รับแอปรับแอป

3 วันหลงในเยาวราช: จากโรงงิ้วแต้จิ๋วถึงสตรีทฟู้ดมังกรที่ไม่เคยหลับ

วีรภัทร ทองดี01-29

เยาวราชวันนี้: มู วัฒนธรรม และสตรีทฟู้ดบนถนนสายมังกร

ถ้าพูดถึงย่านที่ไม่เคยหลับของกรุงเทพฯ ชื่อของ เยาวราช ต้องโผล่ขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ เสมอ ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย ถนนเส้นนี้ยังหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรมจีนแบบ “ไทย-จีนผสมกลมกล่อม” ทั้งวิถีชีวิตของคนไทยเชื้อสายจีน วัดและศาลเจ้าสายมูชื่อดัง รวมถึงร่องรอยโรงอุปรากรจีนที่เคยโด่งดังในอดีต

ใจกลางของย่านนี้คือ ถนนเยาวราช สองฟากฝั่งเต็มไปด้วยสตรีทฟู้ดเรียงรายแน่นขนัด ท่ามกลางนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่มาเดินกิน-เดินถ่ายรูปกันไม่ขาดสาย ความเป็นย่านท่องเที่ยวระดับอินเตอร์ ทำให้ความทันสมัยมาชนกับรากวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างลงตัว บนหนึ่งในถนนที่มีชีวิตชีวาที่สุดของกรุงเทพฯ

ในบรรยากาศเช่นนี้จึงเกิดงาน Happy Journey ‘เยา ยัง เยี่ยม’ ที่ชวนคนนั่ง MRT ลงสถานีวัดมังกร เดินลัดเลาะทั่วเยาวราชแบบจัดเต็ม 3 วัน ทั้งชมงิ้วสด ๆ ทำเวิร์กชอป เดินชิล ถ่ายรูป และชิมสตรีทฟู้ดให้หนำใจ

จากสำเพ็งสู่เยาวราช: จุดเริ่มต้นของชุมชนชาวจีนกลางกรุง

เยาวราชที่เราเห็นวันนี้ จริง ๆ มีที่มาจากย่านเก่าชื่อ สำเพ็ง ซึ่งถือเป็นชุมชน ชาวจีนโพ้นทะเล แห่งแรก ๆ และใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ ในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น

เมื่อครั้งรัชกาลที่ 1 ทรงย้ายศูนย์กลางราชธานีมาสร้างพระนครใหม่บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ พื้นที่ที่กำหนดให้เป็นเขตพระบรมมหาราชวังเดิมเป็นที่อยู่อาศัยของ พระยาราชาเศรษฐี และชุมชนชาวจีนจำนวนหนึ่ง จึงมีการขยับย้ายชุมชนมารวมกันในย่านสวนแถบวัดสามปลื้มไปจนถึงคลองวัดสามเพ็ง ก่อนจะพัฒนาเป็นสำเพ็งในเวลาต่อมา

สำเพ็งจึงกลายเป็นย่านการค้าของชาวจีนเต็มตัว ร้านรวงสารพัดผุดขึ้นแน่นไปหมด ทั้ง

  • ร้านขายหมู ผัก และของสดต่าง ๆ

  • ร้านหนังสือ เครื่องประดับเงิน-หยก

  • ร้านรองเท้าแตะ ของตกแต่งงานศพ น้ำหอม

  • อาหารกระป๋อง กระจกดอกไม้ ของนำเข้าจากยุโรปสารพัดอย่าง

กลางวันเป็นย่านค้าขาย ครึกครื้นด้วยเสียงต่อรองราคา แต่พอค่ำลง สำเพ็งกลับเปลี่ยนโหมดเป็นย่านกลางคืน มีทั้งสถานเริงรมย์ โรงโสเภณี บ่อนการพนัน และโรงสูบฝิ่น เรียกว่าเป็นพื้นที่รวมทุกด้านของชีวิตคนเมืองในยุคนั้น

เมื่อบ้านเมืองขยายตัว สำเพ็งเริ่มแออัด บ้านไม้ไผ่หลังคามุงแฝกติดไฟง่าย ทำให้เกิดไฟไหม้บ่อยครั้ง จนในสมัยรัชกาลที่ 5 เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้มีการวางผังใหม่ ตัดถนน และจัดระเบียบชุมชน

