รับแอปรับแอป

ฮาโกเนะ เอคิเด็น: 217 กม. ที่ไม่ได้วัดแค่ความเร็ว แต่พิสูจน์หัวใจนักวิ่งทั้งทีม

พิมพ์ชนก สุขใจ01-29

เช้าวันปีใหม่ที่ถนนไม่เคยหลับ: ฮาโกเนะ เอคิเด็น คืออะไร

ทุกเช้าวันที่ 2 และ 3 มกราคม ขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นยังดื่มด่ำบรรยากาศปีใหม่อย่างสงบ ถนนจากใจกลางโตเกียวมุ่งหน้าสู่ขุนเขาฮาโกเนะกลับเดือดพล่านไปด้วยเสียงเชียร์และฝีเท้าของเหล่านักวิ่งมหาวิทยาลัย

นี่คือเวทีของ ‘ฮาโกเนะ เอคิเด็น’ (Hakone Ekiden) การแข่งขันวิ่งผลัดทางไกลระดับมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ ทรงอิทธิพล และเปี่ยมมนต์ขลังที่สุดรายการหนึ่งของญี่ปุ่น ระยะทางรวมกว่า 217.1 กิโลเมตร ที่ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันกีฬา แต่คือพิธีกรรมเปิดปีใหม่ของทั้งประเทศ

ปี 2026 คือครั้งที่ 102 ของรายการนี้ และเป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอาโอยามะกาคุอิน ที่คว้าแชมป์สมัยที่ 9 พร้อมสร้างสถิติเวลารวมใหม่ 10 ชั่วโมง 37 นาที 34 วินาที และยังทำแฮตทริกแชมป์สามปีซ้อนอย่างสง่างาม

จากความพ่ายแพ้ของคนคนหนึ่ง สู่ตำนานของทั้งชาติ

จุดกำเนิดของฮาโกเนะ เอคิเด็น ไม่ได้เริ่มจากชัยชนะบนโพเดียม แต่เริ่มจากความเจ็บปวดของนักวิ่งเพียงคนเดียว นั่นคือ คานาคุริ ชิโซ ผู้ได้รับการยกย่องในเวลาต่อมาว่าเป็น “บิดาแห่งมาราธอนญี่ปุ่น”

หลังพบกับความผิดหวังอย่างหนักในโอลิมปิกปี 1912 เขาตั้งใจแน่วแน่ว่า ญี่ปุ่นต้องมีรากฐานด้านการวิ่งระยะไกลที่แข็งแกร่งระดับโลก เขาจึงมีส่วนผลักดันให้เกิดการแข่งขันเอคิเด็นขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1917 ก่อนจะพัฒนากลายเป็นรายการฮาโกเนะ เอคิเด็นในปี 1920

คำว่า ‘เอคิเด็น’ (駅伝) เองก็เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง

  • เอคิ (駅) แปลว่า สถานี

  • เด็น (伝) แปลว่า การส่งต่อ

ทั้งหมดจึงสื่อถึงการวิ่งจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง เพื่อส่งมอบ ‘ทาสึกิ’ (Tasuki) หรือสายสะพายผ้าชิ้นเล็กๆ ที่ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ของการผลัดเปลี่ยนตัว แต่มันคือการส่งต่อ ความหวัง ความรับผิดชอบ และศักดิ์ศรีของทั้งทีม

ใครกันที่มีสิทธิ์ได้ใส่รองเท้าวิ่งบนเส้นทางศักดิ์สิทธิ์นี้

ฮาโกเนะ เอคิเด็น ไม่ใช่รายการที่ใครอยากลงแล้วจะลงได้ การคัดเลือกสุดเข้มข้นตั้งแต่ระดับสถาบันไปจนถึงตัวบุคคล ทำให้ “การได้ยืนอยู่บนเส้นสตาร์ท” คือเกียรติยศขั้นแรกของนักวิ่งทุกคน

1. เงื่อนไขระดับมหาวิทยาลัย

นักวิ่งทุกคนต้องเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกของสมาพันธ์กรีฑาระหว่างวิทยาลัยแห่งภูมิภาคคันโต (KGRR) เท่านั้น

