รับแอปรับแอป

AI ตัดสินชีวิตใน 90 นาที: ทำไม “MERCY – 90 นาทีสั่งตาย” ถึงน่าจับตาที่สุดแห่งปี?

วศิน สุขสันต์01-30

เมื่อผู้สร้างกลายเป็นผู้ต้องหา และ AI คือผู้พิพากษา

ลองนึกภาพว่าคุณลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองถูกมัดแน่นติดกับเก้าอี้ เบื้องหน้าคือผู้พิพากษาที่ไม่มีใบหน้ามนุษย์ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความเมตตา มีเพียงตรรกะจากโค้ดสมการเย็นชา

คุณถูกแจ้งข้อหาฆาตกรรม หากไม่สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ภายใน 90 นาที ชีวิตคุณจะจบลงตรงนั้นทันทีบนเก้าอี้ตัวเดิมที่คุณกำลังนั่งอยู่

นี่คือจุดตั้งต้นของ “MERCY – 90 นาทีสั่งตาย” โปรเจกต์แอ็กชัน–ไซไฟจาก Amazon MGM Studios ที่ดึงเอา คริส แพรตต์ มาปะทะกับ รีเบคกา เฟอร์กูสัน ท่ามกลางโลกอนาคตที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้แค่ช่วยงานมนุษย์อีกต่อไป แต่กลายเป็นทั้งผู้พิพากษา คณะลูกขุน และเพชฌฆาตในร่างเดียว

เรื่องย่อ: 90 นาทีพิสูจน์ความจริง หรือเดินตรงสู่ความตาย

ในโลกอนาคตอันใกล้ นักสืบ คริส เรเว่น (คริส แพรตต์) ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกรที่ลงมือสังหารภรรยาของตัวเองอย่างโหดเหี้ยม

เขาถูกจับมานั่งบนเก้าอี้เมอร์ซี ภายใต้การตัดสินของผู้พิพากษา A.I. ที่มีใบหน้าและร่างกายเหมือนมนุษย์ในชื่อ ผู้พิพากษาแมดด็อกซ์ (รีเบคกา เฟอร์กูสัน) และยิ่งโหดกว่านั้นคือ เรเว่นเองนี่แหละ ที่เป็นคนออกแบบ AI ตัวนี้มากับมือ

เขามีเวลาเพียง 90 นาที ในการใช้ทุกหลักฐานบนโลกดิจิทัล ตั้งแต่กล้องวงจรปิด กล้องติดตัวตำรวจ กล้องกริ่งประตู ไปจนถึงคลิปจากโดรน มโนทัศน์ทุกอย่างถูกเก็บไว้บนคลาวด์ เพื่อพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้เป็นฆาตกร

แต่ยิ่งขุดหา ยิ่งค้นลึกจากข้อมูลในคลาวด์ ตัวเลขความน่าจะเป็นในการกระทำความผิดกลับค่อยๆ ไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ

เก้าอี้เมอร์ซี และตัวเลขที่เดิมพันด้วยชีวิต

โลกของ “MERCY – 90 นาทีสั่งตาย” ถูกวางให้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2029 ยุคที่เทคโนโลยีการเฝ้าระวังและการประมวลผลข้อมูลก้าวไปจนแทบไม่เหลือมุมมืดให้มนุษย์ซ่อนตัว

เรเว่นนั่งอยู่บน เก้าอี้เมอร์ซี (MERCY Chair) อุปกรณ์ประหารชีวิตยุคใหม่ที่สามารถปล่อยคลื่นเสียงสังหารทะลุเข้าสู่สมองได้ในเสี้ยววินาที หาก AI ตัดสินว่าจำเลย “มีความผิด”

เขาจำเป็นต้องทำให้ระบบลดโอกาสความเป็นผู้กระทำผิดลงให้ต่ำกว่า 92% ให้ได้ ก่อนที่ตัวเลขจะค่อยๆ พุ่งเข้าใกล้ 98% ซึ่งหมายถึงจุดที่ทุกอย่างจะไม่มีวันย้อนกลับ