ปี พ.ศ. 2435 จึงเริ่มตัด ถนนเยาวราช (เดิมชื่อถนนยุพราช) ใช้เวลาสร้างราว 8 ปีเต็ม จนเสร็จใน พ.ศ. 2443 เปิดทางให้เกิด “ย่านเยาวราช” ซึ่งค่อย ๆ เติบโตจนเต็มไปด้วยร้านค้าและกิจการของชาวจีนหลากหลายรูปแบบ

ย่านนี้มีทุกอย่าง ตั้งแต่ร้านอาหาร ร้านน้ำชา ร้านกาแฟ ร้านขายของจิปาถะ ไปจนถึงธุรกิจบันเทิงในยามค่ำคืน ทำให้เยาวราชกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ชีวิตกลางคืนของกรุงเทพฯ” ตั้งแต่ช่วงปลายรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา

เมื่อเยาวราชคือเวทีใหญ่ของงิ้ว

ระหว่างทศวรรษ 2460-2480 เยาวราชยิ่งเติบโตกลายเป็นย่านเศรษฐกิจและแหล่งบันเทิงสำคัญของเมือง มีครบทั้ง

  • โรงมหรสพและโรงภาพยนตร์

  • ภัตตาคาร ร้านอาหาร และร้านกินดื่ม

  • โรงน้ำชา โรงยาฝิ่น และบ่อนการพนัน

  • สำนักโสเภณีและสถานเริงรมย์นานาชนิด

แต่ถ้าถามว่าอะไรคือดาวเด่นของเยาวราชในยุคนั้น คำตอบคือ โรงงิ้ว

ภัตตาคารดัง ๆ ในอดีตอย่าง ภัตตาคารหย่งซิน (ย่งเฮง) ใกล้สี่แยกวัดตึก หรือ ภัตตาคารเยาวยื่น ตรงข้ามโรงงิ้วเทียนกัวเทียน เป็นสถานที่นัดพบยอดฮิตของคนยุคนั้น ก่อนจะไปต่อที่โรงงิ้วในยามค่ำ

งิ้วแต้จิ๋ว: มรดกที่ทำให้เยาวราชเป็นศูนย์กลางโลก

อุปรากรจีน หรือ “งิ้ว” เป็นศิลปะการแสดงที่เก่าแก่และซับซ้อนมาก ประกอบด้วยทั้งดนตรี การร้อง การร่ายรำ และวรรณกรรม กลายเป็นเวทีที่คนในสังคมใช้พูดคุยเรื่องศีลธรรมและ “ความถูกผิด” ผ่านตัวละครบนเวที

ต้นเค้าของงิ้วมีมาตั้งแต่ราวราชวงศ์ถัง ก่อนจะพัฒนาเป็นงิ้วสมัยใหม่ในยุคราชวงศ์ซ่งใต้ แล้วแตกแขนงเป็นงิ้วนับร้อยประเภท ทั้งประเทศจีนยอมรับกันว่ามี “10 งิ้วที่ยิ่งใหญ่” เช่น

  • งิ้วปักกิ่ง

  • งิ้วคุนฉี่ว์

  • งิ้วหวงเหมย

  • งิ้วกวางตุ้ง

  • และ งิ้วแต้จิ๋ว

สิ่งที่ทำให้งิ้วครองใจผู้ชมยาวนาน คือการสอดแทรก “คุณธรรม” ตามแนวคิดขงจื๊อ คนที่อ่านหนังสือไม่ออกก็เรียนรู้เรื่องบุญ-บาป ความดี-ความชั่ว ผ่านการดูงิ้วนี่เอง

ในบรรดางิ้วทั้งสิบชนิด คนไทยคุ้นเคยกับ งิ้วแต้จิ๋ว มากที่สุด เพราะแพร่หลายอย่างมากในถิ่นชาวจีนโพ้นทะเล รวมถึงในไทย ซึ่งชาวแต้จิ๋วถือเป็นกลุ่มใหญ่หนึ่ง

งิ้วแต้จิ๋วมีจุดเด่นหลายอย่าง ทั้งสไตล์การร้อง การแต่งหน้า และท่ารำที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว แม้อายุจะเกิน 450 ปี แต่ยัง “ไม่เคยตายจากเวที” และเก่าแก่กว่างิ้วปักกิ่งเสียอีก

ช่วงที่จีนมีความปั่นป่วน ทั้งสงครามกลางเมืองและสงครามกับญี่ปุ่น งิ้วเก่าแก่หลายแขนงเกือบหายไปจากแผ่นดินจีน แต่ งิ้วแต้จิ๋วกลับมีประเทศไทยเป็นแหล่งพักพิงสำคัญ ระหว่าง พ.ศ. 2468–2500 กรุงเทพฯ โดยเฉพาะเยาวราช กลายเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้งิ้วแต้จิ๋วแบบไม่เป็นทางการ ก่อนที่องค์ความรู้จะถูกส่งกลับไปจีนเมื่อสถานการณ์สงบลง

