เปิดหัวใจสองหนุ่มก่อนคอนเสิร์ตใหญ่
ซีรีส์ ‘เธมโป้’ หรือ ‘Thamepo Heart That Skips a Beat’ คือหนึ่งในผลงานที่มาสร้างสีสันให้กับวงการซีรีส์วายของปีนี้แบบจัดเต็ม ทั้งพล็อตที่สดใหม่ เรื่องราวความรักที่ชวนลุ้น และมิตรภาพของแก๊งเพื่อนที่ทำให้คนดูอบอุ่นหัวใจไปพร้อมๆ กับการเอาใจช่วยทุกตัวละครวิ่งตามความฝันของตัวเองแบบไม่รู้ตัว
ซีรีส์เรื่องนี้ยังกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้หลายคนได้รู้จักสองชื่อที่ฮอตขึ้นเรื่อยๆ อย่าง ‘วิลเลี่ยม-จักรภัทร’ และ ‘เอส-ศุภ’ ในฐานะนักแสดงนำเต็มตัวครั้งแรก หลังจากผ่านงานในวงการบันเทิงมาแล้วหลากหลายบทบาท
ถึงซีรีส์จะลาจอไปสักพัก แต่สำหรับพวกเขา นี่แค่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น และก่อนที่ทั้งคู่จะขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่ Love Out Loud Fan Fest 2025 : Lovemosphere เรามาเจาะลึกมุมมอง ความฝัน และก้าวต่อไปของสองหนุ่มที่กำลังเป็นที่จับตามองคู่นี้กัน
เอส ศุภ: จากเลนว่ายน้ำสู่สปอตไลต์
ตัวตนของ ‘เอส’ ในคำเดียว
ถ้าต้องนิยามตัวเองด้วยคำเดียว เอสเลือกคำว่า ‘Independent’
ตลอดหลายปี ไม่ว่าจะอยู่ในวงการกีฬาอย่างการว่ายน้ำ หรือก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง เขารู้สึกชัดเจนว่า “You are on your own” ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตล้วนขึ้นอยู่กับตัวเองทั้งนั้น
เขาเชื่อว่าความรับผิดชอบที่แท้จริง คือการเติบโตด้วยขาของเราเอง เดินเอง ล้มเอง แล้วก็ลุกเอง โดยไม่เผื่อใจไว้พึ่งพาใครก่อน
ภาพลักษณ์ดูจริงจัง แต่ตัวจริงโคตรชิลล์
หลายคนมองเอสว่าเข้าถึงยาก มีโลกส่วนตัวสูง หน้านิ่งจนบางคนเผลอตัดสินว่าเป็นคนดุ ไม่ค่อยเฟรนด์ลี่ แต่ความจริงแล้ว เขาเล่าว่าตัวเองเป็นคนชิลล์มาก สบายๆ และง่ายกับเพื่อนเสมอ
แต่อีกด้านหนึ่ง เอสเป็นคนที่ชัดเจนกับสิ่งที่ตัวเองอยากทำ โดยเฉพาะเวลาไปเที่ยวหรือทำงาน เขาชอบมีแพลน มีตาราง ว่าต้องทำอะไรบ้างในวันนั้น เรียกว่า จริงจังกับเรื่องที่ควรจริงจัง แล้วปล่อยจอยสุดๆ ในช่วงเวลาที่เหลือ มีมุกติ๊งต๊องบ้างตามจังหวะชีวิต
จากนักกีฬา สู่นักแสดงนำเต็มตัว
สระว่ายน้ำ vs กองถ่าย: คนละโลกจริงๆ
เอสมองว่าบทบาทนักกีฬาและนักแสดงคือสองโลกที่แทบจะอยู่คนละขั้ว
การว่ายน้ำไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งที่เขาทำมาตั้งแต่เด็ก จนกลายเป็นพื้นที่ที่คุ้นชิน เชี่ยวชาญ และท้าทายผ่านเรื่องของสถิติ คะแนน การแข่งขัน และเป้าหมายส่วนตัว
