รับแอปรับแอป

Artist vs Designer เลือกทางไหนให้ตรงใจ และใช่ตัวเราที่สุด?

นราธิป ศรีจันทร์01-31

เปิดประเด็น: ศิลปินหรือนักออกแบบ…เราควรเป็นอะไร?

เวลาพูดถึง “Artist” กับ “Designer” ภาพในหัวของหลายคนคืออาชีพเท่ๆ ที่ได้สร้างสรรค์สิ่งสวยงามเหมือนกันเป๊ะ

แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว ทั้งสองสายนี้มี วิธีคิด จุดมุ่งหมาย และสไตล์การทำงาน ที่ต่างกันพอสมควร และแน่นอนว่ามันส่งผลกับชีวิตการทำงานของเราจริงๆ

คำอธิบายง่ายๆ ที่มักได้ยินกันคือ

“ศิลปิน (Artist) ทำงานเพื่อตัวเอง ส่วนนักออกแบบ (Designer) ทำงานเพื่อผู้อื่น”

ฟังแล้วเหมือนเข้าใจ แต่ก็แอบมีคำถามตามมาเพียบ เช่น

  • ทำงานเพื่อตัวเอง คือวาดเพื่อเอาใจตัวเองอย่างเดียวแล้วจะหาเงินยังไง?

  • ทำงานเพื่อผู้อื่น คือเป็นแรงงานรับคำสั่งเฉยๆ ใช่ไหม แล้วจะได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์บ้างไหม?

  • ถ้าเราเป็นคนชอบอยู่คนเดียว คิดลึกๆ กับตัวเองล่ะ?

  • หรือถ้าเราเป็นสายคิดวิเคราะห์เป็นระบบ แบบนี้ควรไปทางไหนดี?

  • แล้วถ้าชอบทั้งสองแบบเลย จำเป็นต้องเลือกด้านเดียวไหม?

ลองจินตนาการว่า ศิลปินกับนักออกแบบคือปลายสองด้านของเชือกเส้นเดียวกัน

บนเชือกเส้นนี้ ไม่มีตำแหน่งที่ถูกหรือผิด แต่มีจุดที่ “ใช่สำหรับเรา” ต่างกันไป ขึ้นกับนิสัย วิธีคิด และวิธีทำงานที่เราสบายใจและเป็นธรรมชาติที่สุด

นี่แหละคือเสน่ห์ของงานสายครีเอทีฟ ที่ ไม่มีคำตอบเดียว และไม่มีเส้นทางสำเร็จรูป ให้เดินตาม

ก่อนจะเลือกทาง เรามาดู “4 ความต่างหลัก” ระหว่าง Artist กับ Designer ที่จะช่วยให้เห็นตัวเองชัดขึ้นกัน

1. Objective: จุดเริ่มต้นของงาน

Artist: เริ่มจากสิ่งที่ “อยากเล่า” | Designer: เริ่มจากสิ่งที่ “ต้องแก้”

ศิลปินมักเริ่มจาก เรื่องราวหรืออารมณ์ส่วนตัวที่อยากถ่ายทอด อาจเป็นความทรงจำ ความคิด ความรู้สึก หรือประเด็นที่อินเป็นพิเศษ

ผลงานศิลปะหลายชิ้นเลยกลายเป็นเหมือน “พื้นที่ปลอดภัย” ของศิลปินเอง และเปิดโอกาสให้คนดูได้สัมผัสความเป็นมนุษย์ในมุมลึกๆ ของเขา

สิ่งเหล่านี้อาจถูกส่งต่อออกมาผ่านงานหลายรูปแบบ เช่น

  • ภาพวาด

  • หนังสือภาพหรือคอมิก

  • งานปั้น งานเซรามิก

  • ตุ๊กตา หรือของเล่นอาร์ตๆ

  • ผ้าทอ สิ่งทอ

  • งานจัดวาง (Installation)

  • ภาพยนตร์หรือวิดีโออาร์ต

ศิลปินอย่าง Ceramic Artist, Visual Artist, Comic Artist, Textile Artist หรือ Installation Artist จึงใช้ “งาน” เป็นเหมือนภาษาส่วนตัวในการคุยกับโลก

