รับแอปรับแอป

“แผลเก่า เดอะมิวสิคัล”: เมื่อรักอมตะ ชนกับโลกใหม่บนเวทีไทย

เอกชัย พูลเพิ่ม02-01

จากทุ่งบางกะปิสู่แสงไฟเวที

วรรณกรรมอมตะ “แผลเก่า” ของ ไม้ เมืองเดิม กลับมาเรียกน้ำตาคนดูอีกครั้งในวาระ 120 ปีชาตกาลผู้ประพันธ์ แต่คราวนี้ไม่ได้มาในรูปแบบหนังหรือละครทีวี หากถูกยกระดับเป็น ละครเพลงเต็มรูปแบบบนเวที โดย Dreambox Theatre ภายใต้ชื่อ “แผลเก่า เดอะ มิวสิคัล”

จากตำนานรักของ ขวัญ-เรียม ที่โลดแล่นผ่านหน้าหนังสือและแผ่นฟิล์ม มาถึงวันที่ถูกตีความใหม่บนเวทีร่วมสมัย แต่ยังคงหัวใจเดิมของเรื่องเอาไว้ครบทั้งประเด็น ปิตาธิปไตย ชนชั้น ความเหลื่อมล้ำระหว่างบ้านนอก-เมืองกรุง และคำถามเรื่องทางเลือกของชีวิต

แผลเก่า: จากตัวหนังสือสู่ภาพจำชาติ

นวนิยาย “แผลเก่า” ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2479 ในนามปากกา ไม้ เมืองเดิม (ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา) ก่อนจะถูกสร้างซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรูปแบบภาพยนตร์และละครโทรทัศน์จนกลายเป็นหนึ่งใน “ภาพจำร่วม” ของสังคมไทย

  • เวอร์ชัน พ.ศ. 2483 และ 2497 วางรากให้เรื่องราวของขวัญ-เรียมเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

  • เวอร์ชัน พ.ศ. 2520 ฝีมือกำกับของ เชิด ทรงศรี กลายเป็นตำนาน ทั้งด้านรายได้ คุณภาพงานสร้าง และการแสดงของ สรพงษ์ ชาตรี – นันทนา เงากระจ่าง

  • หนังฉบับนี้กวาดรางวัล ทั้งรางวัลพระสุรัสวดี และเกียรติยศ “ภาพยนตร์เชิดชูเอกลักษณ์ไทยยอดเยี่ยม” รวมทั้งไปไกลถึงรางวัลต่างประเทศอย่าง Grand Prix จาก Festival des 3 Continents ที่ฝรั่งเศส

  • ปี 2541 ถูกคัดเลือกเป็นหนึ่งใน 360 ภาพยนตร์คลาสสิกของโลก และในปี 2554 ได้ขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกภาพยนตร์ของชาติ”

กระแสความสำเร็จเหล่านี้ไม่เพียงทำให้ “แผลเก่า” เป็นหนังรักระดับตำนาน แต่ยังผลักให้มันกลายเป็น สัญลักษณ์การเล่าเรื่องคนตัวเล็กในโครงสร้างสังคมไทย

แผลเก่า: รัก ชนชั้น และโลกของผู้ชายเป็นใหญ่

“แผลเก่า” ไม่ได้เป็นเพียงรักโศกเมโลดราม่า แต่คือภาพสะท้อน โครงสร้างอำนาจ ที่กดทับผู้คน โดยเฉพาะผู้หญิง

  1. วรรณกรรมของไม้ เมืองเดิม ชี้ให้เห็นชะตากรรมของ ขวัญ-เรียม ในฐานะตัวแทนชนชั้นล่างที่ต้องเผชิญอำนาจจากทุกทิศ ทั้งพ่อแม่ ผู้ใหญ่บ้าน นายทุน และระบบชายเป็นใหญ่

  2. ทุ่งบางกะปิถูกวางให้เป็นพื้นที่ที่ชนกับสิ่งที่เรียกว่า “ความเจริญ” ในเมืองหลวง โลกของกรุงเทพฯ ที่ดูสูงส่งแต่ปิดประตูใส่ “คนชายขอบ” อย่างขวัญ

  3. เรื่องนี้ตั้งคำถามแบบ Melodrama ที่คมกว่าที่คิด—ระหว่างความฝันเรื่องชีวิตใหม่ กับ ความภักดีต่อรักเก่าและคำสาบาน มันมีคำตอบที่ถูกต้องจริงหรือไม่

  4. “แผลเก่า” จึงกลายเป็นเรื่องอมตะ เพราะมันทิ้งคำถามปลายเปิดว่า ใครกันแน่ที่ควรกำหนดบทบาทชีวิตของเรา—ตัวเราเอง หรือโครงสร้างสังคม

  5. การเผาเรือของสมชายในตอนจบ ไม่ใช่เพียงฉากอารมณ์ แต่คือการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของชายหนุ่มตัวเล็ก ๆ ที่ สู้ไม่ได้กับ “อำนาจเหนือกว่า” ที่มาพร้อมปืนและโฉนด