พอก้าวมาเป็นนักแสดง โดยเฉพาะการรับบทนำใน ‘Thamepo Heart That Skips a Beat’ เขากลับได้ค้นพบโลกใหม่ของการแสดง ทั้งในแง่เทคนิค มุมมอง และความรับผิดชอบ
บทบาทนักแสดงไม่ได้จบแค่วันที่กล้องทำงาน แต่ยังต่อยอดไปถึงอีเวนต์ต่างๆ เช่นงานแฟนมีตอย่าง Thamepo Our Last Beat Fan Party ที่ได้เจอแฟนๆ แบบใกล้ชิด เอสบอกว่าทุกอย่างมันหลั่งไหลเข้ามาพร้อมกัน เป็นความท้าทายรูปแบบใหม่ที่ต้องเรียนรู้ไปทีละก้าว
สิ่งหนึ่งที่เขานำมาประยุกต์ใช้ได้กับทั้งสองบทบาท คือ การบริหารเวลาและจัดการตัวเอง ถ้าเตรียมตัวดี วางแผนดี แบ่งเวลาเป็น ทุกอย่างก็จะไหลลื่นต่อให้จะยากแค่ไหนก็ตาม
บทบาทในฝันต่อจากนี้
เอสบอกว่าเขาอยากลองเล่น ให้ครบทุกบทบาท แต่สิ่งที่อยากลองที่สุด ณ ตอนนี้คือ ภาพยนตร์
เขาอยากมีโมเมนต์เดินเข้าฉายพร้อมครอบครัวในโรงหนัง ไปนั่งดูผลงานของตัวเองบนจอใหญ่ เคยคุยกับรุ่นพี่และโค้ชแอคติ้งมาก่อน ว่าการแสดงในซีรีส์ ละคร หรือภาพยนตร์ ล้วนมีภาษาที่แตกต่างกัน
ที่ผ่านมาเขาเล่นแต่ซีรีส์ เลยอยากลองเรียนรู้การแสดงในสเกลใหม่ๆ ทั้งในเรื่องบทบาทและวิธีเล่าอารมณ์
ถ้าไม่ใช่นักกีฬา ไม่ใช่นักแสดง…ตอนนี้เอสจะทำอะไรอยู่
ในมุมมองของเขา ชีวิตมีหลายทางเลือกมากๆ
อาจยังว่ายน้ำอยู่ ลุยแข่งระดับประเทศ ไล่ตามความฝันในการไปโอลิมปิก
หรือบินไปเรียนต่อปริญญาโทต่างประเทศ ได้ใช้ชีวิตแบบ independent จริงๆ ใช้ชีวิตคนเดียว ลองเลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเองอยากเรียนแบบเต็มที่
อีกทางที่เคยคิดเล่นๆ แต่จริงจังเหมือนกัน คือ อยากเป็นนักบิน รู้สึกว่าเป็นอาชีพที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของเขา
เอสไม่ได้ล็อกอนาคตตัวเองแบบตายตัว เขาอยากให้เวลาเป็นตัวเฉลยมากกว่า
ความท้าทายในวัยนี้: การโตเป็นผู้ใหญ่
สำหรับเอส ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในตอนนี้คือ “การโตเป็นผู้ใหญ่”
มันไม่ใช่แค่เรื่องอายุ แต่เกี่ยวข้องกับทุกมิติของชีวิต
ด้านอารมณ์: เขาอยู่ในพื้นที่ที่ใครก็เห็นและวิจารณ์ได้ตลอดเวลา ต้องเจอกับคอมเมนต์ทั้งบวกและลบ และต้องจัดการสิ่งเหล่านี้ให้ดีกว่าเดิม
ด้านความสามารถ: เขาตั้งใจท้าทายตัวเองอยู่เสมอ ลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ อย่างการขึ้นคอนเสิร์ต และโปรเจ็กต์ข้างหน้าที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ถึงบางอย่างจะไม่ใช่ทางที่ถนัด แต่เขาเลือกจะลองทำ และตั้งใจให้ทุกผลงานออกมาดีที่สุด
ถ้าเดินทางข้ามเวลาได้ เอสอยากไปที่ไหน
เอสขอเลือกเดินทางไป อนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า
