จากทุ่งบางกะปิสู่แสงไฟเวที
วรรณกรรมอมตะ “แผลเก่า” ของ ไม้ เมืองเดิม กลับมาเรียกน้ำตาคนดูอีกครั้งในวาระ 120 ปีชาตกาลผู้ประพันธ์ แต่คราวนี้ไม่ได้มาในรูปแบบหนังหรือละครทีวี หากถูกยกระดับเป็น ละครเพลงเต็มรูปแบบบนเวที โดย Dreambox Theatre ภายใต้ชื่อ “แผลเก่า เดอะ มิวสิคัล”
จากตำนานรักของ ขวัญ-เรียม ที่โลดแล่นผ่านหน้าหนังสือและแผ่นฟิล์ม มาถึงวันที่ถูกตีความใหม่บนเวทีร่วมสมัย แต่ยังคงหัวใจเดิมของเรื่องเอาไว้ครบทั้งประเด็น ปิตาธิปไตย ชนชั้น ความเหลื่อมล้ำระหว่างบ้านนอก-เมืองกรุง และคำถามเรื่องทางเลือกของชีวิต
แผลเก่า: จากตัวหนังสือสู่ภาพจำชาติ
นวนิยาย “แผลเก่า” ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2479 ในนามปากกา ไม้ เมืองเดิม (ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา) ก่อนจะถูกสร้างซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรูปแบบภาพยนตร์และละครโทรทัศน์จนกลายเป็นหนึ่งใน “ภาพจำร่วม” ของสังคมไทย
เวอร์ชัน พ.ศ. 2483 และ 2497 วางรากให้เรื่องราวของขวัญ-เรียมเป็นที่รู้จักในวงกว้าง
เวอร์ชัน พ.ศ. 2520 ฝีมือกำกับของ เชิด ทรงศรี กลายเป็นตำนาน ทั้งด้านรายได้ คุณภาพงานสร้าง และการแสดงของ สรพงษ์ ชาตรี – นันทนา เงากระจ่าง
หนังฉบับนี้กวาดรางวัล ทั้งรางวัลพระสุรัสวดี และเกียรติยศ “ภาพยนตร์เชิดชูเอกลักษณ์ไทยยอดเยี่ยม” รวมทั้งไปไกลถึงรางวัลต่างประเทศอย่าง Grand Prix จาก Festival des 3 Continents ที่ฝรั่งเศส
ปี 2541 ถูกคัดเลือกเป็นหนึ่งใน 360 ภาพยนตร์คลาสสิกของโลก และในปี 2554 ได้ขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกภาพยนตร์ของชาติ”
กระแสความสำเร็จเหล่านี้ไม่เพียงทำให้ “แผลเก่า” เป็นหนังรักระดับตำนาน แต่ยังผลักให้มันกลายเป็น สัญลักษณ์การเล่าเรื่องคนตัวเล็กในโครงสร้างสังคมไทย
แผลเก่า: รัก ชนชั้น และโลกของผู้ชายเป็นใหญ่
“แผลเก่า” ไม่ได้เป็นเพียงรักโศกเมโลดราม่า แต่คือภาพสะท้อน โครงสร้างอำนาจ ที่กดทับผู้คน โดยเฉพาะผู้หญิง
วรรณกรรมของไม้ เมืองเดิม ชี้ให้เห็นชะตากรรมของ ขวัญ-เรียม ในฐานะตัวแทนชนชั้นล่างที่ต้องเผชิญอำนาจจากทุกทิศ ทั้งพ่อแม่ ผู้ใหญ่บ้าน นายทุน และระบบชายเป็นใหญ่
ทุ่งบางกะปิถูกวางให้เป็นพื้นที่ที่ชนกับสิ่งที่เรียกว่า “ความเจริญ” ในเมืองหลวง โลกของกรุงเทพฯ ที่ดูสูงส่งแต่ปิดประตูใส่ “คนชายขอบ” อย่างขวัญ
เรื่องนี้ตั้งคำถามแบบ Melodrama ที่คมกว่าที่คิด—ระหว่างความฝันเรื่องชีวิตใหม่ กับ ความภักดีต่อรักเก่าและคำสาบาน มันมีคำตอบที่ถูกต้องจริงหรือไม่
“แผลเก่า” จึงกลายเป็นเรื่องอมตะ เพราะมันทิ้งคำถามปลายเปิดว่า ใครกันแน่ที่ควรกำหนดบทบาทชีวิตของเรา—ตัวเราเอง หรือโครงสร้างสังคม
