รับแอปรับแอป

มือใหม่ก็เลือกกระดาษได้เป๊ะ! คู่มือชนิดกระดาษและการใช้งานแบบเข้าใจง่ายในครั้งเดียว

ชาญณรงค์ วัฒนศรี01-30

เข้าโลกกระดาษแบบไม่งง เลือกครั้งเดียวจบ

กระดาษที่เราใช้กันทุกวัน ไม่ได้มีแค่แบบ “ขาว ๆ บาง ๆ” เท่านั้น แต่ซ่อนดีเทลไว้เพียบ ทั้งเนื้อสัมผัส สี ความหนา ไปจนถึงความรู้สึกที่ส่งต่อให้คนรับงานพิมพ์ของเรา

บทความนี้จะพาคุณไล่ดูตั้งแต่ความหมาย ความสำคัญของกระดาษ ไล่ไปจนถึงชนิดต่าง ๆ และคุณสมบัติที่ควรรู้ก่อนสั่งพิมพ์งานจริง เพื่อให้เลือกกระดาษได้ตรงงานและคุมภาพลักษณ์ได้แบบมืออาชีพ

กระดาษคืออะไร? ทำไมยังสำคัญในยุคดิจิทัล

ความหมายของกระดาษ

กระดาษคือวัสดุแผ่นบางที่ทำจากเส้นใยพืช เช่น เยื่อไม้ ฟาง หญ้า หรือเศษผ้า ผ่านกระบวนการอัด รีด แล้วทำให้แห้ง โดยไม่ต้องใช้สารเคมีเป็นตัวประสาน จึงถือเป็นวัสดุที่มีความเป็นธรรมชาติสูง และหยิบไปใช้ได้หลากหลาย ทั้งเขียน พิมพ์ ห่อ หรือทำบรรจุภัณฑ์

ความสำคัญของกระดาษในชีวิตและธุรกิจ

แม้ทุกอย่างจะมุ่งสู่โลกดิจิทัล แต่กระดาษยังไม่เคยหายไปจากชีวิตเรา และยังเป็นหัวใจของหลายอุตสาหกรรมด้วย

  • การใช้งานพื้นฐาน : ยังคงเป็นสื่อที่เชื่อถือได้สำหรับจดบันทึก เอกสารราชการ หนังสือพิมพ์ และงานพิมพ์ที่ต้องการ “จับต้องได้จริง”

  • อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ : กล่องสินค้า ถุงกระดาษ ซองแพ็กของ ล้วนขับเคลื่อนด้วยกระดาษจำนวนมหาศาล สอดรับกับการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและรีเทล

  • ด้านความยั่งยืน : เมื่อเทียบกับพลาสติกหรือโลหะ กระดาษรีไซเคิลได้ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า และตอบโจทย์เทรนด์รักษ์โลก

  • ด้านเศรษฐกิจ : อุตสาหกรรมกระดาษเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของหลายประเทศ รวมถึงไทย ที่มีทั้งโรงงานผลิต ส่งออก และต่อยอดเป็นสินค้าอีกมากมาย

  • นวัตกรรมการใช้งาน : จากแค่กระดาษเขียน กลายเป็นกระดาษชำระ กระดาษห่ออาหาร กระดาษทำเฟอร์นิเจอร์ชั่วคราว เช่น เก้าอี้กระดาษสำหรับงานอีเวนต์ ที่ทั้งเบาและสร้างสรรค์

กระดาษเรียกกันยังไงในงานพิมพ์

ในวงการงานพิมพ์ กระดาษมักถูกเรียกตามลักษณะเด่นของมัน เช่น

  • เรียกตามสัมผัสผิว: อาร์ตมัน, อาร์ตด้าน

  • เรียกตามสี: ฟอกขาว, สีน้ำตาล

  • เรียกตามงานที่ใช้: กระดาษโบรชัวร์, กระดาษทำกล่องบรรจุภัณฑ์

การเรียกชื่อลักษณะนี้ช่วยให้สื่อสารกับโรงพิมพ์ง่าย และเลือกกระดาษได้ตรงสเปคมากขึ้น

