รับแอปรับแอป

โฆษณาเขาปังแต่ของเราพัง? เปิดสูตรลับยิงแอด 2025 ให้คุ้มทุกบาท

พีรวิชญ์ สุวรรณดี01-31

ทำไมโฆษณายุค 2025 ถึงพลาดง่าย แต่ถ้าทำเป็นก็ปังได้จริง

การโฆษณาในปี 2025 ไม่ใช่แค่ยิงแอดแล้วรอปาฏิหาริย์อีกต่อไป แต่คือเกมของ ข้อมูล เทคโนโลยี และการเข้าใจผู้บริโภคแบบลึกสุดใจ ใครเข้าใจเร็ว ปรับตัวไว ก็ชิงลูกค้าไปก่อนแบบไม่เกรงใจคู่แข่ง

การโฆษณา (Advertising) คือการสื่อสารการตลาดที่ตั้งใจสร้าง 3 สิ่งสำคัญให้เกิดขึ้นกับลูกค้าเป้าหมาย

  • การรับรู้ (Awareness)

  • ความสนใจ (Interest)

  • การตัดสินใจซื้อ (Action)

ในบริบทปี 2025 การโฆษณายิ่งสำคัญเพราะ

  • การแข่งขันเดือดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ธุรกิจแทบทุกประเภทลงสนามยิงแอด การโฆษณาที่ดีจึงเป็นเครื่องมือดันแบรนด์ให้โดดเด่น

  • พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว ลูกค้ามีตัวเลือกเยอะ ต้องการข้อมูลตรงใจ ถ้าโฆษณาไม่ตรงความต้องการก็โดนปัดทิ้งในไม่กี่วินาที

  • เทคโนโลยีใหม่เข้ามาเต็มระบบ อย่าง AI และ Machine Learning ที่ช่วยให้ยิงแอดได้แม่นกว่าเดิม ประหยัดงบแต่ได้ผลลัพธ์ดีกว่า

แนวโน้มการโฆษณาสำคัญในปี 2025 ได้แก่

  • การใช้ AI และ Machine Learning ปรับแต่งโฆษณาเฉพาะบุคคล

  • การตลาดแบบ Omnichannel เชื่อมทุกช่องทางให้ลูกค้าเจอแบรนด์อย่างต่อเนื่อง

  • โฆษณาแบบ Personalization ที่คอนเทนต์ตรงความสนใจสุดๆ

  • การค้นหาผ่าน Social Media มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่เสิร์ชในแพลตฟอร์มโซเชียลก่อน Google

รู้ให้ชัด: ประเภทและช่องทางโฆษณายอดนิยมในปี 2025

1. Traditional Advertising: สื่อดั้งเดิมที่ยังไม่ตาย

ถึงจะยุคดิจิทัล แต่สื่อดั้งเดิมยังมีบทบาท โดยเฉพาะแบรนด์ใหญ่หรือธุรกิจที่ต้องการเจาะพื้นที่เฉพาะ

  • โทรทัศน์ (TV Ads): เหมาะกับการสร้างการรับรู้ในวงกว้างระดับแมส

  • วิทยุ (Radio Ads): ดีมากสำหรับการเข้าถึงคนในพื้นที่ เช่น จังหวัดหรือชุมชน

  • หนังสือพิมพ์ & นิตยสาร: ใช้ยิงไปยังกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น คนสายธุรกิจ แพทย์ นักลงทุน

  • ป้ายโฆษณา (Billboards): เหมาะกับโลเคชันที่คนสัญจรเยอะ ต้องการ “โผล่หน้าให้เห็นบ่อยๆ”

  • ใบปลิวและโบรชัวร์: ใช้ในงานอีเวนต์ พื้นที่หน้าร้าน หรือทำโปรโมชั่นเฉพาะพื้นที่

2. Digital Advertising: สนามหลักของนักการตลาดยุคใหม่

ดิจิทัลคือสนามที่วัดผลได้จริง เน้นความแม่นยำ และเหมาะกับทั้งธุรกิจใหญ่–เล็ก

  • Social Media Ads (Facebook, Instagram, TikTok): ดีทั้งสร้างการรับรู้และยอดขาย พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมสูง

  • Search Engine Advertising (Google Ads, Bing Ads): ยิงหาคนที่กำลังหาสินค้า/บริการอยู่แล้ว โอกาสปิดการขายสูง