การเผาเรือของสมชายในตอนจบ ไม่ใช่เพียงฉากอารมณ์ แต่คือการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของชายหนุ่มตัวเล็ก ๆ ที่ สู้ไม่ได้กับ “อำนาจเหนือกว่า” ที่มาพร้อมปืนและโฉนด
Dreambox Theatre และภารกิจเสี่ยงตาย: ทำ “แผลเก่า” ให้กลายเป็นมิวสิคัล
ปี 2568 เป็นปีที่ “แผลเก่า” ถูกพาข้ามพรมแดนครั้งใหญ่ จากหนังขึ้นหิ้งสู่ ละครเพลง Sung-through ที่ทั้งเรื่องเดินด้วยเพลงแทบทั้งหมด รวมแล้วถึง 32 เพลง
ผู้อยู่เบื้องหลังคือ Dreambox Theatre ทีมละครคุณภาพที่เคยปลุกชีวิตให้กับ “คู่กรรม เดอะ มิวสิคัล”, “แม่นาค เดอะ มิวสิคัล”, “นางพญางูขาว เดอะ มิวสิคัล”, “ซ้อน A New Musical”, “น้ำเงินแท้ เดอะ มิวสิคัล” และ “พินัยกรรมของหญิงวิกลจริต เดอะ มิวสิคัล”
ใน “แผลเก่า เดอะ มิวสิคัล” พวกเขาตัดสินใจไม่พึ่งพาเพลงเก่าที่กลายเป็นตำนานอยู่แล้ว แต่เลือกทาง “เขียนใหม่หมด” ทั้งเนื้อร้องและดนตรี เพื่อให้เข้ากับการตีความเรื่องใหม่
ทีมงานหลัก
บทประพันธ์เดิม: ไม้ เมืองเดิม
บทละครและคำร้อง: ดารกา วงศ์ศิริ
กำกับการแสดง: สุวรรณดี จักราวรวุธ
เพลงและดนตรี: ไกวัล กุลวัฒโนทัย, สุธี แสงเสรีชน, ภูดินันท์ ดีสวัสดิ์มงคล
ฝึกสอนร้อง / กำกับการร้อง: ใจรัตน์ พิทักษ์เจริญ
อำนวยเพลง: ดำริห์ บรรณวิทยกิจ
ออกแบบแสง: ฉลาดเลิศ ตุงคะมณี
ออกแบบฉากและเทคนิค: ศุภธนิศร์ ฐิตะชัยสิทธิ์
ทีมนักแสดงนำ
ขวัญ: เขมวัฒน์ เริงธรรม
เรียม: สยาภา สิงห์ชู
รัดเกล้า อามระดิษ, นนทิยา จิวบางป่า, มนตรี เจนอักษร, ธรรพ์ณธร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา, ทรงสินธ์ ศิริคุณารัศม์, ดิษย์กรณ์ ดิษยนันทน์ ฯลฯ
การคัดเลือกนักแสดงยึดหลัก “ต้องร้องได้ก่อนจะเล่นได้” เพราะในโลกของ Sung-through musical นักแสดงแทบไม่มีที่ให้หลบหลังบทพูดอีกต่อไป
โลกของเรียม: เมื่อลูกสาวชาวนาได้พบทางเลือกใหม่
หัวใจของมิวสิคัลเวอร์ชันนี้คือ การเล่า “โลกของเรียม” ให้ชัดขึ้นกว่าทุกเวอร์ชันที่ผ่านมา
ท้องทุ่งบางกะปิ คือบ้านของ ขวัญ และ เรียม ที่เติบโตมาพร้อมกันท่ามกลางความเป็นศัตรูของสองครอบครัว – พ่อของเรียม เรือง กับ ผู้ใหญ่เขียน พ่อของขวัญ ที่ไม่ถูกกันมาตั้งแต่รุ่นก่อน
เมื่อ จ้อย หนุ่มฐานะดีมีอิทธิพลในหมู่บ้านหลงรักเรียมและต้องการบังคับแต่งงาน แต่เรียมรักขวัญ เรื่องราวเลยลุกลามจนขวัญต้องฟันหน้าจ้อยคืน จนจ้อยอับอายหนีไป แต่ไม่ลืมทิ้งหมากสำคัญไว้ด้วยการยุให้กำนันเรือง ขายเรียมขัดดอก ให้ญาติคือ คุณนายทองคำ เศรษฐีนีที่บางกอก แลกกับโฉนดที่นา
จากนั้นชีวิตเรียมพลิกผัน
เธอถูกนำขึ้นกรุงเทพฯ ไปอยู่ในบ้านคุณนายทองคำ
เพราะหน้าตาคล้าย โฉมยง ลูกสาวที่เพิ่งตายไป คุณนายจึงรับเรียมเป็นเหมือนลูกบุญธรรม
เรียมได้ทั้งการศึกษา ความสะดวกสบาย และความรักแบบที่ไม่เคยได้จากท้องทุ่ง
