ภาพรวม: 2026 ปีที่ Google Ads เปลี่ยนโหมดเป็น AI เต็มตัว
ปี 2026 คือจุดเปลี่ยนสำคัญของ Google Ads สำหรับธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SME ที่งบไม่ได้เยอะ แต่ต้องการผลลัพธ์ที่คุ้มทุกบาททุกสตางค์
โลกโฆษณาออนไลน์กำลังขยับจากการ “คุมเองทุกคลิก” ไปสู่การ ปล่อยให้ AI ทำงานแทน แต่เราวางกรอบเกมให้ฉลาดขึ้น
หัวใจคือ 3 เรื่องนี้:
ใช้ AI ให้เต็มศักยภาพ (โดยเฉพาะ Performance Max, Smart Bidding)
วัดผล Conversion ให้แม่น ตั้งค่าถูกตั้งแต่แรก
ใช้ข้อมูลลูกค้า (First-Party Data) เป็นอาวุธหลักในยุคที่คุกกี้กำลังหายไป
โฟกัสอะไรใน Google Ads ปี 2026 ดี?
AI + Performance Max: เสาหลักของกลยุทธ์โฆษณา
ปี 2026 Google Ads เดินหน้าไปทางระบบอัตโนมัติเต็มตัว โดยมี Performance Max (PMax) เป็นตัวเอก แคมเปญเดียวแต่ยิงได้ข้ามทุกช่องทางของ Google ไม่ว่าจะเป็น:
Search
Display
YouTube
Discover
AI จะช่วยเลือกช่องทาง ครีเอทีฟ และข้อความที่น่าจะทำผลงานได้ดีที่สุดแบบอัตโนมัติ
แนวทางใช้ PMax ให้คุ้ม:
เตรียม Asset ให้หลากหลายทั้ง รูป, วิดีโอ, หัวข้อ, คำอธิบาย
ใส่ Audience Signal จากฐานลูกค้าปัจจุบัน หรือคนที่เคยเข้าเว็บไซต์
ตั้งค่า Conversion ให้ชัดและแม่น เพื่อให้ AI เรียนรู้จากข้อมูลที่ถูกต้อง
สำหรับธุรกิจที่มีสินค้าเยอะ หรือมีกลุ่มลูกค้าหลายเซกเมนต์ PMax มักให้ผลดีกว่า Search Campaign แบบเดิมได้ถึง ราว 30–40% ถ้าตั้งค่าถูกและปล่อยให้ระบบเรียนรู้เต็มที่
Conversion Tracking: วัดผลไม่แม่น = AI คิดผิดทั้งระบบ
AI จะฉลาดหรือไม่ ขึ้นกับข้อมูลที่คุณส่งให้มัน การ Tracking เลยสำคัญกว่าที่เคยในปี 2026
การตั้งค่าที่ควรมี:
เปิดใช้ Enhanced Conversions เพื่อส่งข้อมูลลูกค้าแบบเข้ารหัสให้แม่นขึ้น
ถ้ามีระบบหลังบ้าน ลองพิจารณา Server-Side Tracking เพื่อลดการสูญหายของข้อมูล
ใส่ Conversion Value ให้ชัด เพื่อให้ระบบตัดสินใจจากมูลค่าจริง ไม่ใช่แค่จำนวนครั้ง
First-Party Data: สมบัติที่คู่แข่งก็ลอกไม่ได้
เมื่อ Third-Party Cookie กำลังหมดบทบาท สิ่งที่ธุรกิจต้องหวงให้มากคือ ข้อมูลลูกค้าที่เก็บเอง (First-Party Data) เช่น อีเมล เบอร์โทร หรือข้อมูลจากระบบสมาชิก
การใช้ Customer Match ช่วยให้คุณ:
รีเทาร์เก็ตลูกค้าเก่า กลับมาซื้อซ้ำ
หาลูกค้าใหม่ที่คล้ายลูกค้าชั้นดี ผ่านกลุ่ม Lookalike
