รับแอปรับแอป

526 งานคอนเสิร์ตทะลุ 1.4 หมื่นล้าน: เปิดทุกมิติว่าทำไม “กรุงเทพฯ” ถึงกลายเป็นเมืองคอนเสิร์ตของเอเชีย

มณีรัตน์ พูลผล01-31

กรุงเทพฯ เมืองคอนเสิร์ตที่ไม่ได้เป็นแค่คำพูดเล่น

ตลอดปี 2023-2024 กรุงเทพฯ แทบไม่เคยหลับจริงๆ เพราะในเวลาแค่ 2 ปี มีการจัดคอนเสิร์ตและแฟนมีตติ้งรวม 526 งาน

  • ปี 2023 มี 242 งาน แบ่งเป็นคอนเสิร์ต 220 งาน และแฟนมีตติ้ง 22 งาน

  • ปี 2024 หนักกว่าเดิมเป็น 284 งาน มีคอนเสิร์ต 268 งาน และแฟนมีตติ้ง 16 งาน

ถ้ามองจากตัวเลขเพียวๆ กรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นแค่เมืองท่องเที่ยว แต่กำลังกลายเป็น ฮับคอนเสิร์ตระดับภูมิภาค ที่ศิลปินต่างชาติแทบทุกสายต้องแวะ

งานสำรวจชุดนี้โฟกัสเฉพาะ

  • คอนเสิร์ต / แฟนมีตติ้ง / Fancon ของ ศิลปินต่างชาติ ที่จัดในไทย

  • ต้องมีช่องทางขายบัตรอย่างเป็นทางการ และน่าเชื่อถือ

  • ไม่นับงาน Expo, งานสินค้า, ทอล์กโชว์, เดี่ยวไมโครโฟน, ละครเวที, โอเปร่า, งานแจกรางวัล หรือโชว์มายากล

Fancon เองก็คือการเอา Fanmeeting + Concert มารวมกันในงานเดียว เน้นร้องเพลงผสมกับพูดคุย เล่นเกม สร้างโมเมนต์กับแฟนๆ มากกว่าคอนเสิร์ตเต็มสเกลแบบปกติ

ศิลปินไทยจะถูกนับก็ต่อเมื่อเดบิวต์และเป็นที่รู้จักในฐานะศิลปินต่างประเทศเป็นหลัก เช่น ศิลปินจากรายการเซอร์ไววัล หรือสมาชิกวง K-Pop อย่าง แบมแบม หรือศิลปินลูกครึ่งหลายเชื้อชาติที่ไปดังในตลาดต่างประเทศก่อน

ด้านการเก็บข้อมูลรายเดือนก็แยกชัดเจน

  • ถ้า 1 งานจัดหลายรอบในเดือนเดียวกัน จะนับเป็น 1 งาน สำหรับสถิติรายเดือน

  • แต่เวลาเจาะรายวัน จะนับตามวันจริง เช่น คอนเสิร์ต 4 วันก็จะเป็น 4 ครั้ง เพื่อสะท้อนความหนาแน่นในแต่ละวันของสัปดาห์

ตัวอย่างเช่น 2024 TREASURE RELAY TOUR [REBOOT] IN BANGKOK ที่จัด 4 รอบในช่วง 23-26 พฤษภาคม 2024 ในสถิติรายเดือนนับเป็น 1 งาน แต่ในสถิติรายวันนับเป็น 4 ครั้ง

เดือนไหนคือ “High Season” ของคนดูคอนเสิร์ต?

จากการเก็บข้อมูลของทั้ง 526 งาน พบว่าเดือนที่ฮอตที่สุดไม่ใช่หน้าร้อน ไม่ใช่สงกรานต์ แต่คือ เดือนพฤศจิกายน

  • พฤศจิกายน: 67 งาน หรือ 12.74% ของทั้งหมด

  • ธันวาคม: 57 งาน (10.84%)

  • มีนาคม & ตุลาคม: เดือนละ 54 งาน (10.27%)

ขณะที่เดือนที่เงียบที่สุดคือ มกราคม มีแค่ 23 งาน คิดเป็นเพียง 4.37% ของทั้งหมด

ถ้าแยกทีละปี ภาพก็ชัดและต่อเนื่อง

  • ปี 2023 (242 งาน)

    • พฤศจิกายน: 35 งาน (เดือนที่คึกคักที่สุด)

    • ธันวาคม: 30 งาน

    • มีนาคม: 25 งาน

    • มกราคม: 9 งาน (ต่ำสุดของปี)

  • ปี 2024 (284 งาน)

    • พฤศจิกายน: 32 งาน (ยังเป็นแชมป์)

    • ตุลาคม: 30 งาน

    • มีนาคม & สิงหาคม: เดือนละ 29 งาน

    • มกราคม: 14 งาน (ต่ำสุดของปี)

ทำไมต้องปลายปี?