  • ข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์:

    • มีสิทธิ์เฉพาะมหาวิทยาลัยในภูมิภาคคันโต เช่น โตเกียวและจังหวัดโดยรอบ

    • มหาวิทยาลัยดังจากเกียวโต โอซาก้า ฟุกุโอกะ หรือพื้นที่อื่นๆ ไม่มีสิทธิ์ลงแข่งในรายการนี้

  • การคัดเลือกแบบทีม:

    • นักวิ่งไม่มีสิทธิ์สมัครแบบเดี่ยว

    • ต้องเป็นสมาชิกทีมกรีฑาหรือชมรมวิ่งระยะไกลของมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ

2. คุณสมบัตินักวิ่งแต่ละคน

เมื่อผ่านด่านระดับมหาวิทยาลัยแล้ว ยังต้องเข้ารอบในฐานะหนึ่งใน 10 ตัวจริง จากรายชื่อที่ขึ้นทะเบียนไว้ไม่เกิน 16 คนของทีม

เงื่อนไขหลักมีดังนี้

  • เพศและระดับการศึกษา:

    • ตามธรรมเนียมและกติกาปัจจุบัน จำกัดเฉพาะนักศึกษาชายระดับปริญญาตรี

  • เกณฑ์เวลา (Performance Standard):

    • ต้องทำเวลาตามมาตรฐานที่กำหนด ในรายการวิ่ง 10,000 เมตร หรือฮาล์ฟมาราธอนที่ได้รับรอง

    • หากทำเวลาไม่ถึงเกณฑ์ แม้มีพรสวรรค์ก็ไม่มีสิทธิ์ขึ้นทะเบียนแข่ง

  • สถานภาพนักศึกษา:

    • ต้องมีสถานะเป็นนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่

    • ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปริญญาตรี แต่บางกรณีอาจเปิดโอกาสให้นักศึกษาบัณฑิตศึกษาที่ยังมีสิทธิ์แข่งลงสนามได้

3. เส้นทางสู่การยืนบนเส้นสตาร์ท

การจะได้ปรากฏตัวในวันแข่งจริง มี 3 เส้นทางหลักที่ทีมต้องฝ่าฟัน

  • ทีมวาง (Seeded Teams):

    • ทีมที่ติดอันดับ Top 10 จากปีที่แล้วได้สิทธิ์เข้าแข่งอัตโนมัติในปีถัดไป

  • รอบคัดเลือก (Yosenkai):

    • ทีมที่ไม่ติด Top 10 ต้องลงแข่งรอบคัดเลือกในเดือนตุลาคม

    • เป็นการวิ่งฮาล์ฟมาราธอน โดยจะนำเวลารวมของนักวิ่งที่ดีที่สุด 10 คนแรกของแต่ละทีมมาจัดอันดับ

    • 10 ทีมที่ทำเวลารวมดีที่สุดจะได้สิทธิ์เข้ารอบ

  • ทีมรวมดาราคันโต (Select Team):

    • สำหรับนักวิ่งที่เก่งมากแต่ทีมต้นสังกัดไม่ผ่านเข้ารอบ

    • จะถูกรวมตัวกันเป็น “ทีมรวมดารา” ในนามคันโต

    • ผลงานของทีมนี้โดยมากจะไม่ถูกนับในอันดับทางการ แต่คือโอกาสให้ดาวเด่นได้สัมผัสเวทีประวัติศาสตร์

4. บทบาทของนักศึกษาต่างชาติ

นักวิ่งต่างชาติสามารถลงแข่งได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กติกาเหล็กที่เข้มงวดมาก

  • ในรายชื่อขึ้นทะเบียน 16 คน อาจมีนักศึกษาต่างชาติหลายคนก็ได้

  • แต่ วันแข่งจริง อนุญาตให้นักศึกษาต่างชาติลงวิ่งได้ เพียง 1 ช่วงจาก 10 ช่วงเท่านั้น

