รับแอปรับแอป

ก่อนโอนมัดจำ เช็ก 10 เช็กลิสต์นี้ก่อนจ้างบริษัทจัดอีเวนท์ (ไม่งั้นมีพัง!)

ธีรเดช จิตต์ดี01-31

ก่อนจ้างอีเวนท์สักงาน อย่าเพิ่งดูที่ราคา ดูสิ่งนี้ก่อน

ทุกงานอีเวนท์ที่ออกมาดูโปร ดูแพง และกลายเป็นไวรัลบนโซเชียล ไม่ได้เกิดจากดวงดี หรือแค่เวทีสวยไฟอลังการ แต่เกิดจาก ระบบคิด กระบวนการ และทีมงานมืออาชีพ ที่ออกแบบทุกดีเทลมาแล้วอย่างเฉียบคม

การเลือกบริษัทจัดงานอีเวนท์จึงไม่ใช่แค่การหา “คนมาช่วยจัดงานให้จบ” แต่คือการเลือก พาร์ตเนอร์เชิงกลยุทธ์ ที่จะช่วยสร้างประสบการณ์ให้แบรนด์ และส่งผลต่อภาพลักษณ์องค์กรแบบตรง ๆ

ในยุคที่แบรนด์แข่งกันที่ ประสบการณ์ (Experience) มากกว่างบโฆษณา การเลือก event organizer ที่ใช่ จึงเป็นหมากสำคัญของเกมการตลาด บทความนี้จะพาคุณไล่เช็กทีละเกณฑ์ ว่าบริษัทที่คุณกำลังจะจ้าง “โปรจริง” หรือแค่พูดเก่ง

Highlights ที่ควรรู้แบบรวดเดียวจบ

  • การเลือกบริษัทจัดงานอีเวนท์มืออาชีพ คือ กลยุทธ์ทางธุรกิจ ไม่ใช่แค่เรื่องจัดงานให้เสร็จ

  • Event organizer ที่ดีช่วยสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้จริง ทั้ง Brand Experience, Engagement และ ROI

  • 10 เกณฑ์ที่ควรใช้ประเมิน ต้อง ตรวจสอบได้จริง ทั้งด้านทีมงาน ระบบเอกสาร โปรดักชัน และการดูแลงานหลังจบ

  • เรื่องนี้ ไม่ใช่ศึกแข่งราคา แต่คือการเลือกพาร์ตเนอร์ที่เติบโตไปกับแบรนด์ในระยะยาว

  • อุตสาหกรรมอีเวนท์ไทยกำลังขยับจากงานสวย ๆ ไปสู่ ประสบการณ์ที่ขับเคลื่อนธุรกิจ ใครเข้าใจก่อน ได้เปรียบก่อน

สรุปง่าย ๆ: เลือก organizer ดี = ได้ทั้งงานสวยและธุรกิจเดิน เลือกผิดที ไม่ได้เสียแค่เงิน แต่อาจเสียทั้งภาพลักษณ์และโอกาสของแบรนด์

ทำไม “บริษัทจัดอีเวนท์ดี ๆ” คืออาวุธลับของแบรนด์

ในสนามที่ทุกแบรนด์แย่งพื้นที่ในใจผู้บริโภคผ่านประสบการณ์มากกว่าป้ายโฆษณา บริษัทจัดอีเวนท์จึงไม่ใช่แค่ผู้มารันคิว แต่มักทำหน้าที่เป็น ที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ ไปในตัว

บริษัทที่โปรจริงจะช่วยคุณตั้งแต่

  • ช่วยคิดคอนเซปต์ให้สอดคล้องกับแบรนด์

  • ออกแบบประสบการณ์ตั้งแต่หน้าประตูจนจบงาน

  • คุมคุณภาพโปรดักชัน แสง เสียง เวที ระบบลงทะเบียน ฯลฯ

  • วางเป้าหมายและ ตั้งตัวชี้วัด (KPI/ROI) ให้ชัดว่า งานนี้ทำไปเพื่ออะไร และวัดผลยังไง

ทุกดีเทล ตั้งแต่การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย ไปจนถึงการวัดผลหลังจบงาน คือสิ่งที่แยก “บริษัทจัดงานทั่วไป” ออกจาก “event organizer มืออาชีพ” อย่างแท้จริง

10 เช็กลิสต์เลือกบริษัทจัดงานอีเวนท์แบบโปรๆ

อยากรู้ว่าบริษัทที่คุณเล็งอยู่ “ของจริง” แค่ไหน ลองใช้ 10 เกณฑ์นี้ไล่เช็กทีละข้อ

1. Portfolio ต้องชัด ตรวจสอบได้ มีงานจริง

บริษัทจัดงานอีเวนท์ที่น่าเชื่อถือ ต้องมี ผลงานอ้างอิงที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นงานเปิดตัวสินค้า งานองค์กร งานระดับนานาชาติ คอนเสิร์ต หรือแคมเปญใหญ่ ๆ