โลกใหม่เข้ามาแทนที่ภาพคันนาและกลิ่นโคลน แต่ ขวัญยังยืนอยู่ที่ทุ่งบางกะปิ คนเดียว ในอดีตใบเดิม
เมื่อเวลาผ่านไปสามปี แม่เริ่มป่วยหนัก เรียมต้องกลับทุ่งบางกะปิและได้พบขวัญอีกครั้ง ความรักปะทุขึ้นใหม่ แต่เธออยู่กึ่งกลางระหว่าง “โอกาส” กับ “ความภักดี”
ขวัญยังยึดมั่นในคำสาบานเก่า
เรียมกลับมาพร้อมความลังเล เพราะรู้ว่าค่านิยมสังคมใหม่มีราคาที่เธอต้องจ่าย
คืนสุดท้ายก่อนเรียมกลับบางกอก ขวัญลอบเผาเรือของสมชายเพื่อต้านโชคชะตา แต่กลับถูกตามล่ายิงจนบาดเจ็บสาหัสและไปสิ้นใจแถบคลองแสนแสบ เรียมจึงตัดสินใจ กระโจนตามรักแท้ในวินาทีสุดท้าย
ดารกา วงศ์ศิริ: จากหนังเชิด ทรงศรี สู่การถามหาคำว่า “ทางเลือก”
สำหรับคนเขียนบท ดารกา วงศ์ศิริ ประตูสู่ “แผลเก่า” คือการดูหนังเวอร์ชันเชิด ทรงศรี ที่ทำให้เธอทั้งประทับใจและเศร้าจับใจ ก่อนจะกลับไปอ่านนวนิยายอย่างจริงจังเมื่อถึงเวลาต้องเขียนบทละครเพลง
สิ่งที่เธอค้นพบคือ “เรียมในหนังสือ” ลึกกว่าภาพจำที่คนไทยคุ้นเคยมาก
นวนิยายบรรยาย ความคิดและความรู้สึกของเรียมอย่างละเอียดและซับซ้อน
เรียมในทุ่งบางกะปิคือเด็กผู้หญิงชาวนาที่ถูกคาดหวังให้เชื่อฟังและทดแทนบุญคุณพ่อแม่ แม้จะต้องแลกด้วยการถูกขายไปขัดดอก
ที่กรุงเทพฯ เธอได้รับทุกอย่าง – บ้านดี การศึกษา ความรัก และโอกาส ขณะที่ขวัญยังติดแช่ในปัจจุบันอันเดียวดายที่ทุ่งบางกะปิ
ดารกาชวนผู้ชมลองสวมรองเท้าของเรียมและถามตัวเองว่า:
ระหว่างความก้าวหน้าในชีวิต กับรักแรกในอีกโลกหนึ่ง หากเป็นเรา…เราจะเลือกอะไร?
สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องจากบ้าน จากครอบครัว หรือจากบ้านเกิดเข้ามาในเมือง เรื่องของเรียมจึงไม่ใช่แค่ “นางเอกหลายใจ” อีกต่อไป แต่คือ ภาพจำลองทางเลือกของคนหนุ่มสาวไทย ที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างรากเก่าและโลกใหม่
ท้ายที่สุด ดารกาย้ำว่า “แผลเก่าไม่ใช่แค่รักอมตะของขวัญกับเรียม แต่คือเรื่องของโอกาส ทางเลือก และการตัดสินใจของทั้งสองคน”
เพลง “สัญญาหน้าเจ้าพ่อไทร”: คำสาบานที่ออกแบบมาเพื่อบาดใจ
หนึ่งในฉากและเพลงที่ถูกออกแบบมาให้คนดูจดจำ คือฉากคำสาบานหน้าต้นไทรกับเพลง “สัญญาหน้าเจ้าพ่อไทร” ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือน “ตราประทับ” ของรักสองคนนี้
เนื้อเพลงเต็มไปด้วยถ้อยคำท้าทายโชคชะตา
ขวัญและเรียมต่างขอให้ “มีอันเป็นไป” หากไม่ซื่อตรงต่อกัน
ในทางกลับกันก็วอนให้เจ้าพ่อต้นไทรปกปักคุ้มครองหากรักษาคำมั่น
ความรักในเพลงนี้จึงไม่ใช่แค่คำหวานแต่คือ คำสาบานที่พ่วงคำสาปไปด้วยในตัว ซึ่งยิ่งทำให้ฉากสุดท้ายของเรื่องเจ็บลึกขึ้นไปอีกชั้น
“น้ำใหม่ น้ำเก่า”: เมื่อเพลงรักกลายเป็นธีมของทั้งเรื่อง
หนึ่งในเพลงกุญแจของมิวสิคัลนี้คือ “น้ำใหม่ น้ำเก่า” ที่ขับร้องโดย เขมวัฒน์ เริงธรรม และ สยาภา สิงห์ชู เพลงนี้ไม่ได้เป็นแค่เพลงรัก แต่คือ Theme หลักของการตีความใหม่ทั้งเรื่อง