  • ช่วงยอดนิยมที่ทีมมักเลือกส่งนักวิ่งต่างชาติลง คือ ช่วงที่ 2 (Flower Stage) ช่วงสุดโหดที่มักรวมตัวบรรดานักวิ่งระดับปีศาจของแต่ละทีมเอาไว้

217 กม. แห่งความทรหด: เส้นทางที่วัดทั้งร่างกายและหัวใจ

ฮาโกเนะ เอคิเด็นคือการวิ่งผลัด 10 ช่วง ระยะทางรวมกว่า 217.1 กม. แบ่งเป็น วันละ 5 ช่วง นักวิ่งแต่ละคนจึงต้องรับผิดชอบระยะทางเฉลี่ยมากกว่า 20 กม. ภายใต้กฎที่โหดและละเอียดแบบฉบับญี่ปุ่น

  • แต่ละช่วงมี จุดให้น้ำเพียงจุดเดียว

  • หากมีนักวิ่งเพียงหนึ่งคนวิ่งไม่จบ ทั้งทีมต้องออกจากการแข่งขันทันที

นี่จึงไม่ใช่สนามที่ใครจะวิ่งเพื่อตัวเลขเวลาในนาฬิกาตัวเอง แต่คือการวิ่งโดยมีความหวังของเพื่อนร่วมทีมอีก 9 คนแบกอยู่บนบ่า

ขาไป: โตเกียวสู่ฮาโกเนะ – วันแรก 107.5 กม.

สตาร์ท 2 มกราคม จากหน้าอาคารสำนักงานหนังสือพิมพ์โยมิอุริ ชิมบุน (Otemachi) มุ่งหน้าสู่ทะเลสาบอาชิในฮาโกเนะ

1) ช่วงที่ 1 (21.3 กม.): Otemachi → Tsurumi
เส้นทางค่อนข้างราบ ใช้เป็นเวทีสงครามประสาทและการจัดจังหวะของกลุ่มนำ เพื่อชิงตำแหน่งที่ดีตั้งแต่เริ่ม

2) ช่วงที่ 2 (23.1 กม.): Tsurumi → Totsuka
ช่วงที่ยาวที่สุดของขาไป มักเป็นสนามของนักวิ่งระดับ เอซ (Ace) ที่ทีมฝากชะตากรรมไว้ มีเนิน Gonnazaka ที่ขึ้นชื่อว่าท้าทายทั้งกำลังขาและใจ

3) ช่วงที่ 3 (21.4 กม.): Totsuka → Hiratsuka
เส้นทางเลียบชายฝั่งทะเล Shonan วิวสุดงาม เห็นภูเขาไฟฟูจิได้ในวันฟ้าเปิด แต่ต้องรับมือกับลมทะเลที่พร้อมจะสาดใส่ได้ทุกเมื่อ

4) ช่วงที่ 4 (20.9 กม.): Hiratsuka → Odawara
เริ่มเจอเนินสลับไปมา ใช้พลังไม่น้อย เป็นช่วงสุดท้ายก่อนเข้าสู่เขตภูเขาอย่างจริงจัง

5) ช่วงที่ 5 (20.8 กม.): Odawara → Hakone (Ashinoko)
นี่คือหนึ่งในช่วงที่ขึ้นชื่อว่าโหดสุดของทั้งรายการ นักวิ่งต้องไต่จากระดับเกือบติดทะเล ขึ้นไปยังระดับความสูง 874 เมตร อุณหภูมิจะค่อยๆ ลดต่ำลง ขณะร่างกายกลับร้อนจัดจากการเลือกว่าจะ “เร่ง” หรือ “ประคอง” เพื่อไม่พังกลางทาง

ขากลับ: จากภูเขาสู่เมืองใหญ่ – วันที่สอง 109.6 กม.

