั้นยังเด็กมากก็ตาม

ระหว่างทางที่เรียนเขียนโค้ด ผมทำโปรเจ็กต์ย่อยจำนวนมาก โปรเจ็กต์ใหญ่สุดในช่วงนั้นคือทำ Web Shop สำหรับ Minecraft และเปิดให้เช่าเซิร์ฟเวอร์ มีลูกค้าอยู่คนเดียว สุดท้ายต้องปิดไป ถือเป็น ความล้มเหลวทางธุรกิจครั้งแรก แต่ก็ได้บทเรียนกลับมาเยอะมาก

ได้จับงานจริงกับบริษัทที่เคยแค่ฝันถึง

วันหนึ่งหัวหน้าที่ผมทำงานด้วย (พี่มาร์ก) ส่งงานแรกมาให้ เป็นงานกับบริษัทที่ผมสนใจมาก ๆ ชื่อ Bitkub ตอนนั้นผมอายุแค่ 17 ปี ทำให้ไฟในตัวลุกหนักกว่าเดิม และเริ่มตั้งเป้าหมายใหม่ ๆ ให้ตัวเอง

ยุคนั้น ChatGPT ยังไม่เทพเท่าปัจจุบัน ช่วยอะไรได้ไม่มาก เวลาเจอสิ่งที่ทำไม่ได้ ผมเลยยึดคติเดียวไว้ในหัวว่า

“หากทำไม่ได้ แสดงว่าเรายังพยายามไม่มากพอ”

ผมใช้คำนี้เป็น Guideline ในการเรียนโค้ดและทำงานมาตลอด สุดท้ายโปรเจ็กต์นั้นผมก็ทำเสร็จทันเวลาที่กำหนด และได้รับความไว้วางใจจากพี่มาร์กเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ช่วงนั้นผมกำลังฝึกงาน ปวช.3 หลายอย่างในชีวิตเริ่มต้นที่นั่น และก็จบลงที่นั่นเช่นกัน ทั้งเรื่องงานและเรื่องความรักที่ผมทุ่มเทสุดตัว

ผมทำงานกับพี่มาร์กจนถึงเดือน 7 แล้วก็หายไปช่วงหนึ่งเพราะดราม่าความรัก 555 แต่หลังจากนั้นผมกลับมาอีกครั้งในเวอร์ชันที่แข็งแกร่งกว่าเดิม ช่วงปี 2024 ผมทักกลับไปหาพี่มาร์ก ขออีกหนึ่งโอกาสในการทำงาน และก็ได้งานเว็บเติมเกมเจ้าหนึ่งมาเป็นโปรเจ็กต์ใหม่ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาตัวเองจนกลายเป็น “ผมในวันนี้”

ความท้าทายที่แท้จริง: ไม่ใช่โค้ด แต่คือ “ตัวเอง”

ผมไม่ได้เก่งกว่าคนอื่นตั้งแต่แรก การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ สำหรับผมคือเรื่องยากมาก ความท้าทายอันดับหนึ่งไม่ใช่ภาษาโปรแกรม ไม่ใช่ Framework แต่คือ ตัวผมเองในแต่ละช่วงเวลา

  • ตอนมีความรัก

  • ตอนเริ่มเรียนเขียนโค้ด

  • ตอนเจอปัญหาครอบครัว

สิ่งพวกนี้ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า ไม่มีใครสนใจเราขนาดนั้นหรอก ชีวิตเราต้องรับผิดชอบเอง เราต่างหากที่ต้องทำในสิ่งที่ควรทำเพื่ออนาคตของตัวเอง

ส่วนความท้าทายจากงาน ส่วนใหญ่จะเป็น UI แปลก ๆ ดีไซน์ที่ดูไม่เข้าทฤษฎีแต่ต้องทำให้ได้ ซึ่งสุดท้ายก็ทำจนได้ทุกครั้ง ผมชอบกดดันตัวเอง ทั้งที่หัวหน้าไม่เคยเร่งงานเลย แต่ผมจะเร่งตัวเองให้ทำออกมาให้เร็วและดีที่สุด และก็พิสูจน์ได้ว่าผมทำได้จริง

วิธีเอาชนะตัวเองในแบบของผม

ถ้าถามหา “เคล็ดลับ” แบบสูตรสำเร็จ ผมตอบได้เลยว่า ผมไม่มี

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมใช้มาตลอดและอยากชวนทุกคนลองคือ การคุยกับตัวเอง