เขาอยากเห็นชีวิตตัวเองในเวอร์ชั่นโตเต็มที่แล้ว ว่าทำให้ชีวิตตัวเองและคนรอบข้างดีขึ้นได้มากแค่ไหน ถ้าได้คุยกับตัวเองในตอนนั้น เขาคงอยากบอกคำเดียวง่ายๆ ว่า “ขอบคุณนะ ที่อยู่มาถึงตรงนี้” เพราะเชื่อว่าระหว่างทางต้องผ่านอะไรมาเยอะพอสมควรแน่นอน
เคมี ‘เอส x วิลเลี่ยม’: พาร์ทเนอร์ที่มาจากความท้าทาย
ทำงานกับวิลเลี่ยมแล้วเป็นอย่างไร
เอสรู้สึกว่าตัวเอง โชคดีมาก ที่ได้มาทำงานกับวิลเลี่ยม เขาเคยเล่นซีรีส์วายมาก่อนนานแล้ว แต่ไม่ได้เล่นต่อ และตั้งแต่นั้นก็รู้สึกว่าอยากมี “พาร์ทเนอร์” ที่เติบโตไปด้วยกันจริงๆ
พอผ่านแคสบทโป้และได้วิลเลี่ยมมาเป็นคู่ เขารู้สึกว่าชีวิตการทำงานมีสีสันมากขึ้น มีคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ทั้งในมุมงานและในหลายพาร์ทของชีวิต
ปัญหาและแรงกดดันที่เข้ามา ไม่ได้ทำให้ห่างกัน แต่กลับยิ่งทำให้สนิทและเข้าใจกันมากขึ้น เอสมองว่าถ้าไม่มีปัญหาเลย พวกเขาอาจจะไม่ได้เปิดใจคุยกันลึกขนาดนี้ก็ได้
เขาเปรียบความสัมพันธ์เหมือน “ท่อน้ำมันรั่ว” ที่ต้องช่วยกันปะไปเรื่อยๆ ดีกว่าปล่อยให้ท่อแตกจนทุกอย่างพังไม่เป็นท่า ตอนนี้พวกเขาเลือกโฟกัสแต่สิ่งดีๆ และก้าวต่อไปอย่างแข็งแรงขึ้น
ถ้าออกแบบโชว์คู่กันเองได้ อยากให้โชว์ออกมาแบบไหน
สำหรับเวที Love Out Loud Fan Fest 2025 : Lovemosphere คู่ของเอสและวิลเลี่ยมถือว่าเป็นหนึ่งในน้องใหม่
พวกเขามีแนวเพลงที่ชอบคล้ายกัน แต่ยังไม่เคยได้ร้องแบบจริงจังในงานใหญ่ๆ ครั้งนี้จะเป็น ครั้งแรก ที่ได้ออกแบบโชว์คู่ด้วยกัน เอสบอกว่าอยากให้โชว์นี้ สะท้อนตัวตนของ ‘วิลเลี่ยม-เอส’ แบบชัดๆ ผ่านเพลงที่ทั้งคู่เลือกเอง และตั้งใจทำออกมาให้ดีที่สุด เพื่อให้ทุกคนรู้สึกถึงพวกเขาจริงๆ
วิลเลี่ยม จักรภัทร: ชาวร็อกผู้เซนสิทีฟ
นิยามสั้นๆ ของ ‘วิลเลี่ยม’
วิลเลี่ยมนิยามตัวเองว่าเป็น “ชาวร็อก”
ตอนมัธยมต้น เขายังไม่ค่อยเจอตัวตนของตัวเอง แค่รู้ว่าตัวเองร้องเพลงและเล่นดนตรีได้ แต่พอขึ้น ม.ปลาย ได้เข้าไปเรียนด้านดนตรีจริงจัง และเลือกเอกขับร้องบนเวที (Musical Theatre) เพราะตัวเลือกแนวเพลงไม่ได้มีป๊อปแบบที่เราคุ้นเคย
ที่นั่น เขาได้เจอแก๊งเพื่อนที่รักดนตรีแนวร็อกเหมือนกัน รวมกลุ่มเล่นเพลงร็อกมาด้วยกันเรื่อยๆ และเมื่อได้เจอกับแรงบันดาลใจตัวจริงอย่างวงร็อก My Chemical Romance ก็เหมือนถูกย้ำชัดว่านี่แหละ “ตัวตน” ของตัวเอง
เขาชอบ ความร็อก ความดิบ และความตรงไปตรงมา ซึ่งก็เป็นนิสัยของเขาเองที่ไม่ค่อยอ้อมค้อมด้วย
ภายนอกดูซน แต่ข้างในอ่อนไหวกว่าที่คิด
วิลเลี่ยมเล่าว่าหลายคนมองเขาเป็นเด็กซื่อๆ ซนๆ สนุกสนาน แต่ความจริงแล้วเขาเป็นคน เซนสิทีฟมาก เรื่องเล็กน้อยก็แตะใจได้ง่ายๆ แม้ภายนอกจะไม่ได้ดูเป็นคนแบบนั้นก็ตาม
