เข้าโลกกระดาษแบบไม่งง เลือกครั้งเดียวจบ
กระดาษที่เราใช้กันทุกวัน ไม่ได้มีแค่แบบ “ขาว ๆ บาง ๆ” เท่านั้น แต่ซ่อนดีเทลไว้เพียบ ทั้งเนื้อสัมผัส สี ความหนา ไปจนถึงความรู้สึกที่ส่งต่อให้คนรับงานพิมพ์ของเรา
บทความนี้จะพาคุณไล่ดูตั้งแต่ความหมาย ความสำคัญของกระดาษ ไล่ไปจนถึงชนิดต่าง ๆ และคุณสมบัติที่ควรรู้ก่อนสั่งพิมพ์งานจริง เพื่อให้เลือกกระดาษได้ตรงงานและคุมภาพลักษณ์ได้แบบมืออาชีพ
กระดาษคืออะไร? ทำไมยังสำคัญในยุคดิจิทัล
ความหมายของกระดาษ
กระดาษคือวัสดุแผ่นบางที่ทำจากเส้นใยพืช เช่น เยื่อไม้ ฟาง หญ้า หรือเศษผ้า ผ่านกระบวนการอัด รีด แล้วทำให้แห้ง โดยไม่ต้องใช้สารเคมีเป็นตัวประสาน จึงถือเป็นวัสดุที่มีความเป็นธรรมชาติสูง และหยิบไปใช้ได้หลากหลาย ทั้งเขียน พิมพ์ ห่อ หรือทำบรรจุภัณฑ์
ความสำคัญของกระดาษในชีวิตและธุรกิจ
แม้ทุกอย่างจะมุ่งสู่โลกดิจิทัล แต่กระดาษยังไม่เคยหายไปจากชีวิตเรา และยังเป็นหัวใจของหลายอุตสาหกรรมด้วย
การใช้งานพื้นฐาน : ยังคงเป็นสื่อที่เชื่อถือได้สำหรับจดบันทึก เอกสารราชการ หนังสือพิมพ์ และงานพิมพ์ที่ต้องการ “จับต้องได้จริง”
อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ : กล่องสินค้า ถุงกระดาษ ซองแพ็กของ ล้วนขับเคลื่อนด้วยกระดาษจำนวนมหาศาล สอดรับกับการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและรีเทล
ด้านความยั่งยืน : เมื่อเทียบกับพลาสติกหรือโลหะ กระดาษรีไซเคิลได้ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า และตอบโจทย์เทรนด์รักษ์โลก
ด้านเศรษฐกิจ : อุตสาหกรรมกระดาษเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของหลายประเทศ รวมถึงไทย ที่มีทั้งโรงงานผลิต ส่งออก และต่อยอดเป็นสินค้าอีกมากมาย
นวัตกรรมการใช้งาน : จากแค่กระดาษเขียน กลายเป็นกระดาษชำระ กระดาษห่ออาหาร กระดาษทำเฟอร์นิเจอร์ชั่วคราว เช่น เก้าอี้กระดาษสำหรับงานอีเวนต์ ที่ทั้งเบาและสร้างสรรค์
กระดาษเรียกกันยังไงในงานพิมพ์
ในวงการงานพิมพ์ กระดาษมักถูกเรียกตามลักษณะเด่นของมัน เช่น
เรียกตามสัมผัสผิว: อาร์ตมัน, อาร์ตด้าน
เรียกตามสี: ฟอกขาว, สีน้ำตาล
เรียกตามงานที่ใช้: กระดาษโบรชัวร์, กระดาษทำกล่องบรรจุภัณฑ์
การเรียกชื่อลักษณะนี้ช่วยให้สื่อสารกับโรงพิมพ์ง่าย และเลือกกระดาษได้ตรงสเปคมากขึ้น