ทำแคมเปญเฉพาะกลุ่มที่มีโอกาสปิดการขายสูง
YouTube Ads และ Shorts: จอเดียวที่ทั้งสร้างการรับรู้และปิดการขาย
คนไทยใช้เวลาใน YouTube เฉลี่ยกว่าวันละ 30 นาที การลงทุนใน วิดีโอสั้นและ YouTube Shorts จึงกลายเป็นโอกาสทองของแบรนด์
จุดเด่นของ YouTube ในปี 2026 คือ:
ต้นทุนต่อ View ยังอยู่ในระดับที่คุ้มค่า
ยิงแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียด
ใช้ร่วมกับ PMax เพื่อเก็บสัญญาณกลุ่มลูกค้าที่สนใจจริงได้ดี
Demand Gen Campaign: ตัวตายตัวแทน Discovery ที่ไม่ควรมองข้าม
Demand Gen เข้ามาแทน Discovery Ads โดยยิงโฆษณาข้าม:
Gmail
Discover
YouTube
เป็นแคมเปญที่ใช้ AI หนัก เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการ:
เน้นสร้างการรับรู้แบรนด์
เปิดตัวสินค้าใหม่
เข้าถึงกลุ่มคนที่ยังไม่รู้จักแบรนด์มาก่อน แต่มีแนวโน้มสนใจ
สิ่งที่ควรเลี่ยง ถ้าไม่อยากเผางบฟรีในปี 2026
คุม Manual จน AI ทำงานไม่ทัน
ยุคนี้ถ้าคุณไปปรับทุกอย่างถี่เกินไป AI จะเรียนรู้ไม่ทัน และแคมเปญจะไม่เสถียร
แนวทางที่ปลอดภัยกว่า:
อย่าปรับโฆษณาบ่อยเกิน สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
หลังจากเปลี่ยนงบหรือกลยุทธ์สำคัญ ควรปล่อยให้ระบบเรียนรู้ 7–14 วัน ก่อนค่อยตัดสิน
ใช้ Broad Match แต่ไม่ใช้ Smart Bidding = เสี่ยงหมดงบไวมาก
การยิงคีย์เวิร์ดแบบ Broad Match โดยไม่จับคู่กับ Target CPA หรือ Target ROAS คือสูตรสำเร็จของการเปลืองงบ
เพราะระบบจะไปแสดงโฆษณากว้างมากจนกินงบกับกลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้าจริง
คำแนะนำคือ:
ถ้าจะใช้ Broad Match ควรจับคู่กับ Smart Bidding เสมอ
ลืมทำ Negative Keywords = เปิดประตูให้คำค้นผิดกลุ่ม
แม้ AI จะฉลาดขึ้น แต่การจัดการคำค้นยังต้องใช้ “มือมนุษย์” อยู่
สิ่งที่ควรทำเป็นประจำ:
ตรวจสอบ Search Terms Report
ใส่ Negative Keywords เพื่อกันคำค้นที่ไม่เกี่ยวข้องออก
ยิ่งปล่อยไว้นานเท่าไหร่ งบก็จะไหลไปกับคนที่ไม่เคยมีโอกาสซื้อจริงมากขึ้นเท่านั้น
พึ่ง Search Ads อย่างเดียว = พลาดลูกค้าอีกกองใหญ่
ลูกค้าไม่ได้อยู่แค่หน้า Search อย่างเดียวอีกต่อไป ถ้ายังลงแต่ Search เพียวๆ คุณกำลังปล่อยให้คู่แข่งตามเก็บลูกค้าจากช่องทางอื่น
ลองกระจายงบไปที่:
Performance Max
Display
YouTube
Shopping (ถ้ามีสินค้า E-commerce)
การกระจายช่องทางช่วยเพิ่ม Reach และมักทำให้ต้นทุนต่อ Conversion โดยรวมถูกลง
