รับแอปรับแอป

พลิกเกมความปลอดภัยทางยาไทย: เมื่อข้อความอิสระถูก AI ถอดรหัสความเสี่ยง

ลลิตา พูนผล01-30

ถอดรหัสข้อมูลลึกด้วย AI: จากข้อความอิสระสู่ข้อมูลทองคำ

การระบาดของข้อมูลในยุคดิจิทัลไม่ได้มีแค่ตัวเลขในฐานข้อมูล แต่เต็มไปด้วย ข้อความอิสระ (free-text) ที่ซ่อน “เรื่องเล่า” ของเหตุการณ์จริงเอาไว้ โดยเฉพาะในระบบสาธารณสุขไทย ซึ่งต้องเผชิญกับโจทย์ใหญ่เรื่อง ความคลาดเคลื่อนทางยา ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของผู้ป่วย

ระบบรายงานอุบัติการณ์แห่งชาติ (NRLS) คือคลังข้อมูลขนาดใหญ่ที่สะสมเหตุการณ์ความเสี่ยงทางคลินิกและเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์เอาไว้จำนวนมาก แต่ปัญหาคือ ส่วนใหญ่เป็นข้อความบรรยาย ทำให้ในอดีตยากต่อการวิเคราะห์เชิงลึก และไม่สามารถดึงศักยภาพของข้อมูลมาใช้ได้เต็มที่

เมื่อเทคโนโลยี AI และ NLP (Natural Language Processing) ก้าวเข้ามา ภาพก็เริ่มเปลี่ยน ข้อความที่เคยอ่านได้อย่างเดียว เริ่มถูก “ถอดรหัส” เป็นข้อมูลเชิงโครงสร้างที่นำไปใช้กำหนดนโยบายและออกแบบระบบความปลอดภัยทางยาได้จริง

ทำไมระบบรายงานอุบัติการณ์ถึงต้องใช้ Free-text?

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมไม่ใช้แต่เมนูแบบเลือกจากตัวเลือก dropdown หรือปุ่มวงกลม radial ให้จบ ๆ ไป ทำไมยังต้องพิมพ์ข้อความอิสระให้ยุ่งยาก?

คำตอบคือ ความซับซ้อนของเหตุการณ์จริง ในโลกของความคลาดเคลื่อนทางยา ไม่มีเหตุการณ์ไหนเรียบง่ายพอให้เลือกได้จากเมนูไม่กี่ตัวเลือก

สาเหตุหลักของการใช้ข้อความอิสระใน NRLS มีดังนี้:

  • เหตุการณ์มีรายละเอียดซับซ้อน
    ความคลาดเคลื่อนทางยามักมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายชั้น ตั้งแต่ชื่อยา ขนาดยา วิธีให้ยา ไปจนถึงบริบทการทำงาน การออกแบบ dropdown ให้ครอบคลุมทั้งหมดจำเป็นต้องสร้าง ตัวเลือกเชิงลึก (deep hierarchy) ที่ซับซ้อนมากจนใช้งานจริงได้ยาก

  • ข้อจำกัดของ Working Memory บุคลากรหน้าเวช
    บุคลากรสาธารณสุขมีภาระงานสูง การต้องมานั่งไล่เลือกจากตัวเลือกจำนวนมาก ทำให้เกิดภาระทางการคิดเพิ่มขึ้นและอาจเลือกผิดได้ง่าย การปล่อยให้ “เล่าเหตุการณ์” ผ่านข้อความ จึงตอบโจทย์การใช้งานจริงมากกว่า

  • ความสมบูรณ์ของข้อมูล
    การเปิดให้บันทึกแบบข้อความอิสระ ทำให้ผู้รายงานสามารถใส่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่มีช่องให้เลือกในฟอร์ม เช่น บริบทของเวรทำงาน สภาพแวดล้อม ทีมงาน หรือเหตุการณ์ก่อนหน้า ที่ล้วนมีความหมายต่อการวิเคราะห์เชิงระบบในภายหลัง

ผลลัพธ์คือ เราได้ ข้อมูลที่ “เล่าเรื่องได้” แต่ยังวิเคราะห์ยาก จึงเป็นจังหวะที่ AI และ NLP เข้ามามีบทบาทสำคัญ

AI + NLP: ปฏิวัติการอ่านรายงานความคลาดเคลื่อนทางยา

การนำเทคโนโลยีอย่าง Deep Learning, Transformer-based models และ Large Language Models (LLM) มาผสานกับฐานข้อมูล NRLS ทำให้ระบบเริ่มทำได้มากกว่าแค่เก็บเหตุการณ์ แต่ เข้าใจเนื้อหา ของเหตุการณ์เหล่านั้น

AI ถูกนำมาใช้เพื่อ:

  • จำแนกประเภทความคลาดเคลื่อนทางยาได้อย่างเป็นระบบ
    ตัวอย่างประเภทที่ระบบสามารถแยกแยะได้ เช่น

    • Wrong Medication: จ่ายยาผิดชนิด (เช่น จ่าย etoxin แทน Tamiflu)

    • Wrong Route: ให้ยาผิดเส้นทาง (เช่น Haloperidol ฉีด IV แทน SC)