เริ่ม 3 มกราคม จากทะเลสาบอาชิ กลับสู่จุดเริ่มต้นที่โตเกียว

6) ช่วงที่ 6 (20.8 กม.): Hakone → Odawara
วิ่งลงเขาด้วยความเร็วสูงในตอนเช้ามืด อากาศหนาวจัด แต่แรงกระแทกที่เข่ากลับหนักหน่วง นักวิ่งต้องคุมสมดุลระหว่างความเร็วกับการรักษาโครงสร้างร่างกาย

7) ช่วงที่ 7 (21.3 กม.): Odawara → Hiratsuka
อุณหภูมิเริ่มเปลี่ยนจากความหนาวเย็นของป่าไปสู่แดดริมทะเล เป็นช่วงเปลี่ยนสภาพร่างกายและสภาพสนามที่ต้องปรับตัวเร็ว

8) ช่วงที่ 8 (21.4 กม.): Hiratsuka → Totsuka
เจอเนิน Yugizaka ที่สามารถเปลี่ยนรูปขบวนของการแข่งขันได้ภายในเวลาไม่กี่นาที เส้นนี้จึงเต็มไปด้วยดราม่าเรื่องอันดับ

9) ช่วงที่ 9 (23.1 กม.): Totsuka → Tsurumi
ยาวที่สุดของขากลับ และบั่นทอนทั้งร่างกายและจิตใจที่สุด หลายปีการตัดสินแชมป์–รองแชมป์เกิดขึ้นในช่วงนี้

10) ช่วงที่ 10 (23.0 กม.): Tsurumi → Otemachi
ช่วงสุดท้ายสู่ใจกลางโตเกียว ท่ามกลางเสียงเชียร์ริมทางหนาแน่นมหาศาล นักวิ่งต้องวิ่งพร้อมกล้ามเนื้อที่แทบหมดแรง แต่หัวใจกลับถูกอัดแน่นด้วยเสียงสนับสนุนจนถึงเส้นชัย

‘สายสะพายสีขาว’ กับกฎที่บีบหัวใจคนทั้งทีม

หนึ่งในกติกาที่สะท้อนทั้งความเข้มงวดและความดราม่าของฮาโกเนะ เอคิเด็น คือระบบ “เส้นตายเวลา” หรือ Time Limit ที่เกี่ยวข้องกับการ ปล่อยตัวล่วงหน้า

  • หากนักวิ่งของทีมใดตามหลังจ่าฝูงเกิน 20 นาที

  • นักวิ่งคนถัดไปต้องถูกปล่อยตัวออกไปต่อทันที โดยไม่ต้องรอรับทาสึกิจากเพื่อน

  • เขาจะต้องสวม สายสะพายสีขาว ที่กรรมการเตรียมไว้ แทนสายสะพายสีประจำมหาวิทยาลัย

ภาพที่นักวิ่งช่วงก่อนหน้าเร่งฝีเท้าสุดชีวิตเพื่อส่งทาสึกิให้ทันเวลา แต่กลับเห็นเพื่อนร่วมทีมถูกบังคับให้ออกวิ่งไปก่อน พร้อมสายสะพายสีขาวแทนความตั้งใจของทีม คือช่วงเวลาที่สะเทือนใจที่สุดช่วงหนึ่งของการแข่งขัน

ในเชิงสัญลักษณ์ มันคือการที่ “สายใยแห่งความพยายามของทั้งทีมขาดลงกลางทาง” แม้การแข่งขันยังดำเนินต่อไป แต่ความฝันของทีมในปีนั้นก็แทบจะปิดฉากลงในวินาทีนั้นเอง

เส้นทาง 217 กม. นี้จึงไม่ได้วัดแค่พละกำลัง แต่ยังวัดการวางแผนในระดับละเอียดมาก ว่าควรส่งใครลงช่วงไหน ใครรับผิดชอบทางราบ ทางเขา ทางลง หรือช่วงดวลกันด้วยจังหวะจิตวิทยา เพื่อให้ทีมเดินหน้าไปแบบไม่สะดุด

ฮาโกเนะ เอคิเด็น: ภาพจำลองสังคมญี่ปุ่นบนถนนสายยาว

บนถนนที่เชื่อมระหว่างตึกสูงในโตเกียวกับภูเขาแห่งฮาโกเนะ จากลมทะเลสู่ความหนาวคมในเช้าต้นปี ฮาโกเนะ เอคิเด็นทำหน้าที่มากกว่าการเป็นทัวร์นาเมนต์วิ่งทางไกล

