รับแอปรับแอป

เมื่อปริญญาไม่การันตีงานดีๆ อีกต่อไป: นักศึกษายุคใหม่ต้องปรับตัวอย่างไร

ธีรภัทร แก้วประเสริฐ01-29

มหาวิทยาลัยยังสำคัญอยู่ไหมในสายตาคนยุคนี้?

ในสหรัฐอเมริกา กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อมุมมองเรื่องมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจสะเทือนไปถึงระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วโลกด้วย

ชาวอเมริกันที่เคยเชื่อว่า มหาวิทยาลัย “สำคัญมาก” ลดลงอย่างน่าตกใจ จาก 75% เหลือเพียง 35% ภายในเวลาแค่ 15 ปี

ในขณะเดียวกัน กลุ่มที่มองว่ามหาวิทยาลัย “ไม่ค่อยสำคัญ” กลับเพิ่มขึ้นถึงห้าเท่า กลายเป็น 24% สะท้อนว่าคนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามกับคุณค่าที่แท้จริงของใบปริญญา

ค่าเทอมพุ่ง หนี้การศึกษาแตะระดับวิกฤต

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนเริ่มลังเลกับการเข้ามหาวิทยาลัยคือ ต้นทุนที่สูงเกินรับไหว

  • ค่าเล่าเรียนในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 899% ตั้งแต่ปี 1983

  • มีผู้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กว่า 42 ล้านคน

  • ยอดหนี้การศึกษาแตะ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นรองแค่หนี้บ้านเท่านั้น

เมื่อค่าเทอมแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์หลังเรียนจบไม่ได้มั่นคงเหมือนเดิม หลายครอบครัวจึงเริ่มตั้งคำถามว่า “เรียนจบแล้วคุ้มไหม?”

จบปริญญาแต่ตกงาน: ความจริงที่ต้องยอมรับ

ข้อมูลในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า ใบปริญญาไม่ได้แปลว่าได้งานเหมือนยุคก่อนอีกต่อไป

  • บัณฑิตจบใหม่คิดเป็น หนึ่งในสามของผู้ว่างงานระยะยาว

  • เมื่อสิบปีก่อน ตัวเลขนี้อยู่ที่ประมาณ หนึ่งในห้า เท่านั้น

  • ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา ตำแหน่งงานที่ระบุว่าต้องการปริญญาลดลง 6%

พูดง่ายๆ คือ คนเรียนจบมากขึ้น แต่งานที่ต้องการปริญญากลับมีน้อยลง ช่องว่างระหว่าง “ความคาดหวัง” กับ “ความจริง” จึงยิ่งกว้างกว่าเดิม

เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่เริ่มไม่ยึดติดกับใบปริญญา

แนวโน้มสำคัญอีกอย่างคือท่าทีของบริษัทชั้นนำระดับโลกที่เริ่มให้ความสำคัญกับ ทักษะจริง มากกว่าใบปริญญา

แม้แต่ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Google, Apple, IBM ยังลดการระบุเงื่อนไขว่าต้องจบปริญญาในหลายตำแหน่งงาน

นายจ้างจำนวนมากตื่นตัวแล้วว่า

  • ใบปริญญา ไม่ได้การันตีว่าทำงานเป็น

  • คนที่จะได้งานจริงต้องผ่าน การทดสอบและการคัดเลือกของบริษัทเอง

  • ใครมีทักษะที่ช่วยสร้างรายได้หรือคุณค่าให้บริษัทได้จริง ย่อมมีงานทำเสมอ

ดังนั้น ความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่ที่ “มีปริญญา” แต่อยู่ที่ ทำงานแก้ปัญหาจริงได้หรือไม่

ถ้ายังได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำ ก็ยังมีแต้มต่อ

สถานการณ์ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่า มหาวิทยาลัยไม่มีค่าอีกต่อไป เพียงแต่ความได้เปรียบอาจไม่ได้กระจายเท่าเทียมกันทุกที่