ในเพลงนี้เรียมกลัวว่ารักของขวัญจะเป็นเหมือนปลาในคลองที่เมื่อ “น้ำใหม่” ไหลมาก็พร้อมจะว่ายตามไป ทิ้ง “น้ำเก่า” ไว้ให้เน่าแห้งอยู่ข้างหลัง ขณะที่ขวัญยืนยันว่าไม่ว่าน้ำจะขึ้นลงกี่ครั้ง เขาจะ “ตายคาคลอง” ไม่ว่ายหนีไปไหน
เพลงนี้เปรียบเทียบอย่างแหลมคมระหว่าง
สิ่งเดิมที่เคยคุ้น (น้ำเก่า)
โอกาสและโลกใหม่ที่ไหลเข้ามา (น้ำใหม่)
โดยในโครงสร้างละครทั้งเรื่อง เพลงนี้ทำหน้าที่สะท้อนโจทย์ตั้งต้นของทีมสร้างว่า “ถ้าแผลเก่าในยุคนี้จะพูดเรื่องเก่า-ใหม่อย่างมีพลัง มันต้องพูดผ่านใจของเรียม”
จากเทปคาสเซ็ตสู่ยุคดิจิทัล: สุวรรณดีเล่าเส้นทางมิวสิคัลไทย
ผู้กำกับ สุวรรณดี จักราวรวุธ ย้อนเล่าพัฒนาการการทำละครเพลงของทีม Dreambox จากยุคเทปคาสเซ็ตจนถึงยุคไลน์และสไกป์
ยุคแรก ๆ การทำ guide demo คือการอัดเสียงลงเทปคาสเซ็ต พอร้องผิดต้องอัดใหม่ทั้งเพลง กว่าจะได้แต่ละแทร็กคือภารกิจทรหด
ละครหนึ่งเรื่องมีเพลงแค่ราว 13-15 เพลง แต่ใช้เวลาซ้อม 3–4 เดือน นักแสดงส่วนใหญ่เก่งการแสดงแต่ยังต้องฝึกหนักด้านร้องและเต้น
พอเข้าสู่ยุคซีดี ทุกอย่างเริ่มง่ายขึ้น แต่ทีมก็ต้อง burn แผ่นแจกนักแสดงทีละร้อย ๆ แผ่น โดยเฉพาะเหตุผลที่ Dreambox หันมาทำ Sung-through musical ตั้งแต่ “คู่กรรม” ซึ่งมีเพลงมากถึง 43 เพลง
เมื่อมาถึงยุคสมาร์ตโฟนและแอปฯ นักแสดงอัดเสียง ส่งไลน์ แชร์ไกด์กันเอง เช็คคีย์ผ่านแอปเปียโน ซ้อมประสานเสียงกันได้ทุกที่
แม้เทคโนโลยีจะช่วยลดขั้นตอน แต่สุวรรณดีย้ำว่า:
“ไม่ว่าจะยุคไหน ละครเวทีก็ยังเป็นศิลปะที่ต้องใช้คนจำนวนมากมาอยู่ร่วมกัน ณ ช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อสร้าง ‘ปรากฏการณ์’ ต่อหน้าคนดู”
นั่นคือเหตุผลที่การซ้อม การบริหารเวลา และการเคารพตารางของทุกฝ่ายยังเป็นหัวใจหลักของงานเวทีเสมอ
ตีโจทย์ “แผลเก่า” ใหม่: จากมุมขวัญสู่มุมของเรียม
สุวรรณดีบอกชัดว่า ทุกเวอร์ชันที่ผ่านมา “เข้าข้างขวัญ” แทบทั้งหมด คนดูรักและเห็นใจขวัญ แต่ไม่ค่อยมีใครได้ยินเสียงของเรียม
ดังนั้นเวอร์ชันมิวสิคัลนี้จึงเลือก “เล่าจากมุมเรียม” อย่างจริงจัง และดึงเอาประเด็นที่เคยซ่อนในนวนิยายออกมาวางไว้ด้านหน้า
โครงสร้างละครเริ่มจากตอนจบแล้วเล่าย้อนกลับไป เพื่อพาคนดูไปหาคำตอบว่า ทำไมสองคนนี้จึงต้องจบลงแบบนั้น
ทีมงานตัดสินใจไม่ทำให้เรื่องดูร่วมสมัยเกินไปจนหลุดจากกลิ่นทุ่งบางกะปิ แต่ก็ไม่ทิ้งความโรแมนติกและจริตของยุคปัจจุบัน
เป้าหมายคือให้ทั้งคนดูรุ่นใหญ่ที่มีภาพจำจากหนัง และคนดูรุ่นใหม่ที่ไม่รู้จัก “แผลเก่า” มาก่อน สามารถ เชื่อมใจเข้าหาเรื่องเดียวกันได้
สุวรรณดีเล่าอย่างตรงไปตรงมาว่า ก่อนจะเขียนบท เธอต้องตอบให้ได้ว่า
“เรื่องนี้จะให้อะไรกับคนดู?”
