รับแอปรับแอป

ทำยังไงให้คน “ยอมดูโฆษณา” ทั้งที่ไม่อยากดู? 4 สูตรลับจากผู้กำกับตัวท็อป

ศุภชัย เจริญผล01-30

ยุควิดีโอสั้นถล่มจอ แต่โฆษณายาวยังต้องรอด

ยุคนี้ใคร ๆ ก็เสพแต่ วิดีโอสั้น (Short Video) เลื่อนนิ้วปัดขึ้นแป๊บเดียวก็เปลี่ยนคลิปได้เป็นสิบ ๆ ทำให้พฤติกรรมการดูคอนเทนต์ของคนเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ

คำถามคือ แล้ว วงการหนัง กับวงการโฆษณา ที่ยังต้องเล่าเรื่องยาว ๆ จะเอาตัวรอดจากยุค “สมาธิสั้น” นี้ยังไง?

บนเวที DAAT DAY 2025 สองผู้กำกับอย่าง หมู – ชยนพ บุญประกอบ (GDH) และ เอ๋ – ธีระพล สุเนต์ตา (Suneta House) เลยมาแชร์มุมมองแบบตรง ๆ ว่า ถ้าโฆษณาคือสิ่งที่คน “ไม่อยากดูตั้งแต่แรก” จะทำยังไงให้เขายอม หยุดดู จนจบ

ประเด็นแรก: สั้นหรือยาวไม่สำคัญ เท่าทำให้คน “หยุดดู”

เอ๋ – ธีระพล มองต่างมุมไปเลยว่า จุดโฟกัสของการทำหนังโฆษณา ไม่ใช่ความยาว แต่คือการทำให้คนดู สิ่งที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะดู

เพราะสำหรับคนดูแล้ว โฆษณาคือสิ่งที่เขา ไม่อยากดูตั้งแต่แรก ดังนั้นโจทย์จริง ๆ คือ

  • จะทำให้คน หยุดเลื่อน หยุดกดข้าม ยังไง

  • จะทำให้คน ดูต่อ ทั้งที่ไม่ได้อยากดูยังไง

  • และยังต้อง ยัดเจตนาของลูกค้า เข้าไปในสิ่งที่คนอยากดูให้ได้

เขาอธิบายไว้น่าสนใจมากว่า โจทย์ของผู้กำกับโฆษณาไม่ใช่แค่จัดการกับ “เวลา” แต่คือการจัดการกับ ความรู้สึกต่อต้านโฆษณา ตั้งแต่เสี้ยววินาทีแรกที่คนเห็น

ด้าน หมู – ชยนพ ก็เสริมว่า โจทย์ของหนังยาวกับหนังโฆษณาจริง ๆ คล้ายกันเลย คือ ทั้งคู่ต้องทำให้คน “อยากดู”

โดยเฉพาะการทำหนังโรงในยุคนี้ ที่คนต้อง

  • เสียเวลาเดินทางไปโรง

  • มีตัวเลือกความบันเทิงอื่นเต็มไปหมด

  • ทั้งโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแน่นจอ

เพราะงั้น หนังหรือโฆษณาที่จะทำให้คนยอมเสียเวลา ต้องดึงดูดมากพอในทุกมิติ ตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาเห็น

ประเด็นที่สอง: ใช้ “ประสบการณ์ร่วม” ล็อกคนดูให้อยู่กับเรา

สำหรับ เอ๋ – ธีระพล เครื่องมือสำคัญในการทำให้คนไม่กดปิดโฆษณาคือ “ประสบการณ์ร่วมกัน” ระหว่างโฆษณากับคนดู

เพราะเมื่อคนดูรู้สึกว่า

  • โฆษณานี้ เข้าใจชีวิตเขา

  • เนื้อเรื่องหรือสถานการณ์ในหนังโฆษณา คล้ายสิ่งที่เขาเคยเจอ

  • ตัวละครในเรื่องเหมือน เพื่อนคนหนึ่ง มากกว่าจะเป็นแบรนด์ที่ห่างไกล

โฆษณาจะไม่ได้เป็น “ตัวรบกวน” แต่จะกลายเป็น เพื่อนคนหนึ่งที่มาชวนคุย

จุดเริ่มต้นง่าย ๆ คือการหยิบ ประสบการณ์ชีวิตของคนทำงานเอง มาตีความใหม่ สร้างเป็นเรื่องที่คนดูรู้สึกเชื่อมโยงได้

หมู – ชยนพ ก็เห็นด้วยในจุดนี้ เขามองว่าการทำหนังให้คนอยากดูก็ต้องอาศัย เรื่องราวที่คนมีประสบการณ์ร่วม เช่นกัน แต่แค่ “เหมือนชีวิตจริง” ยังไม่พอ ต้องมี ความใหม่มาก ๆ ผสมเข้าไปด้วย

เขายกตัวอย่างหนัง “ฉลาดเกมโกง” ที่เอาเรื่องการโกงข้อสอบ – เรื่องใกล้ตัวที่หลายคนเคยผ่าน – มาขยายเป็นหนังใหญ่