Dreambox Theatre และภารกิจเสี่ยงตาย: ทำ “แผลเก่า” ให้กลายเป็นมิวสิคัล

ปี 2568 เป็นปีที่ “แผลเก่า” ถูกพาข้ามพรมแดนครั้งใหญ่ จากหนังขึ้นหิ้งสู่ ละครเพลง Sung-through ที่ทั้งเรื่องเดินด้วยเพลงแทบทั้งหมด รวมแล้วถึง 32 เพลง

ผู้อยู่เบื้องหลังคือ Dreambox Theatre ทีมละครคุณภาพที่เคยปลุกชีวิตให้กับ “คู่กรรม เดอะ มิวสิคัล”, “แม่นาค เดอะ มิวสิคัล”, “นางพญางูขาว เดอะ มิวสิคัล”, “ซ้อน A New Musical”, “น้ำเงินแท้ เดอะ มิวสิคัล” และ “พินัยกรรมของหญิงวิกลจริต เดอะ มิวสิคัล”

ใน “แผลเก่า เดอะ มิวสิคัล” พวกเขาตัดสินใจไม่พึ่งพาเพลงเก่าที่กลายเป็นตำนานอยู่แล้ว แต่เลือกทาง “เขียนใหม่หมด” ทั้งเนื้อร้องและดนตรี เพื่อให้เข้ากับการตีความเรื่องใหม่

ทีมงานหลัก

  • บทประพันธ์เดิม: ไม้ เมืองเดิม

  • บทละครและคำร้อง: ดารกา วงศ์ศิริ

  • กำกับการแสดง: สุวรรณดี จักราวรวุธ

  • เพลงและดนตรี: ไกวัล กุลวัฒโนทัย, สุธี แสงเสรีชน, ภูดินันท์ ดีสวัสดิ์มงคล

  • ฝึกสอนร้อง / กำกับการร้อง: ใจรัตน์ พิทักษ์เจริญ

  • อำนวยเพลง: ดำริห์ บรรณวิทยกิจ

  • ออกแบบแสง: ฉลาดเลิศ ตุงคะมณี

  • ออกแบบฉากและเทคนิค: ศุภธนิศร์ ฐิตะชัยสิทธิ์

ทีมนักแสดงนำ

  • ขวัญ: เขมวัฒน์ เริงธรรม

  • เรียม: สยาภา สิงห์ชู

  • รัดเกล้า อามระดิษ, นนทิยา จิวบางป่า, มนตรี เจนอักษร, ธรรพ์ณธร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา, ทรงสินธ์ ศิริคุณารัศม์, ดิษย์กรณ์ ดิษยนันทน์ ฯลฯ

การคัดเลือกนักแสดงยึดหลัก “ต้องร้องได้ก่อนจะเล่นได้” เพราะในโลกของ Sung-through musical นักแสดงแทบไม่มีที่ให้หลบหลังบทพูดอีกต่อไป

โลกของเรียม: เมื่อลูกสาวชาวนาได้พบทางเลือกใหม่

หัวใจของมิวสิคัลเวอร์ชันนี้คือ การเล่า “โลกของเรียม” ให้ชัดขึ้นกว่าทุกเวอร์ชันที่ผ่านมา

ท้องทุ่งบางกะปิ คือบ้านของ ขวัญ และ เรียม ที่เติบโตมาพร้อมกันท่ามกลางความเป็นศัตรูของสองครอบครัว – พ่อของเรียม เรือง กับ ผู้ใหญ่เขียน พ่อของขวัญ ที่ไม่ถูกกันมาตั้งแต่รุ่นก่อน

เมื่อ จ้อย หนุ่มฐานะดีมีอิทธิพลในหมู่บ้านหลงรักเรียมและต้องการบังคับแต่งงาน แต่เรียมรักขวัญ เรื่องราวเลยลุกลามจนขวัญต้องฟันหน้าจ้อยคืน จนจ้อยอับอายหนีไป แต่ไม่ลืมทิ้งหมากสำคัญไว้ด้วยการยุให้กำนันเรือง ขายเรียมขัดดอก ให้ญาติคือ คุณนายทองคำ เศรษฐีนีที่บางกอก แลกกับโฉนดที่นา

จากนั้นชีวิตเรียมพลิกผัน

  • เธอถูกนำขึ้นกรุงเทพฯ ไปอยู่ในบ้านคุณนายทองคำ

  • เพราะหน้าตาคล้าย โฉมยง ลูกสาวที่เพิ่งตายไป คุณนายจึงรับเรียมเป็นเหมือนลูกบุญธรรม

  • เรียมได้ทั้งการศึกษา ความสะดวกสบาย และความรักแบบที่ไม่เคยได้จากท้องทุ่ง

  • โลกใหม่เข้ามาแทนที่ภาพคันนาและกลิ่นโคลน แต่ ขวัญยังยืนอยู่ที่ทุ่งบางกะปิ คนเดียว ในอดีตใบเดิม