    • Wrong Strength: ผิดความแรงของยา

    • Wrong Amount: ให้ปริมาณผิดจำนวน (พบมากกว่า 87,000 เหตุการณ์ ระหว่างปี 2018–2024)

    • Omitted Medication: ไม่ได้ให้ยาที่ควรได้รับ

    • Wrong Timing: ให้ยาผิดเวลา

    • Unnecessary Medication: ให้ยาโดยไม่จำเป็น

  • ดึงรายละเอียดสำคัญจากข้อความอิสระ
    จากข้อความบรรยายเพียงหนึ่งเหตุการณ์ AI สามารถสกัดข้อมูลสำคัญออกมาเป็นฟิลด์ข้อมูลเชิงโครงสร้าง เช่น:

    • ชื่อยา

    • ขนาดยา

    • วิธีให้ยา (route)

    • เวลาในการให้ยา

    • ระดับความรุนแรงของเหตุการณ์

ผลคือ Free-text ที่เคย “อ่านรู้เรื่องแต่ใช้ต่อไม่ได้” กลายเป็น ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ ที่ต่อยอดได้ทั้งในระดับหน่วยงานและระดับนโยบายประเทศ

เจาะเทคนิค AI ที่อยู่เบื้องหลัง

เบื้องหลังการวิเคราะห์เหล่านี้ ไม่ได้มีแค่โมเดลตัวเดียว แต่เป็น “สายพาน” ของเทคนิคหลายส่วนที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ

1. Named Entity Recognition (NER)

NER คือหัวใจด่านแรกของการทำ NLP ในกรณีนี้ระบบจะใช้โมเดล AI เพื่อ ระบุและดึงหน่วยข้อมูลสำคัญ จากข้อความ เช่น:

  • ชื่อยา: “nicardipine”, “Warfarin”

  • ขนาดยา: “5 mg”, “2 mg”

  • วิธีให้ยา: “IV”, “oral”, “SC”

  • เวลาในการให้ยา

เมื่อระบบรู้ว่าอะไรคือ “ยา” อะไรคือ “ขนาดยา” ก็สามารถจัดระเบียบข้อมูลดิบให้พร้อมต่อสำหรับขั้นตอนวิเคราะห์ขั้นสูง

2. Transformer-based Fine-tuned Model

โมเดลสาย Transformer ที่ผ่านการ fine-tune กับข้อมูลบริบททางการแพทย์ของไทย จะเข้าใจ บริบทของประโยค ได้ลึกขึ้น ไม่ได้ดูแค่คำเดี่ยว ๆ แต่ดูความสัมพันธ์ในทั้งประโยค ช่วยให้การจำแนกประเภทความคลาดเคลื่อนตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น

พูดง่าย ๆ คือ เป็นโมเดลที่ไม่ได้แค่อ่านคำ แต่มอง “เรื่องราว” จากข้อความรายงาน

3. Entity Linking

การรู้ว่า “Warfarin” เป็นชื่อยาอย่างเดียวอาจยังไม่พอ ขั้นตอนถัดมาคือการ เชื่อมโยง (link) หน่วยข้อมูลที่สกัดได้ เข้ากับฐานข้อมูลมาตรฐานทางการแพทย์ เช่น SNOMED CT

ผลลัพธ์คือ

  • สามารถเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลได้แบบ “พูดภาษาเดียวกัน”

  • ช่วยให้การวิเคราะห์เชิงระบบไม่ติดกับคำสะกด หรือชื่อที่แตกต่างกันไปในแต่ละที่

4. Classification Model

เมื่อได้ข้อมูลที่ถูกสกัดและเชื่อมโยงแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือ การจำแนก (classification) ว่ากรณีที่รายงานเข้ามาเป็นความคลาดเคลื่อนประเภทใด

โมเดลที่ใช้เป็นการผสมผสานหลายแนวทาง เช่น

  • Transformer-based models

  • กฎเชิงตรรกะ (Rule-based)

  • Large Language Models (LLM)

ผลการทดสอบพบว่าโมเดลมี ค่า F1 Score สูง สะท้อนว่า AI ไม่ได้เดาแบบมั่ว ๆ แต่มีความแม่นยำในระดับที่ใช้งานได้จริง

จากข้อมูลสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย

จุดแข็งที่แท้จริงของ AI ไม่ได้อยู่ที่ “การวิเคราะห์ให้ดูสวยงาม” แต่คือการทำให้ ข้อมูลกลายเป็นเข็มทิศเชิงนโยบาย ที่จับต้องได้

เมื่อมองเห็น Pattern ของความคลาดเคลื่อนทางยาจากข้อมูลจำนวนมหาศาล เราสามารถออกแบบมาตรการเชิงรุกได้อย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น

  • การจัดการเชิงระบบ

    • แยกจัดเก็บยาที่ชื่อหรือรูปร่างคล้ายกันให้อยู่ห่างกัน ลดโอกาสหยิบผิด

    • ใช้ระบบ barcode scanning ตรวจสอบยาก่อนจ่าย

    • ออกแบบกระบวนการ Double-check โดยให้บุคลากร 2 คนตรวจสอบร่วมกันในจุดเสี่ยงสำคัญ

  • การพัฒนาแนวทางปฏิบัติ (Guideline) ที่เฉพาะเจาะจงขึ้น

    • สร้างแนวทางการดูแลสำหรับ ยาความเสี่ยงสูง (high-alert medications) โดยอิงจากเหตุการณ์จริงในระบบ