สิ่งที่ควรดูคือ

  • มีภาพหรือวิดีโอจากงานจริงให้ดู

  • มีเคสที่หลากหลาย ทั้ง B2B, B2C, งานในห้าง, Outdoor, Roadshow ฯลฯ

  • หากมีรางวัลหรือเคสระดับโลก ยิ่งสะท้อนถึงประสบการณ์และมาตรฐานการทำงาน

ถ้าไม่มี portfolio เลย หรือมีแต่รูป Mockup / Render ต้องตั้งคำถามทันที

2. มีทีมโปรดักชัน In-house ของตัวเอง

บริษัทที่มีทีมโปรดักชันในบ้าน เช่น

  • ทีมเวทีและโครงสร้าง

  • แสง เสียง จอ LED

  • ทีมกราฟิกและงาน Visual

จะ คุมคุณภาพได้ดีกว่า ลดความเสี่ยงจากการส่งงานต่อหลายชั้น แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เร็ว และมักช่วย ประหยัดต้นทุนในภาพรวม ได้มากกว่าจ้างกระจัดกระจายหลายเจ้า

3. โปร่งใสเรื่องงบและเอกสาร (ไม่หมกเม็ด)

บริษัทมืออาชีพจะมี

  • เอกสารนิติบุคคลครบ ตรวจสอบได้

  • ใบเสนอราคาละเอียด แยกรายการชัดเจน

  • ไม่มีค่าใช้จ่ายยิบย่อยที่โผล่มาทีหลังแบบงง ๆ

  • สัญญาที่ครอบคลุมรายละเอียดงานและความรับผิดชอบ

ความโปร่งใสเรื่องเงิน สะท้อนความน่าเชื่อถือ และวิธีคิดแบบมืออาชีพของบริษัทโดยตรง

4. ให้บริการครบวงจร (End-to-End Service)

ถ้าอยากทำงานสบาย ไม่ต้องคุยกับ 10 เจ้าในเวลาเดียวกัน เลือกบริษัทที่สามารถดูแลทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ เช่น

  • วางคอนเซปต์และ Creative Direction

  • ออกแบบเวที บูธ และพื้นที่จัดงาน

  • ผลิตงานโปรดักชันทั้งหมด

  • ทำสื่อประชาสัมพันธ์และสื่อประกอบงาน

  • ดูแลหน้างานและทีมงานในวันจริง

One organizer ที่ทำ End-to-End ได้ดี = ประหยัดเวลา ลดความซับซ้อน และลดความเสี่ยงงานหลุดดีเทล

5. เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ใช้ทันเกมคนดู

ยุคนี้งานอีเวนท์ไม่ใช่แค่เวที ไฟ และจอ แต่คือการผสมผสานเทคโนโลยีให้เกิดประสบการณ์ใหม่ ๆ เช่น

  • Projection Mapping / Interactive Screen

  • AR/VR Experience

  • ระบบลงทะเบียนด้วย QR / Face Recognition

  • Hybrid Event ที่ผสาน On-ground + Online

บริษัทที่อัปเดตเทคโนโลยีอยู่เสมอ มักใส่ใจทั้ง ความปลอดภัย มาตรฐานระบบ และประสบการณ์ของคนร่วมงาน ไปพร้อมกัน

6. มีระบบ Project Management ชัดเจน

Organizer ที่โปร จะไม่ทำงานกันแบบ “เดี๋ยวค่อยว่ากัน” แต่มีระบบจัดการโปรเจกต์ เช่น

  • Timeline งานแบบละเอียด

  • Gantt Chart ให้เห็นทั้งภาพรวมและดีเทล

  • Dashboard หรือตารางติดตามความคืบหน้า

พร้อมทีมงานเฉพาะด้าน เช่น

  • Production Director

  • Stage Manager

  • Creative Director

  • Technical Supervisor

ถ้าเคยผ่านงานองค์กรใหญ่ ๆ หรืองานที่มี Stakeholder หลายฝั่งแล้วรอดมาได้ดี นั่นคือสัญญาณของมาตรฐานระดับสากล

7. เครือข่าย Suppliers และ Vendors แข็งแรง

บริษัทจัดงานที่มี Connection ดี จะทำให้คุณได้ทั้ง คุณภาพ + ราคาสมเหตุสมผล เพราะเขาสามารถเลือกซัพพลายเออร์ที่เหมาะกับงานคุณได้จริง ๆ

