Toner Pad คืออะไร และเหมาะกับใคร?
ใครอยากดูแลผิวแบบครบ ๆ ตั้งแต่ทำความสะอาดไปจนถึงบำรุงในขั้นเดียว toner pad คือไอเท็มที่ควรมีติดโต๊ะเครื่องแป้งไว้เลย เพราะทั้งเช็ด ทั้งมาสก์ ทั้งเติมน้ำให้ผิวได้ในกระปุกเดียว
จริง ๆ แล้วการใช้โทนเนอร์ไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคน แต่ถ้าเป็นสายสิว ผิวขาดน้ำ ผิวหมอง หรือรู้สึกว่ารูขุมขนเริ่มกวนใจ การมี toner pad ดี ๆ ไว้ใช้เป็นประจำสามารถช่วยให้ผิวดูดีขึ้นแบบเห็นได้ชัดเลยค่ะ
โทนเนอร์จำเป็นแค่ไหนกับสกินแคร์รูทีน?
ใครที่มีสภาพผิวแข็งแรงดีอยู่แล้ว และดูแลผิวด้วย โฟมล้างหน้า + มอยซ์เจอไรเซอร์ + กันแดด อย่างสม่ำเสมอ ก็ถือว่าเพียงพอสำหรับชีวิตประจำวัน ไม่ได้จำเป็นต้องมีโทนเนอร์เสมอไป
แต่ถ้าคุณมีปัญหาผิวเหล่านี้
เป็นสิวง่าย
ผิวแห้งตึง ขาดน้ำ
ผิวหมองคล้ำ มีรอยดำ
โทนเนอร์หรือ toner pad ที่มี สารออกฤทธิ์ (Active Ingredient) ก็จะช่วยให้รูทีนของคุณอัปเกรดขึ้นได้ชัดเจน เช่น
Hyaluronic Acid เติมน้ำ ลดผิวแห้งกร้าน
Vitamin C ช่วยให้ผิวกระจ่างใส ลดรอยหมอง
Salicylic Acid (BHA) ช่วยลดสิว ลดการอุดตัน และลดความมันบนใบหน้า
สรุปคือ ถ้าผิวไม่มีปัญหาอะไรหนักมาก จะไม่ใช้โทนเนอร์เลยก็ได้ แต่ถ้าอยากแก้จุดกังวลเฉพาะด้าน โทนเนอร์ดี ๆ คือผู้ช่วยที่เห็นผลได้จริง
โทนเนอร์ช่วยอะไรผิวได้บ้าง?
ปรับสมดุลผิวหลังล้างหน้า
หลังล้างหน้า ผิวอาจเสียสมดุลค่า pH ได้ง่าย โทนเนอร์จะช่วยให้ผิวกลับสู่สภาพที่สมดุล ลดโอกาสเกิดการระคายเคืองและความแห้งลอกเติมความชุ่มชื้นตั้งแต่สเต็ปแรก
โทนเนอร์สมัยนี้ไม่ใช่น้ำใส ๆ แบบเมื่อก่อน แต่ใส่ส่วนผสมเพิ่มความชุ่มชื้น เช่น Hyaluronic Acid ช่วยให้ผิวอิ่มน้ำ และทำให้สกินแคร์ขั้นต่อ ๆ ไปซึมดีขึ้นด้วยช่วยดูแลปัญหาผิวเฉพาะด้าน
แต่ละสูตรจะใส่สารบำรุงแตกต่างกัน ทั้งกลุ่มลดสิว ผลัดเซลล์ผิว ลดความมัน ปลอบประโลม หรือช่วยให้ผิวกระจ่างใส เรียกได้ว่าเลือกสูตรให้ตรงปัญหา ผิวก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นตามใช้ได้หลายแบบตามสไตล์เรา
จะใช้โทนเนอร์เช็ดหน้าหลังล้าง ใช้แผ่น pad มาสก์เฉพาะจุด หรือใช้โทนเนอร์เนื้อน้ำตบลงมือแปะ ๆ บนผิวโดยไม่ใช้สำลี ก็เลือกได้ตามความสะดวกและสภาพผิวเลย
ทริคเลือกโทนเนอร์ให้เข้ากับผิว
1. เลือกสูตรให้ตรงกับปัญหาผิว
โทนเนอร์ยอดนิยมมักจะแบ่งได้ประมาณ 4 กลุ่มหลัก ๆ
สูตร Brightening เน้นผิวกระจ่างใส ลดหมอง
สูตรสำหรับคนมีปัญหา สิว
สูตร ผลัดเซลล์ผิว ช่วยเรื่องผิวไม่เรียบ เนื้อผิวไม่เนียน
สูตร ปลอบประโลมผิว สำหรับผิวอ่อนแอ ระคายเคืองง่าย
เริ่มจากสังเกตปัญหาผิวตัวเองก่อน แล้วค่อยเลือกสูตรที่ตอบโจทย์ที่สุด