ถ้าได้เรียนใน มหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีชื่อเสียง โอกาสดีในตลาดแรงงานยังมีอยู่ เพราะ

  • เครือข่ายศิษย์เก่าแข็งแรง

  • มาตรฐานการคัดคนและการเรียนการสอนมักเข้มข้น

  • นายจ้างจำนวนมากยังให้เครดิตกับชื่อมหาวิทยาลัยระดับท็อป

แต่แม้จะจบจากสถาบันดีแค่ไหน ถ้า ไม่มีทักษะจริงและผลงานจริง ก็อาจเสียเปรียบอยู่ดี

บทบาทใหม่ของ AI: ครูและติวเตอร์ส่วนตัว

การเรียนรู้ยุคนี้ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนอีกต่อไป เพราะ AI กำลังกลายเป็นครูคู่ใจของคนทั้งโลก

มีงานศึกษาพบว่า การเรียนรู้กับ AI แบบตัวต่อตัว

  • ช่วยให้เรียนรู้ได้เร็วขึ้น 5–10 เท่า เมื่อเทียบกับการเรียนแบบเดิม

  • สามารถปรับระดับเนื้อหาให้เข้ากับผู้เรียนแต่ละคนได้ทันที

เมื่อเทียบกับระบบการสอนที่อาจารย์บรรยายให้นักศึกษาฟังทีละ 300 คน ระบบแบบนั้นกำลังกลายเป็น สิ่งที่อยู่ในอดีต

การเรียนรู้ตลอดชีวิตในยุคนี้ จึงไม่ใช่แค่เรียนในห้อง แต่คือการ ใช้ AI เป็นตัวเร่งสปีดการพัฒนาตัวเอง

อาชีพบางสาย ยังไงก็หนีปริญญาไม่พ้น

แม้โลกจะเปลี่ยน แต่ก็ยังมีหลายสาขาอาชีพที่ ต้องพึ่งพาความรู้เชิงลึกและมาตรฐานวิชาชีพที่ชัดเจน เช่น

  • แพทย์

  • วิศวกร

  • นักกฎหมาย

  • นักวิจัย

สำหรับสายอาชีพเหล่านี้ ใบปริญญาและการฝึกฝนตามมาตรฐานยังเป็น เงื่อนไขที่จำเป็น ไม่ใช่แค่ตัวเลือก

นอกจากนี้ Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ยังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า

หากคุณเป็นช่างไฟฟ้า คุณเป็นช่างประปา ช่างไม้ เราจะต้องการพวกเขาหลายแสนคนเพื่อสร้างโรงงานทั้งหมดเหล่านี้

สิ่งนี้สะท้อนว่า สายวิชาชีพเชิงช่างและทักษะเฉพาะทาง ก็ยังมีอนาคตสดใสรออยู่เช่นกัน ไม่ได้มีแต่สายออฟฟิศหรือสายเทคโนโลยีเท่านั้นที่สำคัญ

มหาวิทยาลัย: มากกว่าแค่ที่ไปเอาความรู้

แม้ความสำคัญของใบปริญญาในสายตานายจ้างจะลดลง แต่ มหาวิทยาลัยยังมีคุณค่าในมิติอื่นที่ทดแทนได้ยาก

มหาวิทยาลัยคือพื้นที่สำหรับ

  • การสร้าง เครือข่ายเพื่อนและพันธมิตรในอนาคต

  • การฝึกทักษะการทำงานร่วมกับคนอื่น

  • การใช้ชีวิตในสังคมที่หลากหลาย ฝึกการสื่อสารและเข้าใจผู้อื่น

เพื่อนร่วมรุ่นที่เรียนมาด้วยกัน มักเป็นคนที่ ช่วยซัพพอร์ตและหนุนกันในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำงาน คู่ค้า หรือโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

สิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องเร่งปรับตัว

เพื่อไม่ให้กลายเป็นสถาบันที่ล้าหลัง มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องปรับตัวอย่างจริงจังในหลายด้าน

