รับแอปรับแอป

จากเวทีสู่วาทกรรม: เมื่อ “เลือดสุพรรณ” กลายเป็นคำปลุกใจที่จบด้วยความตาย

สกล วิริยะกิจ01-31

ทำไมคำว่า “เลือดสุพรรณ” ถึงฮิตเวลาชวนคนลุกขึ้นร่วมมือ?

เวลาได้ยินประโยคแนวๆ ว่า “เลือดสุพรรณไปไหนไปกัน” หรือ “เลือดสุพรรณไม่ทิ้งกัน” หลายคนอาจอินกับความหมายเรื่อง ความร่วมมือและความสามัคคี แต่เบื้องหลังคำนี้ จริงๆ แล้วมาจากละครเพลงเรื่องหนึ่งบนเวที ที่ตอนจบไม่ได้สวยงามเลย

คำถามคือ คำว่า “เลือดสุพรรณ” ถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์ปลุกใจได้อย่างไร ทั้งที่ในเนื้อเรื่อง ทุกคนตายเรียบ?

จุดกำเนิด “เลือดสุพรรณ” บนเวทีละครเพลง

“เลือดสุพรรณ” เป็นละครเพลงเรื่องแรกของหลวงวิจิตรวาทการ ที่ใช้เวลาเตรียมงานยาวนานถึง 2 ปี ก่อนเปิดการแสดงครั้งแรกในปี 2479

ผู้ประพันธ์ตั้งใจให้เรื่องนี้เป็นละครสงครามระหว่างไทยกับพม่า เพื่อสร้างอารมณ์ร่วมเรื่อง “ชาติ ศัตรู และการต่อสู้” ในแบบที่ผู้ชมยุคนั้นเข้าถึงได้ง่าย

ทำไมต้อง “พม่า” และทำไมต้อง “สุพรรณบุรี”

หลวงวิจิตรวาทการ เลือกให้พม่าเป็นฝ่ายร้าย เพราะในความรับรู้ของคนไทย เวลาพูดถึง “ศัตรูทางประวัติศาสตร์” มักจะนึกถึงพม่าก่อนเสมอ จึงเหมาะจะเป็นคู่สงครามบนเวทีละคร

ส่วนการเลือกให้ เมืองสุพรรณ เป็นฉากหลักของเรื่อง ก็ไม่ใช่แค่เลือกเมืองสุ่มๆ แต่เพราะพื้นที่นี้ผูกโยงอยู่กับประวัติศาสตร์สงคราม

  • เส้นทางเดินทัพจากด่านเจดีย์สามองค์ เข้ากาญจนบุรี แล้วมุ่งหน้าต่อมายังเมืองสุพรรณ ถือเป็นแนวทางสำคัญก่อนบุกเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา

  • ดอนเจดีย์ในสุพรรณบุรี ยังมีการกำหนดซากเจดีย์แห่งหนึ่งให้เป็นอนุสรณ์การชนช้าง ระหว่างพระนเรศวรกับพระมหาอุปราช ในศึกประกาศอิสรภาพของอยุธยา

ด้วยฉากหลังแบบนี้ เมืองสุพรรณจึงกลายเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วย “กลิ่นอายการต่อสู้” เหมาะอย่างยิ่งจะถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ “เลือดนักสู้” บนเวทีละคร

ละครที่ไม่ได้ผูกมัดกับพงศาวดาร

แม้จะใช้สงครามไทย-พม่าเป็นฉาก แต่เนื้อหาของ “เลือดสุพรรณ” ไม่ได้ผูกติดกับเหตุการณ์ในพงศาวดารจริงๆ

ผู้ประพันธ์ตั้งใจให้เรื่องมีลักษณะเหนือกาลเวลา จึงไม่ต้องระบุยุคสมัยชัดๆ ไม่ต้องอ้างชื่อกษัตริย์ทั้งสองฝ่าย และไม่จำเป็นต้องใช้ราชาศัพท์ในบทสนทนา

ด้วยวิธีนี้ ทำให้ละครเรื่องนี้สามารถถูกหยิบกลับมาเล่นซ้ำได้เรื่อยๆ โดยไม่รู้สึกเก่า และเปิดช่องให้ตีความใหม่ตามบริบททางการเมืองและสังคมในแต่ละยุคสมัย

ไม่ใช่ “เลือดบางระจัน” หรือ “เลือดอยุธยา” ทำไมต้องเป็น “เลือดสุพรรณ”

หากมองจากมุมประวัติศาสตร์การต่อสู้ร่วมกัน หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมชื่อที่ถูกยกขึ้นมาเป็นคำปลุกใจจึงไม่ใช่ เลือดบางระจัน หรือ เลือดอยุธยา ทั้งที่กรณีเหล่านั้นก็เป็นสัญลักษณ์ความเสียสละร่วมสู้กับพม่าเหมือนกัน

คำตอบอยู่ที่ว่า “เลือดสุพรรณ” ถูกสร้างขึ้นในฐานะวาทกรรมและละครเวที ที่เปิดพื้นที่ให้ตีความได้กว้างกว่า ไม่ถูกล็อกด้วยเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จึงลอยตัวขึ้นไปอยู่ในระดับคำปลุกใจเชิงสัญลักษณ์ได้ง่ายกว่า

โครงเรื่อง: ความรัก ทหารพม่า และการลุกขึ้นสู้

เนื้อหาของละครเป็นเรื่องสมมุติ ผูกเรื่องด้วยทั้ง สงครามและความรัก

เมื่อกองทัพพม่าบุกเข้ามาในดินแดนไทยในอดีต ชาวเมืองสุพรรณถูกจับไปเป็นเชลย ทำงานเยี่ยงทาส ถูกทหารพม่าทารุณและรังแกอย่างโหดร้าย