2. ถ้าผิวไม่ได้มีปัญหามาก เลือกตามสภาพผิว
สำหรับคนที่ไม่ได้มีปัญหาสิวหนักหรือแพ้ง่ายมาก แนะนำให้เลือกโทนเนอร์ตามสภาพผิว
ผิวมัน – เนื้อบางเบา ไม่เพิ่มความมัน ไม่เหนอะ
ผิวแห้ง – เนื้อเข้มข้นขึ้น ให้ความชุ่มชื้นยาวนาน
ผิวผสม – เลือกสูตรบาลานซ์ความมันและน้ำ ไม่ทำให้บางจุดแห้งหรือมันเกินไป
เพราะเนื้อสัมผัสของโทนเนอร์ออกแบบมาให้เหมาะกับผิวแต่ละแบบ ถ้าเลือกถูก ผิวจะสบายตั้งแต่ขั้นแรกของการบำรุงเลย
3. ถ้าเลี่ยงการระคายเคือง ให้เช็กส่วนผสมให้ดี
ถ้าเป็นไปได้โดยเฉพาะคนผิวแพ้ง่าย ให้มองหาสูตรที่
ไม่มีแอลกอฮอล์
ไม่มีน้ำหอม
ไม่มีพาราเบน
ไม่มีการแต่งสี
เพราะสารเหล่านี้บางทีก็เป็นตัวกระตุ้นให้ผิวแสบ แดง ระคายเคืองได้ง่าย ทั้งที่เราแค่อยากบำรุงผิวเฉย ๆ
4. ดูบรรจุภัณฑ์ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์
แพ็กเกจของโทนเนอร์มีหลายแบบมาก
ขวดปั๊ม – กดง่าย สะดวก ใช้มือหรือสำลีทาได้เลย
ฝาเปิด–ปิด – ใช้ได้ยืดหยุ่น เทใส่มือหรือสำลีก็ได้
กระปุกแบบ toner pad – แผ่นสำลีชุ่มโทนเนอร์ หยิบใช้สะดวก มาสก์หรือเช็ดก็ได้
ใครชอบแนวไหน เลือกแบบนั้นไปเลย จะได้หยิบใช้ได้จริง ไม่ปล่อยดองบนโต๊ะ
10 Toner Pad ที่น่าลอง ปี 2025
มาเข้าเรื่องกัน! นี่คือ 10 toner pad น่าใช้ สำหรับสายลดสิว กระชับรูขุมขน และเน้นเติมความชุ่มชื้นให้ผิวแบบจุก ๆ
1. NEEDLY Daily Toner Pad
โทนเนอร์แพดตัวดังจากเกาหลีอย่าง NEEDLY Daily Toner Pad เหมาะมากสำหรับคนอยากได้ทั้งความชุ่มชื้นและการผลัดเซลล์ผิวในขั้นตอนเดียว
จุดเด่นคือมีส่วนผสมของ
กรดไฮยาลูรอนิก – เติมน้ำให้ผิว
BHA และ PHA – ช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ลดการอุดตัน ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดสิว
สารสกัดใบชา – ช่วยปลอบประโลม ทำให้ผิวรู้สึกผ่อนคลาย
ใช้ต่อเนื่องจะช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและกระจ่างใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
ปริมาณ : 60 Pads (280 g.)
ราคา : 790 บาท
2. COSRX One Step Original Clear Pad
ใครเป็นสายสิวต้องรู้จักแบรนด์นี้อยู่แล้ว COSRX One Step Original Clear Pad เป็น toner pad ที่เกิดมาเพื่อคนมีปัญหาสิวโดยเฉพาะ
ส่วนผสมหลัก ๆ ได้แก่
BHA 1% – ช่วยลดการอุดตันในรูขุมขน
Willow Bark Water – ช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน
Tea Tree Oil – มีคุณสมบัติลดการอักเสบของสิว
เขาช่วยเคลียร์สิ่งสกปรกที่ตกค้างบนหน้าและในรูขุมขน ลดความมัน กระชับรูขุมขน พร้อมทำให้ผิวดูเรียบเนียน เป็นตัวที่คุ้มมากสำหรับคนเน้นเรื่องสิวโดยเฉพาะ
ปริมาณ : 70 Pads (140 g.)