เมื่อเวลาผ่านไปสามปี แม่เริ่มป่วยหนัก เรียมต้องกลับทุ่งบางกะปิและได้พบขวัญอีกครั้ง ความรักปะทุขึ้นใหม่ แต่เธออยู่กึ่งกลางระหว่าง “โอกาส” กับ “ความภักดี”

  • ขวัญยังยึดมั่นในคำสาบานเก่า

  • เรียมกลับมาพร้อมความลังเล เพราะรู้ว่าค่านิยมสังคมใหม่มีราคาที่เธอต้องจ่าย

คืนสุดท้ายก่อนเรียมกลับบางกอก ขวัญลอบเผาเรือของสมชายเพื่อต้านโชคชะตา แต่กลับถูกตามล่ายิงจนบาดเจ็บสาหัสและไปสิ้นใจแถบคลองแสนแสบ เรียมจึงตัดสินใจ กระโจนตามรักแท้ในวินาทีสุดท้าย

ดารกา วงศ์ศิริ: จากหนังเชิด ทรงศรี สู่การถามหาคำว่า “ทางเลือก”

สำหรับคนเขียนบท ดารกา วงศ์ศิริ ประตูสู่ “แผลเก่า” คือการดูหนังเวอร์ชันเชิด ทรงศรี ที่ทำให้เธอทั้งประทับใจและเศร้าจับใจ ก่อนจะกลับไปอ่านนวนิยายอย่างจริงจังเมื่อถึงเวลาต้องเขียนบทละครเพลง

สิ่งที่เธอค้นพบคือ “เรียมในหนังสือ” ลึกกว่าภาพจำที่คนไทยคุ้นเคยมาก

  • นวนิยายบรรยาย ความคิดและความรู้สึกของเรียมอย่างละเอียดและซับซ้อน

  • เรียมในทุ่งบางกะปิคือเด็กผู้หญิงชาวนาที่ถูกคาดหวังให้เชื่อฟังและทดแทนบุญคุณพ่อแม่ แม้จะต้องแลกด้วยการถูกขายไปขัดดอก

  • ที่กรุงเทพฯ เธอได้รับทุกอย่าง – บ้านดี การศึกษา ความรัก และโอกาส ขณะที่ขวัญยังติดแช่ในปัจจุบันอันเดียวดายที่ทุ่งบางกะปิ

ดารกาชวนผู้ชมลองสวมรองเท้าของเรียมและถามตัวเองว่า:

ระหว่างความก้าวหน้าในชีวิต กับรักแรกในอีกโลกหนึ่ง หากเป็นเรา…เราจะเลือกอะไร?

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องจากบ้าน จากครอบครัว หรือจากบ้านเกิดเข้ามาในเมือง เรื่องของเรียมจึงไม่ใช่แค่ “นางเอกหลายใจ” อีกต่อไป แต่คือ ภาพจำลองทางเลือกของคนหนุ่มสาวไทย ที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างรากเก่าและโลกใหม่

ท้ายที่สุด ดารกาย้ำว่า “แผลเก่าไม่ใช่แค่รักอมตะของขวัญกับเรียม แต่คือเรื่องของโอกาส ทางเลือก และการตัดสินใจของทั้งสองคน”

เพลง “สัญญาหน้าเจ้าพ่อไทร”: คำสาบานที่ออกแบบมาเพื่อบาดใจ

หนึ่งในฉากและเพลงที่ถูกออกแบบมาให้คนดูจดจำ คือฉากคำสาบานหน้าต้นไทรกับเพลง “สัญญาหน้าเจ้าพ่อไทร” ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือน “ตราประทับ” ของรักสองคนนี้

เนื้อเพลงเต็มไปด้วยถ้อยคำท้าทายโชคชะตา

  • ขวัญและเรียมต่างขอให้ “มีอันเป็นไป” หากไม่ซื่อตรงต่อกัน

  • ในทางกลับกันก็วอนให้เจ้าพ่อต้นไทรปกปักคุ้มครองหากรักษาคำมั่น

ความรักในเพลงนี้จึงไม่ใช่แค่คำหวานแต่คือ คำสาบานที่พ่วงคำสาปไปด้วยในตัว ซึ่งยิ่งทำให้ฉากสุดท้ายของเรื่องเจ็บลึกขึ้นไปอีกชั้น

“น้ำใหม่ น้ำเก่า”: เมื่อเพลงรักกลายเป็นธีมของทั้งเรื่อง

หนึ่งในเพลงกุญแจของมิวสิคัลนี้คือ “น้ำใหม่ น้ำเก่า” ที่ขับร้องโดย เขมวัฒน์ เริงธรรม และ สยาภา สิงห์ชู เพลงนี้ไม่ได้เป็นแค่เพลงรัก แต่คือ Theme หลักของการตีความใหม่ทั้งเรื่อง

