เริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ: วันนี้เราให้แมวกินเยอะไปหรือน้อยไป?
เคยยืนมึนอยู่หน้าถุงอาหารแมวแล้วคิดในใจไหมว่า “ตักแค่ไหนถึงจะพอ?”
ให้น้อยไป แมวก็หมดแรง เฉื่อย ขนหมอง ไม่สดใส
ให้มากไป น้ำหนักพุ่ง เสี่ยงโรคอ้วน หัวใจ เบาหวาน และปัญหาข้อต่างๆ ตามมาแบบเนียนๆ จนเราไม่ทันสังเกต
ที่ยากกว่านั้นคือ แมวแต่ละตัวใช้ชีวิตไม่เหมือนกันเลย บางตัวปีนตู้ วิ่งซิ่งทั้งวัน อีกตัวนอนอาบแดดแทบไม่ขยับ ปริมาณอาหารจึงไม่สามารถใช้สูตรเดียวแล้วจบได้สำหรับทุกบ้าน
สิ่งที่เจ้าของต้องมีคือ “กรอบคิดเรื่องพลังงานและปริมาณ” แล้วค่อยนำไปปรับให้เข้ากับอายุ น้ำหนัก สุขภาพ และชนิดอาหารของแมวแต่ละตัว
เมื่อเข้าใจภาพใหญ่ก่อน ทั้งเรื่องพลังงานต่อวัน การอ่านฉลาก การแบ่งมื้อ รวมถึงสัญญาณเตือนว่าควรเพิ่มหรือลดอาหาร เราจะเลี้ยงแมวแบบมีระบบ ไม่ต้องเดาเอาเองจากความรู้สึกอีกต่อไป
ทำไม “ปริมาณอาหาร” ถึงสำคัญกว่าที่คิด
พื้นฐานสุขภาพแมวเริ่มจากการจัดปริมาณอาหารให้ “พอดี” กับการเผาผลาญในแต่ละวัน ร่างกายแมวต้องใช้พลังงาน (kcal) ในระดับที่เหมาะสมเพื่อรักษากล้ามเนื้อ ระบบภูมิคุ้มกัน และการทำงานของอวัยวะต่างๆ
แมวเป็นสัตว์กินเนื้อเต็มตัว ต้องการโปรตีนคุณภาพดีและกรดอะมิโนจำเป็นอย่างทอรีน หากให้พลังงานเกิน ความส่วนเกินจะค่อยๆ ถูกเก็บเป็นไขมัน น้ำหนักจะขยับขึ้นทีละนิดแบบเนียนๆ จนวันหนึ่งเรารู้ตัวอีกทีคือ “อุ๊ย! แมวกลมแล้ว”
ในทางกลับกัน ถ้าแบ่งอาหารให้น้อยเกินไป ร่างกายจะดึงพลังงานสำรองจากกล้ามเนื้อ ทำให้แมวอ่อนแรง กล้ามเนื้อหาย ภูมิคุ้มกันตก เสี่ยงป่วยง่ายขึ้น
ปริมาณอาหารยังเชื่อมโยงกับพฤติกรรมและสุขภาพทางเดินปัสสาวะด้วย หากให้น้อยเกินไป บางตัวจะดื่มน้ำน้อยลงตามไปด้วย ขณะที่อาหารแคลอรีสูงเกินทำให้แมวขี้เกียจขยับ กิจกรรมลดลง กลายเป็นวัฏจักรน้ำหนักพุ่งแบบเงียบๆ
หัวใจสำคัญของปริมาณที่เหมาะสม:
ต้องสอดคล้องกับพลังงานที่แมวใช้จริงในแต่ละวัน
คุมไม่ให้หลุดไปทั้งภาวะอ้วนหรือผอมเกิน
ส่งเสริมพฤติกรรมการกินที่ดีและการดื่มน้ำเพียงพอ
ช่วยลดโอกาสเกิดโรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักและเมตาบอลิซึม
พลังงานต่อวันของแมว: RER และ DER คืออะไร
การจะรู้ว่าควรให้ “เท่าไหร่ถึงจะพอดี” ต้องเริ่มจากการเข้าใจแนวคิดเรื่องพลังงาน 2 ตัวนี้ก่อน:
RER (Resting Energy Requirement): พลังงานพื้นฐานที่ร่างกายต้องใช้เพื่อมีชีวิตในภาวะพัก
DER (Daily Energy Requirement): พลังงานที่ต้องใช้จริงในชีวิตประจำวัน เมื่อรวมกิจกรรม ไลฟ์สไตล์ สถานะทำหมัน ฯลฯ
