รับแอปรับแอป

5 กลยุทธ์จัดการน้ำให้ไร่นีชุ่มฉ่ำทั้งปี แบบเกษตรกรยุคใหม่ต้องรู้

สุภาวดี นุ่มนวล01-30

น้ำคือหัวใจของการทำเกษตร

“น้ำ คือ ชีวิต” โดยเฉพาะในภาคเกษตร น้ำไม่ใช่แค่เอาไว้รดต้นไม้ แต่เป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดว่าไร่หรือสวนจะรุ่งหรือร่วงได้เลย

บางปีฝนหล่นมาไม่ขาดสาย บางปีฝนแทบไม่ตก แถมยังต้องแชร์น้ำใช้กับเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกันอีก ถ้าบริหารไม่ดี ปัญหาทั้งในแปลง ทั้งในชุมชนก็ตามมาเป็นพวง

การจัดการน้ำอย่างยั่งยืนจึงไม่ใช่แค่ “มีน้ำให้ใช้” แต่คือการจัดระบบให้มีน้ำเพียงพอตลอดปี ใช้น้ำคุ้มค่า และไม่ทำร้ายธรรมชาติ

RAM Agriculture เลยรวบรวม 5 แนวทางจัดการน้ำในการเกษตรอย่างยั่งยืน มาปรับใช้ได้จริงในไร่ของคุณ

การบริหารจัดการน้ำในการเกษตรคืออะไร?

การจัดการทรัพยากรน้ำในการเกษตร ไม่ได้หมายถึงการ “ประหยัดน้ำ” อย่างเดียว แต่คือการออกแบบทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยคำนึงถึง

  • การใช้น้ำให้คุ้มค่าทั้งปริมาณและคุณภาพ

  • ความยั่งยืนระยะยาว

  • สมดุลของระบบนิเวศและชุมชนรอบข้าง

เรื่องนี้ไม่มีทางสำเร็จได้ด้วยคนคนเดียว จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งเกษตรกร หน่วยงานท้องถิ่น ชุมชน และภาควิชาชีพต่าง ๆ

การบริหารจัดการน้ำที่ดี จึงคือการวางระบบใช้น้ำให้ได้ผลผลิตสูงสุด ควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากร ด้วยการใช้ความรู้หลายด้านร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ กฎหมาย มนุษย์วิทยา ไปจนถึงการจัดการเชิงระบบ

วิธีที่ 1: ขุดบ่อกักเก็บน้ำ – ประกันน้ำใช้ในไร่แบบยั่งยืน

การขุดบ่อคือหนึ่งในวิธีจัดการน้ำที่ได้ผลชัดที่สุดสำหรับเกษตรกร ช่วยลดความเสี่ยงช่วงแล้ง และลดการพึ่งพาแหล่งน้ำสาธารณะหรือคลองชลประทาน

แต่การขุดบ่อไม่ใช่แค่เอารถแมคโครมาขุดแล้วจบ เพราะเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นที่ดินของรัฐหรือเอกชน การขุดบ่อทุกครั้งจึงควรมีการขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง

ประโยชน์ของบ่อกักเก็บน้ำ

นอกจากการมีน้ำใช้ตลอดปีแล้ว ยังช่วยให้เกิดความสมดุลในระบบนิเวศในพื้นที่อีกด้วย แนวคิดแบบโบราณที่ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ยังใช้ได้เสมอในวันนี้ เพราะบ่อหนึ่งบ่อสร้างโอกาสได้หลายอย่าง เช่น

  • เลี้ยงปลาเพื่อบริโภคในครัวเรือน หรือเป็นอาชีพเสริม

  • เป็นแหล่งน้ำให้สัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย เป็ด ไก่

  • เพิ่มความชุ่มชื้นให้ดิน ทำให้ดินร่วนซุย เหมาะกับการเพาะปลูกมากขึ้น

สำหรับพื้นที่ที่ไม่ได้ติดคลองชลประทาน บ่อเก็บน้ำแทบจะเป็นสิ่งที่ควรมีทุกแปลง เพื่อเก็บน้ำฝนไว้ใช้ในช่วงฝนทิ้งช่วงหรือหน้าแล้ง

ขุดบ่อแค่ไหนต้องแจ้งตามกฎหมาย?