  • Display Advertising & Programmatic Ads: แบนเนอร์บนเว็บและแอปต่างๆ ใช้สร้างการรับรู้แบบกว้าง

  • Video Advertising (YouTube, TikTok, Reels): เน้นเล่าเรื่อง สร้างภาพจำและอารมณ์

  • Native Advertising: โฆษณาที่กลืนไปกับคอนเทนต์ ทำให้ลูกค้ารู้สึกไม่ถูกยัดเยียด

  • Influencer & Affiliate Marketing: ใช้ความน่าเชื่อถือของคนดังหรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์ดึงยอดขาย

3. Traditional vs Digital: ใช้อะไร เมื่อไหร่ และอย่างไร

  • ข้อดี–ข้อเสีย

    • Traditional: เข้าถึงวงกว้าง สร้างภาพลักษณ์ แต่ต้นทุนสูงและวัดผลยาก

    • Digital: ยิงแม่น วัดผลละเอียด ปรับได้เร็ว แต่ต้องมีความเข้าใจเชิงเทคนิค

  • ใช้ Traditional เมื่อ ต้องการเจาะตลาดแมส สร้างแบรนด์ หรือบุกพื้นที่เฉพาะ

  • ใช้ Digital เมื่อ ต้องการยิงกลุ่มเป้าหมายชัด วัดผลเป็นตัวเลข หรือมีงบจำกัด

  • สูตรที่เวิร์กที่สุด คือการผสมทั้งสองแบบ ให้แบรนด์ได้ทั้งภาพลักษณ์และยอดขายจริง

เทคนิคทำโฆษณาให้ไม่ “เปลืองงบฟรี”

1. Direct Response Marketing: ยิงแล้วต้องมีคนตอบสนอง

ถ้าโฆษณาไม่ทำให้คน “ทำอะไรสักอย่าง” แปลว่าเงินเริ่มไหลทิ้งแล้ว

  • AIDA (Attention – Interest – Desire – Action)

    • ดึงดูดความสนใจให้หยุดเลื่อน

    • สร้างความสนใจด้วยข้อความหรือภาพที่กระแทกปัญหาลูกค้า

    • ปลุกความอยาก (Desire) ด้วยประโยชน์ชัดๆ

    • ปิดด้วยการกระตุ้นให้ลงมือทำทันที (Action)

  • CTA ที่ทรงพลัง: ต้องชัด ตรง และมีแรงดึงดูด เช่น สมัครเลยวันนี้ รับส่วนลดทันที

  • Remarketing: ยิงซ้ำหาคนที่เคยเข้าเว็บหรือเคยมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ เพื่อดันให้ตัดสินใจซื้อ

2. Copywriting & Creative: คำและภาพคืออาวุธหลัก

  • ใช้ภาษาที่อ่านแล้วเข้าใจทันที ไม่อ้อมค้อม

  • พุ่งไปที่ปัญหาและผลลัพธ์ที่ลูกค้าจะได้

  • ใช้ภาพหรือวิดีโอที่ คมชัด สื่อสารแบรนด์ และสะกดสายตาใน 1–3 วินาทีแรก

  • ดึงจิตวิทยามาใช้ เช่น
    • FOMO: กลัวพลาด (จำนวนจำกัด หมดแล้วหมดเลย)

    • Social Proof: รีวิว คำชมจากลูกค้า เคสจริง

3. Audience Targeting ให้แม่นเหมือนใช้เรดาร์

  • ใช้ Lookalike Audience และ Custom Audience เพื่อขยายกลุ่มคนที่ “หน้าตาคล้ายลูกค้าปัจจุบัน”

  • ใช้ Retargeting / Remarketing กับคนที่เคยคลิก เคยดู เคยทิ้งของในตะกร้า

  • เอา AI และ Machine Learning มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรม แล้วให้ระบบช่วยเลือกกลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสซื้อสูง