วิธีประเมิน RER แบบง่ายๆ คือใช้สูตร:
RER = 70 x (น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม)^0.75
จากนั้นค่อยคูณด้วย “ตัวคูณด้านกิจกรรมและสถานะร่างกาย” เพื่อให้ได้ DER ที่ใกล้ความจริง เช่น
แมวทำหมันแล้ว: ใช้พลังงานน้อยกว่าแมวที่ยังไม่ทำหมัน
แมวบ้านที่นอนเยอะ vs แมววิ่งเล่นทั้งวัน: ตัวคูณย่อมไม่เท่ากัน
เมื่อมีตัวเลขคร่าวๆ ในใจ เราจะสามารถเอาไปเทียบกับฉลากอาหารได้อย่างมีเหตุผล โดยเฉพาะบ้านที่ให้อาหารหลายแบบ ทั้งอาหารเม็ด อาหารเปียก หรือเสริมขนมบ้าง ต้องคิดพลังงานรวมทั้งหมด ไม่ใช่ดูแค่ชนิดใดชนิดหนึ่ง
คีย์เวิร์ดเรื่องพลังงานที่เจ้าของควรรู้:
เริ่มจากคำนวณ RER แล้วค่อยปรับเป็น DER
แยกคิดระหว่างแมวทำหมันและไม่ทำหมัน
รวมพลังงานจากทุกอย่างที่แมวกินในวันนั้น
ปรับตัวเลขเมื่อไลฟ์สไตล์หรือกิจกรรมของแมวเปลี่ยนไป
อายุ น้ำหนัก และสุขภาพ: ตัวแปรที่เปลี่ยนปริมาณอาหารไปทั้งหมด
แมวแต่ละช่วงวัยต้องการพลังงานไม่เท่ากัน และสุขภาพร่างกายก็มีผลโดยตรงต่อปริมาณอาหารที่ควรได้รับ
ลูกแมว: ใช้พลังงานต่อกิโลกรัมสูงกว่าแมวโต เพราะร่างกายกำลังสร้างเนื้อเยื่อและเติบโตอย่างรวดเร็ว
แมวท้อง / ให้นม: ต้องใช้พลังงานมากกว่าปกติหลายเท่าเพื่อเลี้ยงลูกในท้องหรือผลิตน้ำนม
แมวสูงวัย: ระบบเผาผลาญโดยรวมอาจลดลง แต่บางตัวกลับผอมลงจากโรคช่องปาก ฟัน หรือปัญหาไทรอยด์ ต้องประเมินเป็นรายตัว ห้ามดูแต่อายุอย่างเดียว
ส่วนเรื่องน้ำหนักตัวนั้นสำคัญมาก หากแมวอ้วนเกินไป การลดปริมาณอาหารต้องทำแบบค่อยๆ ห้ามหักโหม เพื่อลดความเสี่ยงไขมันพอกตับและภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ การชั่งน้ำหนักทุก 2–4 สัปดาห์ พร้อมปรับทีละน้อยจะปลอดภัยกว่า
การให้อาหาร “สูตรเดียว ปริมาณเท่ากัน” กับแมวทุกตัวในบ้าน จึงมักไม่เวิร์ก เพราะร่างกายและระดับกิจกรรมของแต่ละตัวต่างกันชัดเจน
ตัวแปรด้านวัยและสุขภาพที่ต้องคำนึงถึง:
ลูกแมวต้องการพลังงานสูงกว่าตามสัดส่วนตัว
แมวตั้งท้องหรือให้นมต้องเพิ่มพลังงานอย่างมีแบบแผน
แมวสูงวัยต้องดูทั้งน้ำหนักและโรคประจำตัวควบคู่กัน
แมวอ้วนต้องค่อยๆ ลดปริมาณ ไม่เปลี่ยนแบบหักดิบ
ก่อนตักใส่ชาม ต้องอ่านฉลากให้เป็น
ฉลากอาหารแมวคือ “แผนที่ลับ” ที่เจ้าของหลายคนมองข้าม ทั้งที่บนฉลากมีข้อมูลสำคัญอยู่ครบ ไม่ว่าจะเป็น
พลังงานต่อหน่วย (เช่น kcal/100 g)
ส่วนผสมและคุณภาพโปรตีน/ไขมัน
คำแนะนำปริมาณต่อวัน (ที่มักเป็นค่า “กลางๆ” ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว)