เครือข่ายที่ดีมักมีทั้ง

  • ซัพพลายเออร์ด้านโครงสร้าง เวที ระบบไฟเสียง

  • ผู้ให้บริการเทคโนโลยีเฉพาะทาง

  • พาร์ตเนอร์ระดับต่างประเทศสำหรับงานใหญ่หรือธีมพิเศษ

ยิ่งเครือข่ายแข็ง งานยิ่งยืดหยุ่นและมีศักยภาพสูงขึ้น

8. มีบริการหลังงานและการดูแลต่อเนื่อง

งานเลิก ไม่ได้แปลว่างานจบ สำหรับ organizer รุ่นใหม่ที่คิดแบบ Data-driven มักจะมี

  • Post-Event Report สรุปตัวเลขสำคัญ

  • ข้อมูลจำนวนผู้เข้าร่วมในแต่ละช่วงเวลา

  • ยอด Engagement และพฤติกรรมผู้เข้าร่วม

  • Feedback เพื่อนำไปพัฒนาอีเวนท์ครั้งถัดไป

สิ่งเหล่านี้ช่วยให้แบรนด์ ต่อยอดการตลาดได้จริง ไม่ใช่แค่ “งานผ่านไปแล้วก็จบ ๆ กันไป”

9. ระบบความปลอดภัยและประกันความเสี่ยง

เรื่องที่หลายคนมองข้าม แต่สำคัญมากคือ Risk Management และ Insurance เพราะอีเวนท์เต็มไปด้วยปัจจัยไม่คาดคิด ทั้งอุปกรณ์ คนดู สภาพอากาศ และสถานที่

บริษัทมืออาชีพจะมี

  • การประเมินความเสี่ยงก่อนจัดงาน

  • ประกันความเสียหายต่อทรัพย์สินและบุคคล

  • วงเงินคุ้มครองที่เหมาะสมกับขนาดงานและมูลค่าอุปกรณ์

เมื่อระบบความปลอดภัยแข็งแรง คุณเองก็กล้าจัดงานใหญ่ขึ้นโดยไม่ต้องกังวลจนเกินเหตุ

10. รีวิวจากลูกค้าจริงและผลลัพธ์ที่วัดได้

คำพูดของ organizer ว่าทำได้เก่งแค่ไหน ไม่สำคัญเท่าคำพูดของ ลูกค้าจริง ที่เคยทำงานด้วยกัน

ลองเช็กว่าเขามีหรือไม่

  • Case Study พร้อมตัวเลข เช่น ROI, Engagement, Satisfaction Score

  • รีวิวจากลูกค้าองค์กร / แบรนด์ที่คุณรู้จัก

  • งานที่เคยกลับมาทำซ้ำ (Repeat Client)

ถ้าบริษัทกล้าโชว์ผลลัพธ์เชิงตัวเลข แปลว่าเขามองงานอีเวนท์แบบธุรกิจ ไม่ใช่งานสวยแล้วจบ

Warning Signs: สัญญาณเตือนที่ควรรีบเบรก

ในตลาดที่มีบริษัทรับจัดงานเต็มไปหมด ไม่ใช่ทุกเจ้าจะเป็นสายโปรจริง มาดูสัญญาณเตือนที่เจอแล้วควรระวังให้หนัก

  • ราคาถูกผิดปกติ
    ถ้าต่ำกว่าตลาดมาก ๆ อาจมาพร้อมการลดคุณภาพ หรือมีค่าใช้จ่ายซ่อนอยู่ปลายทาง

  • ไม่มี Portfolio ให้ดูเลย
    บริษัทที่อ้างว่าจัดงานมามาก แต่ไม่มีรูปงานจริง วิดีโอ หรือรายชื่องานให้ตรวจสอบได้ คือธงแดงชัด ๆ

  • เลี่ยงการทำสัญญา
    Event organizer ที่โปรจะยืนยันใช้สัญญาที่ชัดเจน ครอบคลุมงบประมาณ ขอบเขตงาน และความรับผิดชอบ

  • ทีมงานไม่ชัดว่ามีใครบ้าง
    ถ้าถามแล้วตอบไม่ได้ว่าใครคือ Project Manager, ใครคุมโปรดักชัน หรือไม่มีชื่อทีมหลักให้เห็น น่าคิด

  • การสื่อสารหลวม ตอบช้า อัปเดตไม่ตรงเวลา
    งานอีเวนท์คือการแข่งกับเวลา ถ้าช่วงคุยงานยังสื่อสารไม่เคลียร์ วันงานจริงมีโอกาสวุ่นสูงมาก

จำไว้ว่า: การเลือกบริษัทจัดงานอีเวนท์ที่ดีคือ การลงทุน ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย เพราะได้ทั้งความสบายใจ งานออกมาดี และผลลัพธ์ที่กลับเข้ามาสู่ธุรกิจ

FAQ: คำถามเด็ดที่เจ้าภาพมือใหม่มักอยากรู้

Q1: บริษัทจัดอีเวนท์ที่ดีควรมีใบอนุญาตอะไรบ้าง?