4. A/B Testing: อย่าเดา ให้ข้อมูลตัดสิน

  • ทดสอบองค์ประกอบต่างๆ เช่น หัวข้อ รูปภาพ วิดีโอ ปุ่ม CTA ข้อความ หรือข้อเสนอ

  • เปรียบเทียบผลจริง เช่น CTR, Conversion Rate เพื่อตัดสินว่าเวอร์ชันไหนคุ้มสุด

ใช้แพลตฟอร์มยอดฮิตยังไงให้ได้ผลจริง

1. Facebook Ads: ยิงให้ตรง ยิ่งประหยัดงบ

  • เลือก Campaign Objective ให้ตรงเป้าหมายธุรกิจ เช่น Traffic, Leads, Sales

  • ตั้งค่า Audience, Budget, Ad Placement ให้เหมาะสมกับสินค้าและพฤติกรรมลูกค้า

  • ศึกษาเคสจริงเพื่อดูว่ากลยุทธ์แบบไหนสร้างยอดขายหรือ Lead ได้ดีที่สุด

2. Google Ads: เล่นกับ Intent ให้คุ้มทุกคลิก

  • ใช้ Google Keyword Planner หา Keyword ที่เกี่ยวข้อง ปริมาณค้นหาเหมาะสม และแข่งขันไม่แรงเกินไป

  • เลือกใช้ Search Ads (จับคนที่กำลังหา) หรือ Display Ads (สร้างการรับรู้) ให้เหมาะกับเป้าหมาย

  • ปรับปรุง Quality Score ให้ดีขึ้น เพื่อลดค่าโฆษณาต่อคลิกแต่ได้อันดับที่ดีกว่า

3. TikTok Ads: เมื่อคอนเทนต์กลายเป็นกระแส

  • ใช้ TikTok Creator Marketplace ในการจับมือกับ Influencer ที่กลุ่มเป้าหมายตรงกับแบรนด์

  • โฟกัสการทำ Creative ที่ดูเป็นธรรมชาติ สนุก เข้าเทรนด์ และดูไม่เหมือนโฆษณาจนเกินไป

  • ยึดตาม Best Practices ของ TikTok เช่นเปิดคลิปให้ดึงสายตาในวินาทีแรก ความยาวเหมาะสม และมี Hook แรง

4. YouTube Ads: วิดีโอที่เล่าเรื่องและปิดการขายได้

  • เลือกใช้ Skippable หรือ Non-Skippable Ads ให้เหมาะกับงบและเป้าหมาย

  • ออกแบบวิดีโอให้ 5 วินาทีแรกต้องจับใจ ทั้งภาพ ข้อความ และเสียง เพื่อกันการกด Skip

5. Native Ads & Influencer Marketing: โฆษณาที่เนียนและน่าเชื่อถือ

  • Native Ads คือโฆษณาที่กลมกลืนไปกับเนื้อหาหลัก ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่ามีคุณค่า ไม่ใช่แค่การขายของ

  • เลือก Influencer ที่ ภาพลักษณ์และกลุ่มผู้ติดตามตรงกับแบรนด์ ไม่ใช่แค่คนที่มีผู้ติดตามเยอะ

  • ใช้โมเดล Affiliate Marketing ให้ Influencer ช่วยขาย พร้อมติดตามผลและให้ค่าคอมมิชชันตามผลงาน

บริหารงบโฆษณา และอ่านตัวเลขให้เป็น

1. จัดสรรงบโฆษณาแบบคนเล่นเกมยาว

  • คำนวณ Budget ตาม CAC (Customer Acquisition Cost) เพื่อรู้ว่าควรจ่ายเท่าไหร่ต่อการได้ลูกค้า 1 คน

  • แบ่งงบระหว่าง Social Media Ads และ Search Ads ตามเป้าหมายและลักษณะธุรกิจ เช่น

    • ถ้าต้องการสร้างแรงปั้นแบรนด์และคอนเทนต์ → เพิ่มสัดส่วน Social

    • ถ้าต้องการจับ Intent คนที่กำลังหาอยู่ → เพิ่มสัดส่วน Search

2. วัดผลแคมเปญ: ไม่วัดเท่ากับมองไม่เห็นเลือดที่ไหล

  • ติดตั้ง Google Analytics, Facebook Pixel เพื่อเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้

  • ดู Metrics ที่สำคัญ เช่น
    • CTR (Click-Through Rate): โฆษณาน่าเชื่อถือและดึงดูดไหม