11 ประเภทกระดาษยอดนิยม ใช้กับงานแบบไหนถึงจะปัง
1. กระดาษอาร์ตการ์ด
ลักษณะ : เนื้อแน่น ผิวเรียบมาก มีทั้งแบบมันเงา (Art Glossy) และแบบด้าน (Art Matt) กระจายหมึกได้ดี
การใช้งาน : ใช้กับงานที่ต้องการภาพคม สีสด และความรู้สึกพรีเมียม เช่น โปสเตอร์ โบรชัวร์ ปกหนังสือ แผ่นพับโฆษณา
ข้อจำกัด
ผิวมันอาจสะท้อนแสงในที่สว่างจัด
ไม่เหมาะกับงานที่ต้องเขียนด้วยปากกา เพราะหมึกอาจไม่ค่อยเกาะ
2. กระดาษปอนด์
ลักษณะ : สีขาวธรรมชาติ ไม่เคลือบผิว ผิวด้านเล็กน้อย
การใช้งาน : เหมาะกับงานเอกสารทั่วไป สมุดโน้ต แบบฟอร์ม ใบเสร็จ และงานเขียนเยอะ ๆ
ข้อจำกัด
งานพิมพ์สีจะไม่สดเท่ากระดาษอาร์ต
มีโอกาสเหลืองกรอบหากเก็บไว้นาน
3. กระดาษกล่องแป้ง (Boxboard / Duplex Board)
ลักษณะ : โครงสร้างหลายชั้น ด้านหน้าเป็นกระดาษฟอกขาวเรียบ ส่วนด้านหลังมักเป็นเนื้อรีไซเคิล หยาบกว่า สีเทาหรือสีน้ำตาล
การใช้งาน : นิยมใช้ทำกล่องสินค้า เช่น กล่องขนม กล่องสบู่ กล่องรองเท้า กล่องเวชภัณฑ์
ข้อจำกัด
ด้านหลังไม่สวยนัก หากไม่พิมพ์หรือปิดทับอาจดูไม่หรู
ไม่เหมาะกับงานที่ต้องรับแรงกระแทกหนัก ๆ เท่ากระดาษลูกฟูก
4. กระดาษฟอยล์ (Foil Paper)
ลักษณะ : เคลือบผิวด้วยฟอยล์โลหะบาง ๆ เช่น สีเงิน สีทอง หรือสีพิเศษ ให้ความแวววาวสะดุดตา
การใช้งาน : ใช้กับงานที่ต้องการความหรูหรา เช่น การ์ดเชิญ กล่องเครื่องสำอาง ป้ายโฆษณาพรีเมียม ปกหนังสือหรู
ข้อจำกัด
ราคาสูงกว่ากระดาษทั่วไป
ผิวฟอยล์อาจหลุดร่อน หากไม่ได้เคลือบป้องกันดีพอ
5. กระดาษจั่วปัง (Greyboard)
ลักษณะ : เนื้อแข็งหนา สีเทา ผลิตจากเส้นใยรีไซเคิลอัดแน่น ความหนามักเริ่มที่ประมาณ 1 มิลลิเมตรขึ้นไป
การใช้งาน : ใช้เป็นโครงสร้างภายในปกแข็ง กล่องของขวัญ กล่องนาฬิกา และกล่องพรีเมียมต่าง ๆ
ข้อจำกัด
ผิวหยาบ มักต้องปิดทับด้วยกระดาษอาร์ตหรือวัสดุอื่นเพื่อความสวยงาม
น้ำหนักมาก ไม่เหมาะกับงานที่ต้องขนย้ายบ่อย ๆ
6. กระดาษถนอมสายตา
ลักษณะ : สีขาวนวลหรือเหลืองอ่อน ผิวด้าน ซึมซับหมึกได้ดี ไม่สะท้อนแสง
การใช้งาน : เหมาะกับหนังสือที่ต้องอ่านนาน ๆ เช่น นิยาย หนังสือวิชาการ เอกสารสำหรับเด็ก
ข้อจำกัด
โทนกระดาษออกนวล ทำให้ภาพสีหรือกราฟิกดูลดความสดลง
7. กระดาษฟอกขาว
ลักษณะ : สีขาวสว่างจัด เนื้อแน่น ผิวเรียบ