เพราะปลายปีคือจังหวะที่หลายอย่างลงล็อกพร้อมกัน

  • เลี่ยงหน้ามรสุม ฝนตกไม่เดือดร้อนโปรดักชัน

  • อากาศเย็นลง เหมาะกับงานกลางแจ้งและเทศกาล

  • ตรงกับ High Season การท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • คนวัยทำงานมักอยากเที่ยว/พักช่วงปลายปี ตามผลสำรวจของ GMM SHOW

เทศกาลดนตรีจำนวนไม่น้อยจึงเลือก ธันวาคม เพราะได้ทั้งบรรยากาศปลายปีและสถานที่กลางแจ้งท่ามกลางธรรมชาติ ซึ่งกลายเป็น “แพ็กเกจประสบการณ์” ที่ขายได้ดี

ปลายปีที่งานแน่นยังสัมพันธ์กับจังหวะทัวร์ของศิลปินฝั่งอเมริกาและยุโรป ที่มัก

  • เล่นในประเทศตัวเองช่วงฤดูใบไม้ผลิ–ฤดูร้อน (ประมาณ พ.ค.–ก.ค.)

  • หลังจบเทศกาลใหญ่ๆ อย่าง Coachella, Glastonbury, Lollapalooza

  • แล้วค่อยต่อสายทัวร์มาเอเชียใน ไตรมาส 3-4 ของปี

พอถึงช่วงพฤศจิกายน เราจึงเห็นไลน์อัปตะวันตกแน่นเป็นพิเศษ เช่น

  • Imagine Dragons: LOOM WORLD TOUR

  • Dua Lipa Radical Optimism Tour

  • ROD STEWART LIVE IN CONCERT ONE LAST TIME

  • JAMES ARTHUR SOUTH EAST ASIA TOUR

ส่วน มกราคม เงียบเพราะ

  • คนเพิ่งผ่านช่วงเทศกาล ปีใหม่ เคาท์ดาวน์ ปาร์ตี้ ใช้เงินไปเยอะ

  • มีกิจกรรมบันเทิงชนกันมากในช่วงปลายปี ทำให้ผู้จัดเลี่ยงมาชนในเดือนเดียวกัน

  • พอเปิดปีใหม่ ผู้ชมมัก “พักกระเป๋าตังค์” ชั่วคราว ผู้จัดจึงเลื่อนไปเล่นช่วงที่โอกาสขายบัตรสูงกว่า

เสาร์-อาทิตย์คือวันศักดิ์สิทธิ์ของติ่งคอนเสิร์ต

คงไม่ใช่เรื่องน่าตกใจว่าคอนเสิร์ตส่วนใหญ่เลือกจัดในวันเสาร์–อาทิตย์ แต่ตัวเลขจริงๆ ยิ่งทำให้เห็นภาพชัด

  • วันเสาร์: 258 งาน (39.27%) — เยอะที่สุด

  • วันอาทิตย์: 162 งาน (24.66%)

รวมแล้วกว่า 64% ของคอนเสิร์ตทั้งหมดกระจุกอยู่ในสุดสัปดาห์

ถ้าแยกตามปี

  • ปี 2023: เสาร์ 111 งาน, อาทิตย์ 73 งาน

  • ปี 2024: เสาร์พุ่งขึ้นเป็น 147 งาน, อาทิตย์ 89 งาน

วันมงคลแห่งวงการคอนเสิร์ต คือ

  • วันเสาร์ในเดือนสิงหาคม (2023-2024) มีถึง 32 งาน

  • รองลงมาคือวันเสาร์ในเดือนพฤศจิกายน (31 งาน)

ขณะที่ วันจันทร์ คือวันต้องคำสาป จัดงานแค่ 24 ครั้งใน 2 ปี (แค่ 3.65%) เพราะ

  • คนส่วนใหญ่เริ่มงาน/เริ่มเรียน

  • ไม่มีใครอยากกลับบ้านเกือบเที่ยงคืนแล้วตื่นเช้าไปทำงาน

ยังมี “วันคอนเสิร์ตแห่งชาติ” ที่มีงานชนกันถึง 6 งานในวันเดียว เช่น วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม 2024 ที่แฟนๆ ต้องเลือกว่าจะไปดูใคร ระหว่าง DOYOUNG, KIM JI WON, YOUNGJAE, KIM SUNG KYU, SALENA JONES หรือ SUMMER SONIC BANGKOK