การขุดดินบางลักษณะต้องมีการแจ้งหรือขออนุญาตตามกฎหมาย เช่น

  • ขุดดินลึกเกิน 3 เมตร

  • พื้นที่ปากบ่อเกิน 10,000 ตารางเมตร (ประมาณ 6 ไร่ 1 งาน)

  • ขุดลึกหรือมีขนาดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในพื้นที่นั้น ๆ

ส่วนใหญ่เกษตรกรที่ต้องการขุดบ่อเพื่อการเกษตรจะยื่นเรื่องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในตำบลของตนเอง เพราะเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลความเป็นระเบียบของพื้นที่ และกำหนดขนาด-ความลึกให้เหมาะสม ไม่กระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติหรือผังเมือง

เอกสารที่มักต้องเตรียมสำหรับขออนุญาตขุดดิน-ถมดิน

  • แผนผังบริเวณที่จะขุดดิน

  • แผนผังแสดงเขตที่ดินและบริเวณข้างเคียง

  • วิธีการขุดดินหรือถมดิน

  • สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้แจ้ง

  • กรณีเป็นนิติบุคคล: หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และบัตรผู้แทนนิติบุคคล

  • หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามอบหมายให้ผู้อื่นดำเนินการแทน)

  • รายการคำนวณงานขุดดิน/ถมดิน

  • หนังสือรับรองผู้ออกแบบและผู้คำนวณ พร้อมสำเนาใบอนุญาตวิชาชีพ (ถ้าเข้าข่ายวิศวกรรมควบคุม)

  • สำเนาโฉนดที่ดิน หรือเอกสารสิทธิอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแปลงที่จะขุด พร้อมสำเนาหน้าหลัง

  • หนังสือยินยอมจากเจ้าของที่ดิน (ถ้าผู้ขอไม่ใช่เจ้าของที่)

  • เอกสารอื่น ๆ ตามที่หน่วยงานกำหนด

สรุป การขุดบ่อคือจุดเริ่มต้นการบริหารน้ำที่ดี แต่หลังจากมีบ่อแล้ว ยังต้องวางแผนการใช้น้ำอย่างรอบคอบ เพื่อให้บ่อหนึ่งบ่อช่วยพยุงไร่หรือสวนของคุณให้ผ่านหน้าแล้งได้ในทุกปี

วิธีที่ 2: ทำเกษตรให้ธรรมชาติช่วยดูแลตัวเอง

อีกแนวคิดที่ช่วยทั้งเรื่องน้ำและความอุดมสมบูรณ์ของดิน คือการทำเกษตรให้ธรรมชาติ พึ่งพาตัวเองได้มากที่สุด ลดการฝืน ลดการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็น

หนึ่งในเทคนิคที่น่าสนใจคือการใช้ พืชคลุมดิน โดยเฉพาะพื้นที่ที่แห้งแล้งหรือโดนแดดจัด พืชคลุมดินช่วยได้หลายอย่างในคราวเดียว เช่น

  • รักษาความชุ่มชื้นในดิน

  • ลดการชะล้างและการกัดเซาะหน้าดิน

  • ช่วยบังแดด ลดไอร้อนที่ระเหยจากดิน

ตัวอย่างพืชคลุมดินที่นิยมใช้ ได้แก่

  • ถั่วลิสงเถา

  • แววมยุรา

  • หญ้าเกล็ดหอย

  • พรมญี่ปุ่น

  • หลิวไต้หวัน

  • กระดุมเงิน

  • บัวดิน

  • หญ้าต่างเหรียญ

  • กระดุมทองเลื้อย

  • บลูฮาวาย

  • แพรเซี่ยงไฮ้

  • ส้มกบ

ข้อดีคือ เมื่อดินชุ่มชื้นขึ้น การใช้น้ำรดพืชหลักก็ลดลงไปโดยอัตโนมัติ ถือเป็นการจัดการน้ำทางอ้อมที่ทรงพลังมาก