การอ่านฉลากอย่างครบถ้วนช่วยให้เราปรับปริมาณได้ยืดหยุ่นขึ้น เช่น ถ้าเลือกสูตรที่โปรตีนดี ไขมันเหมาะสม พลังงานหนาแน่น อาจไม่ต้องให้ในปริมาณมาก แต่แมวยังได้พลังงานเพียงพอ
อีกจุดที่ต้องดูคือ “ความชื้น” โดยเฉพาะอาหารเปียก แม้อิ่มเร็วแต่ให้พลังงานน้อยกว่าอาหารเม็ด หากบ้านไหนผสมทั้งสองแบบ ต้องใช้ฉลากช่วยคิดพลังงานรวม แล้วค่อยกำหนดสัดส่วนให้ลงตัว
สุดท้าย ต่อให้ทำตามฉลากเป๊ะก็ยังไม่จบ เพราะร่างกายแมวแต่ละตัวตอบสนองไม่เหมือนกัน ต้องคอยสังเกต ถ้ากินเท่าฉลากแล้วน้ำหนักยังขึ้นหรือลง ควรขยับปริมาณทีละนิดจนเจอตัวเลขที่ใช่สำหรับแมวของเราเอง
เทคนิคอ่านฉลากแบบเจ้าของมือโปร:
ตรวจพลังงานต่อหน่วยก่อนทุกครั้ง
เทียบคำแนะนำบนฉลากกับน้ำหนักตัวจริงของแมว
ส่องส่วนผสมโปรตีนและไขมันว่าอยู่ในระดับดี
อย่าลืมปรับตามพฤติกรรมกินและผลลัพธ์จริงในชีวิตประจำวัน
แบ่งมื้อยังไงให้แมวอิ่มกำลังดี ไม่เครียด ไม่อ้วน
ธรรมชาติของแมวคือชอบกินบ่อยๆ แต่ครั้งละน้อย การแบ่งมื้อเป็น 2–3 มื้อ หรือมากกว่านั้นต่อวัน จะช่วยคุมปริมาณรวมได้ดี และป้องกันการ “กินรวบมื้อเดียว” จนเกินพลังงานที่ต้องการ
เครื่องมือที่ควรมีติดบ้านคือ:
ชามตวงที่มีขีดบอกปริมาณชัดเจน
หรือเครื่องชั่งดิจิทัลสำหรับชั่งกรัมอาหาร
เมื่อใช้เครื่องมือเหล่านี้ เราจะสามารถคุมปริมาณอาหารแมวต่อวันได้แม่นกว่าใช้สายตากะเอาแบบเดาๆ
บางบ้านเลือกใช้เครื่องให้อาหารอัตโนมัติ ก็ถือว่าเป็นผู้ช่วยที่ดีเรื่องเวลาและปริมาณ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถแทนการสังเกตสุขภาพแมวได้ เจ้าของยังต้องดูอุจจาระ รูปร่าง น้ำหนัก และพฤติกรรมควบคู่ไปเสมอ
แนวคิดสำคัญเรื่องการแบ่งมื้อ:
แบ่งเป็นมื้อเล็กๆ หลายครั้งต่อวัน แมวแฮปปี้ ระบบย่อยก็สบาย
ใช้ชามตวงหรือเครื่องชั่งแทนการเดาด้วยสายตา
เครื่องให้อาหารช่วยได้เรื่องเวลา แต่ไม่ช่วยประเมินสุขภาพ
พยายามยึดเวลาให้อาหารให้คงที่ ลดความเครียดและการร้องงอแง
เช็กยังไงว่าแมวได้เยอะไปหรือน้อยไป
การสังเกตว่าควรเพิ่มหรือลดอาหารไม่จำเป็นต้องใช้สัญชาตญาณอย่างเดียว เราสามารถใช้ทั้งตัวเลขและสายตาช่วยกันได้
เริ่มจาก:
ชั่งน้ำหนักแมวทุก 2–4 สัปดาห์
ใช้แผนภาพ “คะแนนภาวะโภชนาการ (Body Condition Score – BCS)” ช่วยประเมินรูปร่าง
ถ้าคลำซี่โครงไม่ค่อยได้ มีพุงหย่อน หรือท้องกลมชัด แปลว่าพลังงานที่ได้รับมากเกินไป ควรลดปริมาณลงทีละ 5–10% แล้วติดตามผล
ในทางกลับกัน ถ้าคลำซี่โครงและกระดูกสันหลังได้ชัดเกินไป หรือเห็นโครงกระดูกเด่น แสดงว่าอาจได้รับพลังงานไม่พอ หรือมีโรคบางอย่างซ่อนอยู่ ควรเพิ่มอาหารหรือพาไปตรวจ
