รับแอปรับแอป

ฟรีคอนเสิร์ต Lady Gaga ที่ริโอ: เมื่อร็อกสตาร์กลายเป็นอาวุธลับรีแบรนด์ทั้งเมือง

วรัญญา แสงทอง01-31

ริโอ เดอ จาเนโร: จากคาร์นิวัล สู่เมืองที่ทั้งโลกจองคิวขึ้นเวที

พูดถึงริโอ เดอ จาเนโร ภาพแรกๆ ที่ผุดขึ้นในหัวของหลายคนคือ คาร์นิวัลสุดยิ่งใหญ่ ดนตรีรัวๆ สีสันจัดจ้าน และขบวนพาเหรดไม่หลับไม่นอน

แต่วันนี้ ริโอไม่ได้เป็นแค่เมืองปาร์ตี้อีกต่อไป เมืองนี้กำลังยกระดับตัวเองสู่การเป็น “ฮับเฟสติวัลระดับโลก” ที่ใช้เสียงเพลง คอนเสิร์ต และงานวัฒนธรรมเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ระยะยาว

เวทีริมทะเลที่นี่เคยต้อนรับศิลปินระดับตำนานมาแล้วทั้ง Rod Stewart, Madonna และล่าสุด Lady Gaga ทุกโชว์ไม่ได้เป็นแค่ฟรีคอนเสิร์ตกลางแจ้ง แต่คือการปั้นริโอให้กลายเป็น “Global Stage Festival” ที่คนทั้งโลกจับตา

เมืองที่เกิดมาเพื่อเวทีใหญ่: Rock in Rio และงานระดับโลก

ชื่อของริโอผูกพันกับงานระดับโลกมานานแล้ว โดยเฉพาะสายดนตรีร็อกและป็อประดับสเตเดียมอย่าง Rock in Rio เทศกาลที่ถือกำเนิดที่นี่ตั้งแต่ปี 1985 ก่อนจะขยายไปยังโปรตุเกสและสเปน

ศิลปินที่เคยขึ้นโชว์มีตั้งแต่ Queen, Beyoncé, Coldplay ไปจนถึงอีกนับไม่ถ้วน แถมเมืองนี้ยังเป็นเจ้าภาพ

  • New Year’s Eve @ Copacabana Beach งานเคาท์ดาวน์ริมทะเลที่มีผู้ร่วมงานหลายล้านคน

  • Olympic Games Rio 2016 ที่ตอกย้ำบทบาทของเมืองในฐานะ “Global Event Host City”

ทั้งหมดนี้ไม่ได้สร้างแค่รายได้จากนักท่องเที่ยว แต่ยังผลักให้ริอกลายเป็น “Top-of-Mind Festival Destination” เมืองเฟสติวัลในฝันที่คนทั่วโลกอยากมีประสบการณ์ด้วยสักครั้งในชีวิต

4 ฟรีคอนเสิร์ตในตำนาน และพลัง Soft Power ที่ฟังแล้วขนลุก

ข้อมูลจาก Statista ณ พฤษภาคม 2025 ชี้ให้เห็นภาพชัดมากว่า ริโอไม่ได้แค่จัดงานบ่อย แต่จัดแล้ว ดังทะลุประวัติศาสตร์โลก

4 ใน 9 ฟรีคอนเสิร์ตที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลกเกิดขึ้นที่ริโอ เดอ จาเนโร

  • Rod Stewart (1994) – 3.5 ล้านคน

  • Jorge Ben Jor (1993) – 3 ล้านคน

  • Madonna (2024) – 1.6 ล้านคน

  • Lady Gaga (2025) – 2.5 ล้านคน

นี่ไม่ใช่ดวงดีหรือความบังเอิญ แต่คือ “กลยุทธ์ระยะยาว” ที่ใช้ศิลปินระดับโลกเป็น “เครื่องมือเชิงกลยุทธ์” ในการเล่าเรื่องเมืองผ่านเสียงดนตรี

แม้งานจะ เข้าชมฟรี แต่ต้นทุนที่เมืองลงไป ถูกแปลงกลับมาเป็น

  • รายได้จากนักท่องเที่ยว (โรงแรม สายการบิน การเดินทาง ร้านอาหาร บาร์)