วิธีที่ 3: วางแผนการปลูกให้สัมพันธ์กับน้ำ

การปลูกแบบ “อยากปลูกอะไรก็ปลูก” มักจบด้วยต้นทุนสูง ผลผลิตไม่คุ้ม และใช้น้ำเปลืองโดยไม่จำเป็น

การวางแผนการปลูกอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้คุณควบคุมทั้งน้ำ ปุ๋ย และต้นทุนอื่น ๆ ได้ดีขึ้น โดยควรคิดเป็นขั้นตอนดังนี้

1. กำหนดเป้าหมายการปลูก

  • จะปลูกพืชหลักอะไร พืชเสริม หรือพืชหมุนเวียนแบบไหน

  • ปลูกเพื่อกินในครัวเรือนอย่างเดียว หรือเน้นขายเป็นรายได้หลัก

  • มีงบลงทุนเท่าไรสำหรับรอบการปลูกแต่ละครั้ง

2. วิเคราะห์สภาพแวดล้อมในพื้นที่

  • ดิน: เป็นดินชนิดไหน อุดมสมบูรณ์แค่ไหน ค่า pH เป็นอย่างไร

  • อากาศ: ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย อุณหภูมิสูง-ต่ำ และชั่วโมงแสงแดด

  • ศัตรูพืช/โรคพืช: มีตัวไหนระบาดบ่อยในพื้นที่ ต้องเตรียมรับมืออะไรบ้าง

3. เลือกพืชให้เหมาะกับดินและน้ำ

  • เลือกชนิดพืชให้เข้ากับสภาพดินและอากาศจะช่วยลดภาระเรื่องน้ำและการปรับปรุงดินลงได้มาก

4. เตรียมดินให้เหมาะกับการจัดการน้ำ

  • ไถพรวนให้ดินร่วน ระบายน้ำดี ไม่แฉะเกินไป

  • ใส่ปุ๋ยตามความต้องการของดินและชนิดพืช

  • ถ้าดินมีปัญหา เช่น ดินเปรี้ยว ดินเค็ม ควรปรับปรุงก่อนปลูก เพื่อให้การให้น้ำในอนาคตมีประสิทธิภาพมากขึ้น

5. ขั้นตอนการปลูก

  • เว้นระยะปลูกให้เหมาะสมกับชนิดพืช เพื่อให้จัดระบบน้ำได้ดี ไม่แออัด

  • เลือกวิธีปลูกที่เหมาะ: เพาะเมล็ดลงแปลง หรือเพาะกล้าแล้วย้ายปลูก

  • ระบุช่วงเวลาปลูกให้สัมพันธ์กับฤดูและปริมาณน้ำฝน

6. การดูแลรักษา

  • การให้น้ำ: ให้น้ำสม่ำเสมอ แต่ไม่มากเกินจนสิ้นเปลืองหรือทำให้รากเน่า

  • การใส่ปุ๋ย: ใส่ตามระยะและความต้องการของพืชในแต่ละช่วงอายุ

  • การกำจัดวัชพืช: ลดการแย่งน้ำและอาหาร

  • การจัดการศัตรูพืชและโรค: ใช้วิธีทางชีวภาพหรือสารเคมีอย่างมีเหตุผล

7. การเก็บเกี่ยว

  • เก็บเกี่ยวในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้คุณภาพผลผลิตดีที่สุดและไม่เสียของจากการเก็บไม่ถูกวิธี

เมื่อทุกขั้นตอนถูกวางแผนอย่างเป็นระบบ ระบบน้ำก็จะถูกใช้ไปอย่างมีประสิทธิภาพโดยอัตโนมัติ