อย่าลืมดู “พฤติกรรม” ร่วมด้วย หากแมวกินหมดชามเร็วมาก แล้วเดินร้องขออาหารทั้งวัน แม้อาจเป็นนิสัย แต่ก็อาจสะท้อนว่าปริมาณน้อยไปหรือสูตรอาหารไม่ค่อยอิ่มท้อง
การเฝ้าดูและจดบันทึกเป็นช่วงๆ จะช่วยให้เราปรับปริมาณได้อย่างเป็นระบบ ไม่ต้องเปลี่ยนแบบมั่วๆ
สัญญาณที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษ:
น้ำหนักขยับขึ้นต่อเนื่องหลายสัปดาห์
รูปร่างท้องกลม คลำซี่โครงลำบาก
เริ่มผอมลง กินไม่หมด ซูบ หรือดูโทรมลง
พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมแบบผิดสังเกต
แมวป่วย ทำหมัน และแมวเลี้ยงในบ้านล้วน: กลุ่มที่ต้องดูใกล้ชิด
ไม่ใช่แมวทุกตัวที่จะใช้หลักทั่วไปได้เหมือนกัน โดยเฉพาะ 3 กลุ่มนี้ที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
แมวทำหมันแล้ว: โดยเฉลี่ยการเผาผลาญจะลดลงราว 20–30% หากยังให้ปริมาณเท่าเดิม น้ำหนักจะค่อยๆ ขึ้น จึงมักต้องลดปริมาณอาหารหรือเปลี่ยนเป็นสูตรพลังงานต่ำลง
แมวที่เลี้ยงในบ้านล้วน: ขยับตัวน้อยกว่าหรือไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย กิจกรรมต่ำ พลังงานที่ใช้จริงจึงน้อย ต้องช่วยเพิ่มกิจกรรม เช่น เล่นไล่ของเล่น ปีนคอนโดแมว หรือคุมปริมาณอาหารให้รัดกุมขึ้น
แมวป่วยหรือช่วงพักฟื้น: โดยเฉพาะโรคไต เบาหวาน หรือตับ ควรทำตามคำแนะนำของสัตวแพทย์เป็นหลัก เพราะไม่ใช่แค่ “ปริมาณ” ที่สำคัญ แต่ “องค์ประกอบโภชนาการ” ก็มีผลต่อการฟื้นตัวมาก
บางครั้งแมวป่วยจะกินน้อยลงจนไม่ถึงพลังงานขั้นต่ำ เจ้าของอาจต้องแบ่งเพิ่มมื้อ ใช้อาหารพลังงานสูง หรือเทคนิคกระตุ้นความอยากอาหาร แต่ทุกอย่างควรทำภายใต้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อลดความเสี่ยงผลข้างเคียงที่ไม่คาดคิด
ข้อควรคิดเมื่อเจอกรณีพิเศษ:
แมวทำหมันควรลดพลังงานลงจากช่วงก่อนทำ
แมวเลี้ยงในบ้านต้องเพิ่มเวลาเล่น หรือคุมปริมาณให้รัดกุม
แมวป่วยห้ามปรับอาหารเอง ควรคุยกับสัตวแพทย์ก่อนเสมอ
แมวในช่วงพักฟื้นควรแบ่งมื้อให้บ่อยขึ้น แต่อย่าลืมดูพลังงานรวมด้วย
ทดลองคำนวณปริมาณแบบง่ายๆ สำหรับเจ้าของบ้าน
มาลองดูตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น สมมติว่า:
แมวโตเต็มวัย ทำหมันแล้ว น้ำหนัก 4 กิโลกรัม
ต้องการพลังงานต่อวันราว 180–200 kcal
อาหารเม็ดที่ใช้มีพลังงาน 350 kcal ต่อ 100 กรัม
เท่ากับแมวควรได้รับอาหารเม็ดประมาณ 55–60 กรัมต่อวัน แบ่งเป็น 2–3 มื้อ แล้วค่อยดูน้ำหนักและรูปร่างในช่วง 2–4 สัปดาห์ถัดไปว่าควรเพิ่มหรือลด
ถ้าอยากเติมอาหารเปียกเข้าไป เช่น