มันคือภาพจำลองของสังคมญี่ปุ่นที่ให้คุณค่ากับ วินัย ความอดทน และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม มากกว่าความโดดเด่นของใครคนหนึ่ง

นักวิ่งแต่ละคนไม่ได้ออกวิ่งเพื่อทำเวลา PB ของตัวเอง หากแต่ต้องวิ่งเพื่อ รักษาจังหวะของทีม ให้ดำเนินต่อไปโดยไม่แตกแถว ไม่พังกลางทาง และไม่ทำให้สายทาสึกิต้องหยุดลงก่อนถึงมือเพื่อนคนต่อไป

ในมุมนี้ การเริ่มต้นปีใหม่สำหรับสังคมญี่ปุ่น จึงไม่ได้วัดกันที่ “วิ่งได้เร็วแค่ไหน” แต่อยู่ที่ “จะก้าวไปพร้อมกันได้ไกลแค่ไหนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

The Power of Tasuki: จิตวิญญาณที่วิ่งไปพร้อมสายสะพาย

1. คุณค่าทางจิตวิญญาณและสังคม

สายสะพาย ทาสึกิ ไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ในเกมกีฬา แต่มันคือสัญลักษณ์ของ ความเชื่อใจและความรับผิดชอบร่วมกัน

การที่นักวิ่งคนหนึ่งต้องกัดฟันวิ่งจนถึงจุดส่งตัว แม้จะหมดแรงจนแทบทรุด หมายถึงการยืนยันว่า “ฉันจะไม่ทำให้สายโซ่แห่งความพยายามของทีมต้องขาดเพราะฉัน”

ฮาโกเนะ เอคิเด็นจึงกลายเป็นพื้นที่ที่สะท้อนแนวคิด Collectivism หรือความสำคัญของส่วนรวมได้อย่างทรงพลัง การส่งต่อทาสึกิคือการส่งต่อความไว้ใจ ความทุ่มเท และภารกิจที่ทุกคนต้องทำให้ดีที่สุดในช่วงของตัวเอง

2. แรงบันดาลใจในวัฒนธรรมร่วมสมัย

เรื่องราวของฮาโกเนะ เอคิเด็นถูกเล่าซ้ำผ่านสื่อยอดนิยม ทั้งนิยายและแอนิเมชันอย่าง “Run with the Wind” (ทะยานไปกับสายลม) ที่ถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า

ชัยชนะไม่ได้หมายถึงการเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่งเสมอไป แต่คือการค้นพบความหมายของการวิ่งร่วมกับผู้อื่น

สำหรับผู้ชมชาวญี่ปุ่น การได้เห็นเหล่านักศึกษาวิ่งท่ามกลางลมหนาวต้นปี คือการเติมไฟในใจให้ลุกโชน เพื่อใช้เป็นพลังตั้งต้นของปีใหม่ทั้งปี

จากถนนสู่เมือง จากเมืองสู่ทั้งประเทศ

3. ฮาโกเนะ เอคิเด็นกับการพัฒนาเมืองและชาติ

ฮาโกเนะ เอคิเด็น ไม่ได้สร้างผลกระทบเฉพาะในสนามหรือบนหน้าจอทีวี แต่ยังส่งต่อพลังเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอย่างชัดเจน

  • การสร้างอัตลักษณ์เมือง:

    • เมืองฮาโกเนะและจังหวัดคานางาวะถูกจดจำว่าเป็น “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของนักวิ่ง”

    • ช่วงปีใหม่กลายเป็นฤดูกาลที่นักท่องเที่ยวและแฟนนักวิ่งหลั่งไหลไปสัมผัสเส้นทางจริง กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

  • โรงเรียนสร้างแชมป์ระดับโลก:

    • รายการนี้ทำหน้าที่เสมือนโรงเรียนฝึกนักวิ่งระยะไกลชั้นนำของญี่ปุ่น

    • นักวิ่งจำนวนมากจากรายการนี้ก้าวสู่เส้นทางอาชีพและเวทีโลก

    • ตัวอย่างเช่น:
      • โทชิฮิโกะ เซโกะ: ครองสถิติความเร็วในช่วงที่ 2 สองสมัย ก่อนจะคว้าแชมป์บอสตันมาราธอนถึงสามครั้ง และสร้างสถิติโลกในระยะ 25 กม. และ 30 กม.

