รับแอปรับแอป

จากถนนคนเดินเชียงใหม่สู่สปอตไลต์: บทสนทนาว่าด้วยความฝัน ตัวตน และศิลปะของณิชา

ธีรวัฒน์ ชัยศรี01-31

จากเด็กหญิงคนรักศิลปะ สู่วันที่ความฝันเปลี่ยนรูป

เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเคยนั่งวาดรูปขายที่ถนนคนเดินเชียงใหม่ เพราะหลงใหลในสีสันและลายเส้นอย่างสุดหัวใจ

วันนี้เธอเติบโตมาเป็น ณิชา-ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์ นักแสดงมากความสามารถที่ยังคงมีศิลปะเป็นหัวใจหลักของชีวิต แต่อาจมาในรูปแบบที่ต่างออกไปจากฝันวัยเด็ก

นี่คือการเดินทางสำรวจ ความฝัน ความสัมพันธ์ และการเติบโต ที่ค่อย ๆ หล่อหลอมให้เธอเป็น “ณิชา” ในวันนี้

เมื่อเด็กหญิงเคยฝันอยากเป็นจิตรกร

ถาม: ถ้าย้อนกลับไปถามตัวเองในวัยเด็ก ณิชาฝันอยากโตขึ้นมาเป็นอะไร และเธอคิดว่าเด็กคนนั้นอยากบอกอะไรกับณิชาในตอนนี้?

ณิชา: คำถามนี้ลึกมากเลยค่ะ (หัวเราะ) ถ้าพูดถึงความฝันวัยเด็กแบบจริงจังเลย คืออยากเป็นจิตรกร อยากเป็นคนที่นั่งวาดรูปขายที่ถนนคนเดินเชียงใหม่ เพราะเรารักบรรยากาศตรงนั้นมาก ๆ

เราโตมากับการเรียนศิลปะ เห็นครูวาดรูปแล้วได้ลองเอางานตัวเองไปวางขายบ้าง มันทำให้เรารู้สึกมีความสุข สนุก และอินกับสิ่งนั้นแบบสุด ๆ จนเคยคิดว่าชีวิตข้างหน้าคงอยากทำอะไรแบบง่าย ๆ แต่เต็มไปด้วยความสุขแบบนั้น

ถ้าเด็กคนนั้นมีโอกาสมาพูดกับณิชาในวันนี้ ก็คงบอกว่า “ความฝันเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ” (ยิ้ม) แม้จะไม่ตรงกับที่เคยจินตนาการไว้ แต่หนูคงอยากบอกตัวเองว่า เก่งมากแล้วนะ ที่ใช้ชีวิตมาได้ถึงตรงนี้ และทำทุกอย่างออกมาได้ดีที่สุดในแบบของเราเอง

ศิลปะยังอยู่เหมือนเดิม แค่เปลี่ยนเวที

ถาม: ความฝันตอนเด็กกับสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

ณิชา: จุดที่เหมือนกันคือ ทุกอย่างยังอยู่ในโลกของศิลปะค่ะ เพียงแต่เปลี่ยนจากพู่กันกับผืนผ้าใบ มาเป็นการแสดงที่ต้องใช้อารมณ์ ความรู้สึก และรายละเอียดเล็ก ๆ ในการเล่าเรื่องแทน

การแสดงสำหรับเราเป็น Art Performance อีกรูปแบบหนึ่ง ที่ต้องใช้หัวใจในการถ่ายทอดไม่ต่างจากงานเพนต์ภาพ

แต่สิ่งที่ต่างไปชัดเจนคือ แต่ก่อนศิลปะที่เรารักเหมือนทำงานอยู่เบื้องหลัง ไม่ได้เอาตัวเองออกมาอยู่หน้าเวทีโดยตรง ในขณะที่ตอนนี้ การแสดงทำให้เรา ต้องเอาตัวตนออกมายืนอยู่ข้างหน้า เพื่อส่งพลังไปถึงผู้ชม

ความฝันหนึ่งที่ยังอยากทำให้ได้ก็คือ การมีนิทรรศการศิลปะของตัวเอง สักครั้ง อยากเล่าเรื่องราวบางอย่างในตัวเราผ่านงานศิลปะอีกแบบหนึ่ง