11 ประเภทกระดาษยอดนิยม ใช้กับงานแบบไหนถึงจะปัง

1. กระดาษอาร์ตการ์ด

  • ลักษณะ : เนื้อแน่น ผิวเรียบมาก มีทั้งแบบมันเงา (Art Glossy) และแบบด้าน (Art Matt) กระจายหมึกได้ดี

  • การใช้งาน : ใช้กับงานที่ต้องการภาพคม สีสด และความรู้สึกพรีเมียม เช่น โปสเตอร์ โบรชัวร์ ปกหนังสือ แผ่นพับโฆษณา

  • ข้อจำกัด

    • ผิวมันอาจสะท้อนแสงในที่สว่างจัด

    • ไม่เหมาะกับงานที่ต้องเขียนด้วยปากกา เพราะหมึกอาจไม่ค่อยเกาะ

2. กระดาษปอนด์

  • ลักษณะ : สีขาวธรรมชาติ ไม่เคลือบผิว ผิวด้านเล็กน้อย

  • การใช้งาน : เหมาะกับงานเอกสารทั่วไป สมุดโน้ต แบบฟอร์ม ใบเสร็จ และงานเขียนเยอะ ๆ

  • ข้อจำกัด

    • งานพิมพ์สีจะไม่สดเท่ากระดาษอาร์ต

    • มีโอกาสเหลืองกรอบหากเก็บไว้นาน

3. กระดาษกล่องแป้ง (Boxboard / Duplex Board)

  • ลักษณะ : โครงสร้างหลายชั้น ด้านหน้าเป็นกระดาษฟอกขาวเรียบ ส่วนด้านหลังมักเป็นเนื้อรีไซเคิล หยาบกว่า สีเทาหรือสีน้ำตาล

  • การใช้งาน : นิยมใช้ทำกล่องสินค้า เช่น กล่องขนม กล่องสบู่ กล่องรองเท้า กล่องเวชภัณฑ์

  • ข้อจำกัด

    • ด้านหลังไม่สวยนัก หากไม่พิมพ์หรือปิดทับอาจดูไม่หรู

    • ไม่เหมาะกับงานที่ต้องรับแรงกระแทกหนัก ๆ เท่ากระดาษลูกฟูก

4. กระดาษฟอยล์ (Foil Paper)

  • ลักษณะ : เคลือบผิวด้วยฟอยล์โลหะบาง ๆ เช่น สีเงิน สีทอง หรือสีพิเศษ ให้ความแวววาวสะดุดตา

  • การใช้งาน : ใช้กับงานที่ต้องการความหรูหรา เช่น การ์ดเชิญ กล่องเครื่องสำอาง ป้ายโฆษณาพรีเมียม ปกหนังสือหรู

  • ข้อจำกัด

    • ราคาสูงกว่ากระดาษทั่วไป

    • ผิวฟอยล์อาจหลุดร่อน หากไม่ได้เคลือบป้องกันดีพอ

5. กระดาษจั่วปัง (Greyboard)

  • ลักษณะ : เนื้อแข็งหนา สีเทา ผลิตจากเส้นใยรีไซเคิลอัดแน่น ความหนามักเริ่มที่ประมาณ 1 มิลลิเมตรขึ้นไป

  • การใช้งาน : ใช้เป็นโครงสร้างภายในปกแข็ง กล่องของขวัญ กล่องนาฬิกา และกล่องพรีเมียมต่าง ๆ

  • ข้อจำกัด

    • ผิวหยาบ มักต้องปิดทับด้วยกระดาษอาร์ตหรือวัสดุอื่นเพื่อความสวยงาม

    • น้ำหนักมาก ไม่เหมาะกับงานที่ต้องขนย้ายบ่อย ๆ

6. กระดาษถนอมสายตา

  • ลักษณะ : สีขาวนวลหรือเหลืองอ่อน ผิวด้าน ซึมซับหมึกได้ดี ไม่สะท้อนแสง

  • การใช้งาน : เหมาะกับหนังสือที่ต้องอ่านนาน ๆ เช่น นิยาย หนังสือวิชาการ เอกสารสำหรับเด็ก

  • ข้อจำกัด

    • โทนกระดาษออกนวล ทำให้ภาพสีหรือกราฟิกดูลดความสดลง

7. กระดาษฟอกขาว

  • ลักษณะ : สีขาวสว่างจัด เนื้อแน่น ผิวเรียบ

  • การใช้งาน : ใช้กับงานที่ต้องการภาพลักษณ์หรู เช่น นิตยสาร หนังสือพรีเมียม งานโฆษณาที่เน้นสีสดและความคมชัด