การใช้งาน : ใช้กับงานที่ต้องการภาพลักษณ์หรู เช่น นิตยสาร หนังสือพรีเมียม งานโฆษณาที่เน้นสีสดและความคมชัด
ข้อจำกัด
ราคาสูงกว่ากระดาษพื้นฐานหลายประเภท
ความขาวจัดอาจสะท้อนแสงจนทำให้ล้าตาเมื่ออ่านนาน ๆ
8. กระดาษเหนียว หรือ กระดาษคราฟท์ (Kraft Paper)
ลักษณะ : สีน้ำตาล เนื้อเหนียว แข็งแรง ฉีกยาก มีลายเส้นไฟเบอร์แบบธรรมชาติ
การใช้งาน : ถุงกระดาษ ซองไปรษณีย์ บรรจุภัณฑ์สินค้าออร์แกนิก แฮนด์เมด และงาน DIY ต่าง ๆ
ข้อจำกัด
ผิวหยาบ ทำให้งานพิมพ์รายละเอียดสูงหรือสีสดทำได้ไม่ง่าย
สีเนื้อกระดาษเข้ม อาจกลบสีพิมพ์บางเฉด
9. กระดาษลูกฟูก (Corrugated Paper)
ลักษณะ : โครงสร้างหลายชั้น มีลอนลูกฟูกตรงกลางช่วยเพิ่มความแข็งแรงและกันกระแทก
การใช้งาน : กล่องลัง กล่องขนส่งสินค้า กล่องพัสดุทุกขนาด
ข้อจำกัด
น้ำหนักมากกว่ากระดาษแบบแผ่นเดี่ยว
การพิมพ์บนผิวลูกฟูกต้องใช้เทคนิคเฉพาะ หากต้องการภาพคมชัด
10. กระดาษปรู๊ฟ
ลักษณะ : บาง เบา สีขาวออกเหลืองเล็กน้อย เนื้อค่อนข้างหยาบ ราคาถูกมากในกลุ่มกระดาษพิมพ์
การใช้งาน : หนังสือพิมพ์ แผ่นพับแจกฟรี ใบปลิวที่ไม่เน้นเก็บรักษายาว ๆ
ข้อจำกัด
ฉีกขาดง่าย
คุณภาพงานพิมพ์ต่ำ สีไม่สดและไม่คม
11. กระดาษพีวีซี (PVC Paper)
ลักษณะ : ผิวเรียบ เหนียว ทนต่อการฉีกขาด กันน้ำ และทนต่อสภาพอากาศได้ดี
การใช้งาน : นามบัตรกันน้ำ ป้ายโฆษณากลางแจ้ง ป้ายติดสินค้าแบบต้องใช้ภายนอกหรือโดนน้ำบ่อย
ข้อจำกัด
ราคาสูงกว่ากระดาษทั่วไป
ต้องใช้หมึกเฉพาะ เช่น หมึก UV หรือหมึกซับลิเมชันในการพิมพ์
ก่อนเลือกกระดาษ ต้องเข้าใจคุณสมบัติพื้นฐานให้ดี
การเลือกกระดาษไม่ใช่แค่ดูว่าสวยหรือถูก แต่คุณสมบัติในเนื้อกระดาษส่งผลต่อทั้ง คุณภาพงานพิมพ์ ประสบการณ์ใช้งาน และ ภาพลักษณ์แบรนด์ โดยตรง
มาดูทีละข้อว่าต้องโฟกัสอะไรบ้าง
1. ความหนา (Caliper)
คืออะไร : ระดับความหนาของแผ่นกระดาษ วัดเป็นไมครอน (µm) หรือมิลลิเมตร (mm)
ทำไมสำคัญ : มีผลต่อความรู้สึกตอนจับ และความแข็งแรงของงาน เช่น โปสเตอร์ที่บางเกินไปจะยับง่าย กล่องที่บางไปก็ดูไม่มั่นคง
ตัวอย่างใช้งาน
นามบัตรส่วนใหญ่ใช้ความหนาประมาณ 0.25–0.3 มิลลิเมตร
โปสเตอร์ติดผนังควรใช้กระดาษหนา 200 แกรมขึ้นไป เพื่อไม่ให้โค้งงอ
ข้อควรระวัง : หากหนาเกินไป เครื่องพิมพ์บางรุ่นอาจป้อนไม่ได้หรือติดขัดบ่อย