      • ฮิโรมิ ทานิกุชิ: ทำเวลาสุดโหดในช่วงที่ 6 ถึงสามครั้ง ก่อนกลายเป็นนักวิ่งมาราธอนญี่ปุ่นคนแรกที่วิ่งต่ำกว่า 2.10 ชั่วโมง (2.09 ชม. ในปี 1987) และคว้าแชมป์โตเกียวมาราธอน 1991

  • ความเป็นปึกแผ่นของชุมชน:

    • การถ่ายทอดสดฮาโกเนะ เอคิเด็นทำให้คนทั้งชาติได้ดูสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน กลายเป็น วัฒนธรรมร่วม (Common Culture) ที่เชื่อมคนหลายรุ่นเข้าด้วยกัน

    • เรตติ้งทางทีวีของรายการนี้มักแตะระดับ 25–30% ของทั้งประเทศอย่างต่อเนื่อง

    • ปี 2026 ยอดผู้ชมรวมสองวันสูงถึง 56,217,000 คน ตัวเลขที่พิสูจน์ว่า ฮาโกเนะ เอคิเด็นคือหนึ่งในปรากฏการณ์กีฬาแห่งชาติอย่างไม่ต้องสงสัย

หนึ่งในจุดไฮไลต์สำหรับแฟนตัวจริงคือ Hakone Ekiden Museum ใกล้เส้นชัยช่วงที่ 5 ที่รวบรวมประวัติศาสตร์ รายชื่อผู้ชนะ และเรื่องเล่าบนถนนสายนี้ไว้อย่างแน่นขนัด ใครรักการวิ่งระยะไกล หากได้ไปเยือนฮาโกเนะสักครั้ง นี่คือสถานที่ที่ไม่ควรพลาด

ตำนานคานาคุริ ชิโซ: มาราธอนที่ยาวนานกว่าชีวิตนักวิ่งทั่วไป

เรื่องราวของ คานาคุริ ชิโซ เป็นเหมือนบทสรุปของปรัชญาการวิ่งแบบญี่ปุ่นอย่างสมบูรณ์แบบ เขาถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ในฐานะคนที่เข้าเส้นชัยเร็วที่สุด แต่ในฐานะคนที่ใช้เวลานานที่สุดกว่าจะข้ามเส้นชัยได้สำเร็จ

เขาเกิดในปี 1891 ที่จังหวัดคุมาโมโตะ ในยุคที่ญี่ปุ่นเพิ่งเริ่มรู้จักกีฬาสากล คานาคุริคือคนรุ่นบุกเบิกที่เชื่อว่าการวิ่งระยะไกลไม่ใช่แค่เรื่องของสถิติ แต่คือ วินัยและจิตวิญญาณ ที่ต้องฝึกฝนอย่างยาวนาน

ความเชื่อนี้พาเขาเดินทางไกลไปสู่โอลิมปิกสตอกโฮล์มปี 1912 หนึ่งในโอกาสแรกๆ ที่ญี่ปุ่นได้ยืนบนเวทีโลก

แต่ระหว่างการแข่งขันมาราธอน อากาศที่ร้อนจัด การเดินทางที่ยาวนาน และการเตรียมตัวที่ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้เขา หมดแรงกลางทาง ต้องรับการช่วยเหลือจากชาวบ้าน ก่อนจะเดินทางกลับญี่ปุ่นโดยไม่ได้แจ้งฝ่ายจัดการแข่งขัน