วิธีที่ 4: ใช้เทคโนโลยีแบบ Smart Farmer มาช่วยคุมระบบน้ำ

เมื่อโลกเดินหน้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว การทำเกษตรก็ไม่จำเป็นต้องพึ่ง “ความเคยชิน” อย่างเดียวอีกต่อไป เทคโนโลยีด้านการเกษตรหรือระบบ Smart Farmer ถูกพัฒนามาเพื่อลดงานที่ใช้แรง และเพิ่มความแม่นยำในการจัดการโดยเฉพาะเรื่องน้ำ

ตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ได้แก่

  • ตั้งเวลาการเปิด-ปิดน้ำอัตโนมัติ

  • ควบคุมปริมาณน้ำแต่ละครั้งให้พอดีกับความต้องการของพืช

  • สั่งเปิด-ปิดระบบน้ำและไฟฟ้าผ่านสมาร์ตโฟนได้จากที่ไหนก็ได้

  • เก็บบันทึกสถิติการใช้น้ำ อุณหภูมิ ความชื้น เพื่อใช้วิเคราะห์และปรับปรุงการจัดการในรอบถัดไป

ข้อดีของ Smart Farmer คือช่วยให้เกษตรกรใช้ทรัพยากรได้อย่างมีเหตุผล ลดการสิ้นเปลือง และวางแผนการใช้น้ำในระยะยาวได้ดีขึ้นมาก

วิธีที่ 5: ฟื้นฟูและดูแลแหล่งน้ำธรรมชาติ

การมีบ่อส่วนตัวเป็นเรื่องดี แต่การมีแหล่งน้ำธรรมชาติที่สมบูรณ์ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะช่วยพยุงทั้งระบบนิเวศและชุมชนในระยะยาว

การฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่คนคนเดียวจะทำได้ จำเป็นต้องร่วมมือกันหลายฝ่าย ทั้งคนในพื้นที่ องค์กรท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

แนวทางสำคัญในการฟื้นฟูแหล่งน้ำ เช่น

  • สำรวจข้อมูลระบบนิเวศในแหล่งน้ำ ทั้งชนิดพืชและสัตว์

  • จัดทำระบบบำบัดน้ำเสียและกำหนดแนวทางการจัดการน้ำทิ้งอย่างชัดเจน

  • ปลูกพืชที่ช่วยกรองมลพิษ ลดการพังทลายของดิน และสร้างที่อยู่อาศัยให้สัตว์น้ำ

  • ปรับภูมิทัศน์ให้ช่วยกักเก็บน้ำฝน ลดความรุนแรงของภัยแล้ง

  • ติดตามผลการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงแนวทางในระยะยาว

สรุป: จัดการน้ำดี ผลผลิตก็ดี และธรรมชาติก็ยิ้มให้

การบริหารจัดการน้ำในการเกษตร ไม่ใช่แค่ขุดบ่อ แล้วเก็บน้ำรอหน้าแล้ง แต่คือการมองทั้งระบบแบบระยะยาว ตั้งแต่

  • การเก็บกักน้ำให้มีประสิทธิภาพ

  • การจัดสรรการใช้น้ำอย่างเหมาะสม

  • การฟื้นฟูและดูแลแหล่งน้ำธรรมชาติ

  • การวางแผนการเพาะปลูกให้สัมพันธ์กับน้ำและสภาพแวดล้อม

  • การเตรียมรับมือภัยแล้งในอนาคต

  • การใช้เทคโนโลยีมาเสริมให้การจัดการแม่นยำยิ่งขึ้น

เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ทำงานร่วมกันอย่างสมดุล เกษตรกรก็จะสามารถทำเกษตรได้อย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และไม่ไปเบียดเบียนทรัพยากรธรรมชาติจนเกินไป

เกษตรยุคใหม่จึงไม่ใช่แค่ปลูกให้รอด แต่ต้องปลูกให้ยั่งยืน และให้น้ำทุกหยดที่ใช้ “คุ้มค่าที่สุด” ด้วยเช่นกัน