ไม่ใช่แค่เพราะทีมผู้สร้าง “ชอบ” แต่มันต้องคุ้มค่ากับแรงของทุกคนที่ทุ่มชีวิตให้โปรดักชัน
บทคือหัวใจ: จากหน้ากระดาษสู่จังหวะของเวที
สำหรับผู้กำกับ หัวใจของละครคือ “บท” ทุกฝ่ายใช้บทเป็น “ตัวตั้ง” ร่วมกัน
ฝ่ายฉากไม่เพียงอ่านบทละคร แต่กลับไปอ่านนวนิยายเก็บรายละเอียดทุกประโยค แล้วมาช่วยกันคิดว่าจะ เล่าด้วยภาพบนเวทีอย่างไร
โจทย์ใหญ่คือการสร้าง “magic” บนเวที ที่ต้องเกิดขึ้นจากจังหวะที่พอดีของบท แสง ฉาก และนักแสดง
เทคโนโลยีอย่างจอ LED ไม่ได้ถูกปฏิเสธเพราะไม่ทันสมัย แต่เพราะ “มันไม่ใช่ภาษาที่เหมาะกับเรื่องนี้” –โดยเฉพาะเมื่อต้นไทรไม่ได้เป็นแค่ฉากหลัง แต่เป็น “ตัวละคร” ที่ต้องมีชีวิตร่วมกับคนบนเวที
ในโลกของละครเพลง ทุกการเว้นช่วงของดนตรีคือพื้นที่ให้ตัวละคร
นักแสดงต้องรู้ว่า “เสียงดนตรีกำลังคิดอะไรอยู่” และตัวเองกำลังเปลี่ยนอารมณ์จากจุดไหนไปจุดไหน
นั่นทำให้การซ้อมละครเพลงกลายเป็นการประกอบจิ๊กซอว์ขนาดใหญ่ ที่ทุกชิ้นต้องลงล็อกตรงเวลา เพราะ วันเปิดการแสดงคือ deadline ที่ถอยหลังไม่ได้
เสียง: ศิลปะการ mix ที่มากกว่าความดัง
ละครเพลงที่ใช้เพลง 32 เพลงในเวลาไม่ถึงสามชั่วโมง จะ “พังหรือปัง” อยู่ที่เสียงอย่างมาก
โรงละครนี้ไม่มีหลุมวงดนตรี วงจึงต้องถูกวางไว้ด้านหลังเวที
งานของ Sound Engineer ไม่ใช่ทำให้ทุกอย่าง “ดัง” แต่ต้องทำให้คนดู ได้ยินเรื่องราวผ่านเสียงร้องชัดเจน ขณะที่ดนตรีทำหน้าที่เสริมอารมณ์
สุวรรณดีเล่าว่า ช่วงแรกเสียงเละจนเจ้าตัว “กลับไปนอนไม่หลับ” เพราะความ “toxic” ของ mix ที่ยังไม่บาลานซ์ จนกว่าจะหาจุดที่
ดนตรีไม่กลบคำ และคำไม่ทำให้ดนตรีหายไป
เมื่อถึงจุดนั้น คนดูจะถูกพาเข้าไปอยู่ในโลกของตัวละครแบบไม่รู้ตัว
การจัดการโปรดักชัน: ศาสตร์บริหารคนเท่า ๆ กับศิลปะ
เบื้องหลังเวที “แผลเก่า เดอะ มิวสิคัล” คือศึกใหญ่ด้านการจัดการ
งานซ้อม นักแสดง และงานช่างฉากต้องเดินคู่กันภายใต้ ตารางเวลาที่ทุกคนต้องเคารพอย่างเคร่งครัด
ต้นทุนโปรดักชันถูกประเมินว่าควรเป็นงานสเกลเล็ก แต่เมื่อรายละเอียดจริง ๆ เริ่มชัด กลายเป็นว่า งบฉากและเทคนิคบานกว่าที่คิดมาก
ทุกหน่วยต้องคิดถึง “คนถัดไป” ในสายการผลิต ถ้าหนึ่งฝ่ายช้า ทั้งสายงานจะชะงักตามไปด้วย
ท้ายที่สุด สุวรรณดีสรุปสั้น ๆ ว่า
หัวใจไม่ใช่ “งานของฉันจะออกมายังไง” แต่คือการบริหารให้ทั้งทีมไปถึงเส้นชัยพร้อมกัน
ฉาก ต้นไทร และกระสุนหยุดกลางอากาศ: Theatre Magic แบบบ้าน ๆ แต่ขลังจริง
ศุภธนิศร์: ทำให้เวทีดูเหมือนหนังโดยไม่ใช้จอ
ศุภธนิศร์ ฐิตะชัยสิทธิ์ ผู้ออกแบบฉากเล่าว่า จุดเริ่มต้นมาจากการอ่านบทแล้วรู้สึกว่า
“นี่มันหนังชัด ๆ”
จึงเกิดไอเดียว่าจะทำยังไงให้คนดูรู้สึกเหมือนกำลัง “ดูหนังอยู่ในโรงละคร”
ใช้ระบบ Turntable ไม่ใช่แค่เปลี่ยนฉาก แต่เป็นการ “เปลี่ยนมุมกล้อง” ให้คนดู มีความรู้สึกเหมือนมุมภาพเลื่อนไปมา