ด้านนักออกแบบ จุดเริ่มต้นมักไม่ใช่อารมณ์ตัวเอง แต่คือ “โจทย์”

โจทย์อาจมาจากลูกค้า ธุรกิจ หรือผู้ใช้ เช่น

  • แบรนด์อยากสื่ออะไร

  • ธุรกิจต้องแก้ปัญหาอะไร

  • อยากให้ผู้บริโภครู้สึกหรือทำอะไรต่อจากงานชิ้นนี้

จากนั้นจึงค่อยออกแบบ “ทางแก้” ผ่านภาพ เสียง รูปแบบ ผลิตภัณฑ์ หรือประสบการณ์ ที่ ทั้งตอบโจทย์ ฟังก์ชัน และความงาม ไปพร้อมกัน

ตัวอย่างนักออกแบบที่เจอบ่อย เช่น

  • Graphic Designer

  • Product Designer

  • Interior Designer

พวกเขาต้องคิดถึง ผู้ใช้ การตลาด และการใช้งานจริง ควบคู่กับความสวยงามเสมอ

เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ

  • Artist = นักร้อง ที่แต่งเพลงจากประสบการณ์ชีวิตตัวเอง ใช้เพลงเล่าเรื่องราวและอารมณ์ มีแฟนเพลงที่อินกับ “ตัวตน” ตามผลงานไปเรื่อยๆ

  • Designer = นักแต่งเพลงโฆษณา ที่รับโจทย์มาวางคอนเซ็ปต์ ต้องคิดให้เพลงทั้ง “ติดหู” และ “สื่อสารได้ตรงจุด” ตามที่ลูกค้าต้องการ

2. Creative Thinking: วิธีคิดและมุมมองต่อผลงาน

Artist: สื่อสารให้ “รู้สึก” | Designer: สื่อสารให้ “เข้าใจ”

ศิลปินมักใส่ “ตัวเอง” ลงไปในงานแบบเต็มๆ

เบื้องหลังผลงานที่ทำให้คนดูสะเทือนใจ มักเริ่มจากสิ่งที่อยู่ลึกในใจศิลปิน ไม่ว่าจะเป็น

  • ความเชื่อส่วนตัว

  • ปรัชญาชีวิต

  • ความทรงจำวัยเด็ก

  • ความกังวลหรือความกลัวในอนาคต

ทั้งหมดนี้ค่อยๆ หลอมรวมเป็น ผลงานที่มีชีวิต ซึ่งเปิดให้คนดูตีความได้อย่างอิสระ

ศิลปินไม่ได้ต้องการให้ทุกคน “เข้าใจตรงกัน” เสมอไป แต่อยากให้เกิด “ความรู้สึกบางอย่าง” ในใจผู้ชมมากกว่า

ตรงกันข้าม นักออกแบบต้องชัดมากว่า

  • อยากให้คนดู เข้าใจอะไร จากงานชิ้นนี้

  • อยากให้เขา ทำอะไรต่อ หรือเกิดความรู้สึกแบบไหน เช่น จำแบรนด์ได้ อยากซื้อ อยากแชร์ต่อ ฯลฯ

Designer จึงให้ความสำคัญกับ “ความชัดเจนของการสื่อสาร” เป็นอย่างมาก งานถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งสารบางอย่างไปยังคนดูตรงๆ

เพราะฉะนั้นต้องคิดละเอียดว่า

  • จะจัดองค์ประกอบยังไงให้ไม่งง

  • ใช้สี ฟอนต์ ภาพ หรือเลย์เอาต์แบบไหนให้เข้าใจตรงกัน

  • ทำยังไงให้คนดูตอบสนองแบบที่ตั้งใจไว้

3. Working Style: สไตล์การทำงาน

Artist: มีลายเซ็นชัด | Designer: ยืดหยุ่นตามโจทย์

ศิลปินส่วนใหญ่จะค่อยๆ พัฒนามาเป็น “ลายเซ็น” ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น

  • โทนสีที่ชอบใช้

  • รูปแบบลายเส้นหรือฟอร์มของภาพ

  • เทคนิคเฉพาะตัว

  • ธีมหรือประเด็นที่ชอบเล่า

สิ่งเหล่านี้ทำให้คนเห็นงานแล้วรู้เลยว่า “นี่ของใคร” ซึ่งเป็นเสน่ห์ของการเป็นศิลปิน