วิธีฮีลใจของชาวร็อก
เมื่อก่อน เวลามีเรื่องมากระทบความรู้สึก เขาจะใช้การเล่นดนตรีหรือฟังเพลงช่วยปลดปล่อยอารมณ์ แต่ตอนนี้เขายังหาคำตอบไม่ได้ชัดเจน ว่าวิธีไหนคือวิธีฮีลใจที่ใช่ที่สุด
บางอย่างที่เคยช่วยได้ในอดีต อาจไม่ได้เวิร์กกับเขาในวันนี้แล้ว เขายังอยู่ในช่วงทดลองและค้นหาวิธีดูแลหัวใจตัวเองต่อไป
จากไอดอลสู่การแสดง: สองศาสตร์ที่ไม่เหมือนกันเลย
ไอดอลกับนักแสดง ต่างกันยังไงในมุมของวิลเลี่ยม
ทั้งสองบทบาทมีสิ่งที่เขาไม่ถนัดอยู่คนละแบบ
ในพาร์ทไอดอล ยังมีเรื่องการเต้นที่ต้องซ้อมหนัก
ส่วนการแสดง เขาเคยเรียนมาบ้าง แต่ในตอนนั้นยังไม่ค่อยอินเท่าไหร่
จนวันที่ได้เข้าวงบอยแบนด์ LYKN และได้มารับงานการแสดงแบบจริงจัง เขาเริ่มเลิกตั้งคำถามกับตัวเองแบบเดิมๆ อย่าง “จะทำได้ไหม?” “มันยากไปหรือเปล่า?” แล้วหันมา ปล่อยใจและสนุกกับมันให้มากที่สุด
ในสายตาเขา การเป็นไอดอลคือการเป็นเพอร์ฟอร์มเมอร์ ที่ได้ปล่อยตัวตนออกมาผ่านเสียงดนตรีและการเต้น แต่การเป็นนักแสดงคือการ สวมชีวิตของตัวละคร ให้คนเชื่อว่านั่นไม่ใช่เรา ซึ่งยากไปคนละแบบ
เขายอมรับว่ายังต้องพึ่งพาคนมีประสบการณ์คอยแนะนำในหลายเรื่องอยู่
ความฝันวัยเด็ก และความฝันที่กำลังจะตามต่อ
เด็กชายที่อยากบินออกนอกโลกและวิ่งอยู่ในสนามบอล
ตอนเด็กๆ วิลเลี่ยมมีความฝันหลายอย่างมาก
อยากเป็น นักบินอวกาศ เพราะการได้ออกไปนอกโลกมันเท่มาก
อยากเป็น นักแข่งรถ เพราะรักในความเร็ว
อยากเป็น นักฟุตบอลทีมชาติ
และหนึ่งในนั้นก็คือ นักแสดง ซึ่งตอนนี้เขาได้ทำฝันนี้เป็นจริงแล้ว แม้ตอนแรกจะรู้สึกว่ามันยากมาก แต่พอได้ลองทำจริงๆ เขากลับสนุกและภูมิใจกับมันสุดๆ
การเป็นนักร้องไม่ได้อยู่ใน “ลิสต์ความฝัน” แต่หัวใจพาไปเอง
การร้องเพลงไม่ใช่ความฝันตั้งแต่เด็กของเขา แต่กลายเป็นสิ่งที่รักขึ้นมาทีละนิดจากการลงมือทำทุกวัน
จุดเริ่มต้นสำคัญคือการได้เห็นหน้ากากทุเรียน หรือพี่ทอม อิศรา ร้องเพลงในรายการ The Mask Singer ทำให้เขาอยากร้องเพลงให้ไพเราะแบบนั้นบ้าง
จากการร้องเพลงหน้าคอม ขอคุณพ่อเรียนร้องเพลง และค่อยๆ สะสมประสบการณ์มาเรื่อยๆ จนวันนี้การร้องเพลงกลายเป็นอีกส่วนหนึ่งของตัวตนเขาไปแล้วแบบไม่ทันรู้ตัว
สิ่งที่ยังอยากทำต่อจากนี้
นอกจากบทบาทไอดอลและนักแสดงแล้ว วิลเลี่ยมอยากมี ซิงเกิ้ลที่เป็นตัวเองเต็มที่
เขาลองทำเพลงมาหลายรูปแบบ ทั้งเพลงแนวบอยแบนด์กับเพื่อนๆ วง LYKN และการร้องเพลงประกอบซีรีส์ แต่สิ่งที่อยากให้คนได้เห็นมากที่สุด คือ ตัวตนสายร็อก ของเขาเอง
เขาอยากปล่อยเพลงที่สะท้อนความเป็นวิลเลี่ยมจริงๆ ผ่านเสียงร้อง เสียงดนตรี และจังหวะในแบบร็อกที่เขาหลงรัก