โดยเฉพาะ

  • อัปเดตหลักสูตร ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนเร็วกว่าที่เคย

  • เน้น ทักษะลงมือทำ มากกว่าท่องจำ

  • สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมี สังคมและปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษามากขึ้น

ถ้ามหาวิทยาลัยยังใช้หลักสูตรเดิมๆ ในโลกที่เทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI เปลี่ยนไปทุกปี ก็ยากที่จะโน้มน้าวให้คนยอมลงทุนด้วยเวลาและเงินจำนวนมาก

ก่อนกู้เงินเรียนมหาวิทยาลัย ต้องคิดให้รอบด้าน

การกู้เงินเพื่อเรียนต่อในมหาวิทยาลัยอาจยังจำเป็นสำหรับใครหลายคน แต่ในยุคนี้การตัดสินใจแบบเดิมๆ อาจไม่พออีกต่อไป

ควรถามตัวเองและวิเคราะห์ให้รอบด้านว่า

  • สาขาที่จะเรียน มีโอกาสงานรองรับมากน้อยแค่ไหน

  • รายได้ที่คาดหวังหลังเรียนจบ พอจะชดเชยหนี้ที่จะกู้หรือไม่

  • มีทางเลือกอื่นที่ต้นทุนต่ำกว่า แต่ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกันไหม เช่น คอร์สออนไลน์ บูตแคมป์ หรือการฝึกงานจริง

การคำนวณความคุ้มค่าให้ดีตั้งแต่ต้น จะช่วยลดโอกาสต้องเป็นหนี้นานโดยที่รายได้ไม่สอดคล้องกับภาระที่ต้องแบก

เมื่อหางานยากขึ้น: อาจต้องเริ่มคิดเป็นผู้ประกอบการ

ในโลกที่การแข่งขันสูงและตำแหน่งงานจำกัดลง การรอให้ใครมา “จ้าง” อย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบ

หลายคนเริ่มหันมาคิดในมุมของการเป็น ผู้ประกอบการ หรือสร้างอาชีพของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น

  • ธุรกิจขนาดเล็ก

  • ฟรีแลนซ์เฉพาะทาง

  • สตาร์ทอัปด้านเทคโนโลยี

ในบริบทแบบนี้ ทักษะที่สำคัญจึงไม่ใช่แค่ความรู้ในตำรา แต่รวมไปถึง

  • ทักษะการแก้ปัญหา

  • การมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ

  • ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีและ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อนาคตของการเรียน: ไม่ได้เลิกเรียนมหาวิทยาลัย แต่เรียนแบบผสมผสานมากขึ้น

ภาพอนาคตอาจไม่ได้เป็นแบบ “ไม่ต้องเรียนมหาวิทยาลัย” แต่จะเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบที่ ยืดหยุ่นและผสมผสานมากขึ้น

เช่น

  • เรียนมหาวิทยาลัยควบคู่กับการเรียนออนไลน์และคอร์สสั้นๆ

  • ใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริมการเรียนรู้แบบส่วนตัว

  • เรียนทฤษฎีบางส่วนในห้องเรียน แล้วลงสนามจริงผ่านโปรเจกต์และงานจริง

ใบปริญญาอาจไม่ใช่ใบเบิกทางใบเดียวอีกต่อไป แต่มันยังเป็นเพียงหนึ่งในองค์ประกอบของเส้นทางการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่ต้องผสานกับทักษะจริง เครือข่ายที่แข็งแรง และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีให้เป็นพลังสนับสนุนตัวเอง

ท้ายที่สุด คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ว่า “ควรเรียนมหาวิทยาลัยไหม” แต่คือ เราจะออกแบบการเรียนรู้ของตัวเองอย่างไร ให้สอดคล้องกับโลกการทำงานที่เปลี่ยนเร็วกว่าเดิมหลายเท่า