การพูดคนเดียวไม่ได้หมายความว่าคุณบ้าเสมอไป ถ้ามันช่วยให้คุณเข้าใจตัวเองมากขึ้น จัดระบบความคิดได้ดีขึ้น ก็ทำไปเถอะ ถึงคนอื่นจะทักว่า “พูดคนเดียวเป็นบ้าหรือเปล่า” ผมก็ไม่สนใจ

อีกอย่างคือการ ไม่ปล่อยให้คำพูดของคนอื่นมากำหนดตัวตนเรา

พื้นฐานผมเป็นคนฟังทุกคำ คิดทุกประโยค และเป็นคนคิดลบง่ายมาก ทำให้ก่อนหน้านี้ผมมักจะจมอยู่กับคำพูดของคนอื่น แต่เมื่อเริ่มเข้าใจธรรมชาติของคนและเข้าใจตัวเองมากขึ้น ผมก็เลิกให้ค่ากับคำพูดที่มีแต่จะกดเราให้ต่ำลง

ไม่ใช่เพราะ Ego สูงขึ้น แต่เพราะเริ่มแยกออกแล้วว่า

  • คำไหนคือคำเตือนจากความหวังดี

  • คำไหนคือคำดูถูกที่ไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจ

ความสำเร็จที่ผมภูมิใจที่สุด

สิ่งที่ภูมิใจมากที่สุดไม่ใช่จำนวนเงิน หรือชื่อบริษัทที่เคยทำงานด้วย แต่คือการที่ผมได้รับ UI มา 1 ชุด แล้วสามารถลงมือสร้างมันขึ้นมาจนเสร็จ โดยแทบไม่พึ่ง AI ช่วยคิด

ผมอาจจะใช้ AI แค่ช่วยสร้าง Element ที่ซ้ำ ๆ เพื่อประหยัดเวลา แต่ส่วนที่ทำให้ผมภูมิใจจริง ๆ คือกระบวนการคิดทั้งหมด ตั้งแต่

  • วางโครงสร้างหน้าเว็บ

  • คิดว่า Element ไหนควรอยู่ตรงไหน

  • เวลาเป็น Mobile ต้องย้ายอะไรไปอยู่ตรงไหน

  • ใช้ CSS / Class ยังไงให้ Responsive ดีและจัดการง่าย

ทั้งหมดนี้มาจากการฝึกคิดเป็น Logic ผ่านการทำซ้ำเรื่อย ๆ หัวผมไม่ได้เป็นคนเก่งอะไรเลย คณิตศาสตร์ที่ผมพอไหวสุด ๆ คือระดับ ป.6 ขึ้นมัธยมมาก็แทบจะรอดจากเกรด 0 ได้แบบหวุดหวิด

แต่สิ่งที่น่าภูมิใจคือ การเขียนโค้ดช่วยฝึกให้ผมคิดเป็นระบบมากขึ้น เช่น การออกแบบให้ Table ต่าง ๆ มี Relation ที่ดี เพื่อดึงข้อมูลที่ต้องการโดยไม่ต้อง Query หลายรอบ มันคือการฝึก Logic ผ่านงานจริง ซ้ำไปซ้ำมาจนหัวเริ่มค่อย ๆ เชื่อมโยงได้เอง

มันอาจจะโคตรน่าเบื่อในตอนทำ แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันทำให้คุณตื่นเต้น และสำหรับผม มันทำให้เข้าใจคณิตศาสตร์มากขึ้นแบบที่ไม่เคยคิดว่าจะเข้าใจได้ขนาดนี้

Mindset และกำลังใจถึงคนที่อยากเป็นโปรแกรมเมอร์

ทุกอย่างเริ่มจาก ตัวเราเองและเป้าหมายของเรา

มนุษย์ไม่ได้เก่งมาตั้งแต่เกิดทุกคนหรอก แต่คนที่เก่งทุกคนล้วนมี เป้าหมายชัดเจน ทั้งนั้น

เป้าหมายไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่เว่อร์ อาจเป็นแค่เป้าเล็ก ๆ ในช่วงเวลาหนึ่งก็ได้ แต่เมื่อมีเป้าหมายแล้ว สิ่งที่ต้องมีตามมาคือ Mindset ที่ดี

  • อย่าคาดหวังว่ามันจะสำเร็จทันที

  • อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนในโซเชียลที่มีเงินล้านตอน 18 หรือ 20

คนเหล่านั้นอาจเริ่มก่อนเรา รู้ความเสี่ยงก่อนเรา และพยายามมาก่อนเรานานแล้ว ผลลัพธ์ที่เราเห็นวันนี้คือช่วงที่เขาเก็บเกี่ยว ไม่ใช่ช่วงที่เขาล้มเหลว

