น้ำท่วมใหญ่ ภาคใต้กับวิกฤติสัตว์เลี้ยง
สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้รอบนี้ ไม่ได้กระทบแค่บ้านคนหรือถนนหนทาง แต่ยังซัดเข้าใส่ฟาร์มสัตว์เลี้ยงแบบเต็ม ๆ จนสัตว์จำนวนมากต้องอพยพหนีน้ำ บางส่วนบาดเจ็บ ป่วย หรือตายจากเหตุอุทกภัย
ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม 9 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สตูล ปัตตานี สงขลา ตรัง และนราธิวาส มีสัตว์เลี้ยงได้รับผลกระทบรวมกว่า 10.9 ล้านตัว
ประกอบด้วย
โค 335,382 ตัว
กระบือ 7,354 ตัว
สุกร 265,146 ตัว
แพะและแกะ 181,057 ตัว
สัตว์ปีก 10,172,887 ตัว
ยังไม่รวมพื้นที่แปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ที่เสียหายกว่า 7,721.60 ไร่ ทำให้แหล่งอาหารสัตว์ธรรมชาติหายไปในพริบตา
ตัวเลขจริงที่น่าตกใจ: สัตว์ตาย-สูญหายนับหมื่น
จากการสำรวจเบื้องต้น พบสัตว์ตายและสูญหายรวมทั้งสิ้น 78,721 ตัว ใน 8 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง ตรัง นครศรีธรรมราช ปัตตานี สตูล สุราษฎร์ธานี นราธิวาส และสงขลา
แยกตามชนิดสัตว์ได้ดังนี้
โคและกระบือ 1,439 ตัว
สุกร 8 ตัว
แพะ 98 ตัว
แกะ 21 ตัว
สัตว์ปีก 77,155 ตัว
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือ รายได้ อนาคต และความหวังของเกษตรกรทั้งครอบครัว
มาตรการช่วยเหลือด่วน: อาหาร ยา การอพยพ
เพื่อพยุงสถานการณ์ไม่ให้วิกฤติหนักไปกว่านี้ หน่วยงานด้านปศุสัตว์ได้เร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือฟาร์มและเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์แบบเร่งด่วน โดยมีมาตรการหลัก ๆ ดังนี้
แจกจ่ายหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน รวมทั้งสิ้น 444,560 กิโลกรัม ช่วยประคองให้สัตว์ยังมีอาหารในช่วงแปลงหญ้าเสียหาย
อพยพสัตว์เลี้ยงออกจากพื้นที่เสี่ยง รวม 56,373 ตัว ลดโอกาสสัตว์จมน้ำ ติดเชื้อ หรือเครียดจากสภาพแวดล้อมเลวร้าย
สนับสนุนชุดส่งเสริมสุขภาพสัตว์ เช่น แร่ธาตุ ยาปฏิชีวนะ วิตามิน รวม 459 ชุด เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันและป้องกันโรคหลังน้ำท่วม
แจกถุงยังชีพสำหรับสัตว์ ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของเกษตรกรในระยะสั้น
จัดหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ ลงพื้นที่ดูแล รักษา และติดตามอาการสัตว์เจ็บป่วยอย่างใกล้ชิด
มาตรการเหล่านี้เป็นการช่วยเหลือระยะเร่งด่วน เพื่อให้สัตว์เลี้ยงรอดและฟาร์มยังไปต่อได้ในช่วงวิกฤติ
แผนเยียวยา 2568: ใครได้อะไร เท่าไหร่?
เมื่อสถานการณ์น้ำเริ่มลด ขั้นต่อไปคือการ สำรวจความเสียหายเชิงลึก เพื่อจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียสัตว์เลี้ยง
มีการสั่งการให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และสำนักงานปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเร่งลงพื้นที่สำรวจทันทีที่เข้าสู่ภาวะปกติ เพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องรอนาน
หลักเกณฑ์การเยียวยา แยกตามชนิดสัตว์ และช่วงอายุ พร้อมกำหนดจำนวนสูงสุดที่สามารถรับการช่วยเหลือต่อราย เพื่อให้การกระจายงบประมาณเป็นธรรมและครอบคลุมมากที่สุด
ตัวอย่างอัตราชดเชย เช่น
โค อายุ 2 ปีขึ้นไป
อัตราชดเชยไม่เกิน 35,000 บาท/ตัว
จำกัดไม่เกิน 5 ตัวต่อราย
กระบือ อายุ 2 ปีขึ้นไป
อัตราชดเชยไม่เกิน 39,000 บาท/ตัว
จำกัดไม่เกิน 5 ตัวต่อราย
ยังมีรายละเอียดสำหรับสัตว์ประเภทอื่นและช่วงอายุที่แตกต่างกัน ซึ่งใช้แนวคิดเดียวกัน คือ ชดเชยตามความเสียหายจริง ภายใต้เพดานช่วยเหลือสูงสุดต่อราย
เกษตรกรควรเตรียมตัวยังไงเพื่อรับเยียวยา
เพื่อให้การขอรับเงินชดเชยเป็นไปอย่างรวดเร็วและเรียบร้อย เกษตรกรควร
รวบรวมข้อมูลจำนวนสัตว์ที่ตายหรือสูญหาย แยกตามชนิดและช่วงอายุให้ชัดเจน
เก็บหลักฐานเท่าที่ทำได้ เช่น ภาพถ่ายคอกสัตว์ พื้นที่น้ำท่วม หรือซากสัตว์ (หากปลอดภัย)
รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอหรือผู้นำชุมชนทันทีที่สามารถติดต่อได้หลังน้ำลด
จดบันทึกวันที่ เวลา และเหตุการณ์โดยสังเขป เพื่อใช้ยืนยันข้อมูลตอนสำรวจ
ยิ่งเก็บข้อมูลครบและแจ้งเร็วเท่าไหร่ การช่วยเหลือก็มีโอกาสดำเนินการได้เร็วเท่านั้น
มองไปข้างหน้า: ฟาร์มสัตว์เลี้ยงต้องปรับตัวอย่างไร
เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนให้ทุกฟาร์มทั้งเล็กและใหญ่ต้องเริ่มคิดเรื่องการจัดการความเสี่ยงอย่างจริงจังมากขึ้น
แนวทางที่ควรพิจารณา เช่น
วางแผนอพยพสัตว์ล่วงหน้าในพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก
ปรับปรุงคอกให้อยู่ในจุดที่น้ำท่วมถึงยาก หรือยกพื้นสูง
เตรียมสำรองอาหารสัตว์และน้ำสะอาดในช่วงฤดูฝน
ขอคำแนะนำจากสัตวแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เรื่องการดูแลสุขภาพสัตว์หลังเกิดภัยพิบัติ
สำหรับคนรักสัตว์และเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทุกคน การวางแผนรับมือภัยธรรมชาติไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่คือ เกราะป้องกันอนาคตของฟาร์มและครอบครัว
ในช่วงที่ยังอยู่ท่ามกลางวิกฤติ หากคุณเป็นเกษตรกรใน 9 จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบ อย่าลังเลที่จะประสานงานกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อให้ได้รับการดูแลทั้งในมิติของสุขภาพสัตว์และการเยียวยาความเสียหายให้มากที่สุดเท่าที่สิทธิจะพึงได้รับ