    • ปรับปรุงกระบวนการสื่อสารระหว่างทีมสหวิชาชีพให้ชัดเจน ลดความคลุมเครือในการสั่งใช้ยา

  • การพัฒนาระบบสารสนเทศทางคลินิก

    • ปรับระบบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์ให้มี ระบบเตือนอัตโนมัติ เมื่อพบความผิดปกติ เช่น ขนาดยาเกิน หรือ route ไม่สอดคล้องกับแนวทาง

    • พัฒนา Clinical Decision Support เพื่อช่วยแพทย์และเภสัชกรตัดสินใจบนฐานข้อมูลจริง ไม่ใช่แค่ความทรงจำส่วนบุคคล

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ เพราะข้อความรายงานแต่ละเหตุการณ์ถูก AI แปลงให้กลายเป็น “หลักฐาน” ที่นำไปขับเคลื่อน Evidence-based policy อย่างแท้จริง

ความท้าทายที่ AI ยังตอบไม่ได้ทั้งหมด

แม้ AI จะช่วย “เปิดตา” ให้เราเห็นภาพรวมของปัญหาความคลาดเคลื่อนทางยาได้ชัดขึ้น แต่ก็ยังมีความท้าทายสำคัญที่ต้องเดินหน้าพัฒนาควบคู่กันไป

  • การรายงานไม่ครบถ้วน
    เหตุการณ์จำนวนมากยังไม่ถูกรายงานเข้าสู่ระบบ ไม่ว่าจะเพราะภาระงานสูง วัฒนธรรมการโทษตัวบุคคล หรือความไม่คุ้นชินกับระบบรายงาน ทำให้ข้อมูลที่เข้าระบบยังไม่สะท้อนภาพจริง 100%

  • คุณภาพของข้อมูลที่บันทึก
    ต่อให้มี AI เก่งแค่ไหน แต่ถ้าข้อมูลตั้งต้นไม่ครบถ้วน คลุมเครือ หรือขาดรายละเอียดสำคัญ การวิเคราะห์ย่อมมีข้อจำกัด คุณภาพข้อมูลที่ดีจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญ ของทุกโมเดล

  • การบูรณาการระบบข้อมูล
    ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยากระจายอยู่หลายระบบ ทั้งเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ ระบบสั่งยา ระบบคลังยา ฯลฯ การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบเหล่านี้ยังเป็นโจทย์ใหญ่ทั้งเชิงเทคนิคและเชิงนโยบาย

บทสรุป: AI ไม่ได้มาแทนคน แต่เสริมพลังทีมดูแลผู้ป่วย

การใช้ AI และ NLP ในการวิเคราะห์ข้อมูลความคลาดเคลื่อนทางยา คือก้าวสำคัญของระบบสาธารณสุขไทยในการยกระดับ ความปลอดภัยของผู้ป่วย

ข้อความอิสระที่เคยถูกมองว่าใช้งานยาก กลายเป็นแหล่งข้อมูลคุณภาพ ที่นำไปต่อยอดสู่การกำหนดนโยบายและมาตรการที่อิงหลักฐานจริงจากหน้างานได้อย่างเฉพาะเจาะจงและแม่นยำยิ่งขึ้น

สิ่งที่ตามมาคือ:

  • นโยบายความปลอดภัยที่ตั้งอยู่บน Evidence-based policy ไม่ใช่แค่ความรู้สึกหรือสมมติฐาน

  • ระบบรายงานอุบัติการณ์ที่ไม่ใช่ “ช่องทางบ่น” แต่กลายเป็น “ฐานข้อมูลเชิงกลยุทธ์” ขององค์กรและประเทศ

สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ การรายงานอุบัติการณ์อย่างละเอียดและครบถ้วนยังคงเป็นหัวใจสำคัญ เพราะ AI จะเก่งได้เท่ากับข้อมูลที่เราให้มัน

AI จึงไม่ได้มาแทนที่ความเชี่ยวชาญของคนหน้างาน แต่เป็น เครื่องมือเสริมพลัง (augment) ที่ช่วยให้ทีมดูแลผู้ป่วยมองเห็นภาพใหญ่ของความเสี่ยงได้ชัดขึ้น และออกแบบการป้องกันได้ตรงจุดมากขึ้น

เป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่แค่สร้างโมเดลที่แม่นยำที่สุด แต่คือการสร้างระบบที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่าง ปลอดภัยที่สุด ในทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศ

คำสำคัญ: ความคลาดเคลื่อนทางยา, ปัญญาประดิษฐ์, การประมวลผลภาษาธรรมชาติ, ความปลอดภัยของผู้ป่วย, ระบบการรายงานอุบัติการณ์, NRLS, มาตรฐานโรงพยาบาล, ระบบสาธารณสุขไทย