มือถือคือสนามตัดสินใจ: เว็บช้าเท่ากับแพ้ตั้งแต่หน้าแรก
ในหลายธุรกิจ ลูกค้าส่วนใหญ่คลิกจากมือถือ ถ้า Landing Page ไม่ตอบโจทย์ คุณจะเสียโอกาสแม้จะยิงโฆษณาดีแค่ไหนก็ตาม
สิ่งที่ควรเช็ก:
ความเร็วเว็บผ่าน PageSpeed Insights
ความเหมาะสมบนมือถือผ่าน Mobile-Friendly Test
ปุ่ม Call to Action (CTA) ต้องชัด กดง่าย ไม่เล็กเกินไป
ฟีเจอร์เด่นของ Google Ads ปี 2026 ที่ SME ควรลอง
Performance Max (PMax)
PMax เหมาะกับธุรกิจที่อยากกระจายโฆษณาหลายช่องทางในงบจำกัด และปล่อยให้ AI ช่วยจัดสรรให้เอง
วิธีเริ่มแบบไม่เสี่ยง:
ตั้งงบเริ่มต้นไม่สูงเกินไป
เก็บข้อมูล 2–4 สัปดาห์
ถ้าได้ Conversion ที่คุ้มค่า ค่อยๆ ไต่เพิ่มงบ
Smart Bidding: ให้ระบบช่วยคุมประสิทธิภาพตามเป้าธุรกิจ
เลือกรูปแบบการ Bid ให้ตรงเป้าหมายของคุณ:
Target CPA เหมาะกับสายเก็บ Leads
Target ROAS เหมาะกับ E-commerce ที่ดูยอดขายเทียบงบ
Maximize Conversions สำหรับงบจำกัด แต่เน้นปริมาณ Conversion
Maximize Conversion Value ถ้าแต่ละ Conversion มูลค่าไม่เท่ากัน
Responsive Search Ads (RSA)
RSA ช่วยให้ Google ทดสอบหลายๆ เวอร์ชันของข้อความโฆษณาให้เอง
แนวใช้แบบฉลาดๆ:
ใส่ Headline หลายแบบ ทั้งเชิงปัญหา-เชิงผลลัพธ์-เชิงโปรโมชัน
ใส่ Description หลายสไตล์แล้วปล่อยให้ระบบลองจับคู่
เช็ก Combination ที่ทำผลงานดี แล้วเอาไปต่อยอดคอนเทนต์อื่น
Google Ads Recommendations: ฟังได้ แต่ห้ามเชื่อตามทั้งหมด
แท็บคำแนะนำใน Google Ads มีประโยชน์ ถ้าใช้เป็น
จุดที่ควรเช็กเป็นพิเศษ:
การลบคีย์เวิร์ดที่ซ้ำซ้อนหรือกินกันเอง
การแนะนำคีย์เวิร์ดใหม่ที่มีแนวโน้มการค้นหาสูง
การแจ้งปัญหาเกี่ยวกับ Conversion Tracking
ส่วนคำแนะนำเรื่อง “เพิ่มงบ” ควร ประเมิน ROI ก่อนตัดสินใจ ไม่กดตามอัตโนมัติ
Offline Conversion Tracking
ถ้าธุรกิจของคุณปิดการขายที่หน้าร้าน หรือผ่านโทรศัพท์ การวัดผลเฉพาะออนไลน์อาจไม่สะท้อนความจริง
แนวทางที่ควรทำคือ:
อัปโหลดข้อมูลการซื้อจริงกลับเข้า Google Ads
ให้ระบบเรียนรู้ว่า ลูกค้าแบบไหนคือคนที่ “ซื้อจริง” ไม่ใช่แค่กดลงทะเบียนเล่นๆ
เชื่อม Google Ads เข้ากับ GA4
การเชื่อมกับ GA4 ทำให้เห็นภาพหลังคลิกแบบละเอียดขึ้น เช่น:
หน้าไหน Bounce Rate สูงผิดปกติ
เส้นทางผู้ใช้ก่อนซื้อสินค้าหรือกรอกฟอร์ม