ในเพลงนี้เรียมกลัวว่ารักของขวัญจะเป็นเหมือนปลาในคลองที่เมื่อ “น้ำใหม่” ไหลมาก็พร้อมจะว่ายตามไป ทิ้ง “น้ำเก่า” ไว้ให้เน่าแห้งอยู่ข้างหลัง ขณะที่ขวัญยืนยันว่าไม่ว่าน้ำจะขึ้นลงกี่ครั้ง เขาจะ “ตายคาคลอง” ไม่ว่ายหนีไปไหน

เพลงนี้เปรียบเทียบอย่างแหลมคมระหว่าง

  • สิ่งเดิมที่เคยคุ้น (น้ำเก่า)

  • โอกาสและโลกใหม่ที่ไหลเข้ามา (น้ำใหม่)

โดยในโครงสร้างละครทั้งเรื่อง เพลงนี้ทำหน้าที่สะท้อนโจทย์ตั้งต้นของทีมสร้างว่า “ถ้าแผลเก่าในยุคนี้จะพูดเรื่องเก่า-ใหม่อย่างมีพลัง มันต้องพูดผ่านใจของเรียม”

จากเทปคาสเซ็ตสู่ยุคดิจิทัล: สุวรรณดีเล่าเส้นทางมิวสิคัลไทย

ผู้กำกับ สุวรรณดี จักราวรวุธ ย้อนเล่าพัฒนาการการทำละครเพลงของทีม Dreambox จากยุคเทปคาสเซ็ตจนถึงยุคไลน์และสไกป์

  • ยุคแรก ๆ การทำ guide demo คือการอัดเสียงลงเทปคาสเซ็ต พอร้องผิดต้องอัดใหม่ทั้งเพลง กว่าจะได้แต่ละแทร็กคือภารกิจทรหด

  • ละครหนึ่งเรื่องมีเพลงแค่ราว 13-15 เพลง แต่ใช้เวลาซ้อม 3–4 เดือน นักแสดงส่วนใหญ่เก่งการแสดงแต่ยังต้องฝึกหนักด้านร้องและเต้น

  • พอเข้าสู่ยุคซีดี ทุกอย่างเริ่มง่ายขึ้น แต่ทีมก็ต้อง burn แผ่นแจกนักแสดงทีละร้อย ๆ แผ่น โดยเฉพาะเหตุผลที่ Dreambox หันมาทำ Sung-through musical ตั้งแต่ “คู่กรรม” ซึ่งมีเพลงมากถึง 43 เพลง

  • เมื่อมาถึงยุคสมาร์ตโฟนและแอปฯ นักแสดงอัดเสียง ส่งไลน์ แชร์ไกด์กันเอง เช็คคีย์ผ่านแอปเปียโน ซ้อมประสานเสียงกันได้ทุกที่

แม้เทคโนโลยีจะช่วยลดขั้นตอน แต่สุวรรณดีย้ำว่า:

“ไม่ว่าจะยุคไหน ละครเวทีก็ยังเป็นศิลปะที่ต้องใช้คนจำนวนมากมาอยู่ร่วมกัน ณ ช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อสร้าง ‘ปรากฏการณ์’ ต่อหน้าคนดู”

นั่นคือเหตุผลที่การซ้อม การบริหารเวลา และการเคารพตารางของทุกฝ่ายยังเป็นหัวใจหลักของงานเวทีเสมอ

ตีโจทย์ “แผลเก่า” ใหม่: จากมุมขวัญสู่มุมของเรียม

สุวรรณดีบอกชัดว่า ทุกเวอร์ชันที่ผ่านมา “เข้าข้างขวัญ” แทบทั้งหมด คนดูรักและเห็นใจขวัญ แต่ไม่ค่อยมีใครได้ยินเสียงของเรียม

ดังนั้นเวอร์ชันมิวสิคัลนี้จึงเลือก “เล่าจากมุมเรียม” อย่างจริงจัง และดึงเอาประเด็นที่เคยซ่อนในนวนิยายออกมาวางไว้ด้านหน้า

  • โครงสร้างละครเริ่มจากตอนจบแล้วเล่าย้อนกลับไป เพื่อพาคนดูไปหาคำตอบว่า ทำไมสองคนนี้จึงต้องจบลงแบบนั้น

  • ทีมงานตัดสินใจไม่ทำให้เรื่องดูร่วมสมัยเกินไปจนหลุดจากกลิ่นทุ่งบางกะปิ แต่ก็ไม่ทิ้งความโรแมนติกและจริตของยุคปัจจุบัน

  • เป้าหมายคือให้ทั้งคนดูรุ่นใหญ่ที่มีภาพจำจากหนัง และคนดูรุ่นใหม่ที่ไม่รู้จัก “แผลเก่า” มาก่อน สามารถ เชื่อมใจเข้าหาเรื่องเดียวกันได้

สุวรรณดีเล่าอย่างตรงไปตรงมาว่า ก่อนจะเขียนบท เธอต้องตอบให้ได้ว่า

“เรื่องนี้จะให้อะไรกับคนดู?”