ออกแบบโดยยึด “ฉากแรก” และ “ฉากจบ” เป็นเสาหลัก แล้วค่อยวางเทคนิคพิเศษและฉากอื่น ๆ ตามมา
ต้นไทร: ฉากที่ใช้พื้นที่สามบาร์เพื่อเรื่องเดียว
ต้นไทรไม่ได้ถูกออกแบบเป็นแค่พร็อป แต่คือ “ตัวละครหลักในรูปฉาก”
ใช้วัสดุบ้าน ๆ อย่างกระดาษลัง ยางพารา และใบไม้สำเร็จรูป แต่จัดวางให้เกิดมิติ เล่นกับแสงให้แลดูโปร่งและลึก
ทีมงานต้องยอมเสียพื้นที่บนเวทีถึง สามบาร์ เพื่อต้นไทรฉากเดียว เพราะมันคือ หัวใจของเรื่อง
กระสุนหยุดกลางอากาศ: เทคนิคง่าย แต่ impact แรง
ฉากหนึ่งที่คนดูฮือฮา คือฉากกระสุนหยุดค้างกลางระหว่างสองฝั่ง
แท้จริงคือการ เลื่อนดวงไฟลงมา โดยเปิดให้คนดูเห็นการเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้น
แต่เพราะไม่มีใคร “เดาได้ล่วงหน้า” ว่ามันจะถูกใช้เป็นกระสุน จึงกลายเป็นเซอร์ไพรส์ที่จำไม่ลืม
ความสำเร็จของซีนนี้ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีแพง แต่เพราะเข้าใจว่าคนดูควร “เห็นอะไรเมื่อไหร่”
ฉากลงน้ำ: ทำให้คนดูขนลุกโดยไม่ใช้คลองจริง
หนึ่งในโจทย์ยากคือฉากจบที่สองตัวละครลงน้ำ
ทีมออกแบบตั้งใจให้คนดู เห็นการกระโจนอย่างจังต่อหน้า ไม่ใช่แค่ตัดไฟหรือหลบมุม
ทุกอย่างต้องเซฟนักแสดงและแม่นยำเรื่องเวลา เพื่อให้ความรู้สึกว่า “มันเกิดขึ้นตรงหน้าเรา” ติดอยู่กับคนดูไปถึงบ้าน
ทั้งหมดนี้สร้างบนหลักคิดว่า:
เราแค่เติมจินตนาการคนดู ไม่ใช่โชว์เทคนิคให้เด่นกว่าตัวเรื่อง
แสง: เมื่อ Lighting ต้องเล่นร่วมกับอารมณ์ ไม่ใช่แค่ส่องให้สว่าง
ด้านแสง ฉลาดเลิศ ตุงคะมณี ย้ำว่าทุกอย่างขึ้นกับการร่วมออกแบบระหว่างดีไซเนอร์กับผู้กำกับ
ถ้าช่วงไหนต้องการ Realistic แสงก็ต้องซื่อสัตย์ต่อเวลา สถานที่ และบรรยากาศ
ถ้าฉากไหนต้องการ Surreal แสงก็มีสิทธิ์ “เซอร์” ได้เต็มที่ แต่ต้อง “ไปในทางเดียวกับเรื่อง” ไม่ใช่ฉีกไปคนละทาง
การนัดวันให้โปรดักชันเข้าเซ็ตเพื่อให้นักแสดงได้ซ้อมกับแสงและฉากจริง คือองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้
ในมิวสิคัลที่เล่าเรื่องแบบต่อเนื่อง แสงจึงทำหน้าที่มากกว่าการ “เติมสวย” แต่คือ มือที่คอยจับอารมณ์ผู้ชมให้เดินไปตามเรื่อง
ไกวัล กุลวัฒโนทัย: แต่งเพลงให้คำพูดเดินเรื่องและทำร้ายหัวใจ
สำหรับ ไกวัล กุลวัฒโนทัย ผู้ประพันธ์ดนตรี “แผลเก่า เดอะ มิวสิคัล” โจทย์ของเขาไม่ใช่แค่แต่งเพลงเพราะ แต่คือการทำให้เพลง “พาเรื่องเดินไปข้างหน้า”
เขาแบ่งเพลงออกเป็นสองลักษณะใหญ่ ๆ
เพลงบทสนทนา (Recitative) – เพลงที่ตัวละครพูดโต้ตอบกัน เหมือนบทพูดแต่เปลี่ยนเป็นทำนอง ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเนื้อเรื่อง
เพลงพรรณนาอารมณ์ (Song / Aria) – เพลงที่ตัวละครหยุดเพื่อพูดกับตัวเองหรือกับโลก ให้คนดูได้ “ฟังหัวใจ” อย่างเต็ม ๆ