ขณะที่นักออกแบบต้อง เปลี่ยนสไตล์ตามบริบทและโจทย์ อยู่ตลอดเวลา

งานโบรชัวร์โรงพยาบาล กับเมนูคาเฟ่สไตล์มินิมอล จะให้หน้าตาเหมือนกันไม่ได้เลย เพราะกลุ่มเป้าหมาย ภาพลักษณ์ และอารมณ์ที่ต้องการสื่อ ต่างกันโดยสิ้นเชิง

ดีไซเนอร์ที่ดีจึงต้องมีความสามารถในการ สลับโหมด ปรับสไตล์ และเข้าใจบริบท ได้ไว

4. Teamwork: การทำงานเป็นทีม

Artist: เดี่ยวก็รอด | Designer: ทีมเวิร์กคือหัวใจ

ศิลปินจำนวนมากสามารถสร้างงานหนึ่งชิ้นได้ ตั้งแต่ต้นจนจบด้วยตัวคนเดียว ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ความคิด และโลกภายในค่อนข้างมาก

ในทางกลับกัน งานออกแบบแทบทุกประเภทมักมี “ทีม” อยู่เบื้องหลัง เช่น

  • นักออกแบบ

  • นักเขียนหรือคอนเทนต์

  • ทีมการตลาด

  • ลูกค้า หรือทีมแบรนด์

ทุกคนมีส่วนร่วมใน กระบวนการคิด ตัดสินใจ และพัฒนางาน

เพราะฉะนั้น ถ้าเป็น Designer เราต้องคุ้นเคยกับการ

  • รับฟังฟีดแบ็ก

  • ประสานงานกับคนหลายฝ่าย

  • ปรับงานตามข้อจำกัดจริงทั้งงบ เวลา และความต้องการของคนอื่น

วิธีเช็กตัวเอง: เราเหมาะเป็น Artist หรือ Designer มากกว่ากัน?

Step 1: ศึกษาคนเก่งๆ ทั้งสามแบบ — Artist, Designer และคนที่เป็นทั้งสองอย่าง

นักออกแบบเก่งๆ จำนวนไม่น้อย มี “ความเป็นศิลปิน” อยู่ในตัว

พวกเขาไม่ได้แค่ทำงานตามโจทย์ลูกค้าสั่ง แต่ยังสร้าง ผลงานส่วนตัว (Personal Projects) เพื่อเล่ามุมมองและประสบการณ์ของตัวเองออกมาด้วย

ลองไปสังเกตผลงานและวิธีคิดของคนเหล่านี้ดู จะช่วยให้เราเห็นความเป็นไปได้ที่หลากหลาย เช่น

  • Artist: Do-ho Suh

  • Designer: Eriko Kawakami

  • Artist ที่ออกแบบไปด้วย: Pablo Picasso, Alexander McQueen, Martin Margiela

  • Designer ที่สร้างงานศิลปะด้วย: Misawa Haruka, Bruno Munari

ด้านหนังสือก็มีหลายเล่มน่าอ่านเพื่อเข้าใจโลกของแต่ละสาย เช่น

  • ศิลปิน:Work in Progress: Phillippe Weisbecker โดย Phillippe Weisbecker

  • นักออกแบบ:Designing Design โดย Hara Kenya

  • Artist + Designer:Design as Art โดย Bruno Munari

Step 2: สังเกตธรรมชาติของตัวเอง

ในคนๆ เดียวอาจมีทั้งโหมดศิลปินและโหมดนักออกแบบปนกันอยู่ ลองดูว่าเราติ๊กโดนข้อไหนมากกว่ากัน

Artist’s Nature

  • สนใจอารมณ์ ความรู้สึก และโลกภายในของตัวเองและคนรอบตัว

  • มีไอเดียหรือแรงบันดาลใจที่ชอบจดเก็บไว้เต็มสมุด

  • มองสิ่งรอบตัวแล้วเชื่อมโยงไปถึงความทรงจำ ปรัชญา หรือแนวคิดลึกๆ ได้เสมอ

  • ชอบทดลองลงมือทำ แม้จะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะออกมาเป็นงานอะไร