ไม่ใช่แค่เพราะทีมผู้สร้าง “ชอบ” แต่มันต้องคุ้มค่ากับแรงของทุกคนที่ทุ่มชีวิตให้โปรดักชัน

บทคือหัวใจ: จากหน้ากระดาษสู่จังหวะของเวที

สำหรับผู้กำกับ หัวใจของละครคือ “บท” ทุกฝ่ายใช้บทเป็น “ตัวตั้ง” ร่วมกัน

  • ฝ่ายฉากไม่เพียงอ่านบทละคร แต่กลับไปอ่านนวนิยายเก็บรายละเอียดทุกประโยค แล้วมาช่วยกันคิดว่าจะ เล่าด้วยภาพบนเวทีอย่างไร

  • โจทย์ใหญ่คือการสร้าง “magic” บนเวที ที่ต้องเกิดขึ้นจากจังหวะที่พอดีของบท แสง ฉาก และนักแสดง

  • เทคโนโลยีอย่างจอ LED ไม่ได้ถูกปฏิเสธเพราะไม่ทันสมัย แต่เพราะ “มันไม่ใช่ภาษาที่เหมาะกับเรื่องนี้” –โดยเฉพาะเมื่อต้นไทรไม่ได้เป็นแค่ฉากหลัง แต่เป็น “ตัวละคร” ที่ต้องมีชีวิตร่วมกับคนบนเวที

ในโลกของละครเพลง ทุกการเว้นช่วงของดนตรีคือพื้นที่ให้ตัวละคร

นักแสดงต้องรู้ว่า “เสียงดนตรีกำลังคิดอะไรอยู่” และตัวเองกำลังเปลี่ยนอารมณ์จากจุดไหนไปจุดไหน

นั่นทำให้การซ้อมละครเพลงกลายเป็นการประกอบจิ๊กซอว์ขนาดใหญ่ ที่ทุกชิ้นต้องลงล็อกตรงเวลา เพราะ วันเปิดการแสดงคือ deadline ที่ถอยหลังไม่ได้

เสียง: ศิลปะการ mix ที่มากกว่าความดัง

ละครเพลงที่ใช้เพลง 32 เพลงในเวลาไม่ถึงสามชั่วโมง จะ “พังหรือปัง” อยู่ที่เสียงอย่างมาก

  • โรงละครนี้ไม่มีหลุมวงดนตรี วงจึงต้องถูกวางไว้ด้านหลังเวที

  • งานของ Sound Engineer ไม่ใช่ทำให้ทุกอย่าง “ดัง” แต่ต้องทำให้คนดู ได้ยินเรื่องราวผ่านเสียงร้องชัดเจน ขณะที่ดนตรีทำหน้าที่เสริมอารมณ์

สุวรรณดีเล่าว่า ช่วงแรกเสียงเละจนเจ้าตัว “กลับไปนอนไม่หลับ” เพราะความ “toxic” ของ mix ที่ยังไม่บาลานซ์ จนกว่าจะหาจุดที่

ดนตรีไม่กลบคำ และคำไม่ทำให้ดนตรีหายไป

เมื่อถึงจุดนั้น คนดูจะถูกพาเข้าไปอยู่ในโลกของตัวละครแบบไม่รู้ตัว

การจัดการโปรดักชัน: ศาสตร์บริหารคนเท่า ๆ กับศิลปะ

เบื้องหลังเวที “แผลเก่า เดอะ มิวสิคัล” คือศึกใหญ่ด้านการจัดการ

  • งานซ้อม นักแสดง และงานช่างฉากต้องเดินคู่กันภายใต้ ตารางเวลาที่ทุกคนต้องเคารพอย่างเคร่งครัด

  • ต้นทุนโปรดักชันถูกประเมินว่าควรเป็นงานสเกลเล็ก แต่เมื่อรายละเอียดจริง ๆ เริ่มชัด กลายเป็นว่า งบฉากและเทคนิคบานกว่าที่คิดมาก

  • ทุกหน่วยต้องคิดถึง “คนถัดไป” ในสายการผลิต ถ้าหนึ่งฝ่ายช้า ทั้งสายงานจะชะงักตามไปด้วย

ท้ายที่สุด สุวรรณดีสรุปสั้น ๆ ว่า

หัวใจไม่ใช่ “งานของฉันจะออกมายังไง” แต่คือการบริหารให้ทั้งทีมไปถึงเส้นชัยพร้อมกัน

ฉาก ต้นไทร และกระสุนหยุดกลางอากาศ: Theatre Magic แบบบ้าน ๆ แต่ขลังจริง

ศุภธนิศร์: ทำให้เวทีดูเหมือนหนังโดยไม่ใช้จอ

ศุภธนิศร์ ฐิตะชัยสิทธิ์ ผู้ออกแบบฉากเล่าว่า จุดเริ่มต้นมาจากการอ่านบทแล้วรู้สึกว่า

“นี่มันหนังชัด ๆ”

จึงเกิดไอเดียว่าจะทำยังไงให้คนดูรู้สึกเหมือนกำลัง “ดูหนังอยู่ในโรงละคร”