  • กระแสสื่อระดับโลก ทั้งทีวีข่าว นิตยสาร และโซเชียลมีเดีย

  • การสร้าง Emotional connection ระหว่างผู้ชมกับเมือง

พูดง่ายๆ คือ ค่าบัตร 0 ดอลลาร์ แต่มูลค่าแบรนด์เมืองแตะระดับมหาศาล

Lady Gaga x Rio: ฟรีคอนเสิร์ต 2.5 ล้านคนที่เขย่าเศรษฐกิจทั้งเมือง

คาดการณ์กันว่า ฟรีคอนเสิร์ต Lady Gaga ที่โคปาคาบานาจะสร้างมูลค่าเศรษฐกิจสูงถึง 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากงานเดียว

ผลสะเทือนชัดเจนมากในภาคการบิน สายการบินหลักของบราซิลอย่าง

  • LATAM

  • Gol

  • Azul

รายงานตรงกันว่า เที่ยวบินไปริโอในสัปดาห์งาน เต็มแทบทุกไฟลต์

โดยเฉพาะ

  • LATAM เพิ่มความถี่เที่ยวบินสู่สนามบิน Galeao และ Santos Dumont ขึ้น 25% และเพิ่มจำนวนที่นั่ง 26% อัตราบรรทุกพุ่งไปที่ 90% สูงกว่าค่าเฉลี่ยไตรมาสแรกที่ 80.8%

  • Azul มีอัตราบรรทุกสูงถึง 91%

  • Gol เพิ่มเที่ยวบินอีก 60 เที่ยวจากเมืองใหญ่ต่างๆ เข้าสู่ริโอ

ทั้งหมดนี้เกิดจาก คอนเสิร์ตฟรีหนึ่งงาน ที่ปลุกทั้งเมืองให้ลุกขึ้นมาขยับพร้อมกัน

โปรเจ็กต์ “Todo Mundo no Rio”: ไม่ใช่แค่งานเดียวแล้วจบ

งานนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบครั้งเดียวแล้วจางหาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็กต์ใหญ่ “Todo Mundo no Rio” (“ทุกคนในริโอ”) ที่จัดโดยบริษัท Bonus Track Entretenimento ซึ่งมีแผนจะจัดฟรีคอนเสิร์ตต่อเนื่องไปอีกหลายปี

Luis Niemeyer ซีอีโอของ Bonus Track อธิบายว่า ริโอได้รับการผลักดันด้านภาพลักษณ์อย่างมหาศาล ผ่านการคัฟเวอร์บนสื่อทั่วโลก และด้วยประสบการณ์จากการเคยโปรดิวซ์งานใหญ่มาแล้ว เช่น

  • คอนเสิร์ต Rolling Stones ชายหาดโคปาคาบานา ปี 2006

  • คอนเสิร์ต Stevie Wonder และ Gilberto Gil ปี 2012

เขาจึงใช้แนวคิด “จัดทุกปี วันชัด เจาะปฏิทินโลก” ให้เมืองมีงานใหญ่ที่ผู้คนตั้งตารอ

งบประมาณของคอนเสิร์ตครั้งนี้

  • 90% มาจากเอกชน

  • อีก 10% มาจากภาครัฐ ทั้งรัฐบาลเมืองริโอและรัฐบาลบราซิล

โมเดลนี้ทำให้เมืองไม่ต้องแบกต้นทุนทั้งหมด แต่ยังได้ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์เต็มๆ

Corona, แบรนด์เบียร์ และการใช้คอนเสิร์ตเป็นเวทีรีแบรนด์สินค้า

เบื้องหลังเวทีที่คนเห็น Lady Gaga ระเบิดพลังบนสเตจ ยังมีเกมการตลาดดุเดือดของแบรนด์ระดับโลกซ่อนอยู่ โดยหนึ่งในพระเอกของงานคือ Corona แบรนด์เบียร์ภายใต้บริษัท Ambev

Corona กลายเป็นผู้สนับสนุนหลักของคอนเสิร์ตครั้งนี้ ด้วยสัญญาที่ว่ากันว่าใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ในบราซิล (แม้ตัวเลขจริงจะไม่ถูกเปิดเผย) เพื่อใช้โชว์ของ Lady Gaga เป็นจุดสตาร์ทแคมเปญฉลอง ครบ 100 ปี Corona ทั่วโลก

เป้าหมายคือ

  • เสริมแกร่งแบรนด์ในบราซิล ซึ่งเป็นตลาดใหญ่รองจากเม็กซิโก

  • ผูกภาพลักษณ์เบียร์กับบรรยากาศ คอนเสิร์ตริมทะเลสุดยิ่งใหญ่

Gabriela Gallo ผู้อำนวยการการตลาดของ Corona ในบราซิล มองว่านี่คือโอกาสทองในการเชื่อมโยงการเฉลิมฉลอง 100 ปีกับพลังของดนตรีกลางแจ้ง