Designer’s Nature

  • ชอบจัดหมวดหมู่และวิเคราะห์สิ่งต่างๆ

  • ชอบสังเกตรายละเอียดเล็กๆ รอบตัวแล้วหาตรรกะให้มัน

  • สนุกกับการแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน

  • ชอบเล่นมุกให้คน “เก็ต” เข้าใจตรงกัน

  • สนุกกับการสร้างสรรค์ภายใต้โจทย์ที่มีมากกว่าเริ่มจากศูนย์แบบไม่มีกรอบเลย

Step 3: ลงสนามจริง ไปคลุกวงการให้รู้ไปเลย

ถ้ายังเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาอยู่ ลองใช้โอกาสช่วงนี้ให้คุ้มที่สุดด้วยการ

  • ไป ฝึกงานกับสตูดิโอศิลปิน สัมผัสบรรยากาศการทำงานแบบ Artist

  • ไป ฝึกงานกับสตูดิโอนักออกแบบ ดูการทำงานกับลูกค้าและทีม

  • ไปดูนิทรรศการทั้งฝั่งศิลปะและฝั่งดีไซน์

  • อ่านหนังสือหรือบทสัมภาษณ์เบื้องหลังงานของคนที่เราชอบ

จากนั้นค่อยถามตัวเองว่า

ไลฟ์สไตล์ วิธีคิด และวิธีทำงานของแต่ละสาย ตรงกับภาพชีวิตที่เราอยากมีในอนาคตไหม?

ถ้าเริ่มทำงานจริงแล้ว สิ่งที่ช่วยได้มากคือ “ลงมือทำงานจริง” ให้เร็วที่สุด

อาจยังไม่ต้องรีบฟันธงตัวเองว่าเป็น Artist หรือ Designer แบบชัดเจน ลองทำงานสัก 3 โปรเจ็กต์ขึ้นไป แล้วสังเกตว่า

  • เรารู้สึกมีพลังกับงานแบบไหน

  • แบบไหนทำแล้วหมดไฟง่าย

  • แบบไหนทำแล้ว “อยากทำต่อ” แม้งานจะหนัก

คำตอบของร่างกายและหัวใจมักตรงกว่าเหตุผล

สรุป: ไม่ว่าทางไหนก็ไปได้ไกล ถ้ามีสามสิ่งนี้

เมื่อเห็นความต่างใน 4 ด้าน ทั้งวิธีคิด วิธีทำงาน ธรรมชาติของคนแต่ละสาย และรูปแบบการทำงานแล้ว เชื่อว่าหลายคนน่าจะเริ่มจินตนาการภาพตัวเองในแต่ละเส้นทางได้ชัดขึ้น

แต่มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่า “เราจะเลือกเป็นอะไร” คือ

ไม่ว่าเราจะเป็นศิลปินหรือนักออกแบบ สิ่งที่ต้องมีเหมือนกันคือ

  • วินัย

  • ความกระหายที่จะเรียนรู้

  • ความรักในสิ่งที่ตัวเองทำ

ถ้ามีครบ 3 อย่างนี้ ไม่ว่าเราจะเลือกเดินสายไหน หรือแม้แต่สร้างเส้นทางลูกผสมของตัวเองขึ้นมาใหม่ ก็มีโอกาสไปได้ไกลและประสบความสำเร็จในแบบของตัวเองแน่นอน

ทั้ง Artist และ Designer คือคนที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ สนใจความงาม และสื่อสารกับโลกผ่านงานของตัวเอง

แม้มองเผินๆ จะคล้ายกัน แต่ ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของทั้งสองอาชีพ และเข้าใจธรรมชาติการทำงานของตัวเองจริงๆ เราจะสามารถตั้งเข็มทิศชีวิต และพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ดึงศักยภาพออกมาได้เต็มที่ที่สุด

สุดท้าย เส้นทางไหนจะใช่ที่สุด อาจไม่ได้อยู่ที่ว่าป้ายชื่ออาชีพเราว่าอะไร แต่อยู่ที่ว่า เรากล้าลงมือสำรวจ ทดลอง และเติบโตไปกับมันแค่ไหนต่างหาก