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้คุณ ปรับ Landing Page และ Funnel การขาย ได้แม่นยำขึ้น
เคล็ดลับยิงแอดให้เข้าตลาดไทยจริงๆ
ใช้คีย์เวิร์ดไทยหลายสไตล์แบบคนจริงใช้กัน
อย่าติดอยู่กับคำทางการเกินไป คนค้นหามักใช้ภาษาพูด ลองผสมผสานคำค้นแบบต่างๆ เช่น:
“โฆษณา google” / “ลง ads” / “ยิงแอด”
“ขายของ online” / “เปิดร้านใน ig”
การใช้คีย์เวิร์ดที่สะท้อนภาษาคนจริง จะช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างแบบไม่เปลืองงบเกินจำเป็น
วางแผนล่วงหน้าก่อนช่วงขายพีก
อย่ารอให้ถึงฤดูกาลขายแล้วค่อยรีบเพิ่มงบ เพราะ AI ต้องใช้เวลาเรียนรู้
แนะนำให้เพิ่มงบก่อนช่วงพีก ประมาณ 1–2 เดือน เช่น:
ช่วงปีใหม่: สินค้าของขวัญและท่องเที่ยว
เดือนเมษายน: ของแต่งบ้าน ของใช้ในบ้าน
ก่อนเปิดเทอม: เสื้อผ้านักเรียน อุปกรณ์การเรียน
ยิงแบบเจาะพื้นที่ด้วย Location Targeting
แทนที่จะยิงกว้างทั้งเมืองใหญ่ ลองละเอียดขึ้นอีกขั้นด้วย:
เลือกยิงแบบรัศมีรอบร้าน
เลือกเจาะเฉพาะเขต หรือพื้นที่ที่รู้ว่าลูกค้าอาศัยอยู่จริง
แบบนี้ช่วยลดการจ่ายให้คนที่อยู่ไกลจนไม่มาใช้บริการแน่นอน
ใช้ Price Extension ช่วยกรองคนที่ไม่พร้อมซื้อ
การใส่ราคาล่วงหน้าใน Search Ads ผ่าน Price Extension ช่วยให้:
คนที่ไม่พร้อมจ่ายจะไม่กดเข้ามา
คนที่คลิกส่วนใหญ่มีโอกาสสูงจะเปลี่ยนเป็นลูกค้าจริง
ผลลัพธ์คือ คุณเสียค่าน้อยลงต่อคนที่ “สนใจเล่นๆ” และจ่ายเพิ่มให้คนที่มีโอกาสซื้อจริงมากขึ้น
สรุปสูตรยิง Google Ads 2026 สำหรับ SME ไทย
วิธีทำ Google Ads ให้คุ้มในปี 2026 ไม่ใช่การนั่งกดทีละเซตเหมือนเมื่อก่อน แต่คือการวางกรอบให้ AI เล่นเกมเก่งแทนเรา
สิ่งที่ควรยึดเป็นเช็กลิสต์:
ใช้ AI ให้เต็มที่ โดยเฉพาะ Performance Max และ Smart Bidding
ตั้งค่า Conversion Tracking ให้แม่น ตั้งแต่วันแรก
เก็บและใช้ First-Party Data เป็นทรัพยากรระยะยาว
กระจายโฆษณาทั้ง Search, Display, Video ไม่ยึดติดช่องทางเดียว
ไม่คุม Manual ถี่เกินไป ปล่อยให้ระบบเรียนรู้ให้จบรอบก่อนค่อยตัดสินใจ
ทดลองฟีเจอร์ใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ แล้วใช้ข้อมูลจริงเป็นตัวตัดสิน
โลกของ Google Ads เปลี่ยนเร็วมาก สิ่งที่เวิร์กวันนี้ อีก 6 เดือนอาจไม่แรงเท่าเดิมแล้วก็ได้
ธุรกิจที่รอดและโต คือธุรกิจที่ยอมเรียนรู้ตลอดเวลา ปรับเร็ว และใช้ AI เป็นเพื่อนร่วมทีม ไม่ใช่คู่แข่งในงบโฆษณาเดียวกัน