แต่ Ambev ไม่หยุดแค่แบรนด์เดียว

  • แอปเดลิเวอรี Zé Delivery แจกบัตรเข้างานให้แฟนๆ Lady Gaga (“Little Monsters”) จำนวน 50 คนในโซนวีไอพี

  • Beats แบรนด์เครื่องดื่มพร้อมดื่มของกลุ่มเดียวกัน สร้างกิจกรรมให้แฟนๆ ที่โพสต์เกี่ยวกับงานจนกลายเป็นไวรัลเต็มฟีดโซเชียล

ภาพที่เกิดขึ้นคือ การตลาดแบบอินเทกราเต็ด ที่ใช้คอนเสิร์ตระดับโลกเป็นทั้งเวทีขายของ เวทีสร้างแบรนด์ และเวทีสร้างไวรัลไปพร้อมกัน

ทำไมเคส Lady Gaga 2025 ถึงทรงพลังเป็นพิเศษ

คอนเสิร์ตฟรีของ Lady Gaga ที่ริโอเกิดขึ้นในยุคที่เมืองทั่วโลกแข่งกันดึงนักท่องเที่ยวหลังโควิด-19

ทุกเมืองอยากถูกมองว่าเป็น “Liveable & Lovable City” เมืองที่อยู่ก็ดี รักก็ง่าย และอยากไปซ้ำ

การที่ริอุปั้นฟรีคอนเสิร์ตครั้งนี้จนติดหน้าหนึ่งสื่อต่างประเทศแบบ ออร์แกนิก (ไม่ใช่แค่ซื้อโฆษณา) ทำให้เมืองกลับมาอยู่ในสายตาคนทั้งโลกอีกครั้ง

หัวใจอยู่ที่การสร้าง “ความทรงจำร่วม” ให้คนรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาประวัติศาสตร์

ริโอใช้ชายหาดโคปาคาบานาซึ่งเป็นโลเคชันระดับในฝัน เป็น iconic stage ผสานธรรมชาติ ศิลปะ วัฒนธรรม กับพลังของศิลปินอย่าง Rod Stewart, Madonna, Lady Gaga เข้าไว้ด้วยกัน

  • ภาพคนหลายล้านคนริมชายหาด

  • แสงสีเวทีตัดกับทะเลและเส้นขอบฟ้า

  • เพลงที่ทุกคนร้องตามได้ทั้งชายหาด

ทั้งหมดนี้กลายเป็น ภาพจำระดับตำนาน ที่ถูกแชร์ซ้ำไม่รู้จบ

การใช้เทคโนโลยีถ่ายทอดสดก็ยิ่งขยายผล ให้คนทั้งโลกมีส่วนร่วม แม้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่จริง

ฟรีคอนเสิร์ต = Experience Economy + Cultural Tourism

ฟรีคอนเสิร์ตไม่ใช่แค่ให้คนดูฟรี แต่มันคือการออกแบบ “ประสบการณ์ร่วม” ที่ทรงพลังที่สุดแบบหนึ่ง

เมืองที่ประสบความสำเร็จในโลกยุคใหม่ คือเมืองที่เข้าใจว่าคนยุคนี้ตามหา ประสบการณ์ มากกว่าสินค้าอย่างเดียว

ริโอจึงใช้ฟรีคอนเสิร์ตเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรมระยะยาว ไม่ใช่จัดทีเดียวแล้วจบเหมือนบางเมือง แม้เมืองใหญ่ระดับปารีส มอสโก หรือโรม จะเคยจัดฟรีคอนเสิร์ตคนดูมหาศาล แต่ริโอกลับเลือกทางที่ต่างออกไป:

  • ทำให้คอนเสิร์ตใหญ่ กลายเป็น “ประจำปี”

  • ผูกงานเข้ากับแบรนด์เมืองอย่างต่อเนื่อง

  • ใช้ดนตรีเป็นสะพานเชื่อมเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน

นี่คือการผสาน Soft Power + การจัดการอีเวนต์ + การวางแผน Branding ระยะยาว ที่เมืองใดก็ลอกแนวคิดได้ แต่ต้องกล้าทำให้สุด