ถ้าข้ามเวลาได้ วิลเลี่ยมขอเลือกอนาคต
เหมือนกับเอส วิลเลี่ยมก็เลือกเดินทางไปในอนาคตมากกว่าย้อนกลับไปแก้อดีต
เขาอยากรู้ว่าตัวเองในวันข้างหน้าทำอะไรอยู่ ยังอยู่ในวงการนี้ไหม และเติบโตไปไกลแค่ไหน ถึงจะเคยคิดว่าอยากย้อนอดีตอยู่บ้าง แต่เขาก็รู้ดีว่าการเปลี่ยนอดีตอาจทำให้ปัจจุบันที่เขารักมากอยู่แล้วต้องเปลี่ยนไปด้วย ซึ่งเขาไม่อยากให้เป็นแบบนั้นเลย
เมื่อพาร์ทเนอร์กลายเป็นคนสำคัญในหลายพาร์ทของชีวิต
จากคนทำงานร่วมกัน สู่คนที่คอยรับแรงกดดันไปด้วยกัน
ตอนเริ่มต้น วิลเลี่ยมมองเอสเป็นพาร์ทเนอร์ในที่ทำงานแบบชัดเจน ทำงานเสร็จก็แยกย้ายในแต่ละวัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปัญหาและแรงกดดันต่างๆ โดยเฉพาะกระแสตอนเปิดตัวซีรีส์ และช่วงถ่ายทำที่ทุกอย่างถาโถมเข้ามา ทำให้ทั้งคู่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ “เอาอยู่” อย่างที่คิด
จากจุดนั้น พวกเขาเริ่มเปิดใจคุยกันจริงจังมากขึ้น ค่อยๆ ปรับ จูน และหาวิธีรับมือกับแรงกดดันไปด้วยกัน กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้สนิทและเข้าใจตัวตนกันลึกขึ้น
วิลเลี่ยมบอกว่า เหมือนมาถึงจุดที่ “ไม่มีน้ำตาจะเสียแล้ว” เลยเลือกหันไปโฟกัสเรื่องการพัฒนาตัวเองให้แข็งแรงขึ้น และตั้งใจส่งต่อผลงานที่ดีที่สุดให้ทุกคน
เขาภูมิใจในตัวเองและเอสมาก ที่พากันเดินมาถึงตรงนี้ได้ และยิ่งรู้สึกดีเป็นพิเศษที่ได้เห็นเอสซึ่งเป็นคนเซนสิทีฟมากกว่าเขาด้วยซ้ำ ค่อยๆ แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ
เตรียมเจอกับ ‘วิลเลี่ยม-เอส’ บนเวที Lovemosphere
เพลย์ลิสต์ที่คล้ายกัน และโชว์แรกในฐานะดูโอ้
สิ่งหนึ่งที่สองหนุ่มค้นพบระหว่างที่เริ่มสนิทกันมากขึ้น คือ เพลย์ลิสต์ในชีวิตดันคล้ายกันแบบคาดไม่ถึง
ทั้งคู่ชอบเพลงเก่าๆ เหมือนกัน ตั้งแต่เพลงของพี่ๆ อัสนี-วสันต์ เพลงของพี่เอ๊ะ-จิรากร ไปจนถึงเพลงป๊อปเพลินๆ ที่เปิดร้องคลอในรถ
สำหรับ Love Out Loud Fan Fest 2025 : Lovemosphere พวกเขาวางลิสต์เพลงในหัวไว้หลายเพลงแล้ว และสิ่งที่อยากให้คนดูสัมผัสได้จากโชว์นี้คือ “ตัวตนของ ‘วิลเลี่ยม-เอส’ แบบเต็มๆ”
อยากให้โชว์แรกในฐานะคู่ของพวกเขา เป็นเหมือนการแนะนำตัวกับทุกคนอย่างแท้จริง
มีทั้งพาร์ทที่กระตุ้นเสียงกรี๊ดแบบจัดเต็ม
และพาร์ทคู่ที่อบอุ่นและเป็นธรรมชาติที่สุดในแบบของพวกเขาเอง
ใครที่กำลังรอเจอ ‘วิลเลี่ยม-เอส’ บนเวทีคอนเสิร์ตใหญ่ เตรียมหัวใจให้พร้อมได้เลย เพราะนี่ไม่ใช่แค่โชว์หนึ่งโชว์ แต่คืออีกก้าวสำคัญของสองคนที่กำลังวิ่งตามความฝันไปพร้อมๆ กับทุกคนที่รักพวกเขา