ภาพรวมพฤติกรรมจึงชัดมากว่า เสาร์คือวันทองของผู้จัด และจันทร์คือวันต้องเลี่ยง

ชาติไหนมาจัดมากสุด? คำตอบคือ K-Pop แรงไม่มีแผ่ว

เมื่อเจาะดูสัญชาติศิลปินที่มาเปิดแสดงในไทย ตัวเลขฟ้องชัดเจนว่า เกาหลีใต้ครองแชมป์แบบขาดลอย

  • ศิลปินเกาหลีใต้: 168 งาน (31.94%)

  • คอนเสิร์ตรวมหลายสัญชาติ (Festival/รวมศิลปิน): 124 งาน (23.57%)

  • ศิลปินอเมริกัน: 67 งาน (12.74%)

แค่ฝั่งเกาหลีอย่างเดียว แบ่งเป็น

  • ปี 2023: 82 งาน (15.59%)

  • ปี 2024: 86 งาน (16.35%)

สะท้อนว่า K-Pop ไม่ได้มาเล่นๆ แต่มาทุกฟอร์แมต ทั้ง

  • Girl group / Boy group ระดับโลก (เช่น BLACKPINK, Stray Kids)

  • ศิลปินเดี่ยว (เช่น SUGA, TAEYEON)

  • นักแสดงจาก K-Drama ที่มาจัดแฟนมีตติ้งเต็มรูปแบบ

นอกจากนั้นยังมี

  • เทศกาลดนตรีรวมศิลปิน (Rolling Loud Thailand, SUMMER SONIC BANGKOK, Maho Rasop ฯลฯ) ที่พุ่งจาก 46 งานในปี 2023 เป็น 78 งานในปี 2024

  • ฝั่งอเมริกันที่แตกไลน์ทั้งสเตเดียมโชว์และไลฟ์เฮาส์เล็ก เช่น BRUNO MARS, Olivia Rodrigo, Post Malone ไปจนถึงศิลปินสายอินดี้ที่เล่นในสตูดิโอหรือคลับขนาดกลาง

J-Rock / J-Pop ก็ยังมีฐานแฟนเหนียวแน่นในไทย

  • รวม 38 งาน (7.22%) — ปี 2023: 14 งาน, ปี 2024: 24 งาน

  • มีตั้งแต่ ONE OK ROCK, RADWIMPS, Fujii Kaze ไปจนถึง Ado ที่จัดเวิลด์ทัวร์ครั้งแรกในไทย

ด้านศิลปินจีน (C-Pop) แม้กระแสติ่งจีนในไทยจะมาแรง แต่จำนวนงานยังไม่เยอะมาก

  • รวม 20 งาน (3.80%) — ปี 2023: 12 งาน, ปี 2024: 8 งาน

  • ส่วนใหญ่ยังโฟกัสตลาดในประเทศมากกว่าเวิลด์ทัวร์

ถ้ารวมภาพใหญ่ทั้งหมด

  • ศิลปินฝั่งตะวันตก: 28.71% (อเมริกันราว 12.93% + ตะวันตกอื่นๆ 15.78%)

  • ศิลปินฝั่งตะวันออก: 47.72% (เกาหลี 33.46% + เอเชียอื่นที่ไม่ใช่เกาหลี 14.26%)

  • คอนเสิร์ตรวมศิลปินหลายเชื้อชาติ: 23.57%

แปลแบบง่ายๆ:

  • K-Pop ยึดฐานไทยได้แบบยาวๆ ด้วยการจัดคอนเสิร์ต-แฟนมีตติ้งถี่มาก

  • ศิลปินตะวันตกเน้นสเกลใหญ่และโปรดักชันอลังการ เจาะตลาดแมสทั่วประเทศ

  • ศิลปินเอเชียชาติอื่น (จีน, ญี่ปุ่น ฯลฯ) กำลังเร่งเครื่องและเริ่มมีพื้นที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ

แฟนมีตติ้ง: อาวุธลับของศิลปินเอเชีย

ถ้าคอนเสิร์ตคือการโชว์สเกลโปรดักชัน แฟนมีตติ้งก็คือการขาย “ระยะห่างระหว่างศิลปินกับแฟน” แบบละเอียดระดับเมตร

ช่วงปี 2023-2024 มีการจัดแฟนมีตติ้งทั้งหมด 38 งาน ส่วนใหญ่เป็นศิลปินเกาหลีและจีน โดยแฟนมีตติ้งมักมีคุณสมบัติดังนี้

  • ระยะเวลา 1.30 – 2.30 ชั่วโมง

  • ผสมเกม พูดคุย Q&A และโชว์พิเศษเข้าด้วยกัน

  • เน้นความใกล้ชิดมากกว่าคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบ

เฉพาะฝั่งเกาหลี (รวมลูกครึ่งเกาหลี-ไทย) มีแฟนมีตติ้งถึง 31 งาน ตั้งแต่นักแสดงแม่เหล็กแนว K-Drama ไปจนถึงไอดอลระดับโลกอย่าง LISA และ BamBam

