เยาวราชวันนี้: มู วัฒนธรรม และสตรีทฟู้ดบนถนนสายมังกร
ถ้าพูดถึงย่านที่ไม่เคยหลับของกรุงเทพฯ ชื่อของ เยาวราช ต้องโผล่ขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ เสมอ ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย ถนนเส้นนี้ยังหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรมจีนแบบ “ไทย-จีนผสมกลมกล่อม” ทั้งวิถีชีวิตของคนไทยเชื้อสายจีน วัดและศาลเจ้าสายมูชื่อดัง รวมถึงร่องรอยโรงอุปรากรจีนที่เคยโด่งดังในอดีต
ใจกลางของย่านนี้คือ ถนนเยาวราช สองฟากฝั่งเต็มไปด้วยสตรีทฟู้ดเรียงรายแน่นขนัด ท่ามกลางนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่มาเดินกิน-เดินถ่ายรูปกันไม่ขาดสาย ความเป็นย่านท่องเที่ยวระดับอินเตอร์ ทำให้ความทันสมัยมาชนกับรากวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างลงตัว บนหนึ่งในถนนที่มีชีวิตชีวาที่สุดของกรุงเทพฯ
ในบรรยากาศเช่นนี้จึงเกิดงาน Happy Journey ‘เยา ยัง เยี่ยม’ ที่ชวนคนนั่ง MRT ลงสถานีวัดมังกร เดินลัดเลาะทั่วเยาวราชแบบจัดเต็ม 3 วัน ทั้งชมงิ้วสด ๆ ทำเวิร์กชอป เดินชิล ถ่ายรูป และชิมสตรีทฟู้ดให้หนำใจ
จากสำเพ็งสู่เยาวราช: จุดเริ่มต้นของชุมชนชาวจีนกลางกรุง
เยาวราชที่เราเห็นวันนี้ จริง ๆ มีที่มาจากย่านเก่าชื่อ สำเพ็ง ซึ่งถือเป็นชุมชน ชาวจีนโพ้นทะเล แห่งแรก ๆ และใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ ในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น
เมื่อครั้งรัชกาลที่ 1 ทรงย้ายศูนย์กลางราชธานีมาสร้างพระนครใหม่บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ พื้นที่ที่กำหนดให้เป็นเขตพระบรมมหาราชวังเดิมเป็นที่อยู่อาศัยของ พระยาราชาเศรษฐี และชุมชนชาวจีนจำนวนหนึ่ง จึงมีการขยับย้ายชุมชนมารวมกันในย่านสวนแถบวัดสามปลื้มไปจนถึงคลองวัดสามเพ็ง ก่อนจะพัฒนาเป็นสำเพ็งในเวลาต่อมา
สำเพ็งจึงกลายเป็นย่านการค้าของชาวจีนเต็มตัว ร้านรวงสารพัดผุดขึ้นแน่นไปหมด ทั้ง
ร้านขายหมู ผัก และของสดต่าง ๆ
ร้านหนังสือ เครื่องประดับเงิน-หยก
ร้านรองเท้าแตะ ของตกแต่งงานศพ น้ำหอม
อาหารกระป๋อง กระจกดอกไม้ ของนำเข้าจากยุโรปสารพัดอย่าง
กลางวันเป็นย่านค้าขาย ครึกครื้นด้วยเสียงต่อรองราคา แต่พอค่ำลง สำเพ็งกลับเปลี่ยนโหมดเป็นย่านกลางคืน มีทั้งสถานเริงรมย์ โรงโสเภณี บ่อนการพนัน และโรงสูบฝิ่น เรียกว่าเป็นพื้นที่รวมทุกด้านของชีวิตคนเมืองในยุคนั้น

เมื่อบ้านเมืองขยายตัว สำเพ็งเริ่มแออัด บ้านไม้ไผ่หลังคามุงแฝกติดไฟง่าย ทำให้เกิดไฟไหม้บ่อยครั้ง จนในสมัยรัชกาลที่ 5 เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้มีการวางผังใหม่ ตัดถนน และจัดระเบียบชุมชน
ปี พ.ศ. 2435 จึงเริ่มตัด ถนนเยาวราช (เดิมชื่อถนนยุพราช) ใช้เวลาสร้างราว 8 ปีเต็ม จนเสร็จใน พ.ศ. 2443 เปิดทางให้เกิด “ย่านเยาวราช” ซึ่งค่อย ๆ เติบโตจนเต็มไปด้วยร้านค้าและกิจการของชาวจีนหลากหลายรูปแบบ
ย่านนี้มีทุกอย่าง ตั้งแต่ร้านอาหาร ร้านน้ำชา ร้านกาแฟ ร้านขายของจิปาถะ ไปจนถึงธุรกิจบันเทิงในยามค่ำคืน ทำให้เยาวราชกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ชีวิตกลางคืนของกรุงเทพฯ” ตั้งแต่ช่วงปลายรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา

เมื่อเยาวราชคือเวทีใหญ่ของงิ้ว
ระหว่างทศวรรษ 2460-2480 เยาวราชยิ่งเติบโตกลายเป็นย่านเศรษฐกิจและแหล่งบันเทิงสำคัญของเมือง มีครบทั้ง
โรงมหรสพและโรงภาพยนตร์
ภัตตาคาร ร้านอาหาร และร้านกินดื่ม
โรงน้ำชา โรงยาฝิ่น และบ่อนการพนัน
สำนักโสเภณีและสถานเริงรมย์นานาชนิด
แต่ถ้าถามว่าอะไรคือดาวเด่นของเยาวราชในยุคนั้น คำตอบคือ โรงงิ้ว
ภัตตาคารดัง ๆ ในอดีตอย่าง ภัตตาคารหย่งซิน (ย่งเฮง) ใกล้สี่แยกวัดตึก หรือ ภัตตาคารเยาวยื่น ตรงข้ามโรงงิ้วเทียนกัวเทียน เป็นสถานที่นัดพบยอดฮิตของคนยุคนั้น ก่อนจะไปต่อที่โรงงิ้วในยามค่ำ

งิ้วแต้จิ๋ว: มรดกที่ทำให้เยาวราชเป็นศูนย์กลางโลก
อุปรากรจีน หรือ “งิ้ว” เป็นศิลปะการแสดงที่เก่าแก่และซับซ้อนมาก ประกอบด้วยทั้งดนตรี การร้อง การร่ายรำ และวรรณกรรม กลายเป็นเวทีที่คนในสังคมใช้พูดคุยเรื่องศีลธรรมและ “ความถูกผิด” ผ่านตัวละครบนเวที
ต้นเค้าของงิ้วมีมาตั้งแต่ราวราชวงศ์ถัง ก่อนจะพัฒนาเป็นงิ้วสมัยใหม่ในยุคราชวงศ์ซ่งใต้ แล้วแตกแขนงเป็นงิ้วนับร้อยประเภท ทั้งประเทศจีนยอมรับกันว่ามี “10 งิ้วที่ยิ่งใหญ่” เช่น
งิ้วปักกิ่ง
งิ้วคุนฉี่ว์
งิ้วหวงเหมย
งิ้วกวางตุ้ง
และ งิ้วแต้จิ๋ว
สิ่งที่ทำให้งิ้วครองใจผู้ชมยาวนาน คือการสอดแทรก “คุณธรรม” ตามแนวคิดขงจื๊อ คนที่อ่านหนังสือไม่ออกก็เรียนรู้เรื่องบุญ-บาป ความดี-ความชั่ว ผ่านการดูงิ้วนี่เอง