ราคา : 640 บาท
3. Mediheal Madecassoside Blemish Pad
Mediheal Madecassoside Blemish Pad เหมาะกับคนที่มีปัญหารอยสิวชัด ๆ ทั้งรอยแดง รอยดำ และผิวอักเสบหลังสิวหาย
เขาใช้เทคโนโลยี Microparticlized CalmingTox™ ช่วย
ลดเลือนรอยสิว
ลดอาการผิวแดงและอักเสบ
ปรับสีผิวให้ดูสม่ำเสมอ
ฟื้นบำรุงผิวหลังการอักเสบ
ใครเพิ่งผ่านศึกสิวมาหนัก ๆ เอาไว้ใช้มาสก์เฉพาะจุดคือดีมาก
ปริมาณ : 100 Pads (170 ml.)
ราคา : 1,399 บาท
4. Skinfood Carrot Carotene Calming Water Pad
สายผิวแห้งและผิวแพ้ง่ายต้องลอง Skinfood Carrot Carotene Calming Water Pad เพราะเขาเน้นเรื่องการปลอบประโลมและเติมความชุ่มชื้นแบบเต็มที่
ส่วนผสมหลักคือ
สารสกัดจากแครอต
น้ำมันเมล็ดแครอต
ทั้งสองอย่างนี้อุดมไปด้วย Beta-Carotene ที่ช่วยให้ผิว
ชุ่มชื้นขึ้น
แข็งแรงขึ้น
ลดรอยแดงบนผิวหน้า
เหมาะสำหรับใช้ทั้งเช็ดและมาสก์ โดยเฉพาะวันที่ผิวล้า แห้ง หรือระคายเคืองง่าย
ปริมาณ : 60 Pads (250 g.)
ราคา : 1,099 บาท
5. ANUA : HEARTLEAF 77 CLEAR PAD
ชื่อแบรนด์นี้มาแรงมากในหมู่คนผิวแพ้ง่าย ANUA : HEARTLEAF 77 CLEAR PAD เป็นอีกไอเท็มที่น่าลงทุน
ส่วนผสมสำคัญคือ
PHA – ช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน
Anti-Sebum P – ช่วยควบคุมความมันระหว่างวัน
ถ้าอยากเห็นผลเรื่องสมดุลผิว และลดความมันได้ชัดขึ้น ลองใช้คู่กับ HEARTLEAF 77% Soothing Toner ของแบรนด์เดียวกันก็ยิ่งดี โดยเฉพาะคนผิวขาดน้ำ แต่อยากบาลานซ์ความมันด้วย
ปริมาณ : 70 Pads (160 ml.)
ราคา : 990 บาท
6. Numbuzin Toner Pad No.4 Pore Zero Peeled Egg
ใครอยากได้ผิวเนียนแน่น รูขุมขนดูเล็กลง Numbuzin Toner Pad No.4 Pore Zero Peeled Egg คือสูตรที่ควรลอง
ตัวนี้เน้น
กระชับรูขุมขน
ควบคุมความมัน
ผลัดเซลล์ผิวอย่างเบา ๆ
ด้วยส่วนผสมของ Anti Sebum P ที่ช่วยจัดการความมันส่วนเกิน และทำให้รูขุมขนดูตื้นขึ้น เหมาะมากสำหรับคนผิวมันหรือผิวผสมที่โซน T มันง่าย
ปริมาณ : 70 Pads (190 ml.)
ราคา : 743 บาท
7. ABIB Heartleaf Spot Pad
อีกหนึ่งตัวเต็งสายปลอบประโลมผิว ABIB Heartleaf Spot Pad เหมาะมากสำหรับวันที่ผิวอ่อนล้า ไม่ไหวจะเคลียร์
ส่วนผสมเด่นคือ
สารสกัด Heartleaf
สารสกัดจากต้นคาวทอง
ทั้งคู่ช่วยให้ผิว
รู้สึกสงบลง
แข็งแรงขึ้นเมื่อใช้ต่อเนื่อง
ตัวแผ่นโทนเนอร์ก็ออกแบบมาดี มี 2 ด้านในแผ่นเดียว
ด้านก๊อซ – ผิวสัมผัสขรุขระเล็กน้อย เหมาะกับใช้เช็ดผลัดเซลล์ผิว
ด้านเรียบ – อ่อนโยน เหมาะกับช่วงที่ผิวระคายเคืองหรือต้องการการปลอบประโลมเป็นพิเศษ
ปริมาณ : 80 Pads (150 ml.)