ความยากคือการเปลี่ยนบทสนทนาให้กลายเป็นเพลงโดยที่ยังรักษาบุคลิกตัวละครไว้ครบ เช่น
คนแข็ง คนอ่อน คนขี้แพ้ คนดื้อ – ต่างต้องมีเมโลดี้ของตัวเอง
จาก “Cinderella” ถึง “คู่กรรม” และ “แผลเก่า”
ไกวัลทำมิวสิคัลมาตั้งแต่ยุค Dass Entertainment ผ่านงานอย่าง “Cinderella”, “นางพญางูขาว”, “คู่กรรม เดอะ มิวสิคัล”, “ซ้อน A New Musical” ก่อนจะมาถึง “แผลเก่า”
ช่วงแรก เขาเขียนเพลงค่อนข้างใกล้คลาสสิกมากจนร้องยาก ต้องปรับให้เข้ากับนักแสดงไทยที่ไม่ได้มาจากสายโอเปร่าทั้งหมด
“คู่กรรม” คือจุดเปลี่ยนสำคัญของ Dreambox ที่ตัดสินใจทำเป็น Sung-through เต็มตัว ใช้เทคนิค Recitative แบบโอเปราผสมกับภาษามิวสิคัลร่วมสมัย
สำหรับ “แผลเก่า” เขาต้องรับมือกับความกดดันเพิ่มขึ้นอีกขั้น เพราะ
ของเก่ามันดังมากอยู่แล้ว – ทั้งเพลง “แผลเก่า”, “แสนแสบ”, “ขวัญเรียม”
การจะเขียนเพลงใหม่จึงหนีไม่พ้นคำถามว่า “ยังต้องทำอะไรเพิ่มอีก?”
คำตอบของเขาคือกลับไปเอา “ธีมเก่า-ใหม่” มาเป็นแกน ผ่านเพลง “น้ำใหม่ น้ำเก่า” ที่ถูกเขียนก่อนเพลงอื่น ๆ เพื่อเป็นแกนดนตรีของทั้งเรื่อง
เขาเลือกผสม
กลิ่นลูกทุ่ง
โครงสร้างมิวสิคัลร่วมสมัย
และข้อจำกัดของภาษาไทยที่มีวรรณยุกต์ต้องคุมทิศทางของเมโลดี้
ทั้งหมดนี้ทำให้ “แผลเก่า เดอะ มิวสิคัล” มี ภาษาดนตรีเฉพาะตัวแบบ Dreambox ที่โรงอื่นไม่ค่อยทำกัน
แผลเก่า เดอะ มิวสิคัล: เมื่อของเก่าขึ้นหิ้ง แต่ของใหม่ขอเล่าใจอีกด้าน
ด้วยชื่อชั้นของ “แผลเก่า” ในฐานะหนังขึ้นหิ้ง และเพลงเก่าที่ฝังในใจคนดูมาหลายยุค การเลือก ไม่ใช้เพลงเดิม ถือเป็นการเดินเกมที่เสี่ยงมาก
ลิขสิทธิ์เพลงเก่าราคาแพงและซับซ้อนในการจัดการ
ทิศทางทางดนตรีของของเก่า-ใหม่ต่างกัน หากฝืนจับมารวมกันอาจทำให้งานทั้งเรื่อง “ติดขัด” และเสียสมดุล
ทีมงานจึงเลือกวิธี “เคารพของเดิมด้วยการไม่ไปแตะ” แต่ใช้พลังทั้งหมดในการเขียนเพลงใหม่ที่รับผิดชอบธีมของเรื่องให้ครบ—โดยเฉพาะเรื่อง การเปลี่ยนแปลงของเรียม
ผลที่ได้คือเวอร์ชันที่ทำให้คนดูหลายคนบอกว่า
“เข้าใจเรียมมากขึ้นเป็นครั้งแรก”
ซึ่งตรงกับเป้าหมายหลักของเวอร์ชันนี้อย่างแม่นยำ
กรอบใหญ่ของวงการมิวสิคัลไทย: งานคุณภาพบนฐานคนดูเฉพาะกลุ่ม
แม้ “แผลเก่า เดอะ มิวสิคัล” จะถูกสร้างโดยทีมมืออาชีพระดับแนวหน้าของประเทศ แต่ความเป็นจริงของวงการมิวสิคัลไทยยังคงเผชิญปัญหาคลาสสิกหลายข้อ
กลุ่มคนดูมิวสิคัลยังเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ บนยอดพีระมิด แม้จะใหญ่ขึ้นกว่าเดิม แต่ คนดูรุ่นเก่าหายไปเร็ว รุ่นใหม่ผลิตไม่ทัน
ต้นทุนการสร้างสูงจากรายละเอียดทั้งดนตรี ฉาก แสง เทคนิค และทีมงาน ทำให้ราคาบัตรต้องขยับสูงตาม ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ได้เอื้อ
แม้ Dreambox จะไม่ใช้ “ดาราดังแต่ร้องไม่ถึง” มาขายบัตร แต่ก็ต้องแลกด้วยการไม่สามารถขยายฐานคนดูผ่านพลัง star power แบบที่ตลาดทั่วไปนิยม