ในบรรดางิ้วทั้งสิบชนิด คนไทยคุ้นเคยกับ งิ้วแต้จิ๋ว มากที่สุด เพราะแพร่หลายอย่างมากในถิ่นชาวจีนโพ้นทะเล รวมถึงในไทย ซึ่งชาวแต้จิ๋วถือเป็นกลุ่มใหญ่หนึ่ง
งิ้วแต้จิ๋วมีจุดเด่นหลายอย่าง ทั้งสไตล์การร้อง การแต่งหน้า และท่ารำที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว แม้อายุจะเกิน 450 ปี แต่ยัง “ไม่เคยตายจากเวที” และเก่าแก่กว่างิ้วปักกิ่งเสียอีก
ช่วงที่จีนมีความปั่นป่วน ทั้งสงครามกลางเมืองและสงครามกับญี่ปุ่น งิ้วเก่าแก่หลายแขนงเกือบหายไปจากแผ่นดินจีน แต่ งิ้วแต้จิ๋วกลับมีประเทศไทยเป็นแหล่งพักพิงสำคัญ ระหว่าง พ.ศ. 2468–2500 กรุงเทพฯ โดยเฉพาะเยาวราช กลายเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้งิ้วแต้จิ๋วแบบไม่เป็นทางการ ก่อนที่องค์ความรู้จะถูกส่งกลับไปจีนเมื่อสถานการณ์สงบลง
บนถนนเยาวราชในยุคนั้นมีโรงงิ้วประจำอยู่ถึง 10 แห่ง เปิดแสดงทั้งกลางวันและกลางคืน จนเยาวราชถูกมองว่าเป็น “ศูนย์กลางงิ้วแต้จิ๋วของโลก” เลยก็ว่าได้
ต่อมาในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีนโยบายปิดโรงเรียนจีน ทำให้ครูงิ้วจำนวนหนึ่งกลับจีน การแสดงงิ้วจึงซบเซาลงไประยะหนึ่ง ก่อนจะกลับมาคึกคักราวทศวรรษ 2500 เมื่อคณะงิ้วจากฮ่องกงเริ่มเข้ามาอีกครั้ง ทว่าความรุ่งเรืองนั้นก็หยุดชะงักเพราะนโยบายรัฐอีกครั้ง
ช่วงนั้นเองที่เริ่มมีการ บรรยายภาษาไทยข้างเวทีงิ้ว เพื่อให้คนไทยเข้าใจเนื้อเรื่องมากขึ้น โดยเฉพาะงิ้วแนวบู๊สนุก ๆ ในช่วงหัวค่ำตามศาลเจ้า ซึ่งดึงเด็ก ๆ และคนทั่วไปให้มามุงดูได้ไม่ยาก
เรื่องราวของงิ้วในเยาวราชจึงไม่เคยหลุดหายไปจากความทรงจำของคนไทย มันยังอยู่ในบรรยากาศย่านนี้เสมอ แค่เปลี่ยนรูปแบบจากโรงงิ้วถาวร มาเป็นการแสดงตามเทศกาลหรืองานพิเศษต่าง ๆ



มังกรสายพาณิชย์: เยาวราชในฐานะหัวใจเศรษฐกิจและความเชื่อ
ตั้งแต่ถนนเยาวราชถูกตัดขึ้น ย่านนี้ไม่ได้หมายถึงแค่ตัวถนนเส้นเดียว แต่กินพื้นที่กว้างไปถึง สำเพ็ง ทรงวาด เจริญกรุง ผดุงด้าว พาดสาน และตลาดน้อย ทั้งหมดรวมตัวกันเป็นชุมชนไทยเชื้อสายจีนขนาดใหญ่ ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ มาหลายชั่วอายุคน
ธุรกิจในย่านนี้ครอบคลุมแทบทุกประเภท เช่น
การเงินและธนาคาร
ร้านทอง และร้านเครื่องประดับ
ภัตตาคาร ร้านอาหาร และสตรีทฟู้ด
ร้านขายเสื้อผ้า ของเล่น อาหารแห้ง
โรงแรมและที่พักหลากระดับ
เบื้องหลังความคึกคักคือ “ดีเอ็นเอคนจีน” ที่ขึ้นชื่อเรื่องความขยัน อดทน และคิดคำนวณเก่ง จนเยาวราชกลายเป็นดินแดนสร้าง “เจ้าสัว” แถวหน้าของประเทศมานักต่อนัก
ด้านความเชื่อ เยาวราชก็เป็นศูนย์รวมวัดและศาลเจ้าสายจีนที่สำคัญ โดยเฉพาะ วัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่) ที่คนไทยเชื้อสายจีนและชาวจีนทั่วสารทิศเดินทางมากราบไหว้ทั้งปี ทั้งขอพร แก้ปีชง และไหว้เทพเจ้าในช่วงเทศกาลใหญ่

ยังมีศาลเจ้าอีกหลายแห่งที่กลายเป็นที่ยึดเหนี่ยวของคนในชุมชน เช่น
ศาลเจ้าเล่งบ๊วยเอี๊ยะ ศูนย์กลางศรัทธาของพ่อค้าแม่ขาย ที่เชื่อว่ามาช่วยให้การค้าขายเจริญรุ่งเรือง
ศาลเจ้าแม่กวนอิม มูลนิธิเทียนฟ้า สถานที่ขอพรเรื่องสุขภาพและอายุยืนของคนในครอบครัว
สวรรค์สตรีทฟู้ด: เมื่อถนนสายมังกรกลายเป็นครัวเปิด
ทุกวันนี้ ถ้าเอ่ยคำว่า “สรวงสวรรค์แห่งอาหารริมทาง” หลายคนจะนึกถึงเยาวราชในทันที เพราะตั้งแต่หัววันไปจนถึงดึกดื่น ย่านนี้ไม่มีคำว่าเงียบ ร้านสตรีทฟู้ดตั้งเรียงยาวตลอดสองฝั่งถนน
จากอาหารจานง่าย ๆ อย่างบะหมี่ ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า ไปจนถึงเมนูสายฮิตอย่าง
เกาลัดร้อน ๆ กลิ่นหอมเตะจมูกตั้งแต่ยังไม่ถึงร้าน
หูฉลามร้อน ๆ ซุปข้นรสจัดจ้าน
หมึกย่างเสียบไม้ หอยย่างน้ำจิ้มแซ่บ
บ๊ะจ่าง ขนมจีบ ซาลาเปา
ชานม ชาเก๊กฮวย สมุนไพรจีนเย็น ๆ
สตรีทฟู้ดเหล่านี้ดึงดูดทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาเข้าคิวรอชิมอย่างไม่หวาดหวั่นความยาวของแถว ทุกคืนเยาวราชจึงกลายสภาพเป็นครัวกลางแจ้งขนาดยักษ์ ที่ไม่เคยหลับตา
แม้เวลาจะผ่านมากว่าร้อยปี เอกลักษณ์ของคนไทยเชื้อสายจีนในเยาวราชยังคงชัดเจน พวกเขายังรักษาภาษา วัฒนธรรม ความเชื่อ และวิถีชีวิตไว้ พร้อม ๆ กับเปิดรับความทันสมัย ผสานทุกอย่างเข้าด้วยกันอย่างกลมกล่อมบนถนนสายมังกรเส้นนี้
เยาวราชจึงไม่ใช่แค่ “ย่านเก่า” แต่คือ พิพิธภัณฑ์มีชีวิต ที่จัดแสดงวิถีของชาวจีนโพ้นทะเลผ่านของกิน กลิ่นธูป เสียงตะโกนขายของ และแสงไฟนีออนยามค่ำคืน คนรุ่นใหญ่กลับมารำลึกถึงร่องรอยของบรรพชน ส่วนคนรุ่นใหม่มาเพื่อค้นหาตัวเองท่ามกลางความหลากหลายนี้

Happy Journey: MRT พาเที่ยวเยาวราชแบบลึก ซึ้ง และอร่อย
โครงการ “Happy Journey with BEM” ที่ต่อเนื่องมากว่าหลายปี ไม่ได้เป็นแค่กิจกรรมพาพาคนเที่ยวเล่น แต่ยังช่วยให้ผู้โดยสารรู้จักย่านรอบสถานีรถไฟฟ้าในมุมที่ลึกขึ้น พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและยกระดับชุมชนข้างเคียงให้กลายเป็นแหล่งเที่ยวคุณภาพ
ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน เยาวราชจึงถูกเลือกให้เป็น “พระเอก” ของทริป เพราะที่นี่คือถนนสายมังกรที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าไทย-จีน ทั้งศาลเจ้า วัดเก่า ชุมชนดั้งเดิม และสตรีทฟู้ดระดับโลกที่ขึ้นชื่อจนสื่อต่างชาติพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

งาน Happy Journey ‘เยา ยัง เยี่ยม’ จึงโฟกัสไปที่ชุมชนรอบ สถานีวัดมังกร เป็นหลัก เพราะตรงนี้คือหัวใจของเยาวราชในระยะเดินเท้าเดียวถึง ทั้งสายมู สายกิน และสายวัฒนธรรมมาเจอกันครบ
กิจกรรมในงานครอบคลุมทั้ง
เวิร์กชอปที่เชื่อมเรื่องราวไทย-จีนเข้ากับวิถีชีวิตจริง
การเดินชมเมือง พร้อมเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ผ่านสถานที่จริง
การชมการแสดง งิ้ว ที่หาดูได้ไม่ง่ายในชีวิตประจำวัน
การพาไป “แชะ-ชิม” สตรีทฟู้ดเจ้าดังรอบสถานี
เป้าหมายสำคัญคือการช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะ “งิ้ว” ศิลปะการแสดงที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้เยาวราชกลายเป็นศูนย์กลางของชาวจีนโพ้นทะเล และวันนี้กำลังกลายเป็นของหาดูยากขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งหมดนี้มีเพื่อย้ำให้ชัดว่า
“เยา ยัง เยี่ยม” เยาวราชยังเป็นมังกรที่ไม่เคยหลับใหล