ฝั่งจีนแม้มีติ่งหนาแน่นในไทย แต่ 2 ปีที่ผ่านมาเจอแฟนมีตติ้งเพียง 5 งาน เช่น WayV, Luo Yunxi, Zhang Zhehan, Gen1es และ Patrick โดยส่วนหนึ่งมาจาก

  • โมเดลธุรกิจบันเทิงจีนยังเน้นในประเทศ

  • ยังไม่มีระบบทัวร์ต่างประเทศที่เป็นระบบเท่า K-Pop

ทำไมแฟนมีตติ้งถึงทำเงินแรง?

เพราะถึงจะใช้โปรดักชันน้อยกว่า แต่

  • ความจุเฉลี่ยเพียง ~3,000–3,500 ที่นั่ง

  • ระยะเวลาไม่นานเท่าคอนเสิร์ต

  • แต่ ค่ามัธยฐานราคาบัตรอยู่ที่ 4,500 บาท ใกล้เคียงคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบ

สถานที่ยอดนิยมสำหรับแฟนมีตติ้งคือ

  • Thunder Dome (ใช้จัด 6 ครั้ง) — ความจุราว 3,500 ที่นั่ง

  • แจ้งวัฒนะ ฮอลล์ (6 ครั้ง)

  • KBank Siam Pic-Ganesha Theatre (5 ครั้ง) — ความจุประมาณ 1,069 ที่นั่ง

ราคาบัตรแฟนมีตติ้งมีตั้งแต่

  • เริ่มต้น 1,000–1,500 บาท สำหรับงานเล็กหรือฮอลล์ขนาดกะทัดรัด

  • ไปจนถึงแพ็กเกจ VVIP หลักหมื่น เช่น 13,800 บาท ของงาน CHASE ZHANGZHEHAN 2023 FANMEETING

คำตอบที่สำคัญคือ: แฟนคลับจำนวนมากยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อซื้อประสบการณ์ที่ได้อยู่ใกล้ศิลปินมากขึ้น แม้งานจะสั้นกว่าคอนเสิร์ตก็ตาม

ราคาแรงแค่ไหน? จากบัตร 300 ถึงแพ็กเกจหลัก 2 หมื่น

ตลาดบัตรคอนเสิร์ตในไทยยืดหยุ่นมาก ตั้งแต่สายประหยัดยันสาย VVIP ที่พร้อมทุ่มเพื่อเจอศิลปินใกล้สุด

ตัวเลขสำคัญมีดังนี้

  • ราคาถูกสุดที่พบ: 300 บาท (ดีเจ/ศิลปินในคลับและไลฟ์เฮาส์)

  • บัตรเทศกาลใหญ่โซน GA บางงานเริ่มแค่ 500–600 บาท

  • แพ็กเกจแพงสุดที่สำรวจ: 28,300 บาท — Coldplay Music Of The Spheres World Tour (Ultimate Spheres Experience)

ภาพรวมราคา

  • ค่ามัธยฐานราคาบัตร (Median): 4,500 บาท

  • ค่าเฉลี่ย (Average): 4,750 บาท

ที่ค่าเฉลี่ยสูงกว่ามัธยฐาน แปลว่ามีบัตรราคาโหดหรือ VVIP หลายงานที่ดึงค่าเฉลี่ยให้โดดขึ้น

ตัวอย่างบัตรระดับ High-end

  • Coldplay Ultimate Spheres Experience: 28,300 บาท (พร้อมทัวร์หลังเวที ของที่ระลึกพิเศษ สิทธิ์เข้าเลนพิเศษ ฯลฯ)

  • แพ็กเกจ VVIP 16,000 บาท ของ ZHANG ZHEHAN

  • บัตรยืนหน้าเวที Post Malone: 15,500 บาท

ถ้าลองคิดเล่นๆ ว่าอยากไปดูคอนเสิร์ตทุกงานแบบสายเปย์สุด

  • ถ้าซื้อทุกงานในราคาสูงสุด (VVIP) ของ 301 งาน ที่คำนวณได้ ต้องเตรียมงบประมาณรวม ราว 1,770,051 บาท

  • ถ้าซื้อทุกงานด้วยราคาต่ำสุดที่มีขาย จะใช้เงินประมาณ 547,748 บาท

แปลว่า: แค่จะเป็นสายดู “ครบทุกคอนเสิร์ต” ใน 2 ปี ต้องมีงบอย่างน้อยครึ่งล้าน และถ้าจะเป็น “ราชา VVIP” ก็ต้องแบกงบเกือบ 1.8 ล้าน