  • ข้อจำกัด

    • ราคาสูงกว่ากระดาษพื้นฐานหลายประเภท

    • ความขาวจัดอาจสะท้อนแสงจนทำให้ล้าตาเมื่ออ่านนาน ๆ

8. กระดาษเหนียว หรือ กระดาษคราฟท์ (Kraft Paper)

  • ลักษณะ : สีน้ำตาล เนื้อเหนียว แข็งแรง ฉีกยาก มีลายเส้นไฟเบอร์แบบธรรมชาติ

  • การใช้งาน : ถุงกระดาษ ซองไปรษณีย์ บรรจุภัณฑ์สินค้าออร์แกนิก แฮนด์เมด และงาน DIY ต่าง ๆ

  • ข้อจำกัด

    • ผิวหยาบ ทำให้งานพิมพ์รายละเอียดสูงหรือสีสดทำได้ไม่ง่าย

    • สีเนื้อกระดาษเข้ม อาจกลบสีพิมพ์บางเฉด

9. กระดาษลูกฟูก (Corrugated Paper)

  • ลักษณะ : โครงสร้างหลายชั้น มีลอนลูกฟูกตรงกลางช่วยเพิ่มความแข็งแรงและกันกระแทก

  • การใช้งาน : กล่องลัง กล่องขนส่งสินค้า กล่องพัสดุทุกขนาด

  • ข้อจำกัด

    • น้ำหนักมากกว่ากระดาษแบบแผ่นเดี่ยว

    • การพิมพ์บนผิวลูกฟูกต้องใช้เทคนิคเฉพาะ หากต้องการภาพคมชัด

10. กระดาษปรู๊ฟ

  • ลักษณะ : บาง เบา สีขาวออกเหลืองเล็กน้อย เนื้อค่อนข้างหยาบ ราคาถูกมากในกลุ่มกระดาษพิมพ์

  • การใช้งาน : หนังสือพิมพ์ แผ่นพับแจกฟรี ใบปลิวที่ไม่เน้นเก็บรักษายาว ๆ

  • ข้อจำกัด

    • ฉีกขาดง่าย

    • คุณภาพงานพิมพ์ต่ำ สีไม่สดและไม่คม

11. กระดาษพีวีซี (PVC Paper)

  • ลักษณะ : ผิวเรียบ เหนียว ทนต่อการฉีกขาด กันน้ำ และทนต่อสภาพอากาศได้ดี

  • การใช้งาน : นามบัตรกันน้ำ ป้ายโฆษณากลางแจ้ง ป้ายติดสินค้าแบบต้องใช้ภายนอกหรือโดนน้ำบ่อย

  • ข้อจำกัด

    • ราคาสูงกว่ากระดาษทั่วไป

    • ต้องใช้หมึกเฉพาะ เช่น หมึก UV หรือหมึกซับลิเมชันในการพิมพ์

ก่อนเลือกกระดาษ ต้องเข้าใจคุณสมบัติพื้นฐานให้ดี

การเลือกกระดาษไม่ใช่แค่ดูว่าสวยหรือถูก แต่คุณสมบัติในเนื้อกระดาษส่งผลต่อทั้ง คุณภาพงานพิมพ์ ประสบการณ์ใช้งาน และ ภาพลักษณ์แบรนด์ โดยตรง

มาดูทีละข้อว่าต้องโฟกัสอะไรบ้าง

1. ความหนา (Caliper)

  • คืออะไร : ระดับความหนาของแผ่นกระดาษ วัดเป็นไมครอน (µm) หรือมิลลิเมตร (mm)

  • ทำไมสำคัญ : มีผลต่อความรู้สึกตอนจับ และความแข็งแรงของงาน เช่น โปสเตอร์ที่บางเกินไปจะยับง่าย กล่องที่บางไปก็ดูไม่มั่นคง

  • ตัวอย่างใช้งาน

    • นามบัตรส่วนใหญ่ใช้ความหนาประมาณ 0.25–0.3 มิลลิเมตร

    • โปสเตอร์ติดผนังควรใช้กระดาษหนา 200 แกรมขึ้นไป เพื่อไม่ให้โค้งงอ

  • ข้อควรระวัง : หากหนาเกินไป เครื่องพิมพ์บางรุ่นอาจป้อนไม่ได้หรือติดขัดบ่อย

2. น้ำหนักกระดาษ (Gram หรือ GSM)

