สุรินทร์ประกาศเตรียมเป็นพื้นที่ภัยพิบัติด้านสัตว์
จังหวัดสุรินทร์เตรียมเดินหน้าเสนอให้ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติด้านสัตว์ ภายในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ เพื่อเปิดทางมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเจ้าของโค–กระบือที่ล้มตายจากโรคปาก–เท้าเปื่อย พร้อมทั้งออกมาตรการป้องกัน เฝ้าระวัง และควบคุมโรคอย่างเข้มข้นในทุกอำเภอ
มาตรการหลักไม่ใช่แค่หยุดการระบาด แต่ยังครอบคลุมถึงการ เยียวยาสัตว์ที่ล้มตาย ให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบโดยตรงด้วย
ประชุมด่วนกลางศาลากลาง คุยเข้มเรื่องโรคระบาดโค–กระบือ
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ มีการเรียกประชุมด่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านปศุสัตว์และการป้องกันภัยพิบัติ เพื่อประเมินสถานการณ์โรคปาก–เท้าเปื่อยในโค–กระบือของชาวบ้าน ซึ่งขณะนี้มีสัตว์ล้มตายไปแล้วกว่า 300 ตัว ในหลายพื้นที่ของจังหวัด
ในการประชุม ผู้แทนจากฝ่ายปศุสัตว์รายงานว่า การระบาดลุกลามไปทั้งในอำเภอเมืองสุรินทร์ อำเภอสังขะ และอีกหลายอำเภอ แม้จะมีการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ฉีดพ่นยาป้องกันโรคอย่างเร่งด่วนแล้วก็ตาม แต่การระบาดยังคง ควบคุมได้ยาก อยู่ในขณะนี้
สังขะประกาศเป็นเขตควบคุมโรคชั่วคราวแล้ว
จากสถานการณ์ที่หนักที่สุดในอำเภอสังขะ ปศุสัตว์จังหวัดได้ประกาศให้พื้นที่นี้เป็น เขตควบคุมโรคระบาดสัตว์ชั่วคราว ไปก่อนแล้ว เพื่อจำกัดวงการแพร่เชื้อ
อย่างไรก็ตาม จากการติดตามสถานการณ์ครั้งล่าสุดยังพบว่าโรคยังระบาดต่อเนื่อง จังหวัดจึงเตรียมเสนอให้ลงนามประกาศให้สุรินทร์เป็น พื้นที่เฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ทั้งจังหวัด ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เพื่อยกระดับการควบคุม ตรวจสอบ และติดตามโรคให้เข้มข้นยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเดินหน้าจัดการเรื่อง การช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบควบคู่ไปด้วย

วัวควายตายต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เต็มกำลัง
ข้อมูลจากที่ประชุมระบุว่า ในหลายหมู่บ้านยังคงพบโค–กระบือของชาวบ้านตายเพิ่มต่อเนื่องจากโรคปาก–เท้าเปื่อย แม้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทั้งระดับจังหวัดและอำเภอจะลงพื้นที่เพื่อควบคุมโรคเต็มกำลังแล้วก็ตาม
หลายพื้นที่มีการประกาศเป็น เขตเฝ้าระวังชั่วคราว ไปก่อน ขณะเดียวกันจังหวัดกำลังเร่งรวบรวมข้อมูลทั้งหมด เพื่อนำเสนอให้ผู้มีอำนาจลงนามประกาศเป็นเขตเฝ้าระวังและควบคุมโรคระดับจังหวัดภายในวันถัดไป
พร้อมกันนี้ยังมีคำสั่งกำชับให้
ปศุสัตว์อำเภอทุกอำเภอ
ฝ่ายปกครองอำเภอ
ร่วมกันลงพื้นที่สำรวจ ติดตาม และรายงานสถานการณ์การควบคุมโรคอย่างใกล้ชิด โดยต้องสรุปข้อมูลและมาตรการที่จำเป็นเสนอจังหวัด ภายในวันที่ 28 พฤศจิกายน เพื่อใช้เป็นฐานในการเร่งช่วยเหลือและเยียวยาเกษตรกรโดยเร็วที่สุด
ย้ำเกษตรกร: รัฐกำลังเร่งคุมโรค–เร่งช่วยเหลือ
ฝ่ายจังหวัดฝากข้อความถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวและควายทุกพื้นที่ว่า แม้สถานการณ์ครั้งนี้จะถูกมองว่า รุนแรงกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมโรค ลดความเสียหาย และสร้างความมั่นใจให้ชาวบ้าน
การประกาศให้ทั้งจังหวัดเป็นเขตเฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ ก็เพื่อจะได้มีเครื่องมือและมาตรการที่ชัดเจนในการดูแลสัตว์เลี้ยงของประชาชนให้ดีที่สุด
มาตรการเข้ม: ปิดตลาดนัดโค–กระบือและคุมเข้มการเคลื่อนย้ายสัตว์
ทางปศุสัตว์จังหวัดเปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังจะมีการประกาศเฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ทั้งจังหวัดอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งออกมาตรการ เข้มงวดเรื่องการเคลื่อนย้ายสัตว์เข้า–ออกพื้นที่ เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อข้ามอำเภอ
มาตรการสำคัญที่ดำเนินการแล้ว ได้แก่:
ปิดตลาดนัดโค–กระบือ ทั้ง 3 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์
ยังคงปิดต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์การระบาดจะดีขึ้น
ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ต่อเนื่อง เพื่อควบคุมโรคและให้คำแนะนำชาวบ้านอย่างใกล้ชิด
ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อ หยุดวงจรการแพร่ระบาดของโรคให้เร็วที่สุด และลดจำนวนสัตว์ที่ล้มตายลง
เน้นเยียวยาเกษตรกร: วัวควายคือทรัพย์สินทั้งชีวิต
ตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติที่ลงพื้นที่ร่วมประชุมและติดตามสถานการณ์ ได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญคือเรื่อง การเยียวยาเกษตรกรผู้เลี้ยงโค–กระบือ เพราะสำหรับเกษตรกร วัวและควายไม่ได้เป็นแค่สัตว์เลี้ยง แต่คือ
ทรัพย์สินหลักของครอบครัว
แหล่งรายได้ระยะยาว
ต้นทุนในการทำเกษตรและดำรงชีพ
การสูญเสียวัวหรือควายหนึ่งตัว จึงหมายถึงการสูญเสียรายได้และโอกาสในอนาคตของทั้งครอบครัว รัฐจึงต้องเร่งจัดทำมาตรการช่วยเหลือให้รวดเร็วและชัดเจนที่สุด
ข้อฝากถึงคนเลี้ยงโค–กระบือในสุรินทร์
เพื่อช่วยกันลดความรุนแรงของการระบาด ชาวบ้านผู้เลี้ยงวัว–ควายควรให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ:
แจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเมื่อพบสัตว์ป่วยหรือมีอาการผิดปกติ
หลีกเลี่ยงการเคลื่อนย้ายสัตว์ไป–มาระหว่างหมู่บ้านหรืออำเภอในช่วงนี้
ปรับปรุงความสะอาดคอก ป้องกันการปนเปื้อนและการแพร่กระจายเชื้อ
ทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อย่างเคร่งครัด
ในสถานการณ์ที่โรคระบาดรุนแรง การร่วมมือระหว่างรัฐและประชาชนคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ สัตว์เลี้ยงปลอดภัยขึ้น และเกษตรกรผ่านวิกฤตนี้ไปได้เร็วที่สุด