บริษัทที่น่าเชื่อถือควรมี

  • ทะเบียนนิติบุคคลที่ตรวจสอบได้จากหน่วยงานราชการ

  • ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องเสียงขนาดใหญ่ หรือการใช้พลุ/เอฟเฟกต์

  • ประกันภัยที่ครอบคลุมความเสียหายต่อทรัพย์สิน และผู้ร่วมงาน

ถ้าขอเอกสารแล้วเลี่ยงหรือไม่กล้าโชว์ เรียกว่าควรใช้ความระมัดระวังให้มาก

Q2: จ้างแบบ Full Service vs จ้างแยก Vendor แบบไหนดีกว่า?

  • Full Service
    เหมาะกับคนที่ไม่มีทีมในบ้าน หรือไม่มีเวลาประสานงานหลายเจ้า ได้ผู้รับผิดชอบหลักเพียงรายเดียว แม้ราคาดูสูงกว่า แต่แลกกับความสบายใจและการคุมภาพรวมที่เนียนกว่า

  • จ้างแยก Vendor
    งบอาจคุมได้ละเอียดขึ้น แต่ต้องมีประสบการณ์ประสานงานเองเยอะมาก ทั้งเรื่องเวลา ดีเทล และความรับผิดชอบซ้อนทับกัน

ถ้าอยากได้งานที่ออกมาดูมืออาชีพ และไม่ต้องปวดหัวกับการจูนหลายฝ่าย Full Service จากทีมที่มี In-house ครบทุกสายงาน มักคุ้มกว่าในระยะยาว

Q3: งานกลางแจ้ง จำเป็นต้องมี Plan B ไหม?

จำเป็นมาก โดยเฉพาะเรื่อง

  • สภาพอากาศที่เดาไม่ได้

  • ความปลอดภัยของโครงสร้างและอุปกรณ์

บริษัทที่มีประสบการณ์งาน Outdoor จะเตรียมทั้งแผนสำรอง สคริปต์เผื่อย้ายพื้นที่ และประกันภัยเผื่อกรณีงานต้องเลื่อนหรือยกเลิกเพราะเหตุสุดวิสัย

Q4: ถ้าอยากจัดงานแบบ Hybrid ต้องเตรียมอะไรเพิ่ม?

งาน Hybrid ที่ดีต้องพร้อมทั้งด้านเทคนิคและทีมงาน เช่น

  • กล้องถ่ายทำหลายมุม + ระบบ Streaming ที่เสถียร

  • ระบบเสียงและไมโครโฟนสำหรับคนในงานและผู้ชมออนไลน์

  • ทีม Moderator ดูแลแชทและคำถามจากออนไลน์

  • Technical Support คอยเฝ้าสัญญาณตลอดงาน

  • คนทำคอนเทนต์ Real-time สำหรับโซเชียลมีเดีย

บริษัทที่เชี่ยวชาญ Hybrid Event จริง จะช่วยดีไซน์ทั้งประสบการณ์ในฮอลล์และบนหน้าจอให้กลมกล่อมไปพร้อมกัน

Q5: ควรติดต่อบริษัทจัดอีเวนท์ล่วงหน้ากี่เดือน?

โดยประมาณสามารถมองแบบนี้ได้เลย

  • งานขนาดเล็ก–กลาง: ควรติดต่ออย่างน้อย 2–3 เดือนล่วงหน้า

  • งานใหญ่ หรืองานที่ต้องใช้สถานที่พิเศษ / ศิลปินดัง: ควรเตรียมตัว 6–12 เดือนล่วงหน้า

ยิ่งเริ่มคุยเร็ว Organizer ยิ่งมีเวลาออกแบบงานได้ลึกและละเอียดขึ้น คุณเองก็มีโอกาสได้ทั้ง สถานที่ดี เวลาเหมาะ และทีมแบบที่อยากได้

สรุป: เลือกให้ถูกตั้งแต่แรก งานรอด ธุรกิจรุ่ง

การจ้างบริษัทจัดงานอีเวนท์ไม่ใช่การจ้างคนมารันโชว์ให้จบวัน แต่คือการเลือกทีมที่จะช่วยคุณ

  • สร้างประสบการณ์ให้คนจำแบรนด์ได้

  • วัดผลลัพธ์ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นคนร่วมงาน ยอด Engagement หรือโอกาสต่อยอดการขาย

  • ลดความเสี่ยงด้านระบบ ความปลอดภัย และภาพลักษณ์

ก่อนจะโอนมัดจำให้ใคร ลองไล่เช็ก 10 ข้อนี้ให้ครบ แล้วคุณจะรู้ทันทีว่าบริษัทไหนคือพาร์ตเนอร์ระยะยาว บริษัทไหนควรบอกลาแต่ยังไม่ Block