อย่างไรก็ตาม แฟนละครกลุ่มเดิมที่รักงานของ Dreambox มาตลอดยังคงกลับมานั่งในโรงและออกจากโรงด้วยความรู้สึกว่า
“ไม่ผิดหวัง”
เมื่อ “แผลเก่า” ถูกอ่านใหม่ในมิติการเมือง
นอกจากบนเวที ในโลกวิชาการ “แผลเก่า” ยังถูกหยิบไปวิเคราะห์ในมิติการเมืองและอัตลักษณ์ความเป็นไทย โดยเฉพาะเวอร์ชันภาพยนตร์ของเชิด ทรงศรี
นักคิดอย่าง ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ เคยเขียนถึงหนังเรื่องนี้ในกรอบของ
การวิพากษ์ความเป็นไทยหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา
การเล่าความขัดแย้งระหว่างคนชั้นล่างกับโครงสร้างอำนาจที่กดทับ
การมอง “ชาติ” ผ่านสายตาของคนตัวเล็ก มากกว่าผ่านสงครามและวีรบุรุษชนชั้นปกครอง
“แผลเก่า” ในมุมนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องรักชาวนา แต่กลายเป็น บันทึกการต่อสู้ของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย ที่โดนระบบตัดสิทธิ์จากความเป็นเจ้าของ “ชาติ” มาตลอด
เพลง “แผลเก่า”: แผลรักที่ลบไม่ออก
ในฉบับมิวสิคัลยังมีเพลง “แผลเก่า” ที่ใช้มุมมองของเรียมเป็นหลัก เนื้อเพลงเล่นกับภาพ
กลิ่นโคลน สาบควาย และความพยายามจะลืมรากเดิม
รอยแผลจากการถูกฟันของขวัญ
แต่สุดท้ายสิ่งที่ลืมไม่ได้คือ “ความรักที่พี่ให้เสมอมา”
ในเชิงอารมณ์ เพลงนี้ทำหน้าที่เหมือนการเปิดบาดแผลให้เห็นชัดว่า ความเจ็บปวดที่แท้จริงไม่ใช่บาดแผลบนร่าง แต่คือแผลในใจ ที่ไม่เคยหายไปแม้เรียมจะเดินหน้าสู่ชีวิตใหม่แล้วก็ตาม
จากหน้าหนังสือสู่เวที: เมื่อ “แผลเก่า” กลายเป็นคลังอ่านและดู
นอกจากเวอร์ชันมิวสิคัลแล้ว นวนิยาย “แผลเก่า” ยังถูกนำกลับมาจัดพิมพ์ในโครงการของ อ่าน๑๐๑ ในรูปแบบปกแข็งฉลอง 120 ปี ไม้ เมืองเดิม พร้อมผนวก
บทความวิเคราะห์ “แผลเก่า” ในมิติชนชั้นและการเปลี่ยนผ่านเมือง-ชนบท
นวนิยาย “แสนแสบ” ซึ่งถือเป็นภาคต่อทางเนื้อหา
ทั้งหมดทำให้ “แผลเก่า” กลายเป็นมากกว่างานวรรณกรรม คือ “จักรวาล” เล็ก ๆ ที่เชื่อมกันระหว่างหนัง เวที และงานวิชาการ
บทสรุป: แผลเก่าในหัวใจใหม่ของคนดู
“แผลเก่า เดอะ มิวสิคัล” ไม่ได้ตั้งใจมาแทนที่หนังหรือนวนิยาย แต่เลือกจะชวนคนดู
กลับไปมอง เรียม ด้วยสายตาใหม่
ตั้งคำถามกับสิ่งที่เราเคยคิดว่าถูกอยู่แล้วมาทั้งชีวิต เช่น การกตัญญู ค่านิยม ความเจริญ
ทบทวนว่าระหว่าง “ทางเลือก” ที่สังคมเปิดให้ กับ “ทางเลือก” ที่หัวใจอยากไป มันจำเป็นต้องตรงกันเสมอไปหรือไม่
สุดท้ายแล้ว แผลเก่าที่เจ็บที่สุดอาจไม่ใช่แผลของขวัญหรือเรียม แต่คือแผลที่สังคมทิ้งไว้ในใจของคนตัวเล็ก ๆ ทุกยุคทุกสมัย
และบนเวทีแห่งนี้ Dreambox เลือกจะผ่าบาดแผลนั้นให้คนดูได้มองตรง ๆ อีกครั้ง ผ่านเพลง แสง ฉาก และเสียงร้องที่ตั้งใจจนแทบพลีชีพให้กับคำว่ามิวสิคัลคุณภาพ.