VIP กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการขายบัตร

ยุคนี้บัตรแพงไม่ได้ขายแค่ที่นั่ง แต่ขาย สิทธิ์ และ ประสบการณ์ ที่ทำให้แฟนรู้สึกว่า “คุ้มที่จะจ่ายเพิ่ม”

จากการสำรวจงานที่มีบัตรราคา 6,500 บาทขึ้นไป ทั้งหมด 130 งาน พบว่า

  • มีเพียง 17 งานที่ขายแค่บัตร ไม่มีสิทธิ์พิเศษ

  • อีก 113 งาน หรือ 86.9% มาพร้อมแพ็กเกจ/สิทธิ์เสริม

สิทธิ์ยอดฮิต โดยเฉพาะในฝั่ง K-Pop ได้แก่

  • Soundcheck: ดูรอบซ้อมก่อนงานจริง (มาตรฐานแพ็กเกจแพงสุดของหลายวง)

  • Hi-Touch / Hi-Bye / Send-off: ทักทายระยะใกล้หลังจบงาน

  • Group Photo: ถ่ายรูปกลุ่มกับศิลปิน (แบ่งกลุ่ม 10–20 คนต่อรูป)

  • Signed Goods: โปสเตอร์/โพลารอยด์พร้อมลายเซ็น (มักเป็นการสุ่มผู้โชคดี)

ฝั่งศิลปินตะวันตก แพ็กเกจ VIP มักเน้น

  • ช่องทางเข้า–ออกเฉพาะ

  • โซนบาร์พิเศษ

  • ของที่ระลึก Exclusive ที่ไม่มีขายทั่วไป

  • ทัวร์หลังเวที หรือสิทธิ์เข้าฟังเบื้องหลังงานเพลง/Q&A

หลายแพ็กเกจระบุให้เห็นชัดๆ ว่า “ส่วนต่าง” ที่เราเสียไปนั้นแพงเพราะอะไร เช่น

  • Coldplay Ultimate Experience ราคา 28,300 บาท ระบุว่าบัตรที่นั่งจริง 7,800 บาท ส่วนต่างราว 20,500 บาทคือราคาของเบเนฟิต

  • BRUNO MARS Gold VIP ราคา 11,000 บาท แต่ค่าบัตรนั่งจริง 8,000 บาท

หมายความว่า สิ่งที่แฟนจ่ายเพิ่ม คือราคาของความพิเศษล้วนๆ ไม่ใช่ที่นั่ง

ในทางกลับกัน ผู้จัดก็เริ่มไล่ระดับสิทธิพิเศษเป็น “ขั้นบันได” มากขึ้น เช่น

  • บัตรแพงสุด: การันตีได้เข้าดู Soundcheck

  • บัตรรองลงมา: มีสิทธิ์ลุ้นสุ่มเข้าร่วม

กลยุทธ์นี้ทำให้

  • เพิ่มยอดขายโซนแพงสุด

  • ดันให้โซนกลาง-บนดู “คุ้ม” ขึ้นด้วยการมีสิทธิ์ลุ้นบางอย่าง

บัตรยืน vs บัตรนั่ง vs บัตรดอย: ความใกล้ชิดมีราคาเท่าไหร่

ตลาดบัตรแบ่งออกเป็นสามโลกใหญ่ๆ

  1. บัตรยืน (Standing / หลุม)

  2. บัตรนั่งทั่วไป

  3. บัตรดอย – ที่นั่งถูกสุด ไกลสุด แต่ไม่เคยขาดแฟน

บัตรนั่ง

  • ราคาถูกสุดของบัตรนั่งอยู่แถว 900–1,800 บาท

  • มักเป็นมุมอับหรือชั้นบนสุดของสเตเดียม

  • ส่วนบัตรนั่งที่ดีที่สุดติดเวที ทยานไปที่ 12,000–16,000 บาท (หรือสูงกว่านั้นเมื่อรวมแพ็กเกจ VIP)

บัตรยืน

  • ราคาเฉลี่ยบัตรยืนอยู่ราว 4,625 บาท

  • ราคาสูงสุดที่พบคือบัตรยืนหน้าเวที 14,000 บาท (Post Malone)

  • ราคาต่ำสุด 300 บาท (งานคลับ/ไลฟ์เฮาส์)