2. น้ำหนักกระดาษ (Gram หรือ GSM)
คืออะไร : น้ำหนักของกระดาษต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร (g/m²) ที่เราเรียกสั้น ๆ ว่า “แกรม”
ทำไมสำคัญ : ยิ่งแกรมสูง กระดาษมักยิ่งหนาและแข็งแรง แต่ก็ทำให้งานหนักขึ้น ส่งของแพงขึ้น
ตัวอย่างน้ำหนักยอดนิยม
เอกสารทั่วไป: 70–80 แกรม
โบรชัวร์หรือแผ่นพับ: 128–157 แกรม
กล่องพรีเมียม: 250 แกรมขึ้นไป
ข้อควรระวัง : น้ำหนักมากเกินจำเป็นอาจทำให้หนังสือหนัก อ่านไม่สะดวก และต้นทุนรวมพุ่งโดยไม่จำเป็น
3. ความฟู (Bulk)
คืออะไร : ปริมาณอากาศในเนื้อกระดาษ เมื่อเทียบกับน้ำหนัก กระดาษที่ฟูจะหนาแต่ยังเบา
ทำไมสำคัญ : ช่วยให้งานดูหนาและมีมิติ โดยไม่เพิ่มน้ำหนักมาก เหมาะกับงานที่ต้องการภาพลักษณ์พรีเมียม
ตัวอย่าง
นิยายหรือหนังสือหรูบางเล่มใช้กระดาษฟู เพื่อให้เล่มดูหนาแต่ถือแล้วไม่หนัก
แคตตาล็อกขนาดกะทัดรัด ที่อยากให้รู้สึก “มีราคา” มักใช้กระดาษฟู
ข้อควรระวัง : ถ้าฟูเกินไปอาจรู้สึกไม่แน่น ไม่น่าเหมาะกับงานที่ต้องการทนทานสูงอย่างกล่องสินค้า
4. ความสว่าง (Brightness)
คืออะไร : ความสามารถในการสะท้อนแสงสีฟ้า วัดเป็นเปอร์เซ็นต์
ทำไมสำคัญ : ความสว่างสูงทำให้สีงานพิมพ์ดูสด คม และดึงสายตา
ตัวอย่างการเลือก
โบรชัวร์โฆษณา: ควรใช้กระดาษที่มีความสว่างราว 90% ขึ้นไป
หนังสือเด็ก: ใช้กระดาษขาวสด เพื่อให้รูปภาพโดดเด่น
ข้อควรระวัง : หากนำกระดาษขาวสว่างจัดไปใช้กับหนังสืออ่านนาน ๆ ผู้อ่านอาจล้าตา โดยเฉพาะในที่แสงแรง
5. โทนสี (Shade)
คืออะไร : สีพื้นของเนื้อกระดาษ เช่น ขาวนวล ขาวครีม เทาอ่อน
ทำไมสำคัญ : โทนสีส่งผลต่อบรรยากาศของงาน และความรู้สึกต่อแบรนด์
ตัวอย่างแนวทางเลือก
นิยายหรือหนังสืออ่านสบาย ๆ : นิยมใช้สีขาวนวล อ่านได้นาน ไม่แสบตา
หนังสือดีไซน์หรือโฆษณา: เลือกขาวสว่างเพื่อดันสีพิมพ์ให้ชัดและสด
ข้อควรระวัง : ถ้าโทนสีไม่เข้ากับคอนเซ็ปต์งาน อาจทำให้ภาพลักษณ์แบรนด์ดูหลุดธีม
6. ความทึบแสง (Opacity)
คืออะไร : ความสามารถในการป้องกันไม่ให้เห็นงานพิมพ์ทะลุจากอีกด้าน
ทำไมสำคัญ : มีผลมากกับงานพิมพ์สองหน้า ถ้าทึบไม่พอ ตัวหนังสืออีกฝั่งจะรบกวนการอ่าน
ตัวอย่าง
หนังสือและนิตยสารควรใช้กระดาษที่มีความทึบแสงมากกว่า 80%