  • ใช้ระบบ Turntable ไม่ใช่แค่เปลี่ยนฉาก แต่เป็นการ “เปลี่ยนมุมกล้อง” ให้คนดู มีความรู้สึกเหมือนมุมภาพเลื่อนไปมา

  • ออกแบบโดยยึด “ฉากแรก” และ “ฉากจบ” เป็นเสาหลัก แล้วค่อยวางเทคนิคพิเศษและฉากอื่น ๆ ตามมา

ต้นไทร: ฉากที่ใช้พื้นที่สามบาร์เพื่อเรื่องเดียว

ต้นไทรไม่ได้ถูกออกแบบเป็นแค่พร็อป แต่คือ “ตัวละครหลักในรูปฉาก”

  • ใช้วัสดุบ้าน ๆ อย่างกระดาษลัง ยางพารา และใบไม้สำเร็จรูป แต่จัดวางให้เกิดมิติ เล่นกับแสงให้แลดูโปร่งและลึก

  • ทีมงานต้องยอมเสียพื้นที่บนเวทีถึง สามบาร์ เพื่อต้นไทรฉากเดียว เพราะมันคือ หัวใจของเรื่อง

กระสุนหยุดกลางอากาศ: เทคนิคง่าย แต่ impact แรง

ฉากหนึ่งที่คนดูฮือฮา คือฉากกระสุนหยุดค้างกลางระหว่างสองฝั่ง

  • แท้จริงคือการ เลื่อนดวงไฟลงมา โดยเปิดให้คนดูเห็นการเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้น

  • แต่เพราะไม่มีใคร “เดาได้ล่วงหน้า” ว่ามันจะถูกใช้เป็นกระสุน จึงกลายเป็นเซอร์ไพรส์ที่จำไม่ลืม

ความสำเร็จของซีนนี้ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีแพง แต่เพราะเข้าใจว่าคนดูควร “เห็นอะไรเมื่อไหร่”

ฉากลงน้ำ: ทำให้คนดูขนลุกโดยไม่ใช้คลองจริง

หนึ่งในโจทย์ยากคือฉากจบที่สองตัวละครลงน้ำ

  • ทีมออกแบบตั้งใจให้คนดู เห็นการกระโจนอย่างจังต่อหน้า ไม่ใช่แค่ตัดไฟหรือหลบมุม

  • ทุกอย่างต้องเซฟนักแสดงและแม่นยำเรื่องเวลา เพื่อให้ความรู้สึกว่า “มันเกิดขึ้นตรงหน้าเรา” ติดอยู่กับคนดูไปถึงบ้าน

ทั้งหมดนี้สร้างบนหลักคิดว่า:

เราแค่เติมจินตนาการคนดู ไม่ใช่โชว์เทคนิคให้เด่นกว่าตัวเรื่อง

แสง: เมื่อ Lighting ต้องเล่นร่วมกับอารมณ์ ไม่ใช่แค่ส่องให้สว่าง

ด้านแสง ฉลาดเลิศ ตุงคะมณี ย้ำว่าทุกอย่างขึ้นกับการร่วมออกแบบระหว่างดีไซเนอร์กับผู้กำกับ

  • ถ้าช่วงไหนต้องการ Realistic แสงก็ต้องซื่อสัตย์ต่อเวลา สถานที่ และบรรยากาศ

  • ถ้าฉากไหนต้องการ Surreal แสงก็มีสิทธิ์ “เซอร์” ได้เต็มที่ แต่ต้อง “ไปในทางเดียวกับเรื่อง” ไม่ใช่ฉีกไปคนละทาง

  • การนัดวันให้โปรดักชันเข้าเซ็ตเพื่อให้นักแสดงได้ซ้อมกับแสงและฉากจริง คือองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้

ในมิวสิคัลที่เล่าเรื่องแบบต่อเนื่อง แสงจึงทำหน้าที่มากกว่าการ “เติมสวย” แต่คือ มือที่คอยจับอารมณ์ผู้ชมให้เดินไปตามเรื่อง

ไกวัล กุลวัฒโนทัย: แต่งเพลงให้คำพูดเดินเรื่องและทำร้ายหัวใจ

สำหรับ ไกวัล กุลวัฒโนทัย ผู้ประพันธ์ดนตรี “แผลเก่า เดอะ มิวสิคัล” โจทย์ของเขาไม่ใช่แค่แต่งเพลงเพราะ แต่คือการทำให้เพลง “พาเรื่องเดินไปข้างหน้า”

เขาแบ่งเพลงออกเป็นสองลักษณะใหญ่ ๆ

  • เพลงบทสนทนา (Recitative) – เพลงที่ตัวละครพูดโต้ตอบกัน เหมือนบทพูดแต่เปลี่ยนเป็นทำนอง ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเนื้อเรื่อง

  • เพลงพรรณนาอารมณ์ (Song / Aria) – เพลงที่ตัวละครหยุดเพื่อพูดกับตัวเองหรือกับโลก ให้คนดูได้ “ฟังหัวใจ” อย่างเต็ม ๆ