  • คืออะไร : น้ำหนักของกระดาษต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร (g/m²) ที่เราเรียกสั้น ๆ ว่า “แกรม”

  • ทำไมสำคัญ : ยิ่งแกรมสูง กระดาษมักยิ่งหนาและแข็งแรง แต่ก็ทำให้งานหนักขึ้น ส่งของแพงขึ้น

  • ตัวอย่างน้ำหนักยอดนิยม

    • เอกสารทั่วไป: 70–80 แกรม

    • โบรชัวร์หรือแผ่นพับ: 128–157 แกรม

    • กล่องพรีเมียม: 250 แกรมขึ้นไป

  • ข้อควรระวัง : น้ำหนักมากเกินจำเป็นอาจทำให้หนังสือหนัก อ่านไม่สะดวก และต้นทุนรวมพุ่งโดยไม่จำเป็น

3. ความฟู (Bulk)

  • คืออะไร : ปริมาณอากาศในเนื้อกระดาษ เมื่อเทียบกับน้ำหนัก กระดาษที่ฟูจะหนาแต่ยังเบา

  • ทำไมสำคัญ : ช่วยให้งานดูหนาและมีมิติ โดยไม่เพิ่มน้ำหนักมาก เหมาะกับงานที่ต้องการภาพลักษณ์พรีเมียม

  • ตัวอย่าง

    • นิยายหรือหนังสือหรูบางเล่มใช้กระดาษฟู เพื่อให้เล่มดูหนาแต่ถือแล้วไม่หนัก

    • แคตตาล็อกขนาดกะทัดรัด ที่อยากให้รู้สึก “มีราคา” มักใช้กระดาษฟู

  • ข้อควรระวัง : ถ้าฟูเกินไปอาจรู้สึกไม่แน่น ไม่น่าเหมาะกับงานที่ต้องการทนทานสูงอย่างกล่องสินค้า

4. ความสว่าง (Brightness)

  • คืออะไร : ความสามารถในการสะท้อนแสงสีฟ้า วัดเป็นเปอร์เซ็นต์

  • ทำไมสำคัญ : ความสว่างสูงทำให้สีงานพิมพ์ดูสด คม และดึงสายตา

  • ตัวอย่างการเลือก

    • โบรชัวร์โฆษณา: ควรใช้กระดาษที่มีความสว่างราว 90% ขึ้นไป

    • หนังสือเด็ก: ใช้กระดาษขาวสด เพื่อให้รูปภาพโดดเด่น

  • ข้อควรระวัง : หากนำกระดาษขาวสว่างจัดไปใช้กับหนังสืออ่านนาน ๆ ผู้อ่านอาจล้าตา โดยเฉพาะในที่แสงแรง

5. โทนสี (Shade)

  • คืออะไร : สีพื้นของเนื้อกระดาษ เช่น ขาวนวล ขาวครีม เทาอ่อน

  • ทำไมสำคัญ : โทนสีส่งผลต่อบรรยากาศของงาน และความรู้สึกต่อแบรนด์

  • ตัวอย่างแนวทางเลือก

    • นิยายหรือหนังสืออ่านสบาย ๆ : นิยมใช้สีขาวนวล อ่านได้นาน ไม่แสบตา

    • หนังสือดีไซน์หรือโฆษณา: เลือกขาวสว่างเพื่อดันสีพิมพ์ให้ชัดและสด

  • ข้อควรระวัง : ถ้าโทนสีไม่เข้ากับคอนเซ็ปต์งาน อาจทำให้ภาพลักษณ์แบรนด์ดูหลุดธีม

6. ความทึบแสง (Opacity)

  • คืออะไร : ความสามารถในการป้องกันไม่ให้เห็นงานพิมพ์ทะลุจากอีกด้าน

  • ทำไมสำคัญ : มีผลมากกับงานพิมพ์สองหน้า ถ้าทึบไม่พอ ตัวหนังสืออีกฝั่งจะรบกวนการอ่าน