แต่พระเอกของเรื่องกลับเป็น ทหารพม่า เช่นกัน แถมยังเป็นลูกแม่ทัพ ทว่าเขาไม่ทนเห็นความอยุติธรรม จึงเข้ามายุติการกระทำอันทารุณของพวกเดียวกันเอง

ฝ่ายนางเอก เป็นลูกสาวเชลยไทยที่ถูกจับตัวมา นางเอกจึงวิงวอนให้พระเอกช่วยปลดปล่อยเชลยไทย พระเอกที่หลงรักนางเอก ก็ยอมทำตามคำขอ พาเชลยไทยไปหลบซ่อนให้พ้นอันตราย

หลังจากนั้น นางเอกตัดสินใจย้อนกลับไปหาเขาเพื่อร่วมรับโทษ แต่ทุกอย่างสายเกินไป เพราะพระเอกถูกลงโทษประหารชีวิตไปแล้ว

เมื่อกลับมาหาพ่อแม่ นางเอกก็ต้องพบกับความสูญเสียอีกครั้ง เพราะทั้งสองถูกฝ่ายพม่าลอบฆ่าเพื่อแก้แค้น นั่นกลายเป็นชนวนให้เธอตัดสินใจลุกขึ้นสู้

จุดเดือดของเรื่อง: ชวนลุกขึ้นสู้ในนาม “เลือดสุพรรณ”

หลังผ่านความสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางเอกจึงรวบรวมผู้คนให้ลุกขึ้นต่อสู้กับทหารพม่า ด้วยอาวุธเท่าที่หาได้ และทักษะการรบในแบบชาวบ้านที่ไม่ใช่ทหารอาชีพ

บรรยากาศการต่อสู้ครั้งนี้ ถูกส่งพลังผ่านเพลงปลุกใจที่กลายเป็นตำนาน โดยเฉพาะท่อนสร้อยในเพลง “เลือดสุพรรณ” ซึ่งหลวงวิจิตรวาทการเป็นผู้ประพันธ์ขึ้นเองเช่นกัน

ท่อนที่ร้องซ้ำๆ จนติดหูคือ

“มาด้วยกัน มาด้วยกัน เลือดสุพรรณเอ๋ยเลือดสุพรรณ เข้าประจันอย่าได้พรั่นเลย”

ท่อนสั้นๆ นี้สะท้อนความหมายชัดเจนว่า ให้มาด้วยกัน ร่วมสู้ไปด้วยกัน อย่ากลัวหน้าไหนทั้งนั้น จึงไม่น่าแปลกที่ครั้งหนึ่ง เพลงนี้เคยถูกใช้เป็นเพลงปลุกใจจนติดปากคนทั้งบ้านทั้งเมือง

จากจุดนี้เอง ที่คำว่า “เลือดสุพรรณ” เลยถูกยกขึ้นมาเป็น สัญลักษณ์ของการร่วมมือ ร่วมสู้ และความไม่หวั่นเกรง

ตอนจบที่หลายคนอาจลืม: ร่วมมือกันแค่ไหน สุดท้ายก็ตายหมด

แม้พลังของเรื่องจะอยู่ที่การชวนคนลุกขึ้นสู้แบบไม่กลัวตาย แต่ในละคร เวลาตัดภาพมาที่ผลลัพธ์ของการต่อสู้ มันกลับไม่ได้จบอย่างฮีโร่ชูธงชัย

เมื่อฝ่ายนางเอกลุกขึ้นรบด้วยศักยภาพแบบชาวบ้าน ผลการต่อสู้ในเรื่องคือ แพ้ยับเยินต่อทหารพม่า และไม่ใช่แค่พ่ายแพ้ธรรมดา แต่ทุกคนรวมถึงนางเอก ตายหมดทั้งฝ่าย

นี่แหละคือจุดหักมุมสำคัญของคำปลุกใจว่า “เลือดสุพรรณ” เพราะเบื้องหลังคำที่ใช้เชิญชวนให้ร่วมมือสามัคคีกันนั้น จริงๆ แล้วตอนจบของเรื่องคือ ความตายแบบยกทีม

เวลามีคนพูดว่า “เลือดสุพรรณ…” ควรนึกถึงอะไร

เมื่อเข้าใจโครงเรื่องทั้งหมดแล้ว เวลามีใครชวนคุณไปร่วมทำอะไรสักอย่าง แล้วพูดนำมาด้วยคำว่า

“เลือดสุพรรณ…”

อาจต้องลองถามตัวเองในใจเบาๆ ว่า

เลือดสุพรรณในแบบที่เขาหมายถึงนั้น คือการร่วมมือสามัคคีแบบไหน?

เพราะถ้าถอยกลับมาดูจากต้นฉบับละคร เวลาพูดถึง “เลือดสุพรรณ” นั่นหมายถึงการร่วมมือสามัคคีที่ ยืนหยัดสู้จนถึงที่สุด แม้รู้ว่าปลายทางคือความตาย

ภาพจำในวันนี้จึงเหลือเพียงพลังคำปลุกใจ แต่รายละเอียดของตอนจบกลับถูกกลบหายไปตามกาลเวลา

“เลือดสุพรรณ” จึงเป็นทั้งคำที่ชวนฮึกเหิม และในอีกมุมหนึ่ง ก็เป็นคำเตือนเบาๆ ว่า การร่วมมือกันอย่างสุดใจ บางทีก็อาจพาเราไปสู่ฉากจบที่ไม่มีใครรอดเลยเช่นกัน