ผลคือชื่อของเขาถูกจารึกในฐานะนักวิ่งที่ “หายตัวไป” จากสนามมาราธอน เรื่องราวที่ในมุมหนึ่งคือความล้มเหลว แต่กลับกลายเป็นตำนานที่โลกไม่เคยลืม

กว่าครึ่งศตวรรษต่อมา ในปี 1967 ทางการสวีเดนเชิญเขากลับไปยังเส้นชัยเดิม เพื่อให้เขาได้ “ปิดจบ” มาราธอนครั้งนั้นอย่างเป็นทางการ

บนเส้นทางเดียวกัน แต่ในวัยชรา นาฬิกาจับเวลาหยุดลงที่ตัวเลขสุดเหลือเชื่อ:
54 ปี 8 เดือน 6 วัน 5 ชั่วโมง 32 นาที 20 วินาที

มันคือ “สถิติมาราธอนที่ยาวนานที่สุดในโลก” ในเชิงสัญลักษณ์ และเป็นภาพที่กินใจมากกว่าชัยชนะใดๆ ที่เกิดขึ้นในเวลา 2 ชั่วโมงกว่าๆ เสียอีก

อย่างไรก็ตาม มรดกของคานาคุริตัวจริงไม่ใช่ตัวเลขเวลา หากคือสิ่งที่เขาทำหลังกลับญี่ปุ่น เขาอุทิศชีวิตให้การวางโครงสร้างกรีฑาและมาราธอน สร้างระบบการแข่งขัน สนับสนุนกีฬามหาวิทยาลัย และหล่อหลอมวัฒนธรรมการวิ่งให้หยั่งรากในสังคมญี่ปุ่น

เขาจึงถูกยกย่องอย่างเหมาะสมว่าเป็น “บิดาแห่งมาราธอนญี่ปุ่น”

เรื่องของคานาคุริไม่ใช่เรื่องของคนแพ้ แต่คือเรื่องของคนที่ ไม่ยอมเลิกวิ่ง แม้เส้นชัยจะอยู่ไกลเกินกว่าทุกคนจะคาดคิด

และเขาสอนโลกไว้อย่างเงียบๆ ว่า:

บางครั้ง เป้าหมายที่ทรงคุณค่ามากที่สุด ไม่ได้อยู่ที่การไปถึงให้เร็วที่สุด แต่อยู่ที่ การไม่หยุดเดิน ไม่เลิกล้ม และไม่ถอดใจกลางทางเลยแม้แต่วินาทีเดียว

บทสรุป: ฮาโกเนะ เอคิเด็น ในฐานะบทเรียนชีวิตของนักวิ่งทุกคน

เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดระยะทาง 217.1 กม. จะเห็นชัดว่า ฮาโกเนะ เอคิเด็นไม่ใช่แค่การวิ่งจากจุด A ไปจุด B แต่มันคือการหลอมรวม

  • ประวัติศาสตร์ของนักวิ่งบุกเบิก

  • วัฒนธรรมการให้คุณค่ากับทีมมากกว่าตัวบุคคล

  • หัวใจของคนทั้งชาติที่ร่วมลุ้นผ่านหน้าจอและริมทาง

ทั้งหมดถูกผูกเข้าหากันด้วย สายสะพายทาสึกิเส้นเล็กๆ ที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น จากมือหนึ่งไปสู่อีกมือหนึ่ง

สำหรับคนที่รักการวิ่งมาราธอนหรือวิ่งระยะไกล ฮาโกเนะ เอคิเด็นคือคำเตือนที่ชัดเจนว่า

ไม่มีใครวิ่งไปข้างหน้าได้โดยลำพัง และชัยชนะที่แท้จริง คือการพาทั้งทีมไปถึงเส้นชัยพร้อมกัน

และบางที ในชีวิตจริงของเราแต่ละคน การวิ่งให้ไกลอย่างสม่ำเสมอไปพร้อมกับคนที่เราเชื่อใจ อาจมีความหมายมากกว่าการวิ่งให้เร็วเพียงลำพังในวันใดวันหนึ่งก็เป็นได้