บนถนนเยาวราชในยุคนั้นมีโรงงิ้วประจำอยู่ถึง 10 แห่ง เปิดแสดงทั้งกลางวันและกลางคืน จนเยาวราชถูกมองว่าเป็น “ศูนย์กลางงิ้วแต้จิ๋วของโลก” เลยก็ว่าได้

ต่อมาในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีนโยบายปิดโรงเรียนจีน ทำให้ครูงิ้วจำนวนหนึ่งกลับจีน การแสดงงิ้วจึงซบเซาลงไประยะหนึ่ง ก่อนจะกลับมาคึกคักราวทศวรรษ 2500 เมื่อคณะงิ้วจากฮ่องกงเริ่มเข้ามาอีกครั้ง ทว่าความรุ่งเรืองนั้นก็หยุดชะงักเพราะนโยบายรัฐอีกครั้ง

ช่วงนั้นเองที่เริ่มมีการ บรรยายภาษาไทยข้างเวทีงิ้ว เพื่อให้คนไทยเข้าใจเนื้อเรื่องมากขึ้น โดยเฉพาะงิ้วแนวบู๊สนุก ๆ ในช่วงหัวค่ำตามศาลเจ้า ซึ่งดึงเด็ก ๆ และคนทั่วไปให้มามุงดูได้ไม่ยาก

เรื่องราวของงิ้วในเยาวราชจึงไม่เคยหลุดหายไปจากความทรงจำของคนไทย มันยังอยู่ในบรรยากาศย่านนี้เสมอ แค่เปลี่ยนรูปแบบจากโรงงิ้วถาวร มาเป็นการแสดงตามเทศกาลหรืองานพิเศษต่าง ๆ

มังกรสายพาณิชย์: เยาวราชในฐานะหัวใจเศรษฐกิจและความเชื่อ

ตั้งแต่ถนนเยาวราชถูกตัดขึ้น ย่านนี้ไม่ได้หมายถึงแค่ตัวถนนเส้นเดียว แต่กินพื้นที่กว้างไปถึง สำเพ็ง ทรงวาด เจริญกรุง ผดุงด้าว พาดสาน และตลาดน้อย ทั้งหมดรวมตัวกันเป็นชุมชนไทยเชื้อสายจีนขนาดใหญ่ ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ มาหลายชั่วอายุคน

ธุรกิจในย่านนี้ครอบคลุมแทบทุกประเภท เช่น

  • การเงินและธนาคาร

  • ร้านทอง และร้านเครื่องประดับ

  • ภัตตาคาร ร้านอาหาร และสตรีทฟู้ด

  • ร้านขายเสื้อผ้า ของเล่น อาหารแห้ง

  • โรงแรมและที่พักหลากระดับ

เบื้องหลังความคึกคักคือ “ดีเอ็นเอคนจีน” ที่ขึ้นชื่อเรื่องความขยัน อดทน และคิดคำนวณเก่ง จนเยาวราชกลายเป็นดินแดนสร้าง “เจ้าสัว” แถวหน้าของประเทศมานักต่อนัก

ด้านความเชื่อ เยาวราชก็เป็นศูนย์รวมวัดและศาลเจ้าสายจีนที่สำคัญ โดยเฉพาะ วัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่) ที่คนไทยเชื้อสายจีนและชาวจีนทั่วสารทิศเดินทางมากราบไหว้ทั้งปี ทั้งขอพร แก้ปีชง และไหว้เทพเจ้าในช่วงเทศกาลใหญ่

ยังมีศาลเจ้าอีกหลายแห่งที่กลายเป็นที่ยึดเหนี่ยวของคนในชุมชน เช่น

  • ศาลเจ้าเล่งบ๊วยเอี๊ยะ ศูนย์กลางศรัทธาของพ่อค้าแม่ขาย ที่เชื่อว่ามาช่วยให้การค้าขายเจริญรุ่งเรือง

  • ศาลเจ้าแม่กวนอิม มูลนิธิเทียนฟ้า สถานที่ขอพรเรื่องสุขภาพและอายุยืนของคนในครอบครัว