ศิลปิน K-Pop จำนวนมากใช้บัตรยืนเป็นฐานของแพ็กเกจ VIP เช่น

  • บัตรยืน + สิทธิ์ Soundcheck

  • บัตรยืน + Hi-Touch / Send-off

ทำให้ “ความใกล้ชิด” ถูกตีเป็นราคาได้ชัดเจน

บัตรดอย: มองจากไกล แต่เป็นตัวชี้เทรนด์ตลาด

บัตรดอยคือ บัตรถูกสุดของงานนั้น มักจะเป็น

  • ชั้นบนสุด

  • มุมไกลสุด

  • แต่ก็เป็นประตูให้แฟนที่งบน้อยได้เข้าไปอยู่ในบรรยากาศ

บัตรดอยแพงที่สุดที่พบคือ

  • 4,800 บาท: An evening with Ed Sheeran ที่ UOB LIVE

  • 4,500 บาท: JJ LIN “JJ20” WORLD TOUR ที่ Impact Arena

  • 3,988 บาท: Jay Chou Carnival World Tour 2023 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน

บัตรดอยของงานใหญ่ใน Impact Arena เช่น Westlife, ONE REPUBLIC มักเริ่มที่ 1,500 บาท ส่วน K-Pop ส่วนใหญ่เริ่มที่ 2,000–2,500 บาท ขณะที่

  • Ed Sheeran / Coldplay ที่ราชมังคลาฯ เริ่มต้นราว 1,800 บาท

  • Harry Styles เริ่มต้น 1,500 บาท

สรุปง่ายๆ: ราคาบัตรดอยคือ “ตัวชี้พื้นฐานของตลาด” ว่าศิลปินเบอร์ไหนมีเพดานเข้าถึงเริ่มต้นสูงแค่ไหน

เศรษฐกิจคอนเสิร์ต: แค่ขายบัตรก็เกิน 1.45 หมื่นล้าน

การจัดคอนเสิร์ตและแฟนมีตติ้งไม่ได้ขยับแค่หัวใจแฟน แต่ยังขยับ GDP ไปพร้อมกัน

เฉพาะยอดขายบัตรของ 526 งานในปี 2023-2024 ประเมินมูลค่าได้ราว

  • รวมสองปี: 14,512.02 ล้านบาท

  • ปี 2023: ประมาณ 7,225 ล้านบาท

  • ปี 2024: ประมาณ 7,287 ล้านบาท

ยังไม่รวม

  • ค่าเดินทาง

  • ค่าอาหาร–เครื่องดื่ม

  • ค่าที่พัก

  • ค่าแท่งไฟ / ของที่ระลึก / เสื้อคอนเสิร์ต

ถ้าเจาะรายงาน

  • Ed Sheeran Mathematics Tour ที่ราชมังคลาฯ ความจุ ~50,000 ที่นั่ง ราคาบัตรเฉลี่ย 5,475 บาท

    • ถ้าขายเต็ม คิดคร่าวๆ ได้ราว 272.23 ล้านบาท ต่อลายัพเดียว

  • NCT DREAM THE DREAM SHOW2 ที่ Impact Arena ความจุ ~12,000 ที่นั่ง ราคาบัตรเฉลี่ย 4,514 บาท

    • หากเต็มทุกที่นั่ง เท่ากับมูลค่าราว 54.17 ล้านบาท ต่อรอบ

  • คอนเสิร์ตของ Dylan Wang (D.PARTY) ความจุ ~12,000 ที่นั่ง ราคาบัตรเฉลี่ย 7,880 บาท

    • ถ้าบัตรหมดเกลี้ยง มูลค่าเฉพาะบัตรอยู่แถวๆ 94.56 ล้านบาท

เมื่อรวมกับการใช้จ่ายอื่น อุตสาหกรรมนี้ถูกนับในกลุ่ม MICE (Meetings, Incentives, Conventions, Exhibitions) ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยและถูกบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13

ข้อมูลจาก TCEB ระบุว่าเพียงปี 2024 อุตสาหกรรมไมซ์ดึงดูดนักเดินทางมากกว่า 25 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 148,341 ล้านบาท ซึ่งคอนเสิร์ตและเมกะอีเวนต์เป็นส่วนหนึ่งของก้อนใหญ่ตรงนี้

ลองสมมติชีวิต #ติ่งอิมแพ็ค หนึ่งวัน

  • ราคาบัตรเฉลี่ยคอนเสิร์ต IVE ที่ Impact Arena: ราว 5,257 บาท

  • ค่าเดินทาง (ออกจากอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปเมืองทอง + กลับแท็กซี่): ประมาณ 390 บาท

  • ค่าอาหาร–เครื่องดื่ม: ประมาณ 250 บาท

รวมแล้วแฟนคลับหนึ่งคนใช้วันละราว 5,897 บาท หรือควรเตรียมอย่างน้อย 6,000 บาทต่อคอนเสิร์ตหนึ่งรอบ