ราคา : 740 บาท
8. Round Lab Birch Juice Moisturizing Pad
ถ้าผิวแห้ง ขาดน้ำ แถมชอบออกแดดบ่อย ๆ ต้องลอง Round Lab Birch Juice Moisturizing Pad เลย
ส่วนผสมไฮไลต์คือ
สารสกัด Birch Sap
นวัตกรรม Aquaxyl ช่วยล็อกความชุ่มชื้นในผิว
จุดเด่นของตัวนี้คือ
ให้ความชุ่มชื้นยาวนาน
ฟื้นฟูผิวที่อ่อนแอให้กลับมาดูแข็งแรง
ใช้เช็ดหลังออกแดดเพื่อช่วยให้ผิวผ่อนคลาย ลดโอกาสการระคายเคืองจากความร้อน
จะใช้มาสก์ก่อนแต่งหน้าเพื่อให้เมกอัพติดทนนานขึ้นก็ได้เช่นกัน
ปริมาณ : 80 Pads (150 ml.)
ราคา : 800 บาท
9. P.CALM Barrier Cycle Toner Pad
ผิวอ่อนแอ แพ้ง่าย หรือเกราะป้องกันผิวพังจากสกินแคร์แรง ๆ ต้องรู้จัก P.CALM Barrier Cycle Toner Pad
แพดตัวนี้เน้น
ฟื้นฟูปราการผิวให้แข็งแรงขึ้น
ใช้สารสกัดจากธรรมชาติที่อ่อนโยน
ผลัดเซลล์ผิวแบบเบาบาง ไม่กัด ไม่แสบ
ลดความมันส่วนเกินบนใบหน้า
เหมาะกับคนเป็นสิว ผิวแพ้ง่าย หรือคนที่รู้สึกว่าผิวอ่อนแอต่อทุกอย่างที่ทาลงไป
ปริมาณ : 60 Pads (160 ml.)
ราคา : 855 บาท
10. Torriden DIVE IN Hyaluronic Acid Multi Pad
ปิดท้ายด้วย Torriden DIVE IN Hyaluronic Acid Multi Pad ที่ขึ้นชื่อเรื่องความชุ่มฉ่ำแบบสุดทาง
แผ่นสำลีชุ่มไปด้วยเอสเซนส์ที่มี Hyaluronic Acid ช่วย
เติมความชุ่มชื้นให้ผิวแบบจัดเต็ม
ทำให้ผิวดูอิ่มน้ำ ไม่แห้งกร้าน
ปลอบประโลมผิวให้รู้สึกผ่อนคลาย
ลดเลือนรอยแดงบางส่วนเมื่อใช้ต่อเนื่อง
จะใช้มาสก์ก่อนแต่งหน้าเพื่อให้เครื่องสำอางติดทนและเนียนสวยขึ้นก็ได้ เป็นอีกตัวที่เหมาะกับคนผิวแห้ง ขาดน้ำ หรือผิวล้าจากการใช้แอร์ทั้งวัน
ปริมาณ : 80 Pads (160 ml.)
ราคา : 690 บาท
สรุป: ถ้าอยากผิวดีขึ้น ลองให้ Toner Pad ช่วยดูสักครั้ง
ส่วนตัวเป็นคนหนึ่งที่ ขาดโทนเนอร์ไม่ได้ เพราะมีปัญหาผิวเหมือนกัน การเพิ่มขั้นตอนง่าย ๆ อย่าง toner pad เข้าไปในรูทีน ไม่ได้เกินจำเป็นเลย แถมยังช่วยให้ผิวรับการบำรุงได้ดีขึ้นด้วย
ข้อดีของการใช้ Toner Pad คือ
ใช้ง่าย หยิบปุ๊บเช็ดหรือมาสก์ได้ทันที
แต่ละแบรนด์ออกแบบมาแก้ปัญหาเฉพาะทางต่างกัน ทั้งสิว รูขุมขน ผิวแห้ง ผิวหมอง ผิวแพ้ง่าย
ใช้ได้ทั้งเช้า–เย็น หรือเฉพาะวันที่ต้องการบูสต์ผิวเป็นพิเศษ
ถ้าอยากดูการเปลี่ยนแปลงของผิวหน้าแบบชัด ๆ ลองเริ่มจาก เลือก toner pad ให้ตรงปัญหาผิวของตัวเองสักหนึ่งกระปุก แล้วใช้ให้สม่ำเสมอสักพัก เชื่อว่าหลายคนจะเริ่มรู้สึกว่า ผิวตัวเองก็กลับมาดูดีและชุ่มชื้นได้เหมือนกัน