  • ตัวอย่าง

    • หนังสือและนิตยสารควรใช้กระดาษที่มีความทึบแสงมากกว่า 80%

  • ข้อควรระวัง : กระดาษบางที่ทึบแสงต่ำ จะทำให้หน้าอีกด้านโผล่มารบกวนสายตาอย่างเห็นได้ชัด

7. ความแกร่ง (Tensile Strength)

  • คืออะไร : ความทนต่อแรงดึงและการฉีกขาด

  • ทำไมสำคัญ : งานที่ต้องถูกจับ ถูกถือ ถูกหิ้วบ่อย ๆ เช่น ถุงกระดาษ กล่องขนส่ง ต้องใช้กระดาษที่แกร่งจริง

  • ตัวอย่าง

    • ถุงช้อปปิงของแบรนด์ต่าง ๆ มักใช้กระดาษคราฟท์ที่มีความเหนียวสูง

  • ข้อควรระวัง : กระดาษบางชนิดดูหนาแต่ความแกร่งต่ำ พอใช้งานจริงกลับขาดง่ายกว่าที่คิด

8. ผิวหน้ากระดาษ (Surface)

  • คืออะไร : ความเรียบหรือลักษณะผิวสัมผัสของกระดาษ

  • ทำไมสำคัญ : มีผลต่อการเกาะของหมึก ความคมชัด และฟีลลิ่งของงานโดยรวม

  • ตัวอย่าง

    • งานกราฟิกเน้นภาพ: ควรใช้กระดาษผิวเรียบหรือมัน เพื่อให้รายละเอียดชัด

    • หนังสือบางเล่มเลือกผิวด้าน เพื่อให้ลุคละมุน หรู และอ่านสบายตา

  • ข้อควรระวัง : ถ้าผิวหยาบมาก ภาพสีละเอียดจะไม่ชัดและสีไม่เนียนเท่าแผ่นผิวเรียบ

สรุปภาพรวม: เลือกกระดาษให้ตรงงาน ภายใน 1 นาที

ลองมองง่าย ๆ ว่า “งานของคุณต้องการอะไรเป็นหลัก?”

  • ถ้าต้องการ ความสวย สีสด งานพรีเมียม → มองไปที่ อาร์ตการ์ด, ฟอกขาว, ฟอยล์, พีวีซี

  • ถ้าต้องการ อ่านนาน ๆ สบายตา → เลือก กระดาษถนอมสายตา หรือปอนด์คุณภาพดี

  • ถ้าต้องการ ความแข็งแรงและการปกป้องสินค้า → ใช้ กล่องแป้ง, กระดาษคราฟท์, ลูกฟูก, จั่วปัง ตามระดับความทนทานที่ต้องการ

  • ถ้าต้องการ แจกจำนวนมาก เน้นประหยัด → กระดาษปรู๊ฟยังเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์

การเข้าใจทั้งชนิดและคุณสมบัติของกระดาษ จะช่วยให้คุณออกแบบงานได้สวยขึ้น ดูมืออาชีพขึ้น และยังวางงบประมาณได้คุมกว่าเดิม

ไม่ว่าจะเป็นโบรชัวร์ นามบัตร หนังสือ หรือกล่องบรรจุภัณฑ์ หากเลือกกระดาษถูกตั้งแต่ต้น งานของคุณจะดูมีคุณค่า และสื่อภาพลักษณ์แบรนด์ได้อย่างชัดเจน

FAQ คำถามยอดฮิตเรื่องกระดาษ

กระดาษสีน้ำตาลแผ่นใหญ่ เรียกว่าอะไร?
โดยทั่วไปมักเรียกว่า กระดาษคราฟท์ (Kraft Paper)

กระดาษมีกี่ขนาดมาตรฐานที่เจอบ่อย?
ขนาดยอดนิยม เช่น

  • A4: 210 × 297 มม.

  • A3: 297 × 420 มม.

  • A5: 148 × 210 มม.

ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษมีอะไรบ้าง?
ตัวอย่างเช่น

  • สมุดโน้ต

  • ถุงกระดาษ

  • กล่องบรรจุภัณฑ์

  • โปสเตอร์

  • การ์ดอวยพร

  • และสินค้าอื่น ๆ อีกจำนวนมากที่ดัดแปลงจากกระดาษได้อย่างสร้างสรรค์