อาหารเปียก 80 กรัม ให้พลังงาน 70 kcal
เราก็สามารถลดปริมาณอาหารเม็ดลง แล้วให้สองอย่างรวมกันยังอยู่ในช่วงเป้าหมาย 180–200 kcal จะได้ทั้งความหลากหลาย ความอร่อย และยังคุมพลังงานได้อยู่ในเส้นปลอดภัย
ขั้นตอนคิดตัวอย่างแบบเป็นขั้นเป็นตอน:
คำนวณพลังงานที่แมวต้องการต่อวันให้คร่าวๆ
แปลงจาก kcal เป็น “กรัมของอาหาร” ตามค่าบนฉลาก
แบ่งมื้อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของแมวและตารางเวลาเจ้าของ
ชั่งน้ำหนัก ติดตามผล แล้วค่อยปรับทุก 2–4 สัปดาห์
กับดักยอดฮิตที่ทำให้แมวน้ำหนักพุ่งแบบไม่รู้ตัว
พฤติกรรมเล็กๆ ของเจ้าของ สามารถทำให้ปริมาณหลุดแบบไม่รู้ตัวอยู่บ่อยครั้ง ลองเช็กดูว่าตัวเองเข้าข่ายข้อไหนบ้าง:
ใช้ “สายตา” ตัก ไม่เคยใช้ชามตวงหรือเครื่องชั่ง
ให้ขนมบ่อย เพราะเห็นชิ้นเล็กเลยคิดว่า “ไม่เป็นไรหรอก” แต่สะสมพลังงานเพียบ
ปล่อยอาหารทิ้งไว้ทั้งวัน (Free-feeding) จนควบคุมปริมาณไม่ได้
เปลี่ยนยี่ห้อหรือสูตรอาหารบ่อยๆ โดยไม่ดูพลังงานต่อหน่วยและไม่มีแผนที่ชัดเจน
ถ้าอยากลดข้อผิดพลาดเหล่านี้ ให้ยึดหลักง่ายๆ ว่า ประเมิน – ปรับ – ติดตาม เป็นรอบๆ จะช่วยให้ปริมาณอาหารต่อวันคงที่เหมาะสมต่อสุขภาพในระยะยาว
กับดักที่ควรหลีกเลี่ยงให้ไกล:
ตวงอาหารจากความเคยชิน ไม่ใช้เครื่องมือช่วย
ขนมมากไปจนแซงปริมาณอาหารหลัก
ให้อาหารวางไว้ทั้งวันจนแมวหยิบกินได้ตลอดเวลา
เปลี่ยนสูตรไปเรื่อยๆ โดยไม่คิดเรื่องพลังงานรวม
สรุปภาพใหญ่: คุมปริมาณให้ลงตัว แล้วตามดูต่อเนื่อง
การหาคำตอบว่า “แมวเราควรกินเท่าไหร่ต่อวัน” ไม่ใช่เรื่องเดาสุ่ม แต่เป็นกระบวนการที่อาศัยข้อมูลและการสังเกตควบคู่กัน
เริ่มจากเข้าใจร่างกายแมว พลังงานที่ต้องใช้ต่อวัน อายุ น้ำหนัก ไลฟ์สไตล์ และสุขภาพ จากนั้นใช้ 3 เครื่องมือหลักให้เป็น:
การอ่านฉลากอาหารอย่างมีสติ
การคำนวณพลังงานและแปลงเป็นปริมาณอาหารคร่าวๆ
การชั่งน้ำหนักและเช็กรูปร่างอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อปริมาณเริ่มนิ่งและผลลัพธ์ออกมาดี งานของเจ้าของยังไม่จบ แต่เปลี่ยนเป็นการ “ดูแลต่อเนื่อง” ปรับทีละนิดเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง เช่น แมวอ้วนขึ้น ผอมลง ทำหมัน หรืออายุมากขึ้น
ท้ายที่สุด แมวแต่ละตัวมีบุคลิกและนิสัยกินไม่เหมือนกัน การใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ เช่น การแบ่งมื้อ เวลาให้อาหาร การเล่นออกกำลังกายในบ้าน จะช่วยให้แมวของเรามีพลังงานพอเหมาะ รูปร่างสมส่วน สุขภาพดี และอยู่กับเราอย่างมีความสุขไปได้อีกยาวๆ