    • Conversion Rate: คนคลิกแล้วทำสิ่งที่เราต้องการมากน้อยแค่ไหน

    • ROI: เงินที่ลงไป คุ้มกับกำไรที่กลับมาหรือไม่

  • ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ต่างๆ เพื่อเข้าใจเส้นทางลูกค้า แล้วนำไปปรับแคมเปญให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

3. ปรับให้ปังขึ้น: จากแคมเปญรอด กลายเป็นแคมเปญรุ่ง

  • ใช้ Audience Segmentation แยกกลุ่มเป้าหมาย เช่น ลูกค้าใหม่ ลูกค้าเก่า คนที่เคยทักแต่ยังไม่ซื้อ แล้วทำโฆษณาให้ตรงแต่ละกลุ่ม

  • ใช้เทคนิค Scaling Ads เมื่อเจอแคมเปญที่เวิร์กแล้ว ค่อยๆ เพิ่มงบและขยายกลุ่มเป้าหมายอย่างมีระบบ

เทรนด์โฆษณา 2025 ที่ต้องตามให้ทัน

1. AI และ Machine Learning: ตัวช่วยลับของนักยิงแอด

  • ใช้ AI Optimization ใน Google Ads และ Facebook Ads ให้ระบบช่วยประมูลราคา ปรับกลุ่มเป้าหมาย และเลือก Placement ที่ให้ผลดีที่สุด

  • ใช้ Chatbot Marketing และ AI-Powered Customer Service ตอบลูกค้าอัตโนมัติ เก็บ Lead และช่วยปิดการขายตลอด 24 ชั่วโมง

2. Omnichannel Marketing: ลูกค้าไปไหน แบรนด์ต้องตามไปให้ครบ

  • เชื่อมโฆษณาออนไลน์กับออฟไลน์ให้ประสบการณ์ลูกค้า ต่อเนื่องและลื่นไหล เช่น เห็นโฆษณาออนไลน์ → เดินเข้าร้าน → ได้โปรเดียวกัน

  • ศึกษาตัวอย่างธุรกิจที่ใช้ Omnichannel แล้วได้ผล เพื่อเอาแนวคิดมาประยุกต์กับธุรกิจตัวเอง

3. Personalization: ยุคที่โฆษณาไม่ควรเหมือน “ส่งผิดคน”

  • รู้จัก Dynamic Ads: โฆษณาที่เปลี่ยนเนื้อหาให้ตรงกับความสนใจหรือพฤติกรรมของผู้ใช้แต่ละคน

  • ใช้ข้อมูลลูกค้า เช่น ประวัติการซื้อ การเข้าชมหน้าเว็บ หรือสินค้าที่สนใจ เพื่อปรับข้อความและข้อเสนอให้เฉพาะเจาะจง

4. PDPA & GDPR: ยิงแอดให้แรง แต่ต้องไม่แรงเกินกฎหมาย

  • ทำความเข้าใจข้อจำกัดด้านการเก็บและใช้ข้อมูลลูกค้า ทั้งเรื่องการขอความยินยอมและการจัดเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัย

  • วางระบบการทำโฆษณาที่ เคารพความเป็นส่วนตัว เพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมายและสร้างความเชื่อมั่นให้แบรนด์ในระยะยาว

สรุป: ทำโฆษณาให้ชนะคู่แข่งในยุค AI ต้องคิดแบบ Data-Driven

กลยุทธ์โฆษณาที่ยิงแล้วได้ผลจริงในปี 2025 ไม่ใช่เรื่องดวง แต่คือการผสมผสาน ข้อมูล (Data) เทคโนโลยี (AI & Machine Learning) และความคิดสร้างสรรค์ (Creative) เข้าด้วยกันอย่างมีกลยุทธ์

  • วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและตลาดให้ลึก จะช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมและกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้แม่น

  • ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยปรับแต่งโฆษณาและระบบบริการลูกค้า เพื่อลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพ

  • ลงทุนกับคอนเทนต์และครีเอทีฟที่แตกต่าง น่าสนใจ และเล่าเรื่องแบรนด์ได้อย่างน่าจดจำ

สุดท้าย โฆษณาที่เวิร์กไม่ใช่แค่สวย หรือยิงแรง แต่คือโฆษณาที่ “พูดกับคนให้ถูกคน ถูกเวลา และมีตัวเลขรองรับว่าคุ้มทุกบาทที่จ่ายไป”