บทเรียนจากริโอ: จะทำให้เมือง “เกิด” บนเวทีโลกต้องทำอย่างไร

หนึ่งในสูตรลับของริโอคือการ สร้างเวทีที่เป็นสัญลักษณ์ และเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะให้กลายเป็นแลนด์มาร์กวัฒนธรรม

ในเคสนี้คือการใช้ชายหาดโคปาคาบานาเป็นเวทีฟรีคอนเสิร์ตที่ Lady Gaga เล่นให้ผู้ชมกว่า 2.5 ล้านคน ท่ามกลางฉากหลังเป็นทะเลสวยระดับโลกที่เชื่อมโยงกับตัวตนของเมืองแบบชัดๆ

ผลลัพธ์คือ

  • เกิด “ภาพจำ” ที่โลกอยากแชร์เอง

  • พื้นที่กลางแจ้งถูกยกระดับเป็นแลนด์มาร์กที่สื่ออยากมาถ่ายทำ

  • เมืองถูกเล่าเรื่องใหม่ผ่านมุมสุดอลังการที่คนมีอารมณ์ร่วม

อีกหนึ่งหมัดเด็ดคือการใช้ ศิลปินระดับโลกสร้าง narrative ใหม่ให้เมือง

ริโอเคยแบกรับภาพจำด้านลบ ทั้งเรื่องความอันตราย อาชญากรรมสูง ความไร้ระเบียบ แต่เมื่อเมืองกล้าเชิญซูเปอร์สตาร์อย่าง Lady Gaga ที่เป็นสัญลักษณ์ของ เสรีภาพ ความกล้าหาญ และแรงบันดาลใจ มาขึ้นเวทีฟรีกลางเมืองต่อหน้าฝูงชนมหาศาล

แล้วจัดการทุกอย่างได้อย่าง

  • เป็นระเบียบ

  • ปลอดภัย

  • จบงานสวย

มันเท่ากับการ รีแบรนด์เมืองครั้งใหญ่แบบไม่ต้องพูดเยอะ คนทั่วโลกเห็นภาพแล้วตัดสินเองว่า “ริโอวันนี้ไม่เหมือนริโอเมื่อวานอีกต่อไป”

ใช้ศิลปินเป็น Ambassador: เมื่อเสียงเพลงเปลี่ยน perception ของเมือง

เมืองที่มีปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ในสายตาชาวโลก ไม่จำเป็นต้องนั่งรอให้ทุกอย่างดีขึ้นเอง แต่สามารถใช้ “พลังของศิลปินระดับโลก” มาเป็น ambassador เล่าเรื่องเมืองในมุมใหม่

แต่เงื่อนไขคือ

  • ไม่ใช่แค่จ้างซูเปอร์สตาร์มาเล่นแล้วจบ

  • เมืองต้องวาง narrative ให้ชัด ว่าอยากให้โลกมองเห็นการ “เปลี่ยนแปลง” แบบไหน

  • ทำให้ศิลปินกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนภาพจำของเมือง

เมื่อเมืองเล่าเรื่องได้เก่งพอ คอนเสิร์ตก็จะกลายเป็นมากกว่างานบันเทิง แต่มันจะกลายเป็น เครื่องมือทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการสร้างตัวตนของเมือง ที่ทรงพลังยิ่งกว่าการซื้อโฆษณาทั่วไปหลายเท่า

ของฟรีที่แพงที่สุด: ฟรีคอนเสิร์ตกับการปั้นเมืองให้มีคุณค่ามหาศาล

สุดท้ายแล้ว เคสของริโอ เดอ จาเนโรพิสูจน์ให้เห็นชัดว่า

“ฟรีคอนเสิร์ตจากศิลปินระดับโลก ไม่ได้เป็นแค่โชว์มันๆ สองสามชั่วโมง แต่มันคือการลงทุนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและอัตลักษณ์เมืองในระดับที่การโฆษณาปกติไม่มีวันทำได้”

ริโอใช้ดนตรี เวทีริมทะเล และพลังของร็อกสตาร์ระดับโลก พลิกของ “ฟรี” ให้กลายเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่ฟังดูแล้วไม่ต่างจากการออกอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของเมืองทั้งเมือง

และนี่แหละ คือ กรณีศึกษาที่ทุกเมืองที่อยากขึ้นชาร์ตโลก ควรเปิดฟังซ้ำ เหมือนเปิดเพลย์ลิสต์เพลงร็อกวงโปรดแล้วกดวนแบบไม่รู้เบื่อ.