การเป็นนักแสดงทำให้ได้รู้จักผู้คนในวงการศิลปะมากขึ้น ได้แรงบันดาลใจใหม่ ๆ และยังเปิดทางให้เราเจอคนที่พร้อมมาร่วมต่อยอดโปรเจ็กต์ในอนาคต เลยรู้สึกว่าตัวเองกำลังค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้ความฝันข้อนี้ทีละนิดค่ะ

รักษาความฝันท่ามกลางโลกที่หมุนเร็ว

ถาม: ในโลกที่ทุกอย่างชุลมุนและวุ่นวาย การรักษาความฝันไม่ให้หล่นหายเป็นเรื่องยากไหม?

ณิชา: ถ้ามองจากยุคนี้ที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็ว มีสิ่งดึงความสนใจเต็มไปหมด มันก็ดูเหมือนเป็นเรื่องยากนะคะ แต่ในอีกมุมหนึ่ง เราว่ามันก็มีข้อดี เพราะทำให้เราได้สำรวจตัวเองมากขึ้น และมีโอกาสเลือกเส้นทางหลากหลายขึ้นด้วย

สำหรับเราเองไม่เคยรู้สึกว่าการรักษาความฝันเป็นเรื่องยาก ขอแค่เรา รู้เสมอว่าตอนนี้ยืนอยู่ตรงไหน และต้องคอยเช็กหัวใจตัวเองเป็นระยะ ว่ายังรักสิ่งเดิมอยู่ไหม หรือความชอบในใจเราเปลี่ยนไปแล้ว

เพราะความฝันไม่จำเป็นต้องอยู่รูปเดิมตลอดไป มันขยับ หมุน และเปลี่ยนรูปไปตามชีวิตเราได้ ซึ่งสำหรับณิชาแล้ว นั่นคือเรื่องธรรมดามาก

เราก็เลยไม่ใช่คนที่มีความฝันใหญ่โตเกินเอื้อม แต่จะชัดเจนกับตัวเองเสมอว่า อยากลองอะไร และไม่อยากลองอะไร เชื่อว่าทุกความฝันเกิดขึ้นได้เสมอ ถ้าเรารู้ว่าตัวเองกำลังมุ่งไปทางไหน แล้วค่อย ๆ เดินไปทีละก้าว วันหนึ่งก็จะไปถึงเอง

สำหรับเรา ไม่มีคำว่า “ฝันใหญ่” หรือ “ฝันเล็ก” ทุกความฝันมีคุณค่าเท่ากันหมด ค่ะ

ช็อตสวย ๆ ระหว่างทางของความฝัน

ไม่กลัวว่าวันหนึ่งความฝันจะไม่ใช่ความฝันเดิมอีกต่อไป

ถาม: เคยกลัวไหมว่าวันหนึ่งสิ่งที่ทำอยู่จะไม่ใช่ความฝันของณิชาอีกแล้ว ถ้ามันเกิดขึ้นจริงเธอจะทำอย่างไร?

ณิชา: ไม่เคยกลัวเลยค่ะ เพราะเราเป็นคนที่ คุยกับตัวเองบ่อยมาก ก่อนตัดสินใจทำอะไรจะถามตัวเองเสมอว่านี่คือสิ่งที่ชอบจริง ๆ ไหม แล้วก็ชั่งทั้งข้อดีข้อเสียให้รอบด้านก่อน จะไม่ปล่อยตัวเองไหลไปโดยไม่รู้ตัว

เพราะแบบนี้ เราเลยไม่ค่อยมีโมเมนต์ที่ต้องมานั่งเสียใจทีหลังว่าทำอะไรไปแล้ว ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เราผ่านการเช็กกับหัวใจตัวเองมาอย่างดีแล้ว บางทีคำตอบอาจไม่เป๊ะ แต่เรายอมรับได้ เพราะตัดสินใจจากตัวเองจริง ๆ

ภาพอนาคตในแบบผู้หญิงธรรมดา ๆ คนหนึ่ง

ถาม: ณิชาวางภาพอนาคตของตัวเองอย่างไร ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง ทั้งเรื่องครอบครัว การเติบโต และเส้นทางชีวิต?

ณิชา: ถ้าถามถึงคำว่า “เติบโตอย่างสมบูรณ์แบบ” สำหรับเรา มันอาจไม่ใช่ภาพฝันที่ทุกอย่างเพอร์เฟกต์เหมือนบทในนิยาย แต่คือการที่เราค่อย ๆ รู้จักตัวเองมากขึ้นทุกวัน

เราอยากเป็นคนที่บาลานซ์ชีวิตได้ รับผิดชอบตัวเองได้โดยไม่สร้างภาระให้ใคร และไม่ทำให้ชีวิตคนอื่นต้องสะดุดเพราะเรา แค่นั้นสำหรับณิชาก็คือ “ความสมบูรณ์” แบบหนึ่งของการเป็นมนุษย์แล้วค่ะ

เพราะจริง ๆ แล้วคำว่า “เพอร์เฟกต์” สำหรับเราไม่มีอยู่จริง และก็ไม่ควรมีเส้นบรรทัดไหนมาคอยตัดสินว่า ใครควรใช้ชีวิตแบบไหนถึงจะถูกต้อง

ความฝันที่ต้องวางไว้ข้างทาง

ถาม: เคยมีความฝันที่ต้องละทิ้งไหม และมันยังติดอยู่ในใจบ้างหรือเปล่า?

ณิชา: ถ้าพูดถึงความฝันที่ยังติดอยู่ในใจ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง งานศิลปะ นี่แหละค่ะ เมื่อก่อนเราเคยตั้งใจมาก ๆ ว่าอยากเรียนต่อด้านศิลปะให้สุดทาง อยากเข้ามหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับสายนี้โดยเฉพาะ

แต่พอเราเริ่มทำงานแสดงจริงจัง ต้องทุ่มเวลาเต็มที่ให้กับอาชีพนี้ ก็เลยต้องเลือกเดินบนเส้นทางนักแสดงอย่างชัดเจน ผลคือความฝันเรื่องการเรียนต่อด้านศิลปะเลยกลายเป็นสิ่งที่ยังไม่ได้ทำสักที

มันอาจจะยังค้างในใจอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ในแบบที่ทำให้รู้สึกเสียใจหรือนอยด์ แค่เก็บไว้เป็น อีกหนึ่งความฝันที่อาจกลับไปต่อยอดในวันที่พร้อม มากกว่า

ความฝัน vs ความสัมพันธ์: ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

ถาม: การไล่ตามความฝัน เคยทำให้ละเลยคนรอบข้าง หรือกลายเป็นคนที่คิดถึงแต่ตัวเองบ้างไหม?

ณิชา: สำหรับเราไม่เลยค่ะ เพราะพื้นฐานเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับคนรอบข้างมาก ๆ และเราเชื่อในพลังของความสัมพันธ์

เราไม่เคยคิดจะทิ้งสิ่งสำคัญในชีวิต เพียงเพราะอยากวิ่งตามฝันของตัวเองให้สุดทาง สำหรับณิชา ความฝันกับความสัมพันธ์ควรเดินไปด้วยกัน มากกว่าจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

ไม่มีใครไปถึงจุดหมายเพียงลำพังได้ทั้งหมดหรอกค่ะ ทุกก้าวที่เราเดิน เกิดจากแรงสนับสนุนของคนรอบตัวด้วยเสมอ

ถ้ามีใครสักคนที่เลือกเดินบนเส้นทางฝันด้วยตัวเองแบบล้วน ๆ เราก็ชื่นชมมากนะ แต่สำหรับเราแล้ว ความสัมพันธ์มีค่ามากจน ไม่อยากเอาไปแลกกับอะไรทั้งนั้น

ภาพอีกแบบหนึ่งของชีวิต: เริ่มใหม่โดยไม่มีชื่อเสียง

ถาม: ถ้าวันหนึ่งต้องเริ่มต้นใหม่ ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีใครรู้จัก ความฝันของณิชาจะยังเหมือนเดิมไหม?

ณิชา: น่าจะเหมือนเดิมเลยค่ะ (หัวเราะ) เพราะถ้าเริ่มต้นใหม่จากศูนย์จริง ๆ เราคงกลับไปวาดรูปขายที่ถนนคนเดินเชียงใหม่อีกครั้ง

สุดท้ายแล้ว เรายังเป็นคนเดิมคนนั้นที่รักศิลปะมาตั้งแต่เด็กจนถึงวันนี้ “แก่น” ข้างในไม่ค่อยเปลี่ยนไปเท่าไหร่

เคยมีช่วงหนึ่งที่เรามองตัวเองในกระจกแล้วถามว่า “เรายังเป็นคนเดิมที่เคยฝันไว้รึเปล่า?” ถ้าตอบตรง ๆ เราคงบอกว่า เส้นทางในวันนี้อาจคนละเรื่องกับสิ่งที่เคยคิดไว้ตอนเด็กเลย แต่เราก็โอเคนะ

เพราะทุกสิ่งที่ได้เจอระหว่างทางมันมีค่ามากเหมือนกัน ทั้งโอกาสที่หลากหลาย การได้ออกไปเห็นโลกในมุมที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อน เลยรู้สึกว่า แม้จะไม่ใช่เส้นทางที่วาดไว้ แต่ก็ยังรู้สึกขอบคุณและสนุกกับชีวิตตัวเองในวันนี้

เราควรวิ่งไล่ตามฝัน หรือเรียนรู้ที่จะปล่อยบางฝันไป?

ถาม: ณิชาคิดว่าเราควรวิ่งตามฝัน หรือควรเรียนรู้ที่จะปล่อยบางความฝันทิ้งไปบ้าง?

ณิชา: เราว่ามันขึ้นอยู่กับแต่ละคนเลยค่ะ ว่าในช่วงเวลานั้น อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับตัวเอง

ปีที่แล้วเป็นปีที่เราเต็มไปด้วยความฝันชัดเจนหลายอย่าง และก็วิ่งตามมันด้วยความสนุก เต็มแรง เท่าที่จะทำได้

แต่ปีนี้กลับเป็นปีแรกที่ไม่มีเป้าหมายอะไรชัดเจนเลย ซึ่งฟังดูเหมือนน่ากลัว แต่สำหรับเรา มันกลับกลายเป็นปีที่ทำให้ได้หันกลับมาเรียนรู้ตัวเองมากขึ้นอย่างจริงจัง

จากที่เคยมองออกไปข้างนอกตลอดเวลา ปีนี้เราเลือกที่จะ หันกลับมาโฟกัสชีวิตปัจจุบันของตัวเอง จัดระเบียบหลายอย่างในใจ และดูแลสุขภาพจิตตัวเองให้มากขึ้น

มันเลยกลายเป็นเหมือนของขวัญให้ตัวเองหลังจากผ่านไป 29 ปี ที่เราเอาแต่เดินไปข้างหน้าอย่างเดียว จนลืมหยุดทบทวนว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น

บางครั้งการไม่ได้กำลังวิ่งตามฝันอย่างสุดแรง ก็ไม่ได้แปลว่าเราหลงทาง แต่อาจเป็นช่วงเวลาที่เรากำลัง ตกตะกอนชีวิต เพื่อตามหาความฝันในรูปแบบใหม่ที่ตรงกับตัวตนเรามากขึ้นก็ได้ค่ะ

บทสรุปเล็ก ๆ จากการเติบโตของผู้หญิงคนหนึ่ง

เรื่องราวของณิชาอาจไม่ใช่เส้นตรงแบบในนิยาย แต่เต็มไปด้วยทางโค้ง เลี้ยว และจุดแวะพักมากมาย ระหว่างการเดินทางจาก เด็กหญิงที่รักการวาดรูป สู่การเป็น นักแสดงผู้ใช้หัวใจเล่าเรื่อง

บางความฝันยังค้างอยู่ในใจ บางความฝันเปลี่ยนรูปไปตามเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ เธอไม่เคยหยุด คุยกับตัวเอง ซื่อสัตย์กับหัวใจ และให้คุณค่ากับคนรอบข้าง

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคุณจะกำลังวิ่งไล่ตามฝัน หรือกำลังเรียนรู้ที่จะหยุดพัก ลองถามตัวเองแบบเดียวกับที่ณิชาทำมาตลอดว่า

เรากำลังใช้ชีวิตในแบบที่ “ตัวเราในวัยเด็ก” จะยิ้มให้ หรือเปล่า?