ความยากคือการเปลี่ยนบทสนทนาให้กลายเป็นเพลงโดยที่ยังรักษาบุคลิกตัวละครไว้ครบ เช่น

  • คนแข็ง คนอ่อน คนขี้แพ้ คนดื้อ – ต่างต้องมีเมโลดี้ของตัวเอง

จาก “Cinderella” ถึง “คู่กรรม” และ “แผลเก่า”

ไกวัลทำมิวสิคัลมาตั้งแต่ยุค Dass Entertainment ผ่านงานอย่าง “Cinderella”, “นางพญางูขาว”, “คู่กรรม เดอะ มิวสิคัล”, “ซ้อน A New Musical” ก่อนจะมาถึง “แผลเก่า”

  • ช่วงแรก เขาเขียนเพลงค่อนข้างใกล้คลาสสิกมากจนร้องยาก ต้องปรับให้เข้ากับนักแสดงไทยที่ไม่ได้มาจากสายโอเปร่าทั้งหมด

  • “คู่กรรม” คือจุดเปลี่ยนสำคัญของ Dreambox ที่ตัดสินใจทำเป็น Sung-through เต็มตัว ใช้เทคนิค Recitative แบบโอเปราผสมกับภาษามิวสิคัลร่วมสมัย

สำหรับ “แผลเก่า” เขาต้องรับมือกับความกดดันเพิ่มขึ้นอีกขั้น เพราะ

ของเก่ามันดังมากอยู่แล้ว – ทั้งเพลง “แผลเก่า”, “แสนแสบ”, “ขวัญเรียม”

การจะเขียนเพลงใหม่จึงหนีไม่พ้นคำถามว่า “ยังต้องทำอะไรเพิ่มอีก?”

คำตอบของเขาคือกลับไปเอา “ธีมเก่า-ใหม่” มาเป็นแกน ผ่านเพลง “น้ำใหม่ น้ำเก่า” ที่ถูกเขียนก่อนเพลงอื่น ๆ เพื่อเป็นแกนดนตรีของทั้งเรื่อง

เขาเลือกผสม

  • กลิ่นลูกทุ่ง

  • โครงสร้างมิวสิคัลร่วมสมัย

  • และข้อจำกัดของภาษาไทยที่มีวรรณยุกต์ต้องคุมทิศทางของเมโลดี้

ทั้งหมดนี้ทำให้ “แผลเก่า เดอะ มิวสิคัล” มี ภาษาดนตรีเฉพาะตัวแบบ Dreambox ที่โรงอื่นไม่ค่อยทำกัน

แผลเก่า เดอะ มิวสิคัล: เมื่อของเก่าขึ้นหิ้ง แต่ของใหม่ขอเล่าใจอีกด้าน

ด้วยชื่อชั้นของ “แผลเก่า” ในฐานะหนังขึ้นหิ้ง และเพลงเก่าที่ฝังในใจคนดูมาหลายยุค การเลือก ไม่ใช้เพลงเดิม ถือเป็นการเดินเกมที่เสี่ยงมาก

  • ลิขสิทธิ์เพลงเก่าราคาแพงและซับซ้อนในการจัดการ

  • ทิศทางทางดนตรีของของเก่า-ใหม่ต่างกัน หากฝืนจับมารวมกันอาจทำให้งานทั้งเรื่อง “ติดขัด” และเสียสมดุล

ทีมงานจึงเลือกวิธี “เคารพของเดิมด้วยการไม่ไปแตะ” แต่ใช้พลังทั้งหมดในการเขียนเพลงใหม่ที่รับผิดชอบธีมของเรื่องให้ครบ—โดยเฉพาะเรื่อง การเปลี่ยนแปลงของเรียม

ผลที่ได้คือเวอร์ชันที่ทำให้คนดูหลายคนบอกว่า

“เข้าใจเรียมมากขึ้นเป็นครั้งแรก”

ซึ่งตรงกับเป้าหมายหลักของเวอร์ชันนี้อย่างแม่นยำ

กรอบใหญ่ของวงการมิวสิคัลไทย: งานคุณภาพบนฐานคนดูเฉพาะกลุ่ม

แม้ “แผลเก่า เดอะ มิวสิคัล” จะถูกสร้างโดยทีมมืออาชีพระดับแนวหน้าของประเทศ แต่ความเป็นจริงของวงการมิวสิคัลไทยยังคงเผชิญปัญหาคลาสสิกหลายข้อ

  • กลุ่มคนดูมิวสิคัลยังเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ บนยอดพีระมิด แม้จะใหญ่ขึ้นกว่าเดิม แต่ คนดูรุ่นเก่าหายไปเร็ว รุ่นใหม่ผลิตไม่ทัน

  • ต้นทุนการสร้างสูงจากรายละเอียดทั้งดนตรี ฉาก แสง เทคนิค และทีมงาน ทำให้ราคาบัตรต้องขยับสูงตาม ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ได้เอื้อ