ถ้าคูณด้วย 12,000 คนเต็มฮอลล์

  • แค่ค่าบัตร: ราว 63 ล้านบาท

  • ค่าเดินทาง+กินดื่ม (เฉลี่ย 640 บาทต่อคน): เพิ่มอีกประมาณ 7.7 ล้านบาท

รวมแล้วเงินสะพัดจากคอนเสิร์ตรอบเดียว ไม่ต่ำกว่า 70 ล้านบาท และยังไม่รวมเมอร์ชคอนเสิร์ตที่แฟนอาจจ่ายเพิ่มอีกหลายพัน

ผู้จัดหน้าไหนครองตลาด? Live Nation Tero ยืนหนึ่ง

ใน 526 งานของช่วง 2 ปี มีผู้จัดถึง 211 ราย ตั้งแต่บริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่ไปจนถึงผู้จัดอินดี้และหน้าใหม่ แต่คนที่ยืนกลางสนามแบบชัดที่สุดคือ

  • Live Nation Tero: 71 งาน (13.50%) — ปี 2023: 42 งาน, ปี 2024: 29 งาน

ด้วยการเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างยักษ์ใหญ่ระดับโลกกับบริษัทบันเทิงไทย ทำให้มีพลังพอจะดึงศิลปินทุกสัญชาติ ตั้งแต่สเตเดียมโชว์ของ Coldplay, Ed Sheeran จนถึง K-Pop แถวหน้าอย่าง Stray Kids และ TWICE

รองลงมา เช่น

  • THE VERY COMPANY: 19 งาน — เน้นอินดี้ตะวันตก, K-Indie และจัด VERY FESTIVAL

  • SM True: 17 งาน — สายศิลปินค่าย SM Entertainment โดยเฉพาะ

  • Loudly Prefer: 17 งาน — สายร็อก/เมทัลในไลฟ์เฮาส์ (เช่น Mr. FOX Live House)

  • Blueprint Livehouse: 15 งาน — เบสอินดี้เอเชียและวงทางเลือกในฮอลล์ขนาดเล็ก

  • Defiance Entertainment & Seen Scene Space: อย่างละ 13 งาน — สายร็อก, เมทัล, อินดี้

  • AVALON LIVE: 12 งาน — สายศิลปินญี่ปุ่น (J-Rock / J-Pop) และแตกไลน์สู่ K-Pop ผ่าน Kira Entertainment

  • BEX (กรุงเทพ เอ็กซิบิชั่น): 12 งาน — ผู้จัดในเครือ Workpoint Group ที่จับสาย K-Pop เช่น ENHYPEN, IVE

นอกจากนี้ยังมีผู้เล่นจากธุรกิจอื่นเข้ามาแจมตลาดคอนเสิร์ต เช่น

  • Viu (แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง)

  • ผู้จัดมอเตอร์โชว์อย่างกรังด์ปรีซ์

  • บริษัทประกันที่หันมาจัดคอนเสิร์ตสร้างภาพลักษณ์แบรนด์

ทั้งหมดสะท้อนว่า ตลาดคอนเสิร์ตไทยไม่ได้มีแค่เจ้าใหญ่ แต่กำลังเปิดพื้นที่สำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ ที่กล้าลองจัดงานเฉพาะทางมากขึ้นเรื่อยๆ

สนามรบของแฟนคลับ: โลเคชั่นไหนฮิตสุด?

สถานที่จัดงานคือ “สมรภูมิ” ที่แฟนต้องไปแย่งที่นั่ง แย่งบัตรยืน และแย่งจองที่พัก หากแบ่งตามประเภทสถานที่จาก 526 งานจะเห็นภาพแบบนี้

1. ฮอลล์ในห้าง: แชมป์ยอดฮิต

  • ใช้จัด 138 งาน (26.24%) — มากที่สุดในทุกประเภท

  • เดินทางง่าย มีรถไฟฟ้า ห้างเดียวจบทั้งกิน–เที่ยว–ดูคอนเสิร์ต

ตัวอย่างฮอลล์ในกลุ่มนี้

  • Union Hall (26 งาน)

  • UOB LIVE (18 งาน)

  • KBank Siam Pic-Ganesha Theatre (14 งาน)

  • แจ้งวัฒนะ ฮอลล์, Royal Paragon Hall, BCC Hall, MCC Hall Bangkapi, Ultra Arena, CentralwOrld Live, สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ฯลฯ

2. ไลฟ์เฮาส์ / คลับ: ขนาดเล็ก แต่บรรยากาศดุเดือด

  • ใช้จัด 104 งาน (19.77%)

  • เน้นวงอินดี้, เมทัล, พังก์, ศิลปินทดลอง และงานแฟนมีตติ้งขนาดเล็ก

ฮอลล์ยอดนิยม เช่น

  • Mr. FOX Live House (35 งาน) — สวรรค์ของสายเมทัล/ฮาร์ดคอร์

  • Blueprint Livehouse (21 งาน)