ทุกการกดดูวิดีโอ ทุกมุมกล้องที่ถูกเรียกใช้ และทุกหลักฐานที่เคยถูกอัปโหลดขึ้น คลาวด์ ล้วนย้อนกลับมามีผลต่อชะตาชีวิตของเขาเอง

และคำถามใหญ่ที่ตามมาคือ — เมื่อโลกถูกบันทึกไว้ทุกวินาที แต่คนที่ตัดสินความจริงกลับไม่ใช่มนุษย์ เราจะยังเชื่อว่า “ความยุติธรรม” มีอยู่จริงหรือไม่?

นวัตกรรม “Screenlife” บนสเกลภาพยนตร์ไซไฟฟอร์มยักษ์

หนึ่งในจุดขายที่ทำให้ “MERCY – 90 นาทีสั่งตาย” น่าจับตามอง คือการหยิบเทคนิคการเล่าเรื่องแบบ Screenlife มาอัปเลเวลสู่จอใหญ่

Screenlife คือการเล่าเรื่องผ่านหน้าจอดิจิทัลที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นจอคอมพิวเตอร์ มือถือ กล้องวงจรปิด หรืออินเตอร์เฟซต่างๆ ที่เราคุ้นเคย

ผู้กำกับสายวิสัยทัศน์ ทิมอร์ เบคมัมเบทอฟ เลือกผสมผสาน Screenlife เข้ากับภาษาภาพยนตร์แบบดั้งเดิม ทำให้เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่หนังไซไฟที่เห็นเอฟเฟ็กต์ล้ำๆ แต่เป็นประสบการณ์การดูที่เหมือนเราเข้าไปนั่งอยู่กลางศูนย์สั่งการของระบบเฝ้าระวังทั้งเมือง

ไฮไลต์เบื้องหลังการสร้างที่โหดไม่แพ้เนื้อเรื่อง ได้แก่:

  • การถ่ายลองเทคที่ยาวต่อเนื่องถึง 40–50 นาที เปิดโอกาสให้นักแสดงได้ปล่อยพลังเต็มที่ และพาผู้ชมไหลไปกับเหตุการณ์แบบแทบไม่รู้ตัว

  • การใช้เทคโนโลยี Virtual Production และเวทีถ่ายทำแบบ “Volume” ทำให้โลกอนาคตดิจิทัลดูจับต้องได้และเนียนราวของจริง

  • มุมมองภาพที่หลากหลาย ทั้งกล้องติดตัวตำรวจ กล้องกริ่งประตู GoPro และโดรน ผสานรวมกันเป็นระบบจำลองของ “LA Municipal Cloud” เมืองที่ทุกการเคลื่อนไหวถูกติดตามและจัดเก็บไว้หมด

ทั้งหมดนี้ทำให้หนังไม่ได้แค่เล่าเรื่องในโลกอนาคต แต่ดึงคนดูไปนั่งอยู่ในหัวใจของระบบเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์

กระจกสะท้อนจริยธรรม AI ในโลกจริง

“MERCY – 90 นาทีสั่งตาย” ไม่ได้โยนไอเดีย AI ขึ้นมาหลอกให้ตื่นเต้นเฉยๆ แต่ใช้พล็อตทริลเลอร์นี้เป็น กระจกสะท้อนความกลัวและความไม่มั่นใจของมนุษย์ต่อเทคโนโลยี ที่กำลังเกิดขึ้นจริงรอบตัวเรา

ประเด็นที่หนังแตะมีทั้งเรื่อง

  • การใช้ AI เข้ามามีส่วนในระบบกฎหมาย เพื่อหวังลดอคติของมนุษย์

  • คำถามสำคัญว่า เมื่อเราให้ “อัลกอริทึม” เป็นคนชั่งน้ำหนักความผิด–ถูก ใครกันแน่ที่ควรรับผิดชอบต่อผลลัพธ์

  • การสูญเสีย ความเป็นส่วนตัว ในยุคที่ทุกการกระทำถูกเก็บเป็นดาต้า พร้อมถูกย้อนกลับมาตัดสินตัวเราในอนาคต