  • แม้ Dreambox จะไม่ใช้ “ดาราดังแต่ร้องไม่ถึง” มาขายบัตร แต่ก็ต้องแลกด้วยการไม่สามารถขยายฐานคนดูผ่านพลัง star power แบบที่ตลาดทั่วไปนิยม

อย่างไรก็ตาม แฟนละครกลุ่มเดิมที่รักงานของ Dreambox มาตลอดยังคงกลับมานั่งในโรงและออกจากโรงด้วยความรู้สึกว่า

“ไม่ผิดหวัง”

เมื่อ “แผลเก่า” ถูกอ่านใหม่ในมิติการเมือง

นอกจากบนเวที ในโลกวิชาการ “แผลเก่า” ยังถูกหยิบไปวิเคราะห์ในมิติการเมืองและอัตลักษณ์ความเป็นไทย โดยเฉพาะเวอร์ชันภาพยนตร์ของเชิด ทรงศรี

นักคิดอย่าง ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ เคยเขียนถึงหนังเรื่องนี้ในกรอบของ

  • การวิพากษ์ความเป็นไทยหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา

  • การเล่าความขัดแย้งระหว่างคนชั้นล่างกับโครงสร้างอำนาจที่กดทับ

  • การมอง “ชาติ” ผ่านสายตาของคนตัวเล็ก มากกว่าผ่านสงครามและวีรบุรุษชนชั้นปกครอง

“แผลเก่า” ในมุมนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องรักชาวนา แต่กลายเป็น บันทึกการต่อสู้ของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย ที่โดนระบบตัดสิทธิ์จากความเป็นเจ้าของ “ชาติ” มาตลอด

เพลง “แผลเก่า”: แผลรักที่ลบไม่ออก

ในฉบับมิวสิคัลยังมีเพลง “แผลเก่า” ที่ใช้มุมมองของเรียมเป็นหลัก เนื้อเพลงเล่นกับภาพ

  • กลิ่นโคลน สาบควาย และความพยายามจะลืมรากเดิม

  • รอยแผลจากการถูกฟันของขวัญ

  • แต่สุดท้ายสิ่งที่ลืมไม่ได้คือ “ความรักที่พี่ให้เสมอมา”

ในเชิงอารมณ์ เพลงนี้ทำหน้าที่เหมือนการเปิดบาดแผลให้เห็นชัดว่า ความเจ็บปวดที่แท้จริงไม่ใช่บาดแผลบนร่าง แต่คือแผลในใจ ที่ไม่เคยหายไปแม้เรียมจะเดินหน้าสู่ชีวิตใหม่แล้วก็ตาม

จากหน้าหนังสือสู่เวที: เมื่อ “แผลเก่า” กลายเป็นคลังอ่านและดู

นอกจากเวอร์ชันมิวสิคัลแล้ว นวนิยาย “แผลเก่า” ยังถูกนำกลับมาจัดพิมพ์ในโครงการของ อ่าน๑๐๑ ในรูปแบบปกแข็งฉลอง 120 ปี ไม้ เมืองเดิม พร้อมผนวก

  • บทความวิเคราะห์ “แผลเก่า” ในมิติชนชั้นและการเปลี่ยนผ่านเมือง-ชนบท

  • นวนิยาย “แสนแสบ” ซึ่งถือเป็นภาคต่อทางเนื้อหา

ทั้งหมดทำให้ “แผลเก่า” กลายเป็นมากกว่างานวรรณกรรม คือ “จักรวาล” เล็ก ๆ ที่เชื่อมกันระหว่างหนัง เวที และงานวิชาการ

บทสรุป: แผลเก่าในหัวใจใหม่ของคนดู

“แผลเก่า เดอะ มิวสิคัล” ไม่ได้ตั้งใจมาแทนที่หนังหรือนวนิยาย แต่เลือกจะชวนคนดู

  • กลับไปมอง เรียม ด้วยสายตาใหม่

  • ตั้งคำถามกับสิ่งที่เราเคยคิดว่าถูกอยู่แล้วมาทั้งชีวิต เช่น การกตัญญู ค่านิยม ความเจริญ

  • ทบทวนว่าระหว่าง “ทางเลือก” ที่สังคมเปิดให้ กับ “ทางเลือก” ที่หัวใจอยากไป มันจำเป็นต้องตรงกันเสมอไปหรือไม่

สุดท้ายแล้ว แผลเก่าที่เจ็บที่สุดอาจไม่ใช่แผลของขวัญหรือเรียม แต่คือแผลที่สังคมทิ้งไว้ในใจของคนตัวเล็ก ๆ ทุกยุคทุกสมัย

และบนเวทีแห่งนี้ Dreambox เลือกจะผ่าบาดแผลนั้นให้คนดูได้มองตรง ๆ อีกครั้ง ผ่านเพลง แสง ฉาก และเสียงร้องที่ตั้งใจจนแทบพลีชีพให้กับคำว่ามิวสิคัลคุณภาพ.