  • ประเด็นการสอบ คือสิ่งที่ทุกคนคุ้นเคย

  • แต่การเล่าเรื่องโกงข้อสอบแบบเข้มข้น ดิบ และจริงจัง คือ ของใหม่ในตลาดหนังไทย

นี่คือสูตรผสมระหว่าง

  • สิ่งที่คนเคยเจอมาก่อน (ประสบการณ์ร่วม)

  • กับ วิธีการเล่าที่แปลกใหม่มาก ๆ

ทำให้คนอยากดูต่อ เพราะทั้งรู้สึกใกล้ตัว และรู้สึกแปลกตาไปพร้อมกัน

แบรนด์ก็เป็นคนเหมือนกัน: “จริงใจ” ให้สุด คนจะไม่ปิดหนี

อีกวิธีสำคัญในการกันคนไม่ให้กดปิดโฆษณาคือการใส่ ความจริงใจ (Sincere) เข้าไปในงานแบบไม่หวง

ในมุมของ เอ๋ – ธีระพล วันนี้มันถึงจุดที่แบรนด์ควรยอมรับตรง ๆ ว่า

  • แบรนด์ก็คือมนุษย์

  • คนดูก็คือมนุษย์เหมือนกัน

ถ้าเราวางแบรนด์ไว้บนหิ้งให้ดู จับต้องไม่ได้ คนก็จะรู้สึกห่างทันที

ในทางกลับกัน การสื่อสารแบบเรียบง่าย ตรง ๆ ว่า

  • ของเราอาจจะไม่ได้เพอร์เฟกต์อย่างที่คิด

  • แต่เราตั้งใจทำสิ่งนี้มาก

  • เราอยากให้คุณลอง เปิดใจดูสักครั้ง

ความตรงไปตรงมานี่แหละ ที่ทำให้คนดู ยอมเปิดใจให้แบรนด์ ได้มากกว่าคำโฆษณาสวยหรูที่ท่องจำกันมา

เวลาโฆษณาในหนังใหญ่ “ความเนียน” สำคัญกว่าพื้นที่

พอพูดถึงการเอาแบรนด์เข้าไปอยู่ในหนัง หลายคนจะนึกถึงการ ไทอินแบบแข็ง ๆ ที่โผล่มาแบบไม่เข้าพวก

ถ้าเป็นหนังสั้นแนว ละครคุณธรรม การยัดโฆษณาแบบไม่เนียน คนดูอาจไม่อินหรือไม่สนใจเลยด้วยซ้ำ

แต่สำหรับ หนังใหญ่ที่ฉายในโรง เรื่องนี้ยิ่งสำคัญเข้าไปอีก เพราะ “ความเนียน” คือหัวใจของการไทอิน

ในมุมของ หมู – ชยนพ การเอาสินค้าเข้าไปอยู่ในเรื่องควรเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า

  • ในโลกของหนังเรื่องนี้ อะไรควรมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ

  • ตัวละครต้องใช้ชีวิตยังไง กิจกรรมอะไรที่เลี่ยงไม่ได้

จากนั้นค่อยเอาแบรนด์เข้าไปเชื่อม เช่น

  • ถ้าตัวละครต้องขับรถจริง ๆ ค่อยหาสปอนเซอร์รถมาอยู่ในเรื่อง

  • ถ้าอยากใส่น้ำดื่ม อาจต้องคิดวิธีเล่าใหม่ ให้โลโก้และสินค้า เป็นส่วนหนึ่งของฉากและตัวละคร ไม่ใช่แค่ยกขวดมาจ่อกล้อง

เพราะถ้าไทอินแบบแข็ง ๆ โผล่มาไม่เข้าที่ มันจะกลายเป็น ผลลบกับทั้งหนังและแบรนด์ ทันที

สรุป: ไม่ใช่สั้นหรือยาว แต่คือ “พลังหยุดคนดู” ต่างหาก

เมื่อตัวเลือกของคนดูมีเต็มไปหมด และ ความอดทนต่อสิ่งที่ไม่อยากดูมีน้อยลงทุกวัน การถกเถียงว่าโฆษณาควรสั้นหรือยาวอาจไม่ใช่ประเด็นหลักอีกต่อไป

สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสร้างคอนเทนต์ที่มี พลังหยุดคนดู ตั้งแต่วินาทีแรก แล้วพาเขาดูต่อให้จบแบบเต็มใจ

เครื่องมือสำคัญที่ทั้งสองผู้กำกับย้ำตรงกันคือ

  • ใช้ ประสบการณ์ร่วม เชื่อมโยงอารมณ์กับคนดู

  • เล่าเรื่องด้วย ความจริงใจแบบไม่เสแสร้ง

  • ทำให้แบรนด์ ดูเป็นมนุษย์ ไม่ใช่โลโก้ลอย ๆ

  • และเวลาไทอิน ต้องให้สินค้า เติบโตอยู่ในโลกของเรื่องอย่างเป็นธรรมชาติ

สุดท้ายแล้ว หัวใจของการสร้างคอนเทนต์ที่ดี ไม่ว่าจะเป็นหนังใหญ่หรือหนังโฆษณา ก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน คือการ เข้าใจมนุษย์ และเชื่อมต่อกับความรู้สึกของเขา

เพราะทั้งคนทำและคนดูล้วนเป็นมนุษย์ ที่มีอารมณ์ ความทรงจำ และประสบการณ์ชีวิตร่วมกันทั้งหมดนั่นเอง