  • Decommune (15 งาน)

  • BEAMCUBE, Brownstone, BEAM, The Rock Pub ฯลฯ

บรรยากาศในกลุ่มนี้คือ ใกล้ชิดสุด เหงื่อสาดสุด และบัตรมักเริ่มต้นราคาจับต้องง่าย

3. สนามกีฬาและอารีน่า: บ้านของศิลปินระดับสเตเดียม

  • ใช้จัด 87 งาน (16.54%)

  • เป็นที่เล่นของศิลปินเบอร์ใหญ่และงาน K-Pop เมนสตรีม

สนามหลักได้แก่

  • Thunder Dome (37 งาน) — ฮอลล์หลักของแฟนมีตติ้งและคอนเสิร์ตขนาดกลาง

  • Impact Arena (36 งาน) — ความจุ 12,000 คน จุดหมายหลักของศิลปินระดับโลก

  • สนามราชมังคลากีฬาสถาน (8 งาน) — บ้านของโชว์สเตเดียมอย่าง Coldplay, BLACKPINK, Ed Sheeran

4. In door vs Outdoor: ไทยคือประเทศสายในร่มเต็มตัว

จาก 526 งาน

  • จัดในร่ม (Indoor): 476 งาน หรือ 90.49%

  • จัดกลางแจ้ง (Outdoor): แค่ 50 งาน หรือ 9.51%

เหตุผลไม่ต้องเดานาน

  • ฝนตกแบบไม่มีสคริปต์

  • อากาศร้อนจัดแบบไม่มีปรานี

  • ระบบแสงเสียงควบคุมง่ายกว่าในร่ม

สนาม Indoor ยอดฮิต เช่น

  • Impact Arena

  • UOB LIVE (รองรับได้ราว 6,000 คน)

  • Thunder Dome (ประมาณ 3,500–4,000 คน)

ด้าน Outdoor จะกระจายอยู่ใน

  • สนามกีฬาใหญ่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น ราชมังคลาฯ, สนามกีฬาแห่งชาติ

  • พื้นที่ไลฟ์สไตล์ อาทิ Lakeside เมืองทองธานี, สวน/ลานกลางแจ้งในตัวเมือง

  • จังหวัดท่องเที่ยวอย่างพัทยา (ชลบุรี) ที่เป็นสวรรค์ของเทศกาลริมทะเล เช่น Siam Country Club, LEGEND SIAM

สรุป: กรุงเทพฯ เป็นเมืองคอนเสิร์ตจริงไหม?

เมื่อดูจากทุกมิติ—จำนวนงาน 526 งานใน 2 ปี, สัดส่วนศิลปินต่างชาติที่แวะเวียนมาอย่างถี่, โครงสร้างราคาบัตรที่รองรับตั้งแต่สายประหยัดจนถึงสาย VVIP, เครือข่ายฮอลล์–สเตเดียมระดับโลก ไปจนถึงเม็ดเงินสะพัดกว่า 14,000 ล้านบาท

คำตอบคือ “กรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่เมืองคอนเสิร์ตในคำโฆษณา แต่เป็นเมืองคอนเสิร์ตจริงในเชิงตัวเลข”

สิ่งที่ภาพรวมนี้สะท้อนได้ชัดคือ

  • ศิลปินฝั่ง K-Pop ใช้ไทยเป็นฐานแฟนหลักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • ศิลปินตะวันตกมองกรุงเทพฯ เป็นจุดสำคัญในเส้นทางทัวร์เอเชียของตัวเอง

  • ศิลปินญี่ปุ่น จีน และศิลปินอินดี้จากทั่วโลกใช้เมืองนี้เป็นประตูเชื่อมแฟนในภูมิภาค

พร้อมกันนั้น อุตสาหกรรมคอนเสิร์ตยังทำหน้าที่เป็น เครื่องมือเศรษฐกิจ ที่เชื่อมระหว่าง

  • ภาคบันเทิง

  • ท่องเที่ยว

  • โรงแรม–ร้านอาหาร

  • ระบบขนส่งสาธารณะ และบริการอื่นๆ อีกเป็นทอดๆ

ถ้าอนาคตมีนโยบายภาครัฐมาช่วยเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขายบัตรที่เป็นธรรม และการดึงศิลปินระดับโลกให้มาเล่นอย่างต่อเนื่องมากขึ้น กรุงเทพฯ ก็มีโอกาสอัปสถานะจาก “เมืองคอนเสิร์ตของอาเซียน” ไปสู่การเป็นหนึ่งใน Capital of Live Music ที่ศิลปินทั่วโลกต้องมีติดไว้ในทัวร์ลิสต์ทุกปีอย่างแท้จริง