ถ้าคุณอยากมีอนาคตดีจากการเขียนโปรแกรม อย่าหวังว่าจะสำเร็จภายใน 2–3 ปีแล้วได้เงินเดือน 100,000 ทันที คุณฝันได้ แต่ต้องระวังอย่าให้ความฝันกลายเป็นความคาดหวัง

เพราะความคาดหวังที่สูงเกินจริง จะกลายเป็น

  • ความผิดหวัง

  • แรงกดดัน

  • เหตุผลที่จะทำให้คุณเลิกทำ

จงมีเป้าหมายที่ดี ไม่คาดหวังเกินไป และมีวินัยทำมันทุกวันไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งจะมีคนมองเห็นคุณ หรือไม่อย่างนั้น คุณเองนี่แหละจะมองเห็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น แล้วจะรู้ว่าที่ผ่านมาไม่ได้พยายามเสียเปล่า

สรุป Mindset สายโค้ดแบบสั้น ๆ แต่โคตรจริง

    1. ตั้งเป้าหมายให้ชัด

    1. อย่าคาดหวังผลลัพธ์เร็วเกินไป

    1. พยายามต่อเนื่อง ไม่ใช่พยายามเป็นพัก ๆ

    1. ทำไม่ได้ก็ลองใหม่อีกรอบ ทำซ้ำจนกว่าจะเข้าใจ

    1. อนาคตที่ดี = เริ่มจากความคิดที่ดีและลงมือทำจริง

เคสตัวอย่าง: จากนิ้วล็อกจับแต่เมาส์ สู่การเล่นกีตาร์ได้จริง

นอกจากโค้ดแล้ว ผมเคยคิดว่าตัวเองเล่นกีตาร์ไม่เป็นแน่นอน นิ้วแข็งเพราะใช้แต่เมาส์กับคีย์บอร์ด แต่เพราะมีความรักนี่แหละ ผมเลยอยากเล่นกีตาร์ให้คนคนนั้นฟัง ร้องเพลงจีบแบบง่าย ๆ ตามสไตล์ 555

ตอนเริ่มต้น ทุกอย่างพังหมด

  • กดคอร์ดแล้วนิ้วเจ็บมาก

  • ดีดก็ไม่เป็น จังหวะก็ไม่มี

  • เปลี่ยนคอร์ดไม่ทัน เล่นไปนิ้วก็ล็อกอีก

แต่ผมตัดสินใจลองให้เวลากับมันจริงจัง 3 เดือนเต็ม หลังเลิกเรียนทุกวัน ผมจะไปขอกีตาร์อาจารย์มานั่งซ้อม อาจารย์เห็นผมซ้อมบ่อย ๆ ก็เริ่มเข้ามาช่วยสอนเพิ่ม เพราะอะไร? เพราะเขาเห็น ความพยายามที่ต่อเนื่อง

ถ้าคุณเล่นแค่ 1–2 วัน ไม่มีใครจริงจังพอจะมาสอนคุณหรอก แต่ถ้าทำทุกวันให้เขาเห็น เขาจะรู้เองว่าคุณไม่ได้ทำเล่น ๆ

ผมซ้อมแบบนี้ตั้งแต่เปิดเทอม จนใกล้ปิดเทอม ผลลัพธ์คือ

  • ผมเล่นกีตาร์ได้จริง

  • กดคอร์ดได้ไม่เจ็บแล้ว

  • เสียงที่ออกมาเริ่มเพราะขึ้นเรื่อย ๆ

  • เปลี่ยนคอร์ดได้ลื่นขึ้น จนแทบไม่บอดแล้ว

จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ แค่ “อยากเล่นกีตาร์จีบคนที่ชอบ” กลายเป็นการได้สกิลใหม่เพิ่มมาอีกหนึ่งอย่าง แม้สุดท้ายผลเรื่องความรักจะเป็นยังไงก็ตาม แต่สกิลมันติดตัวผมไปแล้ว

และมันย้ำให้เห็นชัด ๆ ว่า

“ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น”

ประโยคนี้ไม่ได้เวอร์ และมันใช้ได้จริงมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่เรา ถ้าเราพยายามแล้วมันยังไม่ได้ผล แปลว่าเรายังทำมันได้ไม่ดีพอ ไม่ใช่เพราะมันเป็นไปไม่ได้

สิ่งที่ทำได้คือ พยายามต่อไปให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