หนังจึงไม่ใช่แค่ความมันระดับบล็อกบัสเตอร์ แต่ยังพาเราไปคิดต่อว่า ในโลกที่ทุกอย่างเป็นข้อมูล เราจะยังมีสิทธิ์เล่า “เวอร์ชันของตัวเอง” ได้อยู่ไหม

กองทัพนักแสดงระดับแนวหน้า

นักแสดงคืออีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้โปรเจกต์นี้น่าสนใจสำหรับคอหนังไซไฟ–ทริลเลอร์

  • คริส แพรตต์ รับบท คริส เรเว่น นักสืบที่ต้องสู้ทั้งกับระบบที่ตัวเองมีส่วนสร้าง และกับเงื่อนงำในอดีตที่เขาเองยังไม่แน่ใจว่าความจริงคืออะไร บทบาทนี้ถูกวางให้เป็นหนึ่งในงานแสดงที่ทั้งเข้มข้นและฉีกจากภาพเดิมๆ ของเขา

  • รีเบคกา เฟอร์กูสัน รับบท ผู้พิพากษาแมดด็อกซ์ AI ในร่างมนุษย์ที่ยืนอยู่บนเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างความเข้าใจแบบมนุษย์กับตรรกะเย็นชาของโปรแกรมคอมพิวเตอร์

  • เสริมความแข็งแกร่งด้วยทีมนักแสดงอย่าง คาลี ไรส์, แอนนาเบล วอลลิส, คริส ซัลลิแวน และ ไคลีย์ โรเจอร์ส ที่มาช่วยเติมเลเยอร์อารมณ์และมิติทางความสัมพันธ์ให้โลกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลนี้ยังคงมีความเป็น “มนุษย์” อยู่

ทำไมควรดูในโรงให้จอใหญ่ที่สุดเท่าที่จะหาได้

นี่ไม่ใช่หนังที่เอาไว้เปิดผ่านๆ บนหน้าจอเล็ก เพราะดีไซน์ภาพและข้อมูลบนหน้าจอทุกพิกเซลล้วนมีความหมาย

หนังออกแบบมาให้ผู้ชม สแกนทุกมุมภาพ มองหาเงื่อนงำจากหน้าจอ กล้อง และอินเตอร์เฟซต่างๆ ที่โผล่ขึ้นมา ทำให้การดูบนจอใหญ่หรือฟอร์แมตอย่าง IMAX ยิ่งเพิ่มความระทึกแบบจับต้องได้

หลายดีเทลอาจซ่อนอยู่ในมุมจอเพียงเสี้ยวเดียว แต่สามารถเปลี่ยนความเข้าใจของเราต่อทั้งคดีได้ทันที

สรุป: พร้อมถูก AI ตัดสินหรือยัง?

“MERCY – 90 นาทีสั่งตาย” คือการผสมกันของ

  • ไอเดียไซไฟว่าด้วย AI และระบบเฝ้าระวัง

  • ความระทึกแบบทริลเลอร์ที่นับถอยหลังทุกนาที

  • การทดลองภาษาภาพยนตร์ยุคดิจิทัลผ่านเทคนิค Screenlife

ทั้งหมดถูกห่อด้วยคำถามใหญ่ที่แทงใจยุคนี้ว่า เมื่อถึงวันที่ความยุติธรรมไม่ได้มาจากมนุษย์ แต่เป็นผลลัพธ์จากอัลกอริทึม เราจะยังกล้าบอกไหมว่า “ระบบนี้ยุติธรรมแล้ว”

ถ้าคุณคือสายหนังไซไฟ สายทริลเลอร์ หรือคนที่อินกับประเด็น AI และความเป็นส่วนตัว “MERCY – 90 นาทีสั่งตาย” คือเรื่องที่ไม่ควรพลาดบนจอใหญ่ ที่จะทำให้คุณตั้งคำถามกับโลกจริงต่อเนื่องไปอีกนานหลังเครดิตขึ้นจบ