ข้อควรระวัง : กระดาษบางที่ทึบแสงต่ำ จะทำให้หน้าอีกด้านโผล่มารบกวนสายตาอย่างเห็นได้ชัด
7. ความแกร่ง (Tensile Strength)
คืออะไร : ความทนต่อแรงดึงและการฉีกขาด
ทำไมสำคัญ : งานที่ต้องถูกจับ ถูกถือ ถูกหิ้วบ่อย ๆ เช่น ถุงกระดาษ กล่องขนส่ง ต้องใช้กระดาษที่แกร่งจริง
ตัวอย่าง
ถุงช้อปปิงของแบรนด์ต่าง ๆ มักใช้กระดาษคราฟท์ที่มีความเหนียวสูง
ข้อควรระวัง : กระดาษบางชนิดดูหนาแต่ความแกร่งต่ำ พอใช้งานจริงกลับขาดง่ายกว่าที่คิด
8. ผิวหน้ากระดาษ (Surface)
คืออะไร : ความเรียบหรือลักษณะผิวสัมผัสของกระดาษ
ทำไมสำคัญ : มีผลต่อการเกาะของหมึก ความคมชัด และฟีลลิ่งของงานโดยรวม
ตัวอย่าง
งานกราฟิกเน้นภาพ: ควรใช้กระดาษผิวเรียบหรือมัน เพื่อให้รายละเอียดชัด
หนังสือบางเล่มเลือกผิวด้าน เพื่อให้ลุคละมุน หรู และอ่านสบายตา
ข้อควรระวัง : ถ้าผิวหยาบมาก ภาพสีละเอียดจะไม่ชัดและสีไม่เนียนเท่าแผ่นผิวเรียบ
สรุปภาพรวม: เลือกกระดาษให้ตรงงาน ภายใน 1 นาที
ลองมองง่าย ๆ ว่า “งานของคุณต้องการอะไรเป็นหลัก?”
ถ้าต้องการ ความสวย สีสด งานพรีเมียม → มองไปที่ อาร์ตการ์ด, ฟอกขาว, ฟอยล์, พีวีซี
ถ้าต้องการ อ่านนาน ๆ สบายตา → เลือก กระดาษถนอมสายตา หรือปอนด์คุณภาพดี
ถ้าต้องการ ความแข็งแรงและการปกป้องสินค้า → ใช้ กล่องแป้ง, กระดาษคราฟท์, ลูกฟูก, จั่วปัง ตามระดับความทนทานที่ต้องการ
ถ้าต้องการ แจกจำนวนมาก เน้นประหยัด → กระดาษปรู๊ฟยังเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์
การเข้าใจทั้งชนิดและคุณสมบัติของกระดาษ จะช่วยให้คุณออกแบบงานได้สวยขึ้น ดูมืออาชีพขึ้น และยังวางงบประมาณได้คุมกว่าเดิม
ไม่ว่าจะเป็นโบรชัวร์ นามบัตร หนังสือ หรือกล่องบรรจุภัณฑ์ หากเลือกกระดาษถูกตั้งแต่ต้น งานของคุณจะดูมีคุณค่า และสื่อภาพลักษณ์แบรนด์ได้อย่างชัดเจน
FAQ คำถามยอดฮิตเรื่องกระดาษ
กระดาษสีน้ำตาลแผ่นใหญ่ เรียกว่าอะไร?
โดยทั่วไปมักเรียกว่า กระดาษคราฟท์ (Kraft Paper)
กระดาษมีกี่ขนาดมาตรฐานที่เจอบ่อย?
ขนาดยอดนิยม เช่น
A4: 210 × 297 มม.
A3: 297 × 420 มม.
A5: 148 × 210 มม.
ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษมีอะไรบ้าง?
ตัวอย่างเช่น
สมุดโน้ต
ถุงกระดาษ
กล่องบรรจุภัณฑ์
โปสเตอร์
การ์ดอวยพร
และสินค้าอื่น ๆ อีกจำนวนมากที่ดัดแปลงจากกระดาษได้อย่างสร้างสรรค์