สวรรค์สตรีทฟู้ด: เมื่อถนนสายมังกรกลายเป็นครัวเปิด

ทุกวันนี้ ถ้าเอ่ยคำว่า “สรวงสวรรค์แห่งอาหารริมทาง” หลายคนจะนึกถึงเยาวราชในทันที เพราะตั้งแต่หัววันไปจนถึงดึกดื่น ย่านนี้ไม่มีคำว่าเงียบ ร้านสตรีทฟู้ดตั้งเรียงยาวตลอดสองฝั่งถนน

จากอาหารจานง่าย ๆ อย่างบะหมี่ ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า ไปจนถึงเมนูสายฮิตอย่าง

  • เกาลัดร้อน ๆ กลิ่นหอมเตะจมูกตั้งแต่ยังไม่ถึงร้าน

  • หูฉลามร้อน ๆ ซุปข้นรสจัดจ้าน

  • หมึกย่างเสียบไม้ หอยย่างน้ำจิ้มแซ่บ

  • บ๊ะจ่าง ขนมจีบ ซาลาเปา

  • ชานม ชาเก๊กฮวย สมุนไพรจีนเย็น ๆ

สตรีทฟู้ดเหล่านี้ดึงดูดทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาเข้าคิวรอชิมอย่างไม่หวาดหวั่นความยาวของแถว ทุกคืนเยาวราชจึงกลายสภาพเป็นครัวกลางแจ้งขนาดยักษ์ ที่ไม่เคยหลับตา

แม้เวลาจะผ่านมากว่าร้อยปี เอกลักษณ์ของคนไทยเชื้อสายจีนในเยาวราชยังคงชัดเจน พวกเขายังรักษาภาษา วัฒนธรรม ความเชื่อ และวิถีชีวิตไว้ พร้อม ๆ กับเปิดรับความทันสมัย ผสานทุกอย่างเข้าด้วยกันอย่างกลมกล่อมบนถนนสายมังกรเส้นนี้

เยาวราชจึงไม่ใช่แค่ “ย่านเก่า” แต่คือ พิพิธภัณฑ์มีชีวิต ที่จัดแสดงวิถีของชาวจีนโพ้นทะเลผ่านของกิน กลิ่นธูป เสียงตะโกนขายของ และแสงไฟนีออนยามค่ำคืน คนรุ่นใหญ่กลับมารำลึกถึงร่องรอยของบรรพชน ส่วนคนรุ่นใหม่มาเพื่อค้นหาตัวเองท่ามกลางความหลากหลายนี้

Happy Journey: MRT พาเที่ยวเยาวราชแบบลึก ซึ้ง และอร่อย

โครงการ “Happy Journey with BEM” ที่ต่อเนื่องมากว่าหลายปี ไม่ได้เป็นแค่กิจกรรมพาพาคนเที่ยวเล่น แต่ยังช่วยให้ผู้โดยสารรู้จักย่านรอบสถานีรถไฟฟ้าในมุมที่ลึกขึ้น พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและยกระดับชุมชนข้างเคียงให้กลายเป็นแหล่งเที่ยวคุณภาพ

ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน เยาวราชจึงถูกเลือกให้เป็น “พระเอก” ของทริป เพราะที่นี่คือถนนสายมังกรที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าไทย-จีน ทั้งศาลเจ้า วัดเก่า ชุมชนดั้งเดิม และสตรีทฟู้ดระดับโลกที่ขึ้นชื่อจนสื่อต่างชาติพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

งาน Happy Journey ‘เยา ยัง เยี่ยม’ จึงโฟกัสไปที่ชุมชนรอบ สถานีวัดมังกร เป็นหลัก เพราะตรงนี้คือหัวใจของเยาวราชในระยะเดินเท้าเดียวถึง ทั้งสายมู สายกิน และสายวัฒนธรรมมาเจอกันครบ

กิจกรรมในงานครอบคลุมทั้ง

  • เวิร์กชอปที่เชื่อมเรื่องราวไทย-จีนเข้ากับวิถีชีวิตจริง

  • การเดินชมเมือง พร้อมเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ผ่านสถานที่จริง

  • การชมการแสดง งิ้ว ที่หาดูได้ไม่ง่ายในชีวิตประจำวัน

  • การพาไป “แชะ-ชิม” สตรีทฟู้ดเจ้าดังรอบสถานี

เป้าหมายสำคัญคือการช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะ “งิ้ว” ศิลปะการแสดงที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้เยาวราชกลายเป็นศูนย์กลางของชาวจีนโพ้นทะเล และวันนี้กำลังกลายเป็นของหาดูยากขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งหมดนี้มีเพื่อย้ำให้ชัดว่า

“เยา ยัง เยี่ยม” เยาวราชยังเป็นมังกรที่ไม่เคยหลับใหล