รับแอปรับแอป

จากคดีร้ายแรงสู่ห้องเย็บผ้าห่ม: เมื่อเรือนจำระดับ 5 กลายเป็นพื้นที่เยียวยาความเป็นมนุษย์

วศิน สุขสันต์01-30

ผ้าห่มผืนเล็ก กับคำถามเรื่องความเป็นมนุษย์ผืนใหญ่

ผู้ต้องขังเด็ดขาดโทษยาวๆ ในหัวคุณหน้าตาเป็นแบบไหน?

หลายคนอาจเผลอนึกถึงผู้ชายหน้าดุ หนวดเครารุงรัง แววตาแข็งกร้าว พร้อมทำร้ายคนอื่นได้ทุกเมื่อ และเมื่อก่ออาชญากรรมร้ายแรงแล้ว ก็เหมือนถูกปั๊มตรา “คนเลวตลอดชีวิต” มีแต่ต้องติดคุก หรือถึงขั้นถูกประหารเพื่อชดใช้

แต่สารคดีความยาวประมาณ 30 นาทีเรื่อง “The Quilters” กลับค่อยๆ รื้อภาพจำเหล่านั้นลงทีละชั้น และชวนเราตั้งคำถามใหม่ว่า

แท้จริงแล้ว ผู้ต้องขังอัตราโทษสูงเหล่านี้ ยังเหลือพื้นที่ของความเป็นมนุษย์อยู่แค่ไหน?

สารคดีนี้เป็นผลงานกำกับของเจนนิเฟอร์ แมคเชน ออกฉายในปี 2024 ผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิง เล่าเรื่องโครงการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพผู้ต้องขังในเรือนจำลิคกิง รัฐมิสซูรี สหรัฐอเมริกา โครงการที่ดูเหมือนเรียบง่ายมากๆ คือรวมตัวผู้ต้องขังมา เย็บผ้าห่มควิลต์ (Quilt) แล้วส่งต่อให้เด็กๆ ในระบบอุปถัมภ์ในพื้นที่ใกล้เคียง

งานเย็บผ้าที่ดูเหมือนเป็นงานบ้านๆ ซ้ำๆ กลับกลายเป็นหน้าต่างบานหนึ่ง ที่เปิดให้เราเห็นโลกอีกใบของผู้ต้องขังอัตราโทษสูง โลกที่เต็มไปด้วยการเรียนรู้ การเติบโต และความหวัง ในห้องเย็บผ้าขนาดเล็กกลางเรือนจำความมั่นคงสูงระดับ 5

จากเรือนจำระดับ 5 สู่ “ห้องเย็บผ้า” ที่ไกลจากความรุนแรง

จากข้อมูลของกรมราชทัณฑ์รัฐมิสซูรี การคุมขังระดับ 5 คือระดับสูงสุดสำหรับผู้ต้องขังที่ถูกประเมินว่ามีความเสี่ยงมาก

  • ผู้กระทำอาชญากรรมร้ายแรง

  • มีแนวโน้มใช้ความรุนแรงกับผู้ต้องขังหรือเจ้าหน้าที่

  • หรือเคยมีประวัติพยายามหลบหนี

เรือนจำระดับนี้เต็มไปด้วยมาตรการควบคุมเข้มข้น ทั้งการจำกัดการเคลื่อนที่ ห้องขังสองคนต่อห้อง ประตูหนาและทึบ กล้องวงจรปิดจำนวนมาก และมาตรการเฉพาะสำหรับคนที่ถูกมองว่ามีความเสี่ยงสูง

ผู้ต้องขังในสารคดีจึงล้วนอยู่ในกลุ่มอัตราโทษหนัก ตั้งแต่จำคุก 20 ปีไปจนถึงตลอดชีวิต สภาพแวดล้อมที่แข็งกร้าวและเต็มไปด้วยคนที่มีประวัติใช้ความรุนแรง ทำให้ผู้ต้องขังจำนวนมากต้องสร้างเกราะป้องกันตัวเองด้วยภาพลักษณ์ “แข็งแกร่ง ห้ามแตะต้อง” เพื่อเอาตัวรอดราวกับสัตว์ป่าในป่าดงดิบ

ท่ามกลางสภาพเช่นนั้น กลับมีพื้นที่เล็กๆ ที่ผู้ต้องขังเรียกว่าเป็นส่วนที่ไกลที่สุดจาก “การทำเรื่องไม่ดี” นั่นคือ ห้องเย็บผ้า

ที่นี่คือพื้นที่ทำโครงการขององค์กรยุติธรรมเพื่อการฟื้นฟู (Restorative Justice Organization – RJO) ผู้ต้องขังบางคนมีโอกาสเข้ามาทำงานในห้องนี้สัปดาห์ละ 5 วัน ภารกิจหลักคือเย็บ ผ้าห่มควิลต์เพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้เด็กอุปถัมภ์ ในชุมชนใกล้เคียง

ตั้งแต่เริ่มโครงการมา ผ้าห่มควิลต์เกือบ 2,000 ผืน ถูกส่งต่อไปยังองค์กรไม่แสวงกำไร องค์กรการกุศล และเด็กในระบบอุปถัมภ์ในท้องถิ่น ทุกชิ้นเป็นงานทำมือจากผู้ต้องขังที่เคยถูกสังคมมองว่า “อันตราย”

แม้งานควิลต์จะเหมือนแค่การเอาเศษผ้าสี่เหลี่ยมมาต่อเป็นผืนใหญ่ แต่ในความซ้ำซากของการเย็บทีละชิ้น กลับมีประเด็นสำคัญซ่อนอยู่เต็มไปหมด ทั้งเรื่องราชทัณฑ์ การฟื้นฟูพฤติกรรม และความเชื่อที่ว่าคนที่เคยทำผิดร้ายแรงก็ยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้

ห้องเย็บผ้า: ความวุ่นวายที่เป็นระเบียบ และความเป็นมนุษย์ที่กลับมา

ภายใต้บรรยากาศแห้งแล้ง แข็งทื่อ และเต็มไปด้วยการเฝ้าระวัง เฉพาะบนชั้นหนึ่งของเรือนจำลิคกิง กลับมีห้องหนึ่งที่เต็มไปด้วยสีสัน เสียง และการเคลื่อนไหว

ในห้องเย็บผ้า ผืนผ้าหลากสีถูกกางเต็มโต๊ะ ผู้ต้องขังเดินไปมา จับผ้า วัด ตัด เย็บ เสียงจักรดังเป็นจังหวะ ผสมกับเสียงพูดคุย ทะเลาะ ถกเถียง หัวเราะ ราวกับสตูดิโอของช่างตัดเสื้อหรือห้องทำงานของดีไซน์เนอร์ มากกว่าจะเป็นห้องในเรือนจำความมั่นคงสูง

ผู้ต้องขังคนหนึ่งอธิบายบรรยากาศที่นี่ว่าเป็น “ความวุ่นวายที่เป็นระเบียบ” ซึ่งฟังดูแล้วคล้ายกับโลกภายนอกเรือนจำมากกว่าคุก

พื้นที่เล็กๆ นี้ไม่ได้เล่าแค่เรื่องโครงการทำผ้าห่ม แต่ยังเล่าที่มาของคนทำผ้าห่มเหล่านั้นด้วย ว่าพวกเขาไม่ได้โตมาเพื่อเป็น “คนเลว” หากแต่เป็นผลผลิตจากการตัดสินใจผิดพลาดในช่วงเวลาหนึ่ง และบริบทสังคมรอบตัวที่ผลักให้เลือกทางผิด จนจบลงด้วยการเข้าคุก

สารคดีค่อยๆ ให้เราเห็นว่า ผู้ต้องขังหลายคนที่เข้าร่วมโครงการค่อยๆ เปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง จนสุดท้ายบางคนได้รับอนุญาตให้ย้ายไปอยู่เรือนจำที่มีระดับการควบคุมต่ำลง ใช้ชีวิตคล้ายคนธรรมดามากขึ้น

สารในใจของเรื่องนี้ชัดมาก: ไม่มีใครในห้องเย็บผ้าห้องนี้เกิดมาเป็นคนเลว และทุกคนมีพื้นที่สำหรับการเปลี่ยนแปลงเสมอ

แม้ทั้งหมดจะยังอยู่ในสถานะผู้ต้องขัง ใส่ชุดแบบเดียวกัน แต่ในห้องเย็บผ้า เรากลับเห็นความแตกต่างของแต่ละคนอย่างชัดเจน ทั้งวิธีคิด วิธีออกแบบการทำงาน และรูปแบบผลงาน

ปลายทางของความแตกต่างนั้นคือผ้าห่มหนึ่งผืน ที่มีลายเฉพาะตัว สะท้อนตัวตนของผู้เย็บ และออกแบบมาเพื่อ “เด็กคนหนึ่ง” ที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน

ในมุมหนึ่ง ห้องเย็บผ้าแห่งนี้คือ พื้นที่เสรีภาพขนาดย่อม ที่อนุญาตให้ความหลากหลายได้ผุดขึ้นมาอย่างปลอดภัย และกลายเป็นผลงานที่จับต้องได้และมีประโยชน์

อีกบทเรียนหนึ่งที่เกิดขึ้นทุกวันในห้องนี้คือเรื่องง่ายๆ แต่สำคัญมากของการทำงาน นั่นคือ การรับมือกับความผิดพลาด

จากการเย็บผ้าผิดไปไม่กี่ชิ้น กลายเป็นการต้องรื้อผ้าทั้งผืนออกมาเย็บใหม่ เพื่อให้เด็กที่ได้รับผ้าห่มได้ของที่ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำให้ได้

เมื่อผู้ต้องขังกลายเป็นนักออกแบบผ้าห่มมืออาชีพ

โครงการผ้าห่มไม่ได้หยุดอยู่ที่การสอนงานฝีมือหรือหากิจกรรมให้ผู้ต้องขังทำยามว่างเท่านั้น

มันคือพื้นที่ที่ดึง “ด้านสว่าง” ของคนที่เคยถูกมองในมุมมืดออกมาอย่างจริงจัง

  • ผู้ต้องขังตั้งเป้าหมายชัดเจนว่า งานของตนจะต้อง มีประโยชน์กับผู้อื่น

  • เป้าหมายปลายทางคือเด็กๆ ในระบบอุปถัมภ์ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางของสังคม

  • ผ้าห่มแต่ละผืนจึงไม่ใช่แค่ผ้าต่อกัน แต่คือข้อความเงียบๆ ที่บอกเด็กเหล่านั้นว่า “ยังมีคนห่วงใยเธออยู่”

การทำควิลต์ตั้งแต่ศูนย์ยังเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังได้ฝึกคิดและบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นจนจบ

  • คิดลายผ้าและโทนสี

  • คำนวณจำนวนเศษผ้าที่ต้องใช้

  • ตัด เย็บ ประกอบชิ้นส่วน

  • บุผ้าสำลี

  • บรรจุลงกล่องเพื่อส่งออกจากเรือนจำไปยังผู้รับ

พอมองภาพทั้งหมดแล้ว เราแทบไม่เห็น “นักโทษที่กำลังเย็บผ้า” แต่จะเห็น นักออกแบบผ้าห่มมืออาชีพ ที่กำลังสร้างผลงานชิ้นเดียวในโลกเพื่อคนๆ เดียวโดยเฉพาะ

งานนี้จึงไม่ได้ให้แค่ทักษะ แต่ส่งมอบทั้ง

  • ความรู้สึกเป็นเจ้าของผลงาน

  • ความภาคภูมิใจในตัวเอง

  • ความรู้สึกว่าตัวเอง “ยังมีคุณค่า” ในสังคม

ด้านสว่างอีกมุมในห้องเย็บผ้าคือบรรยากาศของ การชื่นชมและการขอบคุณ

  • ผู้ต้องขังให้กำลังใจกันเองเมื่อทำผลงานเสร็จ

  • ขอบคุณคนที่บริจาคเศษผ้าและอุปกรณ์

  • และเหนือสิ่งอื่นใดคือการ์ดและข้อความจากเด็กๆ ที่รับผ้าห่ม ซึ่งเขียนมาขอบคุณคนเย็บผ้าห่มให้

คำขอบคุณเหล่านี้ทำให้ผู้ต้องขังหลายคนถึงกับน้ำตาไหล ไม่ใช่เพราะซึ้งอย่างเดียว แต่เพราะมันยืนยันกับเขาว่า “สิ่งที่ฉันทำอยู่ตอนนี้ มีความหมายจริงๆ” และกลายเป็นแรงผลักให้พวกเขาอยากทำงานต่อไป

นโยบายรัฐที่สะท้อนผ่านผ้าห่มหนึ่งผืน

ในอีกชั้นหนึ่ง โครงการเย็บผ้าห่มนี้สะท้อนทัศนคติของรัฐต่อผู้ต้องขังอย่างชัดเจน

เจ้าหน้าที่เรือนจำลิคกิงคนหนึ่ง ชื่อ โจ แซตเตอร์ฟิลด์ กล่าวไว้สั้นๆ แต่คมมากว่า

“ผมปฏิบัติต่อพวกเขาเยี่ยงมนุษย์ เพราะพวกเขาก็คือมนุษย์”

คำพูดนี้ไม่ได้สวยหรูเกินจริง เมื่อเรามองไปที่สิ่งที่รัฐและเรือนจำจัดให้ในโครงการห้องเย็บผ้า ทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ และสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนให้ผู้ต้องขังทำงานได้แบบมืออาชีพ

มันคือการใช้งบประมาณเพื่อ ฟื้นฟูศักยภาพของคน ไม่ใช่แค่ควบคุมคนที่ทำผิดให้เงียบๆ อยู่ในคุก

แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ยังอยู่ภายใต้กฎกติกาที่เข้มงวด ระบบตรวจสอบที่แน่น ไม่ใช่เพื่อกดทับเสรีภาพ แต่เพื่อให้ทุกคนใช้เสรีภาพได้เต็มที่โดยไม่ละเมิดผู้อื่น

  • การคัดเลือกผู้ต้องขังเข้าโครงการ ต้องไม่มีประวัติทำผิดซ้ำหรือถูกบันทึกด้านพฤติกรรม

  • ต้องรักษาระเบียบในห้องเย็บผ้า

  • เครื่องมือทุกชิ้น โดยเฉพาะของมีคม ถูกเก็บในกระเป๋าเฉพาะ ต้องลงชื่อเบิกและตรวจนับทุกครั้ง

  • หากมีชิ้นไหนหาย เจ้าของกระเป๋าต้องรับผิดชอบ

และเหมือนทุกสถานที่ในโลก ย่อมมีคนที่ก้าวพลาด ทำผิดกติกา และต้องออกจากโครงการไปในที่สุด

“ชิลล์” ผู้ต้องขังอีกคนหนึ่งในโครงการ เล่าถึงกรณีที่ “เฟรด” เพื่อนร่วมงานในห้องเย็บผ้าถูกถอดออกจากโครงการว่า

อย่าลืมว่าเราอยู่ที่ไหน พวกเราไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่เราพยายามอยู่ เราพยายามปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น เขาอาจจะยังต้องการอีก 2 – 3 ก้าว เพื่อจะดีขึ้น

ประโยคนี้ไม่ใช่การตำหนิ แต่คือความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ ที่ทุกคนมีโอกาสทำผิดซ้ำ และต้องเรียนรู้อีกมากกว่าจะเปลี่ยนตัวเองได้จริง

ห้องผ้าห่ม: พื้นที่เล็กๆ ที่เก็บรักษาความเป็นมนุษย์

ถ้าเรามองห้องเย็บผ้าห่มในเรือนจำลิคกิงให้ลึกลงไปกว่าระดับผืนผ้าและจักรเย็บผ้า

ที่นี่คือพื้นที่ที่เต็มไปด้วย

  • ชีวิตและการเคลื่อนไหว

  • ความหลากหลายของคนและความคิด

  • เสรีภาพเท่าที่จะเป็นไปได้ในกำแพงเรือนจำ

  • ความผิดพลาดที่ได้รับการยอมรับ และใช้เป็นบทเรียน

เพราะฉะนั้น เราอาจเรียกห้องนี้ได้อย่างไม่เกินเลยว่าเป็น “พื้นที่แห่งความเป็นมนุษย์”

ผู้ต้องขังในห้องนี้ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงเลขประจำตัวคดีหรืออดีตอาชญากร แต่คือมนุษย์คนหนึ่งที่

  • เคยก้าวพลาดอย่างรุนแรง

  • กำลังพยายามทำสิ่งที่ดี

  • และยังอยากมีที่ยืนเล็กๆ ในโลกที่เขาเคยทำร้ายมาก่อน

ผ้าห่มควิลต์แต่ละผืนจึงไม่ใช่แค่ของขวัญให้เด็กคนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นข้อความเงียบๆ ที่สะท้อนกลับมาถึงสังคมว่า

ถ้าเรายังให้พื้นที่คนทำผิดได้ “เย็บชีวิตใหม่ของตัวเอง” ขึ้นมาอีกครั้งได้บ้าง เราอาจได้เห็นด้านสว่างในที